- หน้าแรก
- ผู้อัญเชิญลำดับหนึ่ง
- ตอนที่ 584 ผู้ใดกำลังเรียกเขา
ตอนที่ 584 ผู้ใดกำลังเรียกเขา
ตอนที่ 584 ผู้ใดกำลังเรียกเขา
ท่ามกลางสติสัมปชัญญะอันเลือนราง ชิงอูแว่วได้ยินเสียงเรียกขานที่แสนคุ้นเคย
ใครกันกำลังเรียกเขา...
เขาพยายามลืมตาขึ้น ทว่าภาพเบื้องหน้ากลับพร่าเลือนจนมองสิ่งใดไม่ชัดเจนเอาเสียเลย
"ชิงอู ชิงอู แข็งใจเอาไว้! ตั้งสติให้ดี ข้าจะถอนน้ำทมิฬให้เจ้าเดี๋ยวนี้แหละ!"
เสิ่นเยียนเอ่ยจบก็เงยหน้ามองไป๋เจ๋อที่อยู่ข้างกาย
ไป๋เจ๋อรู้ใจนางเป็นอย่างดี โดยไม่ต้องรอให้เสิ่นเยียนเอ่ยปากสั่ง เขาก็รวบรวมพลังแสงศักดิ์สิทธิ์เข้าโอบอุ้มปกคลุมบริเวณหน้าอกของชิงอูไว้ทันที
เสิ่นเยียนประคองร่างของชิงอูลง ก่อนจะสะบัดมือหยิบโอสถรักษาบาดแผลออกมาจากมิติเก็บของ บีบปากของเขาให้เปิดออกแล้วป้อนโอสถเม็ดนั้นลงไป
จากนั้นนางจึงเรียกให้ท่านอาเจิงมาช่วยอุดหนุนอีกแรง โดยนางต้องการใช้กลิ่นอายจากหินแสงศักดิ์สิทธิ์ขับไล่น้ำทมิฬออกมา
ท่านอาเจิงรีบถ่ายทอดพลังวิญญาณส่งให้นางทันที
เมื่อได้พลังวิญญาณอันกล้าแกร่งของท่านอาเจิงมาเกื้อหนุน ความเร็วในการถอนน้ำทมิฬออกจากร่างของชิงอูก็เพิ่มขึ้นอย่างเห็นได้ชัด
ทว่าตั้งแต่ต้นจนจบ เสิ่นเยียนกลับไม่ปรายตามองเสิ่นเช่อเลยแม้แต่น้อย
มีเพียงขุนนางเฒ่าและองครักษ์ไม่กี่คนเท่านั้นที่เดินเข้าไปช่วยพยุงร่างอันสะบักสะบอมของเขาไว้
ใบหน้าหล่อเหลาที่ซีดเซียวของเสิ่นเช่อดำทะมึนลงหลายส่วน เขาตวัดสายตาอันมืดมนดุดันจ้องมองไปทางชิงอู ก่อนเอ่ยถามคนข้างกายเสียงต่ำ
"เด็กหนุ่มผู้นั้นคือใคร?"
"กระหม่อมไม่ทราบพ่ะย่ะค่ะ"
เมื่อเสิ่นเช่อได้ยินดังนั้น ในใจก็อดคิดไม่ได้ว่า... หรือเด็กหนุ่มคนนี้จะเป็นหนึ่งในผู้ท้าชิงตำแหน่งพระสวามีขององค์หญิง?
จู่ๆ เสิ่นเช่อก็นึกเรื่องสำคัญขึ้นมาได้ เขาหันไปถามเหล่าขุนนางเฒ่า
"พวกท่านรู้แล้วใช่หรือไม่ว่าผู้ใดคือองค์หญิงตัวจริง?"
เหล่าขุนนางเฒ่าต่างมองหน้ากันเลิกลัก ก่อนจะพพยักหน้ารับด้วยสีหน้าซับซ้อน
"ทราบแล้วพ่ะย่ะค่ะ"
เสิ่นเช่อขมวดคิ้วมุ่น "แล้วองค์หญิงตัวปลอมเล่า?"
"หลบหนีไปแล้วพ่ะย่ะค่ะ"
เหล่าขุนนางเฒ่าเอ่ยตอบ ทันใดนั้นพวกเขากลับนึกเรื่องบางอย่างขึ้นมาได้ จึงรีบลดเสียงลงต่ำพลางถามด้วยสีหน้าพิกล
"อาเช่อ... เจ้าคงไม่ได้เสียตัวให้องค์หญิงตัวปลอมไปแล้วหรอกกระมัง?"
คำถามนี้ทำเอาเสิ่นเช่อถึงกับสะอึก ใบหน้าพลันมืดครึ้มลงทันควัน
"ไม่มีทาง"
เหล่าขุนนางเฒ่าลอบถอนหายใจด้วยความโล่งอก
"หากไม่ได้เป็นเช่นนั้น เจ้าก็ยังมีโอกาสช่วงชิงตำแหน่งพระสวามีขององค์หญิงอยู่นะ"
อันที่จริงแล้ว พวกเขาทุกคนต่างก็พึงพอใจและถูกชะตาในตัวเสิ่นเช่ออยู่ไม่น้อย
ทว่าพวกเขาก็อดไม่ได้ที่จะนึกถึงบุรุษที่คอยติดตามอยู่ข้างกายองค์หญิงก่อนหน้านี้... ชายผู้นั้นทั้งแข็งแกร่งและหล่อเหลา ช่างเหมาะสมคู่ควรกับองค์หญิงราวกับกิ่งทองใบหยก
หากจะกล่าวถึงข้อเสียเพียงข้อเดียวของชายผู้นั้น ก็คงมีเพียงเรื่องเดียว... เขาไม่ได้เป็นหนึ่งในผู้ท้าชิงตำแหน่งพระสวามีที่มหาราชครูคัดเลือกไว้ให้องค์หญิง
"องค์หญิงกำลังทำอะไรอยู่?"
เสิ่นเช่อทอดสายตาจดจ้องเสิ่นเยียนที่อยู่เบื้องหน้าไม่วางตา พลางเอ่ยถามขึ้น
ขุนนางเฒ่าผู้หนึ่งเอ่ยตอบ
"องค์หญิงกำลังถอนน้ำทมิฬเพื่อรักษาเด็กหนุ่มผู้นั้นอยู่พ่ะย่ะค่ะ"
เสิ่นเช่อฟังแล้วก็ขมวดคิ้วเล็กน้อย
นางถึงกับรู้วิธีถอนน้ำทมิฬเชียวหรือ? ซ้ำยังสามารถรักษาเยียวยามันได้ด้วยงั้นรึ?
ขุนนางเฒ่าอีกคนเอ่ยเสริม
"อาเช่อ เจ้าเองก็ถูกน้ำทมิฬกัดกร่อนเช่นกัน เจ้ารอสักครู่เถอะ ประเดี๋ยวองค์หญิงก็คงจะช่วยถอนน้ำทมิฬให้เจ้าแล้ว"
เสิ่นเช่อพยักหน้ารับด้วยสีหน้าเรียบเฉย
ในยามนี้ ผู้เฒ่าฉิวเก็บขวดบรรจุน้ำทมิฬเรียบร้อยแล้ว เขาค่อยๆ ช้อนตาขึ้นพลางใช้สัมผัสวิญญาณแผ่ขยายตรวจสอบบริเวณโดยรอบ ทว่ากลับไม่พบกลิ่นอายของท่านจุนซ่างผู้เป็นนายเลยแม้แต่น้อย ทำให้เขาต้องขมวดคิ้วมุ่น
หรือว่าท่านจุนซ่างจะพบเจอปัญหาเข้าแล้ว?
สายตาของผู้เฒ่าฉิวเลื่อนไปหยุดอยู่ที่ร่างของเสิ่นเยียน แววตาของเขาพลันลุ่มลึกขึ้น รูม่านตาแปรเปลี่ยนเป็นแนวตั้งรีดูอันตรายในชั่วพริบตา
บนเรือนร่างของเสิ่นเยียนมีกลิ่นอายโลหิตของท่านจุนซ่างอยู่...
เป็นท่านจุนซ่างที่เต็มใจมอบให้นางเองงั้นรึ?
ในใจของผู้เฒ่าฉิวเกิดความไม่พอใจขึ้นมาลึกๆ เขารู้สึกว่าท่านจุนซ่างช่างไม่รักและทะนุถนอมร่างกายของตนเองเอาเสียเลย ถึงกับยอมสละโลหิตบริสุทธิ์เพื่อมนุษย์ธรรมดาผู้หนึ่ง
เขาเก็บซ่อนอารมณ์ความรู้สึกทั้งหมดเอาไว้ ก่อนสืบเท้าเดินตรงไปยังทิศทางที่เสิ่นเยียนอยู่
ยามนี้ เสิ่นเยียนถอนน้ำทมิฬออกจากร่างของชิงอูจนหมดสิ้นแล้ว ทว่าเนื่องจากจิตสำนึกของเขาถูกกัดกร่อนซ้ำร่างกายยังบอบช้ำสาหัส ภายในระยะเวลาอันสั้นนี้เขาจึงยังไม่ฟื้นคืนสติขึ้นมา
เสิ่นเยียนหยัดกายลุกขึ้นยืนพลางสั่งการให้องครักษ์หลายคนนำตัวชิงอูกลับไปยังจวนตระกูลเสิ่นด้วยใบหน้าอิดโรยเหนื่อยล้า พร้อมกำชับให้พวกเขาดูแลรักษาเขาอย่างดีที่สุด
ทันทีที่เห็นเสิ่นเยียนลุกขึ้น เสิ่นเช่อก็อดรนทนไม่ไหวหมายจะก้าวเข้าไปหา ทว่าผู้เฒ่าฉิวกลับไวกว่าเพียงก้าวหนึ่ง ชั่วพริบตาก็มาปรากฏตัวอยู่เบื้องหน้าเสิ่นเยียนแล้ว
ผู้เฒ่าฉิวแย้มยิ้มพลางเอ่ยถาม
"แม่นางเสิ่น ท่านจุนซ่างของข้าเล่า?"
"ข้าเองก็ไม่ทราบเช่นกัน"
เสิ่นเยียนตอบเรียบๆ
รอยยิ้มบนใบหน้าของผู้เฒ่าฉิวชะงักค้างไปเล็กน้อย กลิ่นอายความยินดีจางหายไปไม่น้อย
เขาได้แต่ลอบบ่นพึมพำในใจ... ตนเองไม่เคยพบเจอสตรีที่เย็นชาเยือกเย็นปานนี้มาก่อนเลย แม้ร่องรอยของบุรุษในดวงใจจะยังไม่แน่ชัด แต่นางกลับยังคงสีหน้าสงบนิ่งได้เป็นปกติ ราวกับไม่มีสิ่งใดเกิดขึ้นอย่างนั้นแหละ
สุดท้ายผู้เฒ่าฉิวก็อดใจไม่ไหว เอ่ยถามขึ้นประโยคหนึ่ง
"แม่นางเสิ่น หรือว่าท่านไม่ได้พึงใจในตัวท่านจุนซ่างของข้าเท่าใดนัก?"
ทว่ายังไม่ทันที่เสิ่นเยียนจะได้เอ่ยปากตอบ เสิ่นเช่อก็สืบเท้ามาหยุดอยู่ข้างกายคนทั้งสองเสียแล้ว เขาเอ่ยขัดจังหวะบทสนทนาขึ้นทันที
"องค์หญิง โปรดช่วยข้าถอนน้ำทมิฬออกให้ด้วยจะได้หรือไม่?"
ผู้เฒ่าฉิวหรี่ตาลงเล็กน้อย ค่อยๆ ตวัดสายตามองเสิ่นเช่อ
"ตาเฒ่าอย่างข้าคาดไม่ถึงเลยจริงๆ ว่าฝีมือของเจ้าเขตเสิ่นจะอ่อนด้อยถึงเพียงนี้ ขนาดปัญญาจะปกป้องตนเองก็ยังไม่มี"
น้ำเสียงของเขาแฝงแววเย้ยหยันถากถางอย่างไม่คิดจะปิดบัง
เสิ่นเช่อช้อนตาขึ้นจ้องมองผู้เฒ่าฉิวอย่างเฉยชา ใบหน้าไร้ซึ่งคลื่นอารมณ์ใดๆ ก่อนตอบกลับด้วยน้ำเสียงราบเรียบ
"ข้าย่อมสู้ผู้เฒ่าฉิวไม่ได้อยู่แล้ว ท้ายที่สุดแล้ว ช่องว่างระหว่างอายุของพวกเราก็เห็นกันอยู่ทนโท่"
ผู้เฒ่าฉิวยิ้มพรายทว่านัยน์ตากลับเย็นเยียบ
"จริงด้วย ขนาดตาเฒ่าอย่างข้าเจ้ายังสู้ไม่ได้ แล้วจะเอาอะไรไปเทียบเคียงกับท่านจุนซ่างของข้าได้เล่า?"
บรรยากาศระหว่างคนทั้งสองคละคลุ้งไปด้วยกลิ่นอายดินปืนรุนแรงยิ่งนัก
ทันใดนั้น เสิ่นเยียนก็โพล่งขึ้นมาด้วยน้ำเสียงกังวานใสทว่าหนักแน่นเด็ดเดี่ยว
"ข้าชอบท่านจุนซ่างของพวกท่าน"
พอเสิ่นเช่อได้ยินคำนี้ สีหน้าพลันมืดครึ้มลงทันควัน เขาหันขวับกลับมาจ้องมองเสิ่นเยียนเขม็ง แววตาเผยความรู้สึกซับซ้อนยากจะปกปิด
เสิ่นเช่อยกมือขึ้นชี้ไปทางชิงอูที่กำลังถูกหามออกไป
"แล้วเขาเล่า?!"
ด้านผู้เฒ่าฉิวเมื่อได้ยินคำสารภาพของเสิ่นเยียน ใบหน้าพลันปรากฏรอยยิ้มปลาบปลื้มยินดี
"มีคำพูดประโยคนี้ของแม่นางเสิ่น ตาเฒ่าอย่างข้าก็วางใจแล้ว"
ทว่ายามนี้เสิ่นเช่อกลับไม่ได้สนใจปฏิกิริยาของผู้เฒ่าฉิว สายตายังคงจับจ้องเสิ่นเยียนเขม็งเพื่อคาดคั้นเอาคำตอบจากปากนาง
เสิ่นเยียนสบตากับเสิ่นเช่อด้วยแววตาราบเรียบ ก่อนเอ่ยเสียงเรียบ
"เขาคือสหายของข้า"
สหายงั้นรึ?... สีหน้าของเสิ่นเช่อค่อยๆ ผ่อนคลายลงเล็กน้อย
เสิ่นเช่อเอ่ยขึ้น
"องค์หญิง ลานประลองสัตว์ถือเป็นกิจการของตระกูลเสิ่นของพวกเรา วันนี้เกิดเรื่องวุ่นวายร้ายแรงถึงเพียงนี้ ซ้ำยังมีผู้คนล้มตายไปไม่น้อย เกรงว่าเรื่องนี้คงจะจัดการได้ยากยิ่ง"
ได้ยินคำนั้น ท่านอาเจิงที่อยู่ด้านข้างก็ขมวดคิ้วพลางเอ่ยขึ้น
"เจ้าเขตแห่งเขตที่เก้ามักมีความสัมพันธ์ไม้เบื่อไม้เมากับจวนตระกูลเสิ่นของพวกเรามาตลอด เกรงว่าหนนี้เขาคงใช้เรื่องนี้เป็นข้ออ้างมาเล่นงานพวกเราเป็นแน่พ่ะย่ะค่ะ"
สีหน้าของเสิ่นเยียนเคร่งขรึมลงเล็กน้อย
"พวกท่านสู้เจ้าเขตแห่งเขตที่เก้าได้หรือไม่?"
ท่านอาเจิงและคนอื่นๆ "..."
ท่านอาเจิงยิ้มขื่น
"หากสู้ได้ พวกเราก็คงไม่ปล่อยให้เขาได้นั่งตำแหน่งเจ้าเขตหรอกพ่ะย่ะค่ะ"
"เรื่องนี้ค่อยกลับไปหารือกันต่อเถอะ"
เสิ่นเยียนเม้มริมฝีปากแน่น ภายในเวลาอันสั้นนี้นางเองก็ยังคิดอ่านวิธีแก้ไขปัญหาไม่ออกเช่นกัน ท้ายที่สุดแล้วนางยังไม่ได้คุ้นเคยกับเขตที่เก้าและจวนตระกูลเสิ่นมากนัก
"พ่ะย่ะค่ะ องค์หญิง!"
คนทั้งหมดน้อมรับคำ
เสิ่นเยียนหันไปมองผู้เฒ่าฉิว
"ผู้เฒ่าฉิว ท่านมีวิธีพอจะตามหาท่านจุนซ่างของท่านได้หรือไม่?"
ผู้เฒ่าฉิวนิ่งเงียบไปครู่หนึ่งก่อนจะพยักหน้าตอบด้วยน้ำเสียงหนักแน่น
"มีวิธีอยู่ขอรับ"
ทว่าแววตาหลังจากนั้นกลับฉายแววลังเลใจสายหนึ่ง เสิ่นเยียนจับสังเกตจุดนี้ได้อย่างฉับไว จึงเอ่ยถามทันที
"เกิดอะไรขึ้น? มีอุปสรรคอะไรอย่างนั้นรึ?"
ผู้เฒ่าฉิวถอนหายใจยาวพลางอธิบาย
"ตาเฒ่าอย่างข้าสัมผัสได้ว่าท่านจุนซ่างกักเก็บกลิ่นอายของตนเองไว้จนหมดสิ้น ดูเหมือนเขาไม่ต้องการให้ใครตามหาตัวพบได้ง่ายๆ ด้วยเหตุนี้ ตาเฒ่าอย่างข้าจึงไม่แน่ใจว่าสมควรจะไปตามหาเขาดีหรือไม่..."