- หน้าแรก
- เทพเซียน อาชีพของข้าสามารถเลื่อนขั้นได้ไร้ขีดจำกัด
- บทที่ 30 ระบบสีน้ำเงินเข้ม เติมแต้มให้ข้าที!
บทที่ 30 ระบบสีน้ำเงินเข้ม เติมแต้มให้ข้าที!
บทที่ 30 ระบบสีน้ำเงินเข้ม เติมแต้มให้ข้าที!
บทที่ 30 ระบบสีน้ำเงินเข้ม เติมแต้มให้ข้าที!
เรื่องวุ่นวายที่เกิดขึ้นบนยอดเขากระบี่ดาราหลังจากนั้น เจียงเสวียนไม่มีทางรู้เลย
พอออกจากยอดเขากระบี่ดารา เขาก็มุ่งหน้าตรงไปยังเป้าหมายที่ตั้งใจไว้แต่แรก นั่นคือหุบเขาสี่ฤดู
สิ่งที่ทำให้เจียงเสวียนประหลาดใจเล็กน้อยก็คือ หุบเขาสี่ฤดูกับยอดเขากระบี่ดาราอยู่ไม่ไกลกันนัก นั่งเรือเหาะแค่สถานีเดียวก็มาถึงเขตหุบเขาสี่ฤดูแล้ว
แตกต่างจากยอดเขากระบี่ดาราที่สูงตระหง่านเสียดฟ้า มีตำหนักหยกสอดประสานก้อนเมฆ หุบเขาสี่ฤดูตั้งอยู่บนที่ราบกว้างใหญ่ แต่ในเมื่อเป็นถึงสายกลาง ที่นี่ก็ต้องมีอะไรพิเศษที่ไม่ธรรมดาอยู่แล้ว——ทิวทัศน์ในหุบเขานี้ กลับมีทั้งสี่ฤดูรวมอยู่ในที่เดียวกัน
เมื่อมองลงมาจากเรือเหาะ เจียงเสวียนเห็นพื้นที่ทางตะวันออกของหุบเขาเต็มไปด้วยสีเขียวขจี ต้นหลิวผลิใบใหม่ เป็นบรรยากาศต้นฤดูใบไม้ผลิที่สรรพสิ่งฟื้นคืนชีพ ส่วนทางใต้ก็เต็มไปด้วยดอกไม้บานสะพรั่ง ผีเสื้อและผึ้งบินว่อน
ทางตะวันตกมีทุ่งข้าวสาลีสีทองเหลืองอร่าม เป็นภาพฤดูใบไม้ร่วงที่อุดมสมบูรณ์ และทางเหนือมีทะเลสาบ ทะเลสาบที่ถูกแช่แข็ง ยอดเขาเขียวขจีข้างทะเลสาบถูกปกคลุมไปด้วยหิมะขาวโพลน มองไปทางไหนก็เจอแต่ความเหน็บหนาวและเงียบเหงาของฤดูหนาว
ภาพสี่ฤดูที่แบ่งแยกกันอย่างชัดเจนนี้ ทำให้เจียงเสวียนมองอยู่นาน
ขณะที่เขากำลังทึ่งกับความอัศจรรย์ของธรรมชาตินี้ เรือเหาะก็ค่อยๆ ร่อนลงจอดตรงใจกลางจุดตัดของทั้งสี่ฤดู หมู่บ้านที่ดูธรรมดาๆ ไม่มีอะไรสะดุดตาก็ปรากฏขึ้นแก่สายตา
"นี่น่ะหรือที่ทำการของสายกลาง?"
เมื่อมองหมู่บ้านดินเหลืองที่ดูไม่ต่างอะไรกับหมู่บ้านในชนบทของโลกมนุษย์ แล้วนึกไปถึงยอดเขากระบี่ดาราที่มีตำหนักหรูหราอลังการและมีกลิ่นอายเซียนปกคลุม เจียงเสวียนก็เพิ่งตระหนักได้เป็นครั้งแรกว่า แม้จะเป็นสายกลางเหมือนกัน แต่ความแตกต่างระหว่างพวกเขากลับมีมากกว่าที่เขาคิดไว้มาก
"แค่ชิมผักตามฤดูกาลสี่ฤดูก็อยากจะเข้าใจถึงมรรคาแห่งฤดูกาล นี่มันเป็นไปไม่ได้เลย!"
"ทำไมการทดสอบของหุบเขาสี่ฤดูถึงได้ยากขนาดนี้? ไหนบอกว่าวิชาหลักของที่นี่มีข้อบกพร่องไง?"
"คุณหนูเซี่ยเหอ ได้โปรดอนุโลมหน่อยเถอะ ลดมาตรฐานการทดสอบลงหน่อยเถอะขอรับ!"
"..."
เพิ่งจะก้าวเท้าเข้าหมู่บ้านดินเหลือง เสียงทะเลาะเบาะแว้งก็ดังเข้าหูเจียงเสวียน
ศิษย์ที่มาเสี่ยงดวงที่นี่มีไม่น้อย แต่เจียงเสวียนกวาดสายตามองแวบเดียวก็รู้เลยว่า ในกลุ่มคนพวกนี้ แทบจะไม่มีลูกหลานตระกูลใหญ่ที่ใส่เสื้อผ้าหรูหราเลย ส่วนใหญ่เป็นศิษย์ที่แต่งตัวธรรมดาๆ พลังที่แผ่ออกมาก็ไม่ได้แข็งแกร่งอะไร
ตามที่ต่งเฮ่าบอกไว้ก่อนหน้านี้ การทดสอบของหุบเขาสี่ฤดู ถือว่าขึ้นชื่อเรื่องความยากในบรรดาสายกลางทั้งหมด แม้แต่ศิษย์ที่มีพรสวรรค์โดดเด่น ก็ยังไม่กล้าพูดว่าผ่านได้ชัวร์ๆ นับประสาอะไรกับศิษย์ระดับกลางๆ พวกนี้ อัตราการผ่านการทดสอบย่อมต่ำเตี้ยเรี่ยดิน
มาจนถึงตอนนี้ ยังไม่มีใครผ่านการทดสอบเลยสักคน และก็เพราะอัตราการผ่านมันย่ำแย่ขนาดนี้ ถึงได้มีคนเป็นแกนนำโวยวาย หวังจะให้หุบเขาสี่ฤดูลดมาตรฐานลง
แต่คำพูดของพวกเขา กลับทำให้เด็กสาวที่รับหน้าที่ต้อนรับโกรธจนควันออกหู
เด็กสาวคนนั้นอายุพอๆ กับเจียงเสวียน น่าจะราวๆ สิบสี่สิบห้า รูปร่างบอบบางน่ารัก ใส่ชุดกระโปรงสีเขียวเข้ารูปเน้นเอวบางๆ ดูเต็มไปด้วยความมีชีวิตชีวาของวัยรุ่น
ถึงแม้ตอนนี้เธอจะเท้าเอวข้างหนึ่ง แล้วตะโกนด่าพวกศิษย์ที่อยู่หน้าหมู่บ้านดินเหลืองด้วยสีหน้าโกรธจัด แต่ความโกรธนั้นก็ปิดบังความน่ารักสดใสบนใบหน้าเธอไม่มิด
"หุบปากไปให้หมดเลยนะ!"
หลังจากตวาดลั่น เซี่ยเหอก็พูดอย่างฉุนเฉียวว่า "หุบเขาสี่ฤดูของเราเป็นสายกลาง วิชาหลักก็ไม่มีข้อบกพร่องอะไรทั้งนั้น! การเข้าใจถึงการหมุนเวียนของสี่ฤดู เข้าถึงมรรคาแห่งฤดูกาล ถือเป็นกฎเหล็กของการเข้าเป็นศิษย์ ถ้าไม่ผ่าน ก็กลับไปบำเพ็ญเพียรซะ อยากจะให้เราลดมาตรฐานให้ ฝันไปเถอะ!"
เด็กสาวหน้าตาดีมาก ต่อให้โกรธจนตาขวาง ก็ไม่ได้น่ากลัวอะไรเลย แต่ตอนที่เธอโกรธ คนสองคนที่นั่งอยู่หลังโต๊ะด้านหลังเธอก็ลุกขึ้นยืน
คนหนึ่งสูงราวๆ สามเมตร ร่างใหญ่โตเหมือนภูเขาลูกย่อมๆ พลังเวทที่แผ่ออกมานั้นรุนแรงมาก ส่วนอีกคนก็มีกลิ่นอายเย็นเยียบเหมือนน้ำแข็ง แผ่รังสีอำมหิตจนหนาวไปถึงกระดูก
เมื่อแรงกดดันจากทั้งสองคนแผ่ขยายออกไป พวกศิษย์ที่กำลังโวยวายก็เงียบกริบทันที หลายคนถึงกับต้องหันหลังเดินหนีไปอย่างจ๋อยๆ
แต่หมู่บ้านดินเหลืองแห่งนี้ ไม่ได้มีความน่าเกรงขามของสายสืบทอดชื่อดังเลย พวกนั้นเพิ่งเดินออกไปไม่กี่ก้าว ก็อดไม่ได้ที่จะบ่นกระปอดกระแปดกันเบาๆ
"ทำมาเป็นวางก้าม ก็แค่สายกลางที่กำลังจะตกต่ำไม่ใช่หรือไง?"
"นั่นสิ ถ้าวิชาไม่มีข้อบกพร่องจริงๆ ทำไมถึงไม่มีพวกลูกหลานตระกูลใหญ่มาเลยล่ะ?"
"หึ ข้าได้ยินมาว่าหลายปีมานี้ พวกเขายังรับศิษย์ได้ไม่ครบจำนวนเลยด้วยซ้ำ... ขืนเป็นแบบนี้ต่อไป อีกไม่นานหุบเขาสี่ฤดูคงโดนลดขั้นไปเป็นสายล่างแหงๆ"
"กรอด!"
ถึงเสียงซุบซิบจะเบา แต่ผู้บำเพ็ญเพียรหูไวตาไว ไม่ใช่แค่เจียงเสวียนที่ได้ยินชัดเจน เซี่ยเหอก็ได้ยินทุกคำเหมือนกัน คำพูดพวกนี้เหมือนราดน้ำมันลงบนกองไฟ ทำให้ความโกรธที่ยังไม่ทันหายของเธอยิ่งพุ่งปรี๊ด
ตอนที่เธอกำลังจะพุ่งเข้าไปเอาเรื่อง ชายร่างใหญ่ก็รีบเข้ามาขวางไว้ "คุณหนู อย่าใจร้อนขอรับ แค่คำพูดไร้สาระของพวกคนไม่รู้ประสีประสา ไม่คุ้มที่คุณหนูจะต้องทำผิดกฎสำนักหรอกขอรับ"
การห้ามปรามของชายร่างใหญ่ ทำให้เซี่ยเหอยอมหยุด แต่ความหงุดหงิดในใจยังไม่หายไปไหน เธอหันไปมองพวกศิษย์ที่ยังไม่ยอมไป แล้วแค่นเสียงเย็นชา "เลิกฝันกลางวันได้แล้ว การทดสอบของหุบเขาสี่ฤดูของเรา ไม่มีทางลดมาตรฐานลงเด็ดขาด!"
ตอนที่พูดประโยคนี้ เธอกวาดสายตามองไปทั่วบริเวณ แม้แต่เจียงเสวียนที่ยืนกินนู่นกินนี่อยู่ข้างๆ ก็โดนเธอถลึงตาใส่ไปด้วย
เห็นได้ชัดว่า การที่เขายืนกินไปดูคนอื่นทะเลาะกันไปแบบนี้ ทำให้เธอเหมาว่าเขาเป็นพวกที่มาร่วมผสมโรงดูเรื่องตลกด้วย
"..." โดนจ้องแบบนี้ทำเอาเจียงเสวียนถึงกับพูดไม่ออก แถมยังรู้สึกว่าตัวเองโดนปรักปรำ: 'ข้าไม่ได้คิดอยากจะให้ลดมาตรฐานการทดสอบเลยนะ ที่ข้าไม่เข้าไปทดสอบ แต่มายืนกินอยู่ตรงนี้ ก็เพื่อเตรียมตัวสำหรับการทดสอบของหุบเขาสี่ฤดูของพวกเจ้าต่างหาก'
นี่คือสิ่งที่เจียงเสวียนคิดจริงๆ ตอนนี้เขากำลังพยายามอย่างหนักเพื่อที่จะเปลี่ยนอาชีพเป็นนักชิมให้ได้
แต่เห็นได้ชัดว่า เซี่ยเหอไม่มีทางรู้เรื่องนี้ เจียงเสวียนคิดนิดนึงก็ไม่ได้เดินเข้าไปอธิบาย เพราะพอเด็กสาวจ้องเขาเสร็จ ก็หันไปวิ่งไปฟ้องผู้หญิงท่าทางเรียบร้อยคนหนึ่งแทน
"พี่หญิงอิงเยว่ พี่ดูสิ คนมาหาพวกเราน้อยลงเรื่อยๆ แบบนี้จะทำยังไงดีล่ะ?"
"อย่าใจร้อนไปเลย เวลาที่เราจะรับคนจริงๆ ไม่ใช่ตอนนี้หรอก แต่เป็นช่วงท้ายๆ ของการสอบใหญ่ร้อยวันต่างหาก"
ความหมายแฝงในคำพูดนี้ เจียงเสวียนยังคิดไม่ค่อยออก แต่เซี่ยเหอฟังเข้าใจ สีหน้าของเธอยิ่งดูไม่พอใจกว่าเดิม "พึ่งพาแค่คนพวกนั้น อย่างมากเราก็แค่รักษาสถานะสายกลางเอาไว้ได้ แต่ไม่มีทางเลื่อนอันดับได้หรอก! ข้าอยากให้หุบเขาสี่ฤดูกลับมารุ่งเรืองเหมือนตอนที่คุณทวดอยู่ ให้เป็นสายสืบทอดชั้นยอด!"
พอได้ยินคำพูดนี้ ผู้หญิงที่ชื่อเมิ่งอิงเยว่ก็ทำได้แค่เงียบกริบ ไม่รู้จะปลอบใจยังไงดี
...
"เพราะงั้น วิชาของหุบเขาสี่ฤดูคงมีปัญหาจริงๆ สินะ แต่คงมีเส้นสายพิเศษอะไร ถึงหาคนมาร่วมได้ในช่วงท้ายของการสอบใหญ่ร้อยวัน เลยไม่เคยต้องกลัวว่าจะถูกลดระดับ?"
จากบทสนทนาของทั้งสองคน เจียงเสวียนก็พอจะเดาเบื้องลึกเบื้องหลังของหุบเขาสี่ฤดูได้คร่าวๆ แต่ไม่นานเขาก็ส่ายหน้า โยนเรื่องพวกนี้ทิ้งไป
"เรื่องพวกนี้ไม่เกี่ยวกับข้าสักหน่อย ตอนนี้เรื่องสำคัญที่สุดคือต้องเปลี่ยนอาชีพเป็นนักชิมให้สำเร็จ... ลำพังแค่ชิมผักตามฤดูกาลสี่ฤดู แล้วให้เข้าใจถึงมรรคาแห่งฤดูกาล ด้วยระดับการบำเพ็ญเพียรและความเข้าใจของข้าในตอนนี้ ไม่มีทางทำได้หรอก"
เมื่อตัดสินใจได้ เจียงเสวียนก็เร่งมือขึ้น เอาของกินหลากหลายรสชาติเข้าปากไม่หยุด
เปรี้ยว, หวาน, ขม, เผ็ด, เค็ม, อูมามิ, ชา... อาหารที่ต้องชิมเพื่อเปลี่ยนอาชีพนักชิมอาจจะไม่ได้เยอะมากมาย แต่ก็ครอบคลุมทุกรสชาติบนโลกมนุษย์ ประกอบกับที่เขาเพิ่งปลดล็อกความสามารถ "ชิมร้อยรส" ข้อมูลรสชาติมหาศาลไหลบ่าเข้ามาในการรับรู้ เพียงไม่นาน เจียงเสวียนก็ได้ลิ้มรสชาติทุกอย่างบนโลกมนุษย์จนครบ
ร่องรอยรสชาติพิเศษนับไม่ถ้วนหลอมรวมกันในหัวของเขา ทำให้เจียงเสวียนเริ่มสัมผัสได้ถึงความรู้สึกบางอย่างที่อธิบายไม่ถูก
น่าเสียดายที่ความเข้าใจของเขาไม่ได้อยู่ในระดับสุดยอด ไม่ใช่อัจฉริยะประเภทที่สามารถบรรลุธรรมได้จากการลิ้มรสอาหารธรรมดาๆ
โชคดีที่พรสวรรค์ไม่พอ เขาก็ยังมีความพยายามและหยาดเหงื่อ
"ระบบสีน้ำเงินเข้ม เติมแต้มให้ข้าที!"
"อ้ำ..."