- หน้าแรก
- นกสองหัวอันดับหนึ่งแห่งต้าหมิง
- บทที่ 57 บ้านเหยียนควรล้มละลายได้แล้ว ตอนต้น
บทที่ 57 บ้านเหยียนควรล้มละลายได้แล้ว ตอนต้น
บทที่ 57 บ้านเหยียนควรล้มละลายได้แล้ว ตอนต้น
บทที่ 57 บ้านเหยียนควรล้มละลายได้แล้ว ตอนต้น
ไป๋อวี๋เห็นว่าผู้ตรวจการเว่ยถึงกับไม่มีความกล้าจะตัดสินในศาลวันนี้ ก็อดเร่งไม่ได้ว่า
“ท่านผู้ตรวจการพยายามรีบตัดสินหน่อย อย่าให้กระทบการสอบระดับเมืองของข้า”
ผู้ตรวจการเว่ยงงงัน และเกิดคำถามถึงวิญญาณขึ้นมาข้อหนึ่ง “เจ้าเป็นเช่นนี้แล้ว ยังคิดถึงการสอบระดับเมืองอีกหรือ?”
ไป๋อวี๋พูดอย่างชอบธรรมมั่นใจยิ่งว่า “เหตุใดข้าจะคิดถึงการสอบระดับเมืองไม่ได้?
หากการสอบระดับเมืองไม่ให้ข้าสอบผ่าน นั่นก็คือการโจมตีแก้แค้น นั่นก็คือความไม่เป็นธรรมในการสอบขุนนาง!”
คนในห้องตกตะลึงจนแทบไหม้ทั้งนอกทั้งใน ต่อให้เจ้าคิดเช่นนี้จริงๆ แต่ประกาศออกมาต่อหน้าสาธารณะเช่นนี้ดีแล้วหรือ?
หรือว่า เจ้าคิดจะเปลี่ยนการสอบระดับเมืองให้กลายเป็นเกมเปิดไพ่ตรงๆ?
ดังนั้นจู่ๆ นายกองพันเฉียนก็เข้าใจแล้วว่า เหตุใดไป๋อวี๋พูดไม่เข้าหูก็ชักดาบฟันคน
อย่างไรเจ้าผู้ว่าการนครซุ่นเทียนก็คือว่านไฉ่พรรคเหยียนสายแข็ง การสอบปกติย่อมไม่มีทางสอบผ่านอยู่แล้ว สู้ก่อเรื่องใหญ่ไปเลยดีกว่า นี่ช่างสอดคล้องกับสไตล์ของไป๋อวี๋มาก
เหมือนก่อนการสอบระดับอำเภอไม่มีผิด จงใจเปิดคดีใหญ่ตรวจสอบลัทธิบัวขาว จากนั้นไปข่มขู่นายอำเภอ
บนตัวไป๋อวี๋ นายกองพันเฉียนนับว่าได้รู้จักความหมายของคำว่า “ใช้ชีวิตเหมือนเล่นเกม” ใหม่อีกครั้งจริงๆ
เมื่อออกมาข้างนอก นายกองพันเฉียนก็พูดกับไป๋อวี๋ว่า “สอบก็สอบไปแล้ว จะไม่ขังเจ้าแล้ว เจ้ากลับบ้านไปเถอะ!”
ไป๋อวี๋ถามกลับอย่างประหลาดใจว่า “ข้ายังเป็นผู้ต้องสงสัยอยู่ ท่านก็ปล่อยข้าไป? ท่านไม่กลัวข้าหนีหรือ?”
นายกองพันเฉียนพูดอย่างหมดความอดทนว่า “ไปเถอะ ไปเถอะ! หากเจ้ากล้าหนี ข้าก็ยอมรับเอง! ข้าเองก็คร้านจะเฝ้าเจ้าแล้ว!”
ไป๋อวี๋พูดได้เพียงว่า ในอีกห้าร้อยปีต่อมาที่อ้างว่าให้ความสำคัญกับการปกครองด้วยกฎหมาย โลกก็ยังเต็มไปด้วยคณะละครเร่อยู่ทุกที่ ยิ่งไม่ต้องพูดถึงสังคมโบราณที่ปกครองด้วยคนเลย
ก่อนจากไป ยังมีเซี่ยวเว่ยชราคนหนึ่งเดินเข้ามากระซิบว่า “หัวหน้าธงไป๋! เรื่องที่ท่านฝากข้าจัดการ มีเค้าลางบางอย่างแล้ว
เมื่อวานข้าไปฟังเล่านิทานที่โรงน้ำชานั้นทั้งวัน ต่อไปอย่าฝากข้าไปทำเรื่องน่าเบื่อเช่นนี้อีก”
ไป๋อวี๋หัวเราะฮ่าๆ “ลำบากพี่ชายแล้ว! รอข้าได้ผลประโยชน์มา จะต้องขอบคุณอย่างหนักแน่นอน!”
เมื่อกลับถึงลานรวมที่ห่างหายไปหนึ่งวัน ไป๋อวี๋ก็พบว่า เพื่อนบ้านล้วนจับตามองตน แต่สายตากลับหลบเลี่ยงอยู่บ้าง ทำให้รู้สึกแปลกๆ
ไป๋อวี๋ไม่ได้ใส่ใจมากนัก แต่เมื่อเขามาถึงบ้านตนเองซึ่งเป็นห้องปีกตะวันออกของลานหน้า กลับเห็นเซี่ยต้ากำลังยืนอยู่หน้าประตู
ไป๋อวี๋ถามอย่างสงสัยว่า “เหตุใดเจ้าถึงยืนอยู่ข้างนอก?”
เซี่ยต้าชี้เข้าไปในห้อง แล้วตอบว่า “อาจารย์เหยียนบ้านตรงข้ามของท่านมาแล้ว กำลังพูดคุยอยู่ข้างใน ไม่อนุญาตให้ข้านั่งฟัง”
ไป๋อวี๋เดินไปถึงหน้าประตู พอดีได้ยินเสียงตาเฒ่าเหยียนดังออกมาจากในห้อง
“เมื่อวานมีคนในลานเห็นกับตาว่า เด็กบ้านเจ้าก่อเรื่อง ถูกขุนนางและนายทหารจับกุมคุมตัวอยู่บนถนน!
คิดไม่ถึงจริงๆ ว่าในลานของเราจะมีผู้กระทำผิดออกมาคนหนึ่ง!”
จากนั้นก็ได้ยินพ่อไป๋พูดว่า “เกี่ยวอะไรกับเจ้า!”
แต่ในเมื่ออาจารย์เหยียนจงใจวิ่งมาพูด ย่อมต้องมีการคำนวณเล็กๆ อยู่แน่นอน “ข้าเอาห้องตรงข้ามประตูสองห้องมาแลกห้องสองห้องของบ้านเจ้าเป็นอย่างไร?”
ในลานรวมทั้งหมด ห้องตรงข้ามประตูย่อมเป็นห้องตำแหน่งแย่ที่สุดอย่างแน่นอน อีกทั้งยังเป็นห้องที่บ้านตาเฒ่าหลี่สร้างเองเพื่อพอให้อยู่อาศัย คุณภาพก็แย่
คิดจะใช้ห้องตรงข้ามประตูสองห้องมาแลกกับห้องปีกลานหน้าสองห้องของบ้านไป๋ นั่นช่างหน้าหนาไปถึงระดับหนึ่งแล้วจริงๆ
เวลานี้พ่อไป๋ลงจากเตียงเตาไม่ได้ ยกง่ามเหล็กไม่ไหว ได้แต่ด่าอย่างโกรธเกรี้ยวแต่ไร้เรี่ยวแรงว่า “ไสหัวไป!”
อาจารย์เหยียนพูดอีกว่า “เหล่าไป๋! อย่าดื่มเหล้าคารวะแล้วไม่ดื่ม ไปดื่มเหล้าลงทัณฑ์ ระวังข้าจะเอาเรื่องบ้านพวกเจ้าไปพูดในที่ประชุมทั้งลาน!”
ไป๋อวี๋คิดไม่ถึงจริงๆ ว่าตาเฒ่าเหยียนผู้นี้จะโลภมากถึงเพียงนี้ ถึงกับเล็งมาที่บ้านตนอีกแล้ว
ขณะเดียวกันก็กลัวว่าบิดาจะถูกยั่วโมโหจนสิ้นใจ กระทบการพัฒนาส่วนตัวของตน อย่างไรเสียยุคนี้หากบิดามารดาตายก็ต้องไว้ทุกข์สามปี
ดังนั้นเขาจึงรีบเลิกม่านประตู เดินเข้าไปแล้วพูดกับอาจารย์เหยียนว่า “เรื่องของบ้านข้า ไม่ต้องรบกวนให้เจ้าห่วงใยแล้ว!”
อาจารย์เหยียนตกใจ เมื่อวานเห็นชัดว่ามีคนเห็นไป๋อวี๋ถูกขุนนางและนายทหารกลุ่มใหญ่จับตัวไป ดูเหมือนก่อเรื่องร้ายแรงมาก เหตุใดวันนี้จึงออกมาแล้ว?
เขาเหลือบมองเอวของไป๋อวี๋อีกครั้ง พบว่าดาบและป้ายที่เอวของไป๋อวี๋หายไปแล้ว
นี่น่าจะถูกไล่ออกแล้ว? ดังนั้นอาจารย์เหยียนจึงใจสงบลงอย่างมาก รอบนี้ฝ่ายที่ได้เปรียบคือข้า คืนนี้จะเปิดประชุมทั้งลานกดดัน!
หลังอาจารย์เหยียนออกไปแล้ว พ่อไป๋ก็รีบถามว่า “ดาบกับป้ายทีเอวของเจ้าเล่า?”
ไป๋อวี๋ไม่อยากให้บิดาคิดมากกังวลไปเปล่าๆ จึงตอบส่งๆ ว่า “เมื่อวานทำงานเกิดอุบัติเหตุนิดหน่อย เครื่องมือจึงถูกหัวหน้าเก็บไว้ชั่วคราว แต่ไม่มีเรื่องใหญ่อะไร เดี๋ยวก็คืนมาแล้ว”
“ไม่มีเรื่องใหญ่จริงหรือ?” พ่อไป๋พูดอย่างสงสัย “พวกเขาล้วนบอกว่าเจ้าถูกทหารทางการจับตัวไป”
ไป๋อวี๋ถามกลับว่า “หากมีเรื่องใหญ่อะไร หัวหน้าจะปล่อยข้ากลับบ้านเร็วขนาดนี้หรือ?”
“นั่นก็จริง” พ่อไป๋วางใจลงชั่วคราว
จากนั้นเขาก็ถามไป๋อวี๋ด้วยความโมโหอีกว่า “พูดมา! เจ้าแกล้งเป็นหมูหลอกกินเสือ ใช้กลยุทธ์ปล่อยเพื่อจับอยู่ใช่หรือไม่?”
ไป๋อวี๋เกือบหัวเราะออกมา “คำของท่านนี่ทันสมัยดีทีเดียว”
แต่พ่อไป๋ไม่ดีใจเลยสักนิด “พูดเรื่องจริงจัง เมื่อไรเจ้าจะจัดการตาเฒ่าเหยียนได้?
ไม่เช่นนั้นข้านอนอยู่บนเตียงเตาทุกวัน หลบก็หลบไม่ได้ เกรงว่าจะถูกทำให้ขยะแขยงจนอยู่ไม่ถึงตอนหายดี!”
ไป๋อวี๋ค่อนข้างประหลาดใจ “แผนการลึกซึ้งที่ข้าซ่อนไว้ขนาดนี้ ท่านยังมองออกอีกหรือ?”
พ่อไป๋กล่าวโทษว่า “เจ้าอ่านนิยายเรื่องเล่ามากเกินไปหรือไม่ กลอุบายกดก่อนเชิดขึ้นทีหลังชุดนี้ เจ้าคิดจะลากไปถึงเมื่อไร?”
ไป๋อวี๋หลบหัวข้อนี้ไม่พ้น จึงตอบว่า
“ข้าก็คิดถึงชื่อเสียงบ้านเราอยู่ไม่ใช่หรือ! ดังนั้นต้องรอให้จังหวะสุกงอมก่อน ค่อยลงมือได้ นี่เรียกว่าออกศึกอย่างมีนามอันชอบธรรม
ไม่เช่นนั้นหากไม่มีเหตุผลอันชอบธรรมเพียงพอ แล้วบังคับทำลายบ้านเหยียน หลังแพร่ออกไปล้วนพูดว่าบ้านข้ารังแกตาเฒ่าเหยียน เช่นนั้นชื่อเสียงบ้านเราก็พังแล้ว”
พ่อไป๋รำคาญตาเฒ่าเหยียนจนถึงที่สุดแล้ว ตบหัวเตียงเตาร้องว่า “ข้าไม่เอาชื่อเสียง ข้าเอาเพียงห้องปีกตะวันตกฝั่งตรงข้าม!”
“ได้ๆ” ไป๋อวี๋ถอนหายใจ “อากาศร้อนแล้ว บ้านเหยียนก็ควรล้มละลายได้แล้ว”
เมื่อนึกถึงผลประโยชน์ในอนาคต ไป๋อวี๋ก็พูดกับบิดาอย่างออกมาจากใจว่า “ข้าเองก็ทนพอกับการเบียดอยู่กับท่านแล้ว มีผู้หญิงก็ยังพากลับมาไม่ได้”
“ผู้หญิง?” พ่อไป๋จับคำสำคัญได้อย่างไวต่อความรู้สึก “ผู้หญิงอะไร?”
ไป๋อวี๋รีบปฏิเสธว่า “ไม่มี! ข้าเพียงสมมติว่ามีผู้หญิงเท่านั้น”
ยามพลบค่ำ ภายใต้คำเรียกร้องอย่างรุนแรงของอาจารย์เหยียน การประชุมทั้งลานก็เปิดขึ้นอีกครั้ง
ต่อหน้าท่านปู่หวังและเพื่อนบ้านทั้งหลาย อาจารย์เหยียนพูดอย่างฉะฉานว่า
“เมื่อวานพี่อวี๋บ้านไป๋ก่อเรื่องแล้วถูกจับ ข้าคิดว่า บ้านไป๋มีความจำเป็นต้องรายงานสถานการณ์ต่อเพื่อนบ้านอย่างพวกเราอย่างตรงไปตรงมา
ไม่เพียงต้องเล่าเหตุและผลให้ชัดเจน พวกเราเพื่อนบ้านเองก็ควรทำอะไรบางอย่างด้วย”
เซี่ยต้าร้องว่า “นั่นเป็นเรื่องส่วนตัวของบ้านไป๋ เกี่ยวอะไรกับเพื่อนบ้านอย่างพวกเรา? พวกเราก็ไม่ใช่ที่ว่าการที่มีหน้าที่ดูแลเรื่องนี้!”
อาจารย์เหยียนตำหนิว่า “นี่เป็นคำพูดโง่เขลาไม่รู้เรื่อง! อยู่ในลานเดียวกัน บ้านไป๋ก่อเรื่องจะไม่เกี่ยวข้องกับพวกเราได้อย่างไร?
ข้อแรก พวกเราจำเป็นต้องรู้ว่า เรื่องที่บ้านไป๋ก่อมีอันตรายต่อพวกเราหรือไม่ พวกเราควรมีสิทธิรู้!
ข้อสอง พวกเราต้องรับประกันและหลีกเลี่ยงการถูกพัวพัน! อย่างไรเสียบางครั้งทางการจะใช้กฎลงโทษเพื่อนบ้านร่วมกัน อยู่ในลานเดียวกัน จะไม่ถูกกระทบได้อย่างไร?”
เพื่อนบ้านทั้งหลายพากันกระซิบกระซาบ มีหลายคนเห็นด้วยตามๆ กันว่า “อาจารย์เหยียนพูดมีเหตุผล!”
ไป๋อวี๋เองก็ต้องยอมรับว่า อาจารย์เหยียนสมแล้วที่เคยอ่านหนังสือมาหลายปี วาทศิลป์และวิธีพูดนี้ไม่มีปัญหาเลย
ในลานใหญ่ถือว่านำห่างแบบทิ้งไม่เห็นฝุ่น หากไม่นับตัวเองเข้าไปด้วย
มีเพียงเซี่ยต้าที่ยังคงพยายามโต้แย้ง “ตาเฒ่าเหยียน สิ่งที่เจ้าพูดเหล่านี้ ไม่ใช่ล้วนเป็นการคิดไปเองของเจ้าหรอกหรือ! พี่อวี๋เคยพูดไว้ นี่เรียกว่าหวาดระแวงว่าตนถูกปองร้าย!”
อาจารย์เหยียนตอบทันทีว่า “จะเรียกว่าคิดไปเองได้อย่างไร? เช้าวันนี้ยังมีคนมาหาข้า ซักถามเรื่องของไป๋อวี๋
อย่างละเอียด!
หรือว่านี่ไม่ใช่เพราะไป๋อวี๋ไปก่อเรื่องข้างนอก จึงมีคนมาตามถึงที่? ข้าถูกพัวพันเข้าไปแล้วใช่หรือไม่?”
ประโยคนี้ทำให้ไป๋อวี๋ระแวดระวังขึ้นมาทันที เขาผลักเซี่ยต้าออกไป แล้วก้าวขึ้นหน้าถามด้วยตนเองว่า “ใครมาหาเจ้า? ถามอะไรเจ้า?”