- หน้าแรก
- เทพเซียน อาชีพของข้าสามารถเลื่อนขั้นได้ไร้ขีดจำกัด
- บทที่ 43 เพลงกระบี่สวรรค์เหมันต์
บทที่ 43 เพลงกระบี่สวรรค์เหมันต์
บทที่ 43 เพลงกระบี่สวรรค์เหมันต์
บทที่ 43 เพลงกระบี่สวรรค์เหมันต์
"คุณชายกลับมาแล้ว!"
สิ้นเสียงใสแจ๋วของสาวใช้ตัวน้อยสองคนที่เกล้าผมแกละคู่ ก็มีใบหน้าจิ้มลิ้มค่อยๆ ชะโงกหน้าออกมาจากหลังประตูอย่างกล้าๆ กลัวๆ แล้วมองมาที่เจียงเสวียนซึ่งยืนอยู่หน้าประตู จากนั้น เสิ่นเยว่หรงกับหลิ่วฮุ่ยก็เดินประคองกันออกมาจากเรือนใหญ่ โดยมีสาวใช้อีกคนถือถาดน้ำชาเดินตามหลังมาติดๆ
เมื่อเห็นสีหน้าตื่นตะลึงของเจียงเสวียน หลิ่วฮุ่ยก็ชิงหัวเราะขึ้นมาก่อนที่เสิ่นเยว่หรงจะได้อ้าปากพูด "เมื่อสองวันก่อน ฮูหยินใหญ่ตระกูลซูมาเยี่ยม เห็นว่าบ้านเจ้าเก่าไปหน่อย นางก็เลยถามความเห็นแม่ของเจ้า แล้วช่วยจัดการบูรณะใหม่ให้ทั้งหมดเลย"
"แล้วฮูหยินใหญ่ยังเห็นว่าแม่เจ้าเหนื่อยมาค่อนชีวิตแล้ว ควรจะได้เสวยสุขบ้าง ประกอบกับเห็นว่าเจ้าออกไปบำเพ็ญเพียรข้างนอก แม่เจ้าอยู่บ้านคนเดียวคงจะเหงาแย่"
"นางก็เลยหาคนมาช่วยดูแลแม่เจ้า" หลิ่วฮุ่ยชี้ไปที่สาวใช้ตัวน้อยสองคนแล้วยิ้มบางๆ "เสี่ยวหงกับเสี่ยวชิงไม่ใช่คนอื่นคนไกลหรอก พวกนางเป็นลูกของเพื่อนเก่าข้ากับแม่เจ้าน่ะ"
"มีพวกนางอยู่เป็นเพื่อน แม่เจ้าก็จะได้มีคนคอยดูแล แล้วก็ไม่เหงาด้วย"
"..." คำพูดนี้ทำให้เจียงเสวียนถึงกับอึ้งไปครู่หนึ่ง ไม่รู้จะพูดอะไรดี
แม้เขาจะรู้อยู่เต็มอกว่านี่คือการแสดงน้ำใจหวังผลของตระกูลซู แต่เขาก็ปฏิเสธไม่ได้เช่นกัน
เจียงเสวียนไม่ได้ฝึกวิชาตัดกิเลสไร้รักสักหน่อย ถ้าเขามีความสามารถ เขาก็ย่อมอยากให้แม่ได้อยู่ดีมีสุขอยู่แล้ว
แล้วเด็กๆ สองสามคนที่คุ้นหน้าคุ้นตากันดีพวกนี้ ก็ช่วยคลายความเหงาให้แม่ตอนที่เขาไม่อยู่ได้จริงๆ
สุดท้าย เขาก็ทำได้แค่ถอนหายใจในใจ
'สมแล้วที่เป็นตระกูลบำเพ็ญเพียรที่มีประวัติศาสตร์ยาวนานนับร้อยปี ขนาดให้ของขวัญยังให้แบบที่คนรับหาข้อติไม่ได้เลยสักนิด'
เจียงเสวียน: "หลังจากนี้ ข้าคงต้องออกไปบำเพ็ญเพียรข้างนอกจริงๆ มีคนอยู่เป็นเพื่อนท่านแม่ ข้าก็จะได้วางใจ... น้าหลิ่ว ฝากขอบคุณฮูหยินใหญ่ตระกูลซูแทนข้าด้วยนะ"
"เอ๊ะ?"
ท่าทางที่ยอมรับอย่างง่ายดายของเจียงเสวียน กลับทำให้หลิ่วฮุ่ยที่เตรียมคำพูดมาเกลี้ยกล่อมเป็นกระบุงถึงกับชะงักไปเลย นางอุตส่าห์คิดว่าคนอย่างเจียงเสวียนจะต้องปฏิเสธเสียงแข็งแน่ๆ
สิ่งที่ทำให้นางประหลาดใจยิ่งกว่าก็คือท่าทางของเจียงเสวียน
ก่อนหน้านี้ตอนที่สำนักศึกษาเพิ่งเปิด บนตัวเจียงเสวียนมักจะมีกลิ่นอายของความกังวลและความร้อนรนแผ่ออกมาตลอดเวลา ราวกับมีอะไรบางอย่างกำลังไล่กวดเขาอยู่ แต่ตอนนี้ ท่าทางของเขาดูสุขุมและนิ่งสงบขึ้นมาก กลิ่นอายรอบตัวก็เปลี่ยนไปราวกับคนละคน
'เกิดอะไรขึ้นกับเขากันแน่นะ?'
ในขณะที่หลิ่วฮุ่ยกำลังสงสัย เจียงเสวียนก็รู้ตัวดีว่าสถานการณ์และสภาพจิตใจของตัวเองในตอนนี้ มันแตกต่างไปจากเมื่อก่อนแล้วจริงๆ
ก่อนหน้านี้ เขาเป็นแค่ลูกหลานตระกูลยากจนตัวคนเดียว เวลาเผชิญหน้ากับการแย่งชิงของคนอื่น ก็ทำได้แค่ระวัง ระวัง แล้วก็ระวัง ยิ่งไม่กล้ารับของสุ่มสี่สุ่มห้าจากใครด้วย
เพราะถ้ารับมาแล้ว เขาก็คงหาทางตอบแทนได้ยาก
และตอนนั้นเจียงเสวียนเพิ่งจะระลึกชาติได้ เขาก็เพิ่งค้นพบว่าที่ๆ เขาอยู่ ไม่ใช่สังคมสมัยใหม่ที่มีกฎหมายคุ้มครอง แต่เป็นโลกแห่งเซียนที่ปลาใหญ่กินปลาเล็ก
ต่อให้เขารู้ว่าสำนักที่เขาอยู่คือสำนักฝ่ายธรรมะ แต่สภาพแวดล้อมแปลกตาที่เปลี่ยนไปกะทันหัน ระบบศักดินาโบราณ แถมยังมีแรงกดดันจากซ่งโจว อาจารย์ของสำนักศึกษา ทุกอย่างล้วนบีบให้เจียงเสวียนรู้สึกเหมือนเดินอยู่บนแผ่นน้ำแข็งบางๆ
ตอนนั้น เขาทำได้แค่ดิ้นรนสุดชีวิตเพื่อเพิ่มพลังให้ตัวเอง เพื่อจะได้เอาชีวิตรอด
แต่พอได้เข้าหุบเขาสี่ฤดู มีศิษย์พี่ศิษย์น้องกลุ่มหนึ่ง ความกังวลในใจของเจียงเสวียนก็เบาบางลงไปมาก
ในฐานะศิษย์สายในที่หุบเขาสี่ฤดูยอมรับ เขาไม่ใช่ตัวคนเดียวอีกต่อไปแล้ว
ถ้ามีปัญหา เขาก็ไม่ต้องแบกรับมันไว้คนเดียว แต่สามารถไปขอความช่วยเหลือจากผู้อาวุโสในหุบเขา หรือพวกเซี่ยเหอให้มาช่วยออกหน้าแทนได้
อย่างเรื่องที่ตระกูลซูคิดจะทวงบุญคุณ เพื่อให้เขาช่วยซูหลิ่นอิน เขาก็สามารถบอกปัดไปได้เลยว่าเรื่องนี้เขาตัดสินใจเองไม่ได้ ต้องไปบอกผู้อาวุโสในหุบเขา ให้พวกเขามาจัดการแทน
และการจะจ้างศิษย์จากตระกูลยากจน กับศิษย์สายในของหุบเขาสี่ฤดูน่ะ ราคาค่าตัวมันต่างกันลิบลับเลยนะ
ไอ้ของขวัญเล็กๆ น้อยๆ พวกเนี้ย ตระกูลซูไม่กล้าเอาไปอ้างกับผู้อาวุโสของหุบเขาสี่ฤดูหรอก
'บ้านธรรมดาๆ หลังเดียว กับสาวใช้อีกสองสามคน เจ้าจะให้ศิษย์หุบเขาสี่ฤดูของข้าสละคะแนน เพื่อช่วยให้เด็กตระกูลเจ้าเข้าสายในงั้นเหรอ หึ พวกเจ้าเห็นศิษย์สายในของหุบเขาสี่ฤดูเป็นขอทานรึไง นี่มันหยามกันชัดๆ!'
แล้วยิ่งมีหุบเขาสี่ฤดูหนุนหลังอยู่ ตระกูลซูก็คงไม่กล้าแตะต้องครอบครัวของเขาซี้ซั้วแน่
สถานะที่สูงขึ้น และการมีคนหนุนหลัง ในที่สุดก็ทำให้เจียงเสวียนปลดเปลื้องความตึงเครียดในใจลงได้เสียที เวลาจัดการเรื่องราวต่างๆ เขาก็สุขุมเยือกเย็นขึ้นมาก
แน่นอนว่านี่ไม่ได้หมายความว่าเจียงเสวียนจะเลิกพยายามนะ ไม่ว่าจะเป็นเพื่อการมีชีวิตอมตะ หรือเพื่อให้ได้เห็นทิวทัศน์ที่สวยงามยิ่งขึ้นหลังจากที่สถานะสูงขึ้น หรือแม้แต่เพื่อยกระดับสถานะของหุบเขาสี่ฤดู เพื่อเป็นการตอบแทนโจวชิง เซี่ยเหอ และคนอื่นๆ ที่คอยดูแลเขา ก้าวเดินบนเส้นทางบำเพ็ญเพียรของเขาก็ไม่มีทางช้าลงเด็ดขาด
แต่การที่มีผู้อาวุโสคอยคุ้มครองอยู่เบื้องหลัง ก็ทำให้เจียงเสวียนไม่ต้องกระวนกระวายเหมือนเมื่อก่อนอีกแล้ว
การที่เขาอ่านหนังสือในหอคัมภีร์ โดยไม่เน้นที่ความเร็วอีกต่อไป (แบบสุ่มหาหนังสืออ่านง่ายๆ สักสามร้อยเล่มมาท่องจำ) แต่ตั้งใจศึกษาตำราวิถีเต๋าทุกเล่มอย่างจริงจัง นั่นแหละคือข้อพิสูจน์ถึงการเปลี่ยนแปลงทางความคิดของเขา
แน่นอนว่า เรื่องราวที่เจียงเสวียนเผชิญมาทั้งหมดนั้น หลิ่วฮุ่ยย่อมไม่มีทางรู้ แต่ก็ไม่ได้ห้ามไม่ให้นางคาดเดาไปต่างๆ นานาได้
แต่ด้วยความเป็นคนรู้กาลเทศะ นางก็ทำได้แค่คาดเดาในใจ ไม่ได้ซักไซ้ไล่เลียงอะไรให้มากความ
...
นอกจากการกลับบ้านไปเยี่ยมแม่แล้ว ทุกๆ สองสามวัน เจียงเสวียนก็จะกลับไปที่สำนักศึกษาเต๋าเฉิน เพื่อเข้าเรียนสักคาบ และพูดคุยแลกเปลี่ยนกับต่งเฮ่าและคนอื่นๆ
แล้วเจียงเสวียนก็พบว่าตัวเองกำลังถูกเขม่นเข้าให้แล้ว
แน่นอนว่าไม่ใช่แค่เขาคนเดียวหรอกที่โดนเขม่น พอสังเกตดูดีๆ เขาก็พบว่าศิษย์ทุกคนที่ผ่านการทดสอบรอบแรกในวันที่เจ็ด และได้คะแนนระดับดีเลิศ ต่างก็ถูกจ้องมองด้วยสายตาที่ทั้งเร่าร้อนและไม่ยินยอมพร้อมใจ
"อย่าไปสนใจพวกนั้นเลย" คนที่ทักเจียงเสวียนขึ้นมาคือซูหลิ่นอิน วันนี้ต่งเฮ่าไม่ได้มาด้วย พอเห็นสายตาของคนพวกนั้น และเห็นความสงสัยของเจียงเสวียน นางก็เดินเข้ามาหาเขา แล้วอธิบายให้ฟังด้วยน้ำเสียงนุ่มนวล "พวกนั้นคือศิษย์ที่ผ่านเข้ารอบในวันที่แปดและวันที่เก้าด้วยคะแนนระดับดี คนพวกนี้ยังหวังจะเอาชนะเจ้า เพื่อเลื่อนเป็นระดับดีเลิศในการทดสอบรอบที่สองน่ะ"
"น่าเสียดายที่ก้าวช้าไปก้าวเดียว ก็เท่ากับช้าไปทุกก้าว การเลื่อนขั้นในสำนักศึกษาเต๋าเฉินน่ะ ไม่ยอมให้ศิษย์อย่างพวกเราชักช้าแม้แต่ก้าวเดียว การทดสอบรอบที่สอง โควตาระดับดีเลิศของสำนักศึกษาเต๋าเฉิน ไม่ใช่สี่ห้าสิบคนเหมือนรอบแรกหรอกนะ แต่มีแค่สิบคนเท่านั้น"
"พวกนั้นหมดสิทธิ์แล้วล่ะ"
ตอนที่พูดประโยคนี้ออกมา สายตาของซูหลิ่นอินมีความหมายแฝงอยู่ลึกซึ้ง
และเจียงเสวียนก็พอจะรับรู้ได้ลางๆ เหมือนกัน
แต่เขาไม่ได้ใส่ใจอะไร แค่ตอบซูหลิ่นอินกลับไปเรียบๆ "ขอบคุณคุณหนูซูที่เตือน"
"ไม่เป็นไร"
สิ้นคำ ซูหลิ่นอินที่เพิ่งจะให้คนไปบูรณะบ้านเก่าให้เขา แถมยังส่งสาวใช้มาให้อีกสองคน ก็ไม่ได้พูดอะไรต่อ แต่นางเลือกที่จะเดินจากไปอย่างเงียบๆ
การที่นางวางตัวได้พอเหมาะพอเจาะแบบนี้ กลับยิ่งเป็นการตอกย้ำข้อสันนิษฐานก่อนหน้านี้ของเจียงเสวียน
'ตระกูลซูกำลัง... รอให้ข้าร้อนรน รอให้ข้าเอ่ยปากขอความช่วยเหลือสินะ?'
พอคิดถึงแผนการของตระกูลซู แล้วหวนนึกถึงความก้าวหน้าของตัวเองในช่วงหลายวันที่ผ่านมานี้ มุมปากของเจียงเสวียนก็ยกขึ้นเป็นรอยยิ้มบางๆ ที่แทบจะสังเกตไม่เห็น
'ถ้ารอแบบนี้ต่อไป พวกเจ้าคงต้องรอเก้อแล้วล่ะ'
...
ในสำนักศึกษา เจียงเสวียนแค่มาดูลาดเลา ไม่ได้คิดจะอยู่นานนัก เวลาส่วนใหญ่ของเขาหมดไปกับการหมกตัวบำเพ็ญเพียรในหุบเขาสี่ฤดูมากกว่า
และในวันที่เจ็ดของการมาอยู่ที่นี่ หลังจากที่ฝึกฝน 《ตงจื้อ》 จนคล่องแคล่วแล้ว เจียงเสวียนก็เริ่มฝึกกระบวนท่ากระบี่ขั้นต่อไปอย่างเป็นทางการ:
หนึ่งเก้า・เงาเหมันต์ตามติด สองเก้า・เงาระเบิดน้ำแข็ง สามเก้า——เพลงกระบี่สวรรค์เหมันต์!