- หน้าแรก
- เทพเซียน อาชีพของข้าสามารถเลื่อนขั้นได้ไร้ขีดจำกัด
- บทที่ 37 กระบี่ที่หนึ่ง ฤดูหนาวอันหนาวเหน็บกำลังมาเยือน!
บทที่ 37 กระบี่ที่หนึ่ง ฤดูหนาวอันหนาวเหน็บกำลังมาเยือน!
บทที่ 37 กระบี่ที่หนึ่ง ฤดูหนาวอันหนาวเหน็บกำลังมาเยือน!
บทที่ 37 กระบี่ที่หนึ่ง ฤดูหนาวอันหนาวเหน็บกำลังมาเยือน!
เมื่อได้ฟังข้อบกพร่องที่เจียงเสวียนชี้ให้เห็น อู๋ซานก็ขมวดคิ้วครุ่นคิดเป็นอันดับแรก จากนั้นเขาก็เดินไปที่หน้าหม้อสำริด หยิบข้าวที่เหลืออยู่ไม่กี่เม็ดเข้าปาก แล้วค่อยๆ ลิ้มรสอย่างละเอียด
ผ่านไปไม่กี่อึดใจ อู๋ซานก็ลืมตาโพลง สายตาที่มองเจียงเสวียนเต็มไปด้วยความตื่นเต้นและดีใจอย่างเหลือเชื่อ
"นี่มันเรื่องจริงเหรอเนี่ย... เจ้าสัมผัสถึงข้อบกพร่องของอาหารวิญญาณได้จริงๆ หรือ?!"
เจียงเสวียนไม่ได้ปฏิเสธ แค่ตอบเรียบๆ ว่า "ลิ้นข้าก็แค่รับรสได้ไวกว่าคนอื่นนิดหน่อยเท่านั้นเองขอรับ"
"นี่มันไม่ได้เรียกว่าไวแค่นิดหน่อยแล้วนะ" พูดจบ อู๋ซานก็ทำหน้าจริงจัง ราวกับตัดสินใจอะไรบางอย่างได้ เขาก้าวไปข้างหน้า คว้าไหล่เจียงเสวียนไว้แน่น แล้วพูดเสียงเข้ม "เจียงเสวียน มาอยู่หุบเขาฤดูร้อนกับพวกเราเถอะ!"
"เจ้าไม่เพียงแต่เข้าใจมรรคาแห่งแสงแดดอันอบอุ่นได้จากการกินข้าวแค่มื้อเดียว แต่ยังมีพรสวรรค์ในการชิมรสที่เก่งกาจขนาดนี้ นี่มันเกิดมาเพื่อสืบทอดวิชาของหุบเขาฤดูร้อนเราชัดๆ! ขอแค่เจ้ายอมมา ไม่เกินสิบปี ตำแหน่งศิษย์เอกของหุบเขาฤดูร้อน ต้องเป็นของเจ้าแน่นอน!"
"เอ๊ะ?!" คำพูดตื่นเต้นของอู๋ซาน บวกกับคำชมที่มีต่ออนาคตของเจียงเสวียน ทำเอาเซี่ยเหอถึงกับงงเป็นไก่ตาแตก
ส่วนเจียงเสวียน สีหน้ายังคงเรียบเฉย "วิชาของหุบเขาฤดูร้อน ข้าย่อมเรียนแน่ขอรับ"
คำพูดนี้ทำให้อู๋ซานเข้าใจทันที ว่าเจียงเสวียนก็ยังยืนกรานที่จะเดินบนเส้นทางมรรคาวัฏจักรสี่ฤดูอยู่ดี
และนั่น ก็ทำให้เขาทำหน้าเหมือนมีอะไรอยากจะพูดแต่ก็พูดไม่ออก
ก่อนหน้านี้ เขาไม่ได้คัดค้านที่เจียงเสวียนเลือกทางนี้
เส้นทางนี้มีความเสี่ยงสูงก็จริง แต่ถ้าทำสำเร็จ ผลตอบแทนก็ประเมินค่าไม่ได้ แถมตอนนั้น เขากับเจียงเสวียนก็ยังไม่ได้สนิทอะไรกัน เพิ่งเจอกันครั้งเดียว จะให้ไปก้าวก่ายห้ามปรามอะไรมากมายก็คงไม่เหมาะ
แต่ตอนนี้มันไม่เหมือนเดิมแล้ว
กินข้าวแค่มื้อเดียวก็เข้าใจมรรคาแห่งแสงแดดอันอบอุ่นได้ แถมยังสามารถรับรู้ถึงข้อบกพร่องของอาหารวิญญาณผ่านการชิมได้อีก พรสวรรค์แบบนี้ สำหรับหุบเขาฤดูร้อนแล้ว มันคือสมบัติล้ำค่าที่ประเมินค่าไม่ได้ชัดๆ
พูดกันตรงๆ ขอแค่เจียงเสวียนยังมีชีวิตอยู่ และได้กินอาหารวิญญาณที่เขาทำเป็นประจำ เขาก็จะสามารถชี้แนะข้อบกพร่องในการทำอาหารของอู๋ซานได้ตลอด ทำให้ฝีมือทำอาหารของเขาก้าวหน้าไปได้อย่างมั่นคง ไม่มีคอขวดอีกต่อไป
และในหุบเขาฤดูร้อน ฝีมือทำอาหารกับระดับการบำเพ็ญเพียร มันเกี่ยวข้องกันอย่างใกล้ชิด
แถมเขายังคาดหวังในตัวเจียงเสวียนไว้สูงกว่านั้นอีก
ในนิกายเสินเซียว ระดับของวิชาในแต่ละสาย ไม่ได้ตายตัวเสมอไป ถ้ามีอัจฉริยะหรือยอดฝีมือ ก็สามารถปรับปรุง แก้ไข หรือพัฒนาวิชาได้ในระดับหนึ่ง
พวกอัจฉริยะระดับสุดยอด บางคนถึงกับสามารถยกระดับชั้นของวิชาได้โดยตรงเลยด้วยซ้ำ
และในสายตาของอู๋ซาน เจียงเสวียนก็มีศักยภาพแบบนั้นแหละ
'เจียงเสวียนเข้ากับหุบเขาฤดูร้อนได้ดีจนไม่มีใครเทียบติด พรสวรรค์ก็เป็นเลิศ ถ้าเขายอมอยู่ที่หุบเขาฤดูร้อนและตั้งใจบำเพ็ญเพียร ก็มีโอกาสที่จะกำจัดข้อบกพร่องสำคัญของ 《บทสวดประกายไฟบริสุทธิ์》 และยกระดับมันขึ้นไปเทียบเท่าสายกลางได้'
'ถ้าถึงตอนนั้น ไม่ใช่แค่สถานะของหุบเขาฤดูร้อนจะสูงขึ้น แต่เส้นทางการบำเพ็ญเพียรของข้าเอง ก็จะราบรื่นขึ้นเป็นร้อยเท่า'
พอรู้ว่าความปลอดภัยของเจียงเสวียน เกี่ยวข้องกับเส้นทางการบำเพ็ญเพียรของตัวเองแบบนี้ อู๋ซานก็ยิ่งไม่อยากให้เจียงเสวียนไปฝึก 《เคล็ดวัฏจักรสี่ฤดู》 ที่อันตรายสุดๆ นั่นเข้าไปใหญ่
แต่เขาก็รู้ตัวดีว่า คนพูดไม่เก่งอย่างเขา คงห้ามเจียงเสวียนไม่ได้ เพราะงั้น พอเจียงเสวียนปฏิเสธ เขาก็เลยไม่เซ้าซี้ต่อ
แต่เขาก็ไม่ได้ปล่อยเรื่องนี้ผ่านไปหรอกนะ
พอเจียงเสวียนกินอิ่มและตามเซี่ยเหอไปฝึกเพลงกระบี่ อู๋ซานก็ทิ้งหม้อสำริดใบใหญ่ที่ปกติหวงนักหวงหนาไว้ แล้วหันหลังวิ่งสุดฝีเท้าตรงไปยังใจกลางหุบเขาฤดูร้อนทันที
'เรื่องนี้ ต้องรีบไปรายงานท่านเจ้าหุบเขาเดี๋ยวนี้เลย!'
...
ในขณะที่อู๋ซานกำลังรีบร้อนไปหาเจ้าหุบเขา อีกด้านหนึ่ง เซี่ยเหอก็พาเจียงเสวียนมาถึงลานเล็กๆ แห่งหนึ่งที่อยู่ทางเหนือของหมู่บ้านดินเหลือง ติดกับทะเลสาบฤดูหนาว
ในลานบ้าน มีหญิงชราหน้าตาใจดีคนหนึ่งกำลังนอนหลับตาพริ้มอยู่บนเก้าอี้ไม้ไผ่ ห่างออกไปไม่ไกล ตี๋ชวนกำลังหลับตาทำความเข้าใจมรรคาแห่งกระบี่อยู่ แต่สภาพของเขาตอนนี้ดูน่าเวทนาเอามากๆ ——นอกจากหน้าจะซีดเผือดแล้ว ตัวยังเปียกโชกไปทั้งตัว เหมือนเพิ่งถูกงมขึ้นมาจากทะเลสาบยังไงยังงั้น
"???"
ระหว่างที่เจียงเสวียนกำลังงง พอเห็นหญิงชรา เซี่ยเหอก็รีบเข้าไปทักทายอย่างร่าเริงและเป็นกันเองทันที
"ยายหลาน ข้ามาเยี่ยมแล้วเจ้าค่ะ"
เสียงใสแจ๋วร่าเริงของเธอ ทำให้หญิงชราคนนั้นตื่นขึ้นมา
"เซี่ยเหอน้อยมาแล้วเหรอ" พอลืมตาขึ้นมา หญิงชราก็ยิ้มให้เซี่ยเหอที่วิ่งเข้ามาหาก่อน จากนั้นก็เลื่อนสายตาไปมองเจียงเสวียน คิ้วขมวดเข้าหากันนิดนึงแทบจะสังเกตไม่เห็น
เซี่ยเหอไม่ทันสังเกตเห็นจุดนี้ เธอบีบนวดไหล่ให้ยายหลานอย่างคล่องแคล่ว พร้อมกับแนะนำอย่างตื่นเต้น "ยายหลาน นี่ไงเจียงเสวียนที่ข้าเล่าให้ฟังเมื่อวาน! เขาเก่งมากเลยนะ เมื่อวานแค่ชิมผักตามฤดูกาลรอบเดียว ก็เข้าใจมรรคาสี่ฤดูได้หมดเลย!"
"วันนี้ ศิษย์พี่อู๋ซานก็บอกว่าเจียงเสวียนพรสวรรค์สุดยอดมาก..."
"การที่สามารถเข้าใจมรรคาสี่ฤดูได้ผ่านการชิมผักผลไม้ พรสวรรค์ด้านความเข้าใจก็ถือว่าไม่เลวเลย ดูจากกลิ่นอายบนตัวเจ้า ก็ไม่แปลกใจเลยที่เจ้าบื้ออู๋ซานนั่นจะให้ความสำคัญกับเจ้าขนาดนี้" หลังจากฟังคำชมของเซี่ยเหอ ยายหลานก็พยักหน้าเห็นด้วย ก่อนจะเปลี่ยนเรื่องคุยทันที "แต่เจ้าแน่ใจนะว่ามาไม่ผิดที่ กลิ่นอายแสงแดดอบอุ่นบนตัวเจ้า ไปเรียนหมางจ้ง·ต้นไม้ไฟดอกไม้เงิน น่าจะเหมาะกว่านะ"
เจียงเสวียนประสานมือคารวะ แล้วตอบกลับด้วยความหนักแน่นและเยือกเย็น "เรียนผู้อาวุโส วิชาหมางจ้งข้าก็จะเรียนเหมือนกันขอรับ แต่วิชากระบี่เก็บซ่อนดับสูญ กับความลึกลับของวัฏจักรสี่ฤดู มันเกี่ยวข้องกันลึกซึ้งกว่า ข้าก็เลยอยากเริ่มเรียนวิชานี้ก่อนขอรับ"
"หึหึ... มาอีกคนแล้ว พวกที่คิดว่าตัวเองดวงแข็ง จะผ่านวัฏจักรสี่ฤดูไปได้" ยายหลานแค่นหัวเราะเยาะ "แต่เจ้ารู้ไหมว่า เพราะความอันตรายของวัฏจักรสี่ฤดู คนที่กล้ามาฝึกวิชานี้ ถ้าไม่ใช่พวกที่พรสวรรค์สุดยอด ก็ต้องเป็นพวกจิตใจเข้มแข็ง ไม่กลัวตาย หลายปีมานี้ ข้ายังไม่เคยเห็นพวกหางแถวที่ไหนกล้ามาลองดีเลย แต่ถึงอย่างนั้น สุดท้ายแล้ว โอกาสที่จะผ่านวัฏจักรสี่ฤดูไปได้ ก็มีแค่สามในสิบอยู่ดี!"
คำพูดนี้ทำเอาเจียงเสวียนหน้าเครียดขึ้นมาทันที และประเมินความอันตรายของ 《เคล็ดวัฏจักรสี่ฤดู》 สูงขึ้นไปอีกระดับ
แต่ในขณะที่ในใจรู้สึกเคร่งเครียด เจียงเสวียนก็ยิ่งเชื่อมั่นในพันธะรากฐานเต๋าของตัวเองมากขึ้นไปอีก
และนี่ ก็ทำให้คำตอบของเจียงเสวียนไม่มีความลังเลเลยสักนิด "ข้าจะผ่านการเวียนว่ายตายเกิดนี้ไปให้ได้ขอรับ"
หลังจากเจียงเสวียนตอบ ตี๋ชวนที่เพิ่งตื่นจากภวังค์ก็พูดขึ้นมาบ้าง: "ข้าก็จะผ่านไปให้ได้เหมือนกัน"
"หึหึ..." แต่คำพูดของคนหลัง กลับทำให้รอยยิ้มเยาะเย้ยบนใบหน้าของยายหลานชัดเจนยิ่งขึ้น "อย่างเจ้าเนี่ยนะ วิชาดับสูญน่ะเรียนมาได้เหมือนเป๊ะเลย แต่การจะให้ต้นไม้แห้งเหี่ยวกลับมามีชีวิตอีกครั้ง มันไม่ได้ดูที่ความดับสูญ แต่มันดูที่พลังชีวิต ดูจากสภาพของเจ้าตอนนี้ โอกาสที่จะเกิดใหม่ได้สำเร็จ มีไม่ถึงหนึ่งในสิบด้วยซ้ำ"
หลังจากเยาะเย้ยตี๋ชวนเสร็จ ยายหลานก็หันไปมองเจียงเสวียน "ในเมื่อเจ้ารนหาที่งั้น ยายแก่คนนี้ก็จะสนองให้"
"อยากเรียนกระบี่เก็บซ่อนดับสูญใช่ไหม? ลงไปแช่ในทะเลสาบซะ!"
"ตู้ม!"
"เอ๊ะ?!"
ยังไม่ทันที่เจียงเสวียนจะได้ตั้งตัว พลังที่ไม่อาจต้านทานได้ ก็พุ่งออกมาจากตัวยายหลาน พลังนั้นรวดเร็วดั่งสายฟ้าแลบ เข้ามาพันรอบตัวเจียงเสวียนในพริบตา
วินาทีต่อมา ทั้งร่างของเขาก็ถูกพลังนั้นหอบเอาไป แล้วทุ่มลงไปในทะเลสาบน้ำแข็งของหุบเขาฤดูหนาวอย่างจัง
"ซี้ด..."
วินาทีที่ตกน้ำ ความเย็นยะเยือกที่หนาวจนกระดูกสะท้าน ก็แทรกซึมเข้าสู่ร่างกายของเจียงเสวียนทันที
ที่นี่คือดินแดนศักดิ์สิทธิ์พิเศษ อุณหภูมิของน้ำในทะเลสาบมันไม่ได้หยุดอยู่แค่ศูนย์องศาแน่ๆ ต่อให้เจียงเสวียนมีพลังเวทคุ้มกาย ก็ยังต้านทานการกัดกร่อนของความเย็นยะเยือกนี้แทบไม่ไหว
——เพิ่งถูกโยนลงไปในทะเลสาบแค่สองสามอึดใจ ความหนาวเย็นก็แทรกซึมเข้าไปในร่างกายของเจียงเสวียน ทำให้เขารู้สึกปวดแปลบไปทั่วทุกรูขุมขน ราวกับถูกเข็มน้ำแข็งนับไม่ถ้วนทิ่มแทง
แม้กระทั่งพลังเวทในเส้นชีพจร ก็ยังเริ่มไหลเวียนติดขัดเพราะความหนาวเย็นที่กัดกิน
แต่เมื่อต้องเผชิญหน้ากับอันตรายเช่นนี้ เจียงเสวียนกลับไม่ได้ร้อนรน หรือตกใจกลัวเลยแม้แต่น้อย เขาไม่คิดหาทางหนีขึ้นจากทะเลสาบน้ำแข็งเลยด้วยซ้ำ
เขารู้ดีว่า ในนิกายเสินเซียว แถมยังมีเซี่ยเหออยู่ข้างๆ ยายหลานไม่มีทางทำร้ายเขาถึงตายอย่างไร้เหตุผลแน่นอน
ด้วยเหตุนี้ หลังจากถูกโยนลงทะเลสาบน้ำแข็งได้ไม่นาน เขาก็ตั้งสติได้อย่างรวดเร็ว
วินาทีต่อมา เขาก็ดึงกระบี่ไม้ไผ่ชิงหลีที่พกติดตัวตลอดออกมา แล้วนั่งขัดสมาธิกลางน้ำเย็นเฉียบนั้นเลย
ภาพนี้ ยายหลานสัมผัสได้ทั้งหมด และนางก็พยักหน้าอย่างพอใจ "มีสติไม่ตื่นตระหนกยามเจอวิกฤต เป็นต้นกล้าที่ดีจริงๆ"
แต่พอชมเสร็จ หันไปเห็นเซี่ยเหออยู่ข้างๆ นางก็แค่นหัวเราะอีกรอบ "แต่ก็โง่มากเหมือนกัน นิกายเสินเซียวมีสายสืบทอดตั้งเยอะแยะไม่ยอมเลือก ดันมารนหาที่ตายเลือกวิชาของหุบเขาสี่ฤดู โง่ไม่มีใครเกินเลยจริงๆ"
ถึงปากจะด่า แต่เธอก็ยังร่ายคาถากระบี่ เปิดการทำงานของค่ายกลสืบทอดวิชาที่อยู่ใต้ทะเลสาบน้ำแข็งของหุบเขาฤดูหนาว
"วิ้ง——!"
เมื่อร่ายคาถาเสร็จ ศิลาจารึกสีดำสนิทใต้ทะเลสาบน้ำแข็งก็สั่นสะเทือนเบาๆ พร้อมกับแรงสั่นสะเทือน ลวดลายมรรคาอันลึกลับบนศิลาจารึก ก็สว่างวาบขึ้นมาในพริบตา
จากนั้น ข้อมูลพิเศษสายหนึ่ง ก็พุ่งตรงเข้าสู่ห้วงจิตสำนึกของเจียงเสวียน
"วิ้ง——!"
ข้อมูลที่ถาโถมเข้ามาทำเอาเจียงเสวียนถึงกับสมองตื้อไปชั่วขณะ แต่พอตั้งสติได้ เขาก็พบว่า ในหัวของเขามีแก่นแท้ของเพลงกระบี่ 《กระบี่เก็บซ่อนดับสูญ》 สามระดับแรกเพิ่มเข้ามาแล้ว
พอได้ลองสัมผัสและทำความเข้าใจนิดหน่อย เจียงเสวียนก็รู้แล้วว่า ทำไมยายหลานถึงโยนเขาลงมาในทะเลสาบน้ำแข็ง——เพราะที่นี่ คือสถานที่ที่ดีที่สุดในการฝึกฝน 《กระบี่เก็บซ่อนดับสูญ》 เพลงกระบี่นี้
"《ตงจื้อ·เก็บซ่อนดับสูญ》 ไม่คิดเลยแฮะ ว่าคำว่าตงจื้อของวิชานี้ จะไม่ใช่แค่ชื่อฤดูกาล แต่ยังเป็นจุดเริ่มต้นของมรรคาในเพลงกระบี่นี้ด้วย"
ฤดูหนาวคือจุดสูงสุดของความเป็นหยินในรอบปี แต่ความหนาวเหน็บของฤดูหนาว ไม่ได้เกิดขึ้นในชั่วพริบตา แต่ค่อยๆ คืบคลานเข้ามาทีละนิด
ตงจื้อ (เหมายัน) ไม่ใช่ช่วงเวลาที่หนาวที่สุดของปี แต่เป็นจุดเริ่มต้นที่แท้จริงของฤดูหนาว——นับตั้งแต่ยามจื่อของวันตงจื้อ พลังหยินขั้นสุดระหว่างฟ้าดินจะไม่ถูกกักเก็บไว้อีกต่อไป แต่จะปลดปล่อยออกมาสู่โลกมนุษย์อย่างเต็มที่ และหมุนเวียนไปทุกเก้าวัน เข้าสู่ช่วงฤดูหนาวอันยาวนาน "เก้าเก้าแปดสิบเอ็ดวันแห่งความหนาวเหน็บ"
และซานจิ่ว ซื่อจิ่ว (ช่วงที่สามและสี่ของเก้าเก้าแปดสิบเอ็ดวัน) ที่ชาวบ้านพูดถึงกัน ก็คือช่วงเก้าวันที่สามและสี่หลังจากวันตงจื้อนั่นเอง
ในขณะเดียวกัน จากข้อมูลบนศิลาจารึกเมื่อครู่ เจียงเสวียนก็รู้แล้วว่า หัวใจสำคัญของเพลงกระบี่ที่เริ่มต้นจากตงจื้อ กระบวนท่าแรกนี้ ก็คือคำว่า "กำลังจะมาถึง!"
กระบี่เก็บซ่อนดับสูญ เพลงกระบี่นี้ ไม่เหมือนกับวิชากระบี่ทั่วไป ที่ต้องต่อสู้พัวพันกับศัตรูเพื่อหาช่องโหว่ แล้วค่อยใช้กระบวนท่าที่แยบยลเอาชนะ
แต่มันคือการรวบรวมพลังทั้งหมดไว้ที่จุดเดียว (เก็บซ่อน) แล้วปล่อยออกไปเพื่อปลิดชีพในดาบเดียว (ดับสูญ)
"คล้ายๆ กับวิชาชักดาบสังหารในวิชาดาบนั่นแหละ"
"ต่างกันตรงที่ การสังหารในดาบเดียวของวิชาชักดาบสังหาร อาศัยพลังระเบิด ความรวดเร็ว และความซ่อนเร้นในวินาทีที่ชักดาบ เพื่อลอบโจมตีศัตรู นี่คือวิชาที่เน้นการลอบโจมตีเพื่อเอาชนะ"
"แต่วิชากระบี่เก็บซ่อนดับสูญของหุบเขาฤดูหนาวกลับต่างออกไป นี่ไม่ใช่แค่วิชากระบี่ แต่ยังเป็นการขัดเกลาจิตใจด้วย มันต้องการให้ผู้บำเพ็ญเพียรที่ฝึกวิชานี้ มีความกล้าที่จะเผชิญหน้ากับความหนาวเหน็บ ไม่เกรงกลัวต่อความตาย มีเพียงวิธีนี้เท่านั้น ผู้บำเพ็ญเพียรจึงจะสามารถผ่านพ้นฤดูหนาว และฟื้นคืนชีพในฤดูใบไม้ผลิได้"
ความแตกต่างของหลักการ ทำให้ 《ตงจื้อ·กระบี่เก็บซ่อนดับสูญ》 ไม่เน้นการลอบโจมตี แต่กลับเน้นความเปิดเผย
เพลงกระบี่กระบวนท่าแรก 【ตงจื้อ】 นี้ ก็ไม่ได้เน้นความซ่อนเร้นเหมือนวิชากระบี่ทั่วไป แต่กลับทำตรงกันข้าม โดยต้องการให้ผู้บำเพ็ญเพียร ปลดปล่อยเจตนากระบี่และไอเย็นอันเหนือชั้นออกมาข่มขวัญศัตรูอย่างเปิดเผย——เหมือนกับฤดูหนาวอันหนาวเหน็บกำลังมาเยือน ที่ต้องมีลมหนาวพัดโชยมาก่อนเสมอ
พฤติกรรมนี้ดูเหมือนจะไม่เป็นผลดีต่อการโจมตีปลิดชีพในดาบเดียว แต่จริงๆ แล้วไม่ใช่เลย
ไม่ใช่แค่ความมืดเท่านั้นที่ช่วยพรางตัวได้ แสงสว่างที่จ้าเกินไป ก็ทำให้คนตาบอดได้เหมือนกัน
และตงจื้อ ก็จะทำให้เจียงเสวียนปลดปล่อยจิตสังหารและความตายอันเงียบงันออกมาปกคลุมทุกสรรพสิ่ง
เมื่อจิตสังหารแห่งการดับสูญนี้ปกคลุมไปทั่วร่างศัตรู สัมผัสวิญญาณไปทางไหนก็เจอแต่ภัยคุกคามถึงชีวิต พวกเขาก็จะยิ่งไม่สามารถกะเกณฑ์ได้เลยว่า กระบี่ปลิดชีพนี้จะแทงมาจากทิศทางไหน
ไม่เพียงเท่านั้น จิตสังหารแห่งการดับสูญที่มาจากฤดูหนาวอันหนาวเหน็บนี้ ยังจะแช่แข็งร่างกาย พลังเวท จิตวิญญาณ หรือแม้กระทั่งความคิดของศัตรู ทำให้พวกเขาเกิดความหวาดกลัว จนปั่นป่วนและเสียกระบวนไปเอง
"วิชากระบี่ที่ดีมาก หลักการก็ยอดเยี่ยมสุดๆ เพียงแต่... การฝึกฝนวิชานี้ มันก็ออกจะไม่ใช่มนุษย์ไปหน่อยนะ"
ตงจื้อน่ะดีอยู่หรอก แต่โลกใบนี้มีคำพูดที่ว่า สิบปากว่าไม่เท่าตาเห็น สิบตาเห็นไม่เท่าลงมือทำ
ถ้านำมาปรับใช้กับกระบวนท่าแรกอย่างตงจื้อ ของวิชากระบี่เก็บซ่อนดับสูญ ก็คือ ถ้าเจียงเสวียนอยากจะฝึกเพลงกระบี่นี้ให้สำเร็จ เขาก็ต้องมาสัมผัสกับความหนาวเหน็บสุดขั้วนี้ด้วยตัวเองให้ได้เสียก่อน
ยิ่งไปกว่านั้น เขายังต้องเผชิญกับเฉียดตายสักครั้ง หรืออาจจะหลายครั้งด้วยซ้ำ——เพราะมีแค่ตอนที่เขาได้สัมผัสกับความสิ้นหวังของความตายด้วยตัวเองเท่านั้น เจตนากระบี่ฤดูหนาวที่เขาปล่อยออกมา ถึงจะสามารถสร้างความหวาดกลัวแบบเดียวกันให้กับศัตรูได้
เมื่อเข้าใจทุกอย่างแล้ว ใบหน้าของเจียงเสวียนก็เต็มไปด้วยความขมขื่น
"ต้องรนหาที่ตายด้วยงั้นเหรอ มิน่าล่ะ ยายหลานถึงได้บอกว่า การมาฝึกวิชากระบี่นี้ของข้า คือการรนหาที่ทรมานตัวเอง"
แต่ความขมขื่นนี้ ปรากฏอยู่บนใบหน้าเจียงเสวียนแค่อึดใจเดียว ไม่นาน สีหน้าของเขาก็กลับมาสงบตามเดิม
"การทำความเข้าใจความตาย สัมผัสความตาย เผชิญหน้ากับความตาย เรื่องพวกนี้มันยากก็จริง แต่ในเมื่อมีคนในหุบเขาสี่ฤดูทำได้ ข้าก็ต้องทำได้เหมือนกัน!"
"ตัวข้าที่เปลี่ยนอาชีพเป็นศิษย์กระบี่ใจกระจ่างแล้ว เรื่องความเข้าใจในวิถีกระบี่ ข้าไม่เป็นรองใครแน่นอน!"
"ฟู่..."
เมื่อตัดสินใจแน่วแน่ เจียงเสวียนก็กอดกระบี่ชิงหลีไว้ในอ้อมอก แล้วค่อยๆ หลับตาลง
ในขณะเดียวกัน เขาก็เร่งพลัง ใจ·ซื่อสัตย์แห่งกระบี่ ของตัวเองอย่างเต็มที่ แล้วจมดิ่งจิตใจทั้งหมดลงไปในความหนาวเย็นบาดกระดูกของทะเลสาบน้ำแข็ง เพื่อเชื่อมต่อกับมรรคาแห่งความตายที่แฝงอยู่ทุกหนทุกแห่งนั้น
"หืม?"
ในทะเลสาบฤดูหนาว เจียงเสวียนจมดิ่งลงสู่ก้นทะเลสาบอย่างรวดเร็วราวกับก้อนหินที่ตายด้าน และเข้าสู่สภาวะเข้าฌานระดับลึกอย่างรวดเร็ว ภาพนี้ ยายหลานย่อมมองเห็นทั้งหมด
แม้ที่นี่จะอยู่ห่างจากทะเลสาบน้ำแข็งพอสมควร แถมยังมีน้ำเย็นจัดเป็นตัวขวางกั้น แต่พลังเวทของยายหลานก็สูงส่งกว่ามาก ดังนั้น ทุกการเคลื่อนไหวและสภาพร่างกายของเจียงเสวียน จึงไม่มีทางเล็ดลอดการรับรู้ของนางไปได้
และถึงยังไงนางก็เป็นอาจารย์ผู้สอนของเจียงเสวียน ไม่ใช่ศัตรู สิ่งที่กำลังทำอยู่ตอนนี้ก็คือการสอน ไม่ใช่การเข่นฆ่า นางจึงไม่มีทางปล่อยให้เจียงเสวียนตายไปต่อหน้าต่อตาแน่นอน
ก่อนหน้านี้ ท่าทีร้ายกาจ เย็นชา และการที่นางโยนเจียงเสวียนลงไปในทะเลสาบน้ำแข็งทันทีที่พูดจบ ส่วนหนึ่งก็เป็นความตั้งใจของนางเอง
นางต้องการให้เจียงเสวียนเกิดความกังวล ให้เขามองดูร่างกายของตัวเองค่อยๆ ถูกแช่แข็งอยู่ในก้นทะเลสาบ มองดูพลังเวทถูกแช่แข็ง จิตวิญญาณถูกกัดกร่อนด้วยความหนาวเย็น และได้ลิ้มรสความสิ้นหวังที่แท้จริงในสถานการณ์เฉียดตาย
เรื่องแบบนี้มันโหดร้ายมาก และยิ่งเป็นการทรมานจิตใจขั้นสุด แต่ถ้าอยากจะฝึก 《กระบี่เก็บซ่อนดับสูญ》 ให้สำเร็จ ก็ต้องผ่านด่านนี้ไปให้ได้——เพราะนี่คือกระบี่แห่งความตาย กระบี่แห่งการดับสูญ และยังเป็นกระบี่แห่งความสิ้นหวังอีกด้วย
'ข้าไม่ได้บังคับให้เจ้าฝึกวิชากระบี่นี้นะ ข้าออกปากห้ามเจ้าแล้วด้วยซ้ำ ในเมื่อเจ้าดึงดันจะฝึกเอง เจ้าก็ต้องกลืนความทุกข์ทรมานนี้ลงไปให้ได้'
ทั้งหมดที่ว่ามานี้ คือสิ่งที่ยายหลานคิดตอนที่โยนเจียงเสวียนลงไปในทะเลสาบ
ในขณะเดียวกัน นางก็มีความอยากรู้อยากเห็นในตัวเจียงเสวียนอยู่ไม่น้อย——ก่อนที่เจียงเสวียนจะมา เซี่ยเหอก็มาอ้อนวอนพร้อมกับพูดแต่เรื่องดีๆ ของเขาให้ฟังตั้งครึ่งค่อนวัน แถมยังยกย่องผลงานของเจียงเสวียนไว้ซะเลิศเลอเพอร์เฟกต์ นี่ก็เลยทำให้นางอยากรู้ว่า เจียงเสวียนมีความสามารถอะไรดีนักหนา
และตอนนี้ แค่ถูกโยนลงไปในทะเลสาบน้ำแข็งเพียงสามห้าอึดใจ เจียงเสวียนก็ตั้งสติได้ แถมไม่ได้แสดงอาการตื่นตระหนกเลยแม้แต่น้อย กลับนั่งทำสมาธิในทะเลสาบน้ำแข็งที่หนาวเหน็บถึงกระดูกได้อย่างรวดเร็ว สิ่งนี้ทำให้ยายหลานประหลาดใจเล็กน้อย และหันไปพูดกับเซี่ยเหอว่า "สามารถทำใจให้สงบได้เร็วขนาดนี้ เจ้าเด็กที่เจ้าหามานี่ ก็เก่งไม่เบาจริงๆ นั่นแหละ"
พอได้ยินคำชม เซี่ยเหอก็เท้าเอว ยิ้มจนตาหยีทันที "คิกคิก แน่นอนอยู่แล้ว ศิษย์น้องเจียงเสวียนเก่งที่สุดเลย แล้วก็ เขาเป็นคนตกลงอยู่ต่อเพราะข้าด้วยนะ พอมีศิษย์น้อง แล้วก็มีข้า การสอบใหญ่ร้อยวันคราวนี้ หุบเขาสี่ฤดูของเราต้องมีศิษย์สายในของแท้สองคนแน่นอน ดีไม่ดีอาจจะเบียดเข้าสิบแปดอันดับแรกได้ด้วยซ้ำ!"
คำพูดนี้ทำเอายายหลานดีดหน้าผากเซี่ยเหอไปหนึ่งที "เลิกฝันกลางวันได้แล้ว สิบแปดอันดับแรกน่ะ มันเป็นที่ของพวกรากวิญญาณระดับฟ้าต่างหาก พวกเจ้าแค่ประคองตัวให้อยู่ในสามสิบหกอันดับแรกได้ ก็ถือว่าบุญหล่นทับแล้ว"
"แล้วก็ อาการของเจียงเสวียนตอนนี้ ถือว่าฉลาดเฉลียวพอใช้ได้ เขาน่าจะเดาได้ว่า ข้าคงไม่ปล่อยให้เขาตายหรอก เพราะงั้นเขาถึงได้นิ่งขนาดนี้"
"แต่ว่า เมื่อพลังความเย็นค่อยๆ คืบคลานเข้าสู่จิตวิญญาณของเขา เมื่อพลังเวทถูกแช่แข็ง ร่างกายถูกแช่แข็งทีละนิดๆ จนกระทั่งเปลวไฟแห่งจิตวิญญาณถูกความหนาวเย็นกลืนกิน และตกลงสู่ความมืดมิดอันไร้ที่สิ้นสุด——เมื่อต้องเผชิญกับสถานการณ์เฉียดตายแบบนี้ ถ้าเขายังนิ่งอยู่ได้ ถึงจะเรียกได้ว่ามีพรสวรรค์ที่แท้จริง"
ระหว่างที่พูด ยายหลานก็ยกมือขึ้นร่ายคาถาสร้างกระจกเงาวารี เผยให้เห็นภาพของเจียงเสวียนที่อยู่ใต้ก้นทะเลสาบอย่างชัดเจน
ผ่านไปเกือบหนึ่งถ้วยชา สายตาของนางก็ยิ่งจดจ่อมากขึ้น
ตามประสบการณ์ของนาง นี่คือช่วงเวลาที่เจียงเสวียนน่าจะทนไม่ไหวแล้ว และเป็นช่วงเวลาที่จะทดสอบสภาพจิตใจและนิสัยของคนได้ดีที่สุด
มาถึงตอนนี้ แม้แต่ตี๋ชวนก็หยุดบำเพ็ญเพียรชั่วคราว แล้วเดินมาที่หน้ากระจกเงาวารี มองดูร่างที่กำลังนั่งขัดสมาธิอยู่ในน้ำเย็นเฉียบ
ส่วนเซี่ยเหอนั้น กำหมัดแน่นด้วยความตื่นเต้น ใจเต้นตุ๊มๆ ต่อมๆ ไปหมด
แล้วทั้งสามคนก็กลั้นหายใจ จ้องมองกระจกเงาวารีต่อไปอีกเกือบหนึ่งถ้วยชา
และหลังจากเวลาผ่านไปหนึ่งก้านธูปเต็มๆ เจียงเสวียน กลิ่นอายรอบตัวของเขาถึงแม้จะอ่อนลง แต่ก็ไม่ได้มีทีท่าว่าจะบาดเจ็บถึงรากฐานเลย
เขายังคงนั่งขัดสมาธิกอดกระบี่ไว้แน่น ราวกับว่าเขาได้หลอมรวมเป็นหนึ่งเดียวกับน้ำในทะเลสาบที่เย็นยะเยือกนี้ไปแล้ว
ภาพนี้ ทำเอาเซี่ยเหอ ตี๋ชวน และยายหลานถึงกับอึ้งไปตามๆ กัน
"??!!"