เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

บทที่ 1 หน้าต่างอาชีพ เด็กรับใช้เต๋า

บทที่ 1 หน้าต่างอาชีพ เด็กรับใช้เต๋า

บทที่ 1 หน้าต่างอาชีพ เด็กรับใช้เต๋า


บทที่ 1 หน้าต่างอาชีพ เด็กรับใช้เต๋า

"เอ๊ะ แดนวิญญาณนภากาศอัปเดตอีกแล้วสิเนี่ย รอบนี้จะเล่นอาชีพอะไรดีนะ..."

"อย่าหลงคิดไปเองว่าแค่ก้าวเท้าเข้าสำนักศึกษาเต๋าแล้วจะได้เป็นศิษย์นิกายเสินเซียว เส้นทางแห่งมรรคานั้นต้องแก่งแย่งชิงดี ประตูเซียนไม่ต้อนรับพวกสวะ พวกเจ้ามีเวลาร้อยวันเพื่อพิสูจน์ตัวเอง ว่าจะเป็นมังกรผงาดฟ้า หรือเป็นแค่หนอนแมลงโง่เง่า!"

"อืม..."

นิกายเสินเซียว เขตพำนักหมายเลขเฉินสิบสาม เมืองไผ่มรกต ภายในห้องปีกข้างของบ้านพักหลังหนึ่ง มีเด็กหนุ่มคนหนึ่งกำลังหลับใหลไม่ได้สติ

ทว่าลักษณะการนอนของเขากลับดูไม่ค่อยสู้ดีนัก คิ้วขมวดเข้าหากันแน่น ใบหน้าบิดเบี้ยว ราวกับกำลังจมดิ่งอยู่ในฝันร้ายที่สลัดไม่หลุด

ไม่รู้ว่าเวลาผ่านไปนานเท่าใด "ฟู่..." เสียงพ่นลมหายใจดังขึ้น เด็กหนุ่มทะลึ่งพรวดลุกขึ้นนั่ง หน้าอกกระเพื่อมขึ้นลงอย่างรุนแรง

"แฮ่ก..."

เขานั่งหอบหายใจพลางยกมือขึ้นปาดเหงื่อเย็นเยียบที่เกาะพราวบนใบหน้า ผ่านไปพักใหญ่ อารมณ์ของเด็กหนุ่มถึงค่อยๆ สงบลง ก่อนจะถอนหายใจแผ่วเบาในใจ

"ความทรงจำสองสายตีกันอีกแล้วสิเนี่ย โชคดีที่นี่น่าจะเป็นครั้งสุดท้ายแล้ว อีกแค่วันสองวัน ข้าก็น่าจะผสานความทรงจำทั้งสองฝั่งเข้าด้วยกันได้อย่างสมบูรณ์ซะที"

คิดได้ดังนั้น เจียงเสวียน ก็หวนนึกถึงชีวิตสองเส้นทางที่แตกต่างกันอย่างสิ้นเชิงของตัวเอง

ทั้งคู่ต่างมีชื่อว่าเจียงเสวียน คนหนึ่งคือนักศึกษามหาวิทยาลัยยุคปัจจุบันในศตวรรษที่ยี่สิบเอ็ด ที่กำลังนั่งเล่นเกมชื่อ 《แดนวิญญาณนภากาศ》 อยู่ดีๆ สติก็ดับวูบไปโดยไม่ทราบสาเหตุ พอลืมตาขึ้นมาอีกทีก็มาโผล่ในต่างโลกเสียแล้ว

ส่วนอีกคนคือเด็กหนุ่มที่เติบโตในเขตพำนักหมายเลขเฉินสิบสาม สังกัดสำนักสายนอกของนิกายเสินเซียว

ด้วยความที่เติบโตมาในถิ่นฐานของแดนเซียน ความฝันของเด็กหนุ่มตั้งแต่เล็กจนโตจึงมีเพียงการได้เข้าร่วมนิกายเสินเซียวและกลายเป็นผู้บำเพ็ญเพียร

และเมื่อสามวันก่อน เด็กหนุ่มก็แบกความตื่นเต้นและคาดหวังไว้เต็มอก ก้าวเท้าเข้าสู่สำนักศึกษาเต๋าของนิกายเสินเซียวในที่สุด เริ่มต้นเส้นทางแห่งการบำเพ็ญเพียร

แต่พอคิดถึงตรงนี้ แววตาของเจียงเสวียนกลับมืดครึ้มลงฉับพลัน

หลังจากเข้ามาสัมผัสด้วยตัวเอง เจียงเสวียนก็รับรู้ได้อย่างถ่องแท้ว่า นิกายเซียนเสินเซียวไม่ใช่สถานที่อันสงบสุขและสวยหรูอะไรเลย ที่นี่มีการแบ่งชนชั้นกันอย่างชัดเจน แถมการแข่งขันยังดุเดือดเลือดพล่านสุดๆ

ขนาดขึ้นชื่อว่าเป็นศิษย์เหมือนกัน ก็ยังถูกแบ่งเกรดออกเป็นหลายระดับ ศิษย์สืบทอด ศิษย์สายใน ศิษย์สายนอก และศิษย์รับใช้

ในบรรดากลุ่มคนพวกนี้ มีแค่ศิษย์สืบทอดและศิษย์สายในเท่านั้นที่นิกายเสินเซียวยอมรับว่าเป็นศิษย์อย่างแท้จริง และจะได้รับการประคบประหงมฟูมฟักในฐานะเสาหลักของนิกาย

ส่วนพวกศิษย์สายนอก เวลาเกินครึ่งล้วนต้องหมดไปกับการทำเรื่องจิปาถะอย่างการปลูกข้าววิญญาณ ก่อไฟ หรือเลี้ยงสัตว์อสูร แถมพวกเคล็ดวิชา ยาเม็ด หรือของวิเศษ ก็ต้องเอาแต้มผลงานไปแลกมาทั้งสิ้น การบำเพ็ญเพียรในสภาพแบบนี้มันช่างยากลำบากแสนเข็ญ

แต่สำหรับศิษย์รับใช้นั้น... บัดซบที่สุด พวกเขาเป็นเหมือนทาสทาสี ถูกโยนไปตามยอดเขาต่างๆ หรือหนักเข้าก็กลายเป็นขี้ข้าของพวกศิษย์สายใน ศักดิ์ศรีและอนาคตถูกเหยียบย่ำจมดินไม่มีชิ้นดี

เมื่อคิดถึงจุดนี้ เจียงเสวียนก็หรี่ตาลงทันที

"ข้าจะยอมตกลงไปอยู่ในจุดที่ตกต่ำอย่างศิษย์รับใช้ไม่ได้เด็ดขาด ศิษย์สายนอกคือฟางเส้นสุดท้าย แต่ถ้าอยากจะเอาดีในเส้นทางสายนี้ให้ได้ ในการสอบใหญ่ร้อยวัน ข้าก็ควรจะเลื่อนขั้นเป็นศิษย์สายในให้จงได้"

ความคิดนี้เพิ่งจะแล่นเข้ามา ความขมขื่นก็ผุดขึ้นกลางหว่างคิ้วของเจียงเสวียน "ศิษย์สายในมันยังห่างไกลสำหรับข้าเกินไป สิ่งที่ข้าต้องคิดตอนนี้คือ ทำยังไงถึงจะเข้าชั้นเรียนสืบมรรคาได้ต่างหาก"

นิกายเสินเซียวเชิดชูคำว่า "แย่งชิง" เป็นสิ่งสำคัญที่สุด

ตั้งแต่วันแรกที่ก้าวเข้าสู่สำนักศึกษาเต๋า อาจารย์ผู้สอนก็สลักคำคำนี้ลงไปในส่วนลึกของจิตวิญญาณศิษย์ใหม่ทุกคน

จนถึงตอนนี้ เจียงเสวียนยังจำคำพูดเย็นชาที่ไร้การเสแสร้งของอาจารย์ผู้นั้นได้ดี

"ตอนที่พวกเจ้าเข้ามาเรียน นิกายได้มอบทรัพยากรและสวัสดิการมากมายให้แก่สำนักศึกษาเต๋า... เลิกชะเง้อคอมองได้แล้ว ทรัพยากรพวกนี้ คนส่วนใหญ่ในหมู่พวกเจ้าถูกลิขิตไว้แล้วว่าจะไม่มีวันได้เห็นมันแม้แต่เงา"

"แน่นอนว่าข้าไม่ได้อมเงินพวกเจ้าไว้หรอกนะ ถ้าพวกเจ้าทำผลงานได้ดีในการสอบใหญ่ร้อยวัน ของรางวัลที่ข้าจะได้รับมันมีมากกว่าที่นิกายแจกให้ตอนนี้ซะอีก"

"เพราะฉะนั้น ไม่ต้องกลัวว่าข้าจะกั๊กไว้ไม่ยอมแจก ส่วนเหตุผลที่ว่าทำไมถึงไม่แจกน่ะเหรอ..." พูดถึงตรงนี้ อาจารย์ผู้นั้นก็กวาดสายตามองใบหน้าอ่อนหัดที่กำลังตึงเครียดของแต่ละคนทีละคน ก่อนจะแค่นเสียงแข็งกร้าวว่า "นิกายไม่ต้องการพวกไร้น้ำยา ข้าเองก็ไม่ต้องการเหมือนกัน มรรคาย่อมต้องแย่งชิง และการต่อสู้แย่งชิงของพวกเจ้า มันเริ่มต้นขึ้นแล้วตั้งแต่วันนี้ และเดี๋ยวนี้!"

"การบำเพ็ญเพียรขั้นแรกของนิกายเสินเซียวเราเรียกว่า ทะลวงจุดศูนย์กลางวิญญาณ แก่นแท้ของการบำเพ็ญในขั้นนี้ คือการเปิดจุดชีพจรในร่างกายของพวกเจ้าให้ทะลุปรุโปร่ง"

"ร่างกายมนุษย์มีจุดชีพจรทั้งหมดสามร้อยหกสิบจุด การประเมินรอบแรก จะวัดกันที่ความเร็วในการเปิดจุดชีพจรของพวกเจ้า ใครที่เปิดจุดชีพจรได้สามสิบหกจุดภายในเจ็ดวัน จะได้ผลประเมินระดับดีเลิศ และสามารถเข้าไปศึกษาในชั้นเรียนสืบมรรคาได้"

"ถ้าใช้เวลาสิบห้าวันถึงจะเปิดสำเร็จ จะได้ระดับดี และเข้าชั้นเรียนสืบมรรคาได้เหมือนกัน ส่วนทรัพยากรที่นิกายแจกจ่ายลงมา ข้าจะให้เป็นรางวัลเฉพาะคนที่อยู่ในชั้นเรียนสืบมรรคาเท่านั้น"

"ถ้าอยากได้ทรัพยากรนัก ก็ดิ้นรนบำเพ็ญเพียรกันให้เต็มที่ซะ!"

ประโยคสุดท้ายอาจารย์บนเวทีพูดด้วยน้ำเสียงเย็นเยียบกระดูก แต่ก็สามารถปลุกปั่นอารมณ์ของพวกเจียงเสวียนให้ลุกโชนขึ้นมาได้จริงๆ

วัยรุ่นอายุสิบสี่สิบห้า เป็นวัยที่กำลังเลือดลมพลุ่งพล่านฮึกเหิม ไม่มีใครอยากตกเป็นเบี้ยล่างคนอื่นหรอก

และด้วยเหตุนี้ ทุกคนจึงตั้งเป้าหมายไปที่ชั้นเรียนสืบมรรคา นั่นคือต้องเปิดจุดชีพจรให้ได้สามสิบหกจุดภายในสิบห้าวัน

พอคิดมาถึงตรงนี้ เจียงเสวียนก็ลอบถอนหายใจออกมา

สองสามวันมานี้ การบำเพ็ญเพียรของเขาไม่ค่อยราบรื่นนัก

การบำเพ็ญเพียรจำเป็นต้องมีรากวิญญาณ ในบรรดารากวิญญาณทั้งสี่ระดับ ฟ้า ดิน ลึกลับ และเหลือง เจียงเสวียนอยู่ในระดับลึกลับขั้นกลาง ถึงมันจะไม่ใช่ระดับเหลืองที่ห่วยที่สุด แต่มันก็ยังห่างชั้นกับรากวิญญาณระดับฟ้าและดินอยู่หลายขุม

แต่สิ่งที่ทำให้เจียงเสวียนรู้สึกหมดอาลัยตายอยากก็คือ ความเก่งกาจของรากวิญญาณไม่ได้ขึ้นอยู่กับว่ามีธาตุมากน้อยแค่ไหน แต่มันคือตัวแทนของระดับความเข้ากันได้ระหว่างร่างกายมนุษย์กับปราณวิญญาณฟ้าดิน ซึ่งส่งผลกระทบต่อการบำเพ็ญเพียรในทุกๆ ด้าน

"ฟู่..."

หลับตาลง นั่งขัดสมาธิบนเตียง เจียงเสวียนเริ่มเดินลมปราณตาม 《วิชาสูดปราณเก้าลมหายใจ》 นี่คือเคล็ดวิชาที่ศิษย์ทุกคนในสำนักศึกษาเต๋าสายนอกของนิกายเสินเซียวต้องฝึกฝน พลังเวทที่ได้จากการฝึกวิชานี้จะมีความสมดุลและนุ่มนวล อีกทั้งยังสามารถเปลี่ยนไปเป็นพลังเวทรูปแบบอื่นได้อย่างไร้รอยต่อ มันจึงเป็นวิชาที่เหมาะกับการปูรากฐานมากที่สุด

"ฟู่..."

ตามจังหวะการสูดลมหายใจเข้าออกของเจียงเสวียน ปราณวิญญาณฟ้าดินบางเบาก็ถูกสูบเข้าไปในร่างกาย และไหลเวียนไปตามเส้นลมปราณอย่างช้าๆ

ตอนที่เดินลมปราณ ปราณวิญญาณเหล่านี้จะไหลเวียนเป็นวงจรในร่างกายของเจียงเสวียนครบเก้ารอบ และนี่ก็คือที่มาของชื่อวิชาสูดปราณเก้าลมหายใจ

และเมื่อปราณวิญญาณฟ้าดินไหลเวียนอยู่ในร่างกาย มันก็จะซึมซับเอาไอพลังของเขาเข้าไป พลังปราณเลือดและพลังวิญญาณของเขาจะค่อยๆ แทรกซึมเข้าสู่พวกมัน เมื่อถึงตอนนั้น ปราณวิญญาณที่ไร้เจ้าของเหล่านี้ก็จะถูกเปลี่ยนเป็นพลังเวทที่เขาสามารถดึงมาใช้งานได้

พรสวรรค์รากวิญญาณยิ่งดีเท่าไหร่ เวลาที่ใช้ในการเปลี่ยนปราณวิญญาณให้เป็นพลังเวทก็จะยิ่งสั้นลงเท่านั้น

หากเป็นรากวิญญาณระดับฟ้า ไม่ต้องรอให้ไหลเวียนครบหนึ่งรอบด้วยซ้ำ ก็สามารถเปลี่ยนปราณวิญญาณให้เป็นพลังเวท แล้วนำมันไปใช้เปิดจุดชีพจรได้ทันที

ตัดภาพมาที่เจียงเสวียน "ฟู่..." ด้วยการสูดลมหายใจเข้าออกของเขา ต้องรอให้ไหลเวียนครบถึงเจ็ดรอบเต็มๆ ปราณวิญญาณพวกนี้ถึงจะถูกเปลี่ยนเป็นพลังเวทให้เขาได้ใช้

แต่นี่มันไม่ใช่แค่เรื่องเวลาที่ต่างกันเจ็ดเท่า เพราะระหว่างที่เปลี่ยนปราณวิญญาณไร้เจ้าของในฟ้าดินให้กลายเป็นพลังเวท มันจำเป็นต้องผลาญปราณเลือดและพลังวิญญาณของเจียงเสวียนไปด้วย

ยิ่งลากเวลานานเท่าไหร่ ก็ยิ่งผลาญพลังงานมากขึ้นเท่านั้น

แถมในระหว่างกระบวนการนี้ ปราณวิญญาณในร่างกายของเจียงเสวียนก็ยังรั่วไหลออกไปอีกด้วย

เวลาที่นานกว่าเจ็ดเท่าบวกกับการเผาผลาญพลังที่มากกว่าเจ็ดเท่าทบต้นทบดอก ไหนจะปราณวิญญาณที่รั่วไหลออกไปอีก ความห่างชั้นระหว่างเจียงเสวียนกับคนที่มีรากวิญญาณระดับฟ้านั้น มันไกลกันจนจินตนาการไม่ออกเลยทีเดียว

และนั่น ยังไม่ใช่ทั้งหมดของความบัดซบ

"ฟู่..."

หลังจากเพาะบ่มพลังเวทขึ้นมาได้ เจียงเสวียนก็ต้องลงมือเปิดจุดชีพจร ซึ่งก้าวแรกของการเปิดจุดชีพจรก็คือ การเพ่งมองและสำรวจ

เจียงเสวียนจำเป็นต้องหาตำแหน่งของจุดชีพจรให้พบก่อน ถึงจะใช้พลังเวทเข้ากระแทกและหล่อเลี้ยงมันได้

และความกากหรือเทพของรากวิญญาณ ก็มีผลต่อการเพ่งหาจุดชีพจรด้วยเช่นกัน

"จุดชีพจรในโลกของผู้บำเพ็ญเพียร ไม่ได้เป็นรูโหว่บนร่างกายจริงๆ แต่มันอยู่กึ่งกลางระหว่างจิตวิญญาณและกายหยาบ พูดให้ถูกคือมันมีสถานะซ้อนทับกันแบบควอนตัม"

"ให้คนอื่นมาช่วยหา ยังไงก็ไม่มีทางเจอ มีแค่ตัวผู้บำเพ็ญเพียรที่ใช้จิตใจของตัวเองเพ่งสำรวจเท่านั้น ถึงจะรับรู้ได้ว่าจุดชีพจรอยู่ตรงไหน และดึงมันจากสถานะควอนตัมให้มาควบแน่นอยู่ในความเป็นจริงได้"

แต่สิ่งที่ทำให้เจียงเสวียนถึงกับต้องกุมขมับก็คือ การเกิดมาในโลกโลกีย์ ร่างกายของมนุษย์ย่อมเต็มไปด้วยไอขุ่นมัว พอโดนไอขุ่นมัวพวกนี้มาบดบัง การที่ศิษย์อย่างเจียงเสวียนจะเพ่งหาจุดชีพจรให้เจอนั้น มันไม่ใช่เรื่องกล้วยๆ เลย

และมันก็เป็นไปตามคาด ยิ่งระดับรากวิญญาณสูงเท่าไหร่ ร่างกายของพวกลูกศิษย์อย่างเจียงเสวียนก็จะยิ่งบริสุทธิ์ผุดผ่อง การหาตำแหน่งจุดชีพจรก็จะยิ่งง่ายดายราวกับปอกกล้วยเข้าปาก ในทางกลับกัน ถ้าเต็มไปด้วยไอขุ่นมัวหนาทึบ พวกเขาก็ต้องใช้เวลาคลำหากันนานโข แถมในระหว่างนี้ พลังใจของผู้บำเพ็ญเพียรก็จะถูกสูบออกไปเรื่อยๆ

ฟ้า ดิน ลึกลับ เหลือง ด้วยระดับประเมินที่อยู่ขั้นลึกลับระดับกลาง ทำให้พรสวรรค์รากวิญญาณของเจียงเสวียนไม่ถึงกับรั้งท้ายสุด ด้วยเหตุนี้ หลังจากใช้เวลาไปประมาณหนึ่งก้านธูป เขาก็หาจุดชีพจรจุดที่สามของตัวเองเจอ

แต่มันยังไม่จบแค่นั้น ขั้นตอนต่อไป เจียงเสวียนต้องเผาผลาญพลังเวทจำนวนมหาศาลเพื่อหล่อเลี้ยงจุดชีพจรนี้ เพื่อดึงมันออกจากสถานะควอนตัมอันเลือนราง ให้มาสถิตอยู่ในความเป็นจริงอย่างสมบูรณ์แบบ

เรื่องบ้าบอคอแตกทั้งหมดนี้ ล้วนสูบทั้งเวลา พลังใจ และพลังเวทของเจียงเสวียนไปอย่างมหาศาล และมันก็ยิ่งทำให้เขาตระหนักถึงความจริงข้อหนึ่ง

"ความเร็วในการเปิดจุดชีพจรของข้ามันเต่าคลานเกินไปแล้ว ถ้าขืนมัวแต่บำเพ็ญเพียรไปตามสเต็ปแบบนี้ ข้าไม่มีทางเข้าชั้นเรียนสืบมรรคาได้เด็ดขาด!"

เพราะรู้ซึ้งถึงความจริงข้อนี้ สีหน้าของเจียงเสวียนถึงได้ดูหนักอึ้งขนาดนั้น

แน่นอนว่าการบำเพ็ญเพียรในวิถีเซียนไม่ได้มีแค่การก้มหน้าก้มตาฝึกอย่างบ้าคลั่งหรอกนะ

วิธีอัปสปีดความเร็วในการบำเพ็ญเพียร เจียงเสวียนก็พอจะรู้อยู่บ้าง เพียงแต่วิธีพวกนั้น เขาไม่มีปัญญาทำได้เลยสักอย่างเดียว

"ในเมืองไผ่มรกตมีร้านขายยา ยาเม็ดที่สกัดมาจากสมุนไพรวิญญาณ ปราณวิญญาณที่อัดแน่นอยู่ข้างในมันง่ายต่อการดูดซับและย่อยสลายเข้าสู่ร่างกายสุดๆ มันจะช่วยบูสต์ความเร็วในการฝึกของข้าได้แบบก้าวกระโดด"

"ในสำนักศึกษาเต๋าหมายเลขเฉินก็มีธูปวิญญาณสารพัดชนิด ที่ช่วยฟื้นฟูพลังใจ ไปจนถึงช่วยบัฟประสาทสัมผัสได้ชั่วคราว ซึ่งมันมีประโยชน์มหาศาลต่อการหาตำแหน่งจุดชีพจร"

พอคิดมาถึงตรงนี้ เจียงเสวียนก็ทำได้แค่ส่ายหัวด้วยความเสียดาย "น่าเสียดาย ยาเม็ดเอย ธูปวิญญาณเอย ดีๆ ทั้งนั้นแหละ แต่ปัญหาคือข้าไม่มีหินวิญญาณมากพอที่จะไปเปย์ของพวกนั้นน่ะสิ"

แม้จะคิดแบบนั้น แต่เจียงเสวียนก็ไม่ได้สิ้นหวังหรือท้อแท้แต่อย่างใด ตรงกันข้าม ในส่วนลึกของแววตากลับมีประกายแสงบางอย่างวาบผ่านอย่างเงียบเชียบ

"ยังดีนะ ที่ข้าไม่ได้สิ้นไร้ไม้ตอกไปซะทีเดียว"

เขาหลับตาลงอีกครั้ง พลางท่องคำว่า 【แดนวิญญาณนภากาศ】 ไว้ในใจ เสียง "วิ้ง" ดังขึ้นเบาๆ หน้าต่างระบบเกมอันเลือนรางก็ปรากฏขึ้นตรงหน้าเจียงเสวียนอย่างไร้สุ้มเสียง

【ผู้เล่น: เจียงเสวียน】

【อายุ: 14 ปี】

【อาชีพ: ไม่มี】

【พรสวรรค์: รากวิญญาณ ระดับลึกลับขั้นกลาง ระดับสีฟ้า】

【เคล็ดวิชา: วิชาสูดปราณเก้าลมหายใจ ขั้น 1 เริ่มต้น ความชำนาญ 109/300 ระดับสีฟ้า】

【อาชีพที่สามารถเลือกได้】

【อาชีพหลัก: ผู้ฝึกปราณฝึกหัด นักดาบฝึกหัด ศิษย์นักรบ...】

【อาชีพรอง: จิตรกรฝึกหัด เด็กรับใช้เต๋า เด็กลูกมือในครัว ช่างตีเหล็กฝึกหัด นักตกปลาตีนเขา...】

หน้าต่างระบบนี้ คือของขวัญสุดพิเศษที่ติดตัวเจียงเสวียนมาตอนทะลุมิติ

ไม่รู้ว่าเป็นเพราะผีผลักหรือบุญหล่นทับ เกมที่เขาเล่นอยู่ถึงได้ทะลุมิติมาพร้อมกับเขา แถมยังหลอมรวมเข้ากับจิตวิญญาณที่แท้จริงของเขาไปเรียบร้อยแล้ว

ในตอนที่เจียงเสวียนคนก่อนกับวิญญาณของเจียงเสวียนในโลกนี้หลอมรวมกัน หน้าต่างระบบนี้ก็ปรากฏขึ้นในห้วงจิตสำนึกของเขาทันที

หลังจากลองผิดลองถูกงมหาทางอยู่หลายวัน เจียงเสวียนก็กระจ่างแจ้งถึงความสามารถของหน้าต่างระบบนี้

อย่างแรกเลยคือ มันสามารถแสดงสถานะเคล็ดวิชาและสภาพร่างกายของเขาได้ ถึงความสามารถนี้จะดูงั้นๆ ธรรมดาบ้านๆ แต่มันโคตรมีประโยชน์

เวลาคนเราบำเพ็ญเพียร สิ่งที่บั่นทอนจิตใจมากที่สุดก็คือ การมืดแปดด้านไม่รู้อนาคต ไม่รู้ว่าตัวเองก้าวหน้าไปถึงไหนแล้ว แต่หน้าต่างสถานะนี้กลับกางข้อมูลทุกอย่างของเจียงเสวียนให้เห็นตำตา ทำให้เขามองเห็นพัฒนาการของตัวเองทุกกระเบียดนิ้วด้วยตาเนื้อ ซึ่งมันเป็นตัวจุดไฟเติมพลังให้เจียงเสวียนมีแรงฮึดในการบำเพ็ญเพียรอย่างเต็มเปี่ยม

อีกทั้งหน้าต่างนี้ ยังเป็นตัวการันตีว่าเจียงเสวียนจะไม่มีทางก้าวพลาดระหว่างการบำเพ็ญเพียรอย่างแน่นอน

แค่ข้อนี้ข้อเดียว หน้าต่างระบบเกมก็คุ้มค่าเกินพอที่จะทำให้เจียงเสวียนยิ้มแก้มปริแล้ว แต่สิ่งที่ทำให้เขาเนื้อเต้นยิ่งกว่าก็คือ ระบบอาชีพ

นี่คือจุดขายหลักของเกมแดนวิญญาณนภากาศ ในโลกของเกมนั้น เราสามารถเลือกอาชีพได้ตามใจชอบ แถมถ้าทำตามเงื่อนไขที่กำหนดและอัปเลเวลตัวเองได้สูงพอ ก็ยังสามารถควบได้หลายอาชีพในคนเดียวอีกด้วย

แล้วอาชีพพวกนี้ ยังมีระบบเปลี่ยนคลาสอาชีพที่เรียกได้ว่าไร้ขีดจำกัด

ขอแค่เจ้ามีเวลาและแรงฮึดมากพอ ในเกมแดนวิญญาณนภากาศ เจ้าก็สามารถผงาดขึ้นเป็นปรมาจารย์ครอบจักรวาลได้สบายๆ

และระบบอาชีพที่ว่านี่แหละ คือสิ่งที่เจียงเสวียนมองว่าเป็นทางลัดชั้นยอด ที่จะพาเขาเข้าสู่ชั้นเรียนสืบมรรคาให้จงได้

คิดได้แบบนั้น เจียงเสวียนก็กดเปิดดูรายละเอียดของอาชีพ 【ผู้ฝึกปราณฝึกหัด】 เป็นอันดับแรก

ไม่ต้องสงสัยเลย ทะลุมิติมาอยู่ในโลกผู้บำเพ็ญเพียรทั้งที เส้นทางอาชีพที่ดีที่สุดย่อมหนีไม่พ้นผู้ฝึกปราณ หลายวันมานี้ เจียงเสวียนก็พยายามอาบเหงื่อต่างน้ำเพื่อสิ่งนี้มาตลอด

【ผู้ฝึกปราณฝึกหัด】

【สถานะ: ยังไม่ได้เลือกอาชีพ】

【ระดับการประเมิน: หายาก ระดับสีฟ้า】

【เงื่อนไขการเลือกอาชีพ 1: ค้นหาสถานที่ที่มีปราณวิญญาณและเข้าพำนักอาศัย สำเร็จแล้ว 2: ได้รับเคล็ดวิชาฝึกปราณหนึ่งวิชาและฝึกฝนจนถึงระดับเชี่ยวชาญ 3: บ่มเพาะพลังเวทให้ได้หนึ่งสาย สำเร็จแล้ว】

"เคล็ดวิชาน่ะข้ามีแล้ว แต่วิชาสูดปราณเก้าลมหายใจต้องโคจรครบหนึ่งรอบเพื่อบ่มเพาะพลังเวทให้ได้หนึ่งสาย ถึงจะบวกค่าความชำนาญให้หนึ่งแต้ม"

"เนื่องจากพลังใจข้ามีจำกัด มาอยู่โลกนี้ได้สองสามวันแล้ว ข้าเพิ่งจะเดินลมปราณครบไปแค่ 109 รอบ ส่วนอีก 191 รอบที่เหลือ คงต้องใช้เวลาอีกอย่างน้อยก็สามถึงห้าวัน"

การที่ไม่สามารถกดรับอาชีพได้ทันที ทำให้เจียงเสวียนอดรู้สึกเสียดายลึกๆ ไม่ได้

โชคยังดี ที่แม้จะอยู่ในช่วงเริ่มต้น นอกจากอาชีพสายต่อสู้แล้ว เจียงเสวียนก็ยังสามารถเลือกอาชีพสายสนับสนุนได้อีกหนึ่งอาชีพ

และรอบนี้ เขาเลือกอาชีพที่เกี่ยวพันกับการบำเพ็ญเพียรอย่าง เด็กรับใช้เต๋า

【เด็กรับใช้เต๋า】

【สถานะ: ยังไม่ได้เลือกอาชีพ】

【ระดับการประเมิน: หายาก ระดับสีฟ้า】

【เงื่อนไขการเลือกอาชีพ 1: ค้นหาอารามเต๋าและเข้าร่วม สำเร็จแล้ว 2: กวาดพื้น รดน้ำ จัดระเบียบลานอารามสามสิบครั้ง ปัจจุบัน 27/30 ครั้ง 3: สวดท่องแปดมหาเทวมนตร์ด้วยความตั้งใจภายในอารามเต๋าสามสิบจบ ปัจจุบัน 27/30 ครั้ง 4: จุดธูปบูชา เปลี่ยนน้ำ เติมน้ำมันตะเกียง เช็ดถูรูปเคารพสามสิบครั้ง ปัจจุบัน 27/30 ครั้ง】

ต่างจากผู้ฝึกปราณ เด็กรับใช้เต๋าถือเป็นสถานะรูปแบบหนึ่ง และเป็นยิ่งกว่าอาชีพสายสนับสนุน

ยังดีที่อาชีพในเกมส่วนใหญ่มักจะมีประโยชน์แฝงอยู่ ยิ่งไม่ต้องพูดถึงว่าเด็กรับใช้เต๋าจัดอยู่ในอาชีพระดับหายากสีฟ้าซะด้วย

ที่ทำให้เจียงเสวียนใจเต้นรัวยิ่งกว่าคือ งานของเด็กรับใช้เต๋าสามารถทำได้วันละสามครั้ง แต่ละครั้งจะได้ค่าประสบการณ์สามแต้ม แถมเงื่อนไขสามข้อหลังก็สามารถรวบยอดทำไปพร้อมๆ กันได้เลย

"สามวันที่ผ่านมา ทั้งเช้า สาย บ่าย เย็น ข้าไม่เคยลืมกวาดพื้น จุดธูปบูชา และสวดเทวมนตร์เลยสักวัน 3 คูณ 3 คูณ 3 เท่ากับ 27 นั่นก็หมายความว่า แค่รุ่งเช้าวันนี้ข้าจัดซ้ำอีกสักรอบ ข้าก็จะรับอาชีพได้แล้ว"

พอคิดได้ปุ๊บ เจียงเสวียนก็เด้งตัวลุกขึ้นยืน แล้วเดินตรงดิ่งไปที่ห้องโถงใหญ่ทันที

ห้องโถงใหญ่ในบ้านของเจียงเสวียนไม่ได้กว้างขวางอะไรนัก แต่การจัดวางข้าวของนี่สิ พิลึกพิลั่นสุดๆ

เฟอร์นิเจอร์แบบที่ชาวบ้านชาวช่องเขาใช้กันถูกดันไปกองรวมกันตรงมุมห้อง ส่วนตรงกลางกลับมีโต๊ะหมู่บูชาตั้งตระหง่านอยู่ พร้อมกับเบาะรองนั่งสามใบวางแหมะอยู่ด้านหน้า

บนกำแพงเหนือโต๊ะหมู่บูชา ไม่มีทั้งรูปปั้นเทพเจ้า หรือแม้แต่ภาพวาดสิ่งศักดิ์สิทธิ์ใดๆ มีแค่ตัวอักษรขนาดเบ้อเริ่มสองตัวแขวนหราอยู่... ฟ้าดิน!

เจียงเสวียนหมอนี่ดันจัดฉากบ้านตัวเองให้กลายเป็นอารามเต๋าหน้าตาเฉย แถมยังเลียนแบบเจิ้นหยวนจื่อแห่งอารามอู่จวง ที่ไม่กราบไหว้เซียนหรือพระพุทธองค์ใดๆ ขอแค่เคารพบูชาเพียงฟ้าดินเท่านั้น

ตอนที่ริเริ่มทำเรื่องพวกนี้ เจียงเสวียนเองก็ไม่ค่อยแน่ใจนักหรอกว่าจะรอดหรือจะร่วง

แต่อาจจะเป็นเพราะพวกเขากำลังเหยียบอยู่บนดินแดนของนิกายเซียน แถมยังตั้งอยู่ในสถานที่ที่มีพลังวิญญาณอัดแน่น ข้อได้เปรียบพวกนี้คงไปถัวเฉลี่ยกลบจุดบอดเงื่อนไขอื่นๆ ไปซะมิด สรุปสั้นๆ คือ เจียงเสวียนทำสำเร็จ!

บ้านของเขากลายเป็นอารามเต๋าที่เจียงเสวียนเอาชื่อไปแขวนไว้เรียบร้อยโรงเรียนจีน ในนาม อารามเสวียนซิน

ด้วยความที่อุปโลกน์บ้านตัวเองเป็นอาราม ภารกิจรับอาชีพหลังจากนั้นของเขา ก็หนีไม่พ้นการนั่งสวดแปดมหาเทวมนตร์ในบ้าน รดน้ำ กวาดลานบ้าน ไม่ก็เช็ดถูโต๊ะหมู่บูชาและรูปเคารพต่างๆ

ตอนนี้ พอเจียงเสวียนก้าวเท้าเข้ามาในห้องโถงใหญ่ เขาก็จัดการเช็ดถูโต๊ะหมู่บูชาไปหนึ่งรอบ เติมน้ำมันลงในตะเกียงบนโต๊ะสักหน่อย จากนั้นก็คว้าธูปธรรมดาดาดๆ มาจุดสามดอก

"ติ๊ง!"

ทันทีที่เจียงเสวียนจัดการเรื่องจุกจิกพวกนี้เสร็จ เสียงแจ้งเตือนก็ดังขึ้นในหัวเขาอย่างฉับพลัน

【เจ้าทำการเช็ดถูโต๊ะหมู่บูชาให้รูปเคารพ จุดธูปบูชา และเติมน้ำมันตะเกียง ความคืบหน้าภารกิจเพิ่มขึ้น 3 แต้ม เงื่อนไขข้อที่ 4 ในการเลือกอาชีพเด็กรับใช้เต๋า สำเร็จแล้ว】

เสียงที่ดังขึ้นแบบไม่มีปี่มีขลุ่ย ทำเอาเจียงเสวียนชะงักฝีเท้าไปจังหวะหนึ่ง แต่ไม่นาน เขาก็ทำเนียนเดินออกไปที่ลานบ้าน คว้าไม้กวาดมากวาดเศษใบไม้ รดน้ำดับฝุ่น และจัดข้าวของเครื่องใช้ให้เข้าที่เข้าทางเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น

"เสวียนน้อย งานพวกนี้ปล่อยให้แม่จัดการเองเถอะ ลูกไปพักผ่อนซะ เดี๋ยวก็ต้องไปเรียนที่สำนักศึกษาเต๋าแล้วนี่"

ระหว่างที่เจียงเสวียนกำลังง่วนอยู่กับงาน ประตูห้องนอนข้างห้องโถงใหญ่ก็ถูกผลักออก ตามมาด้วยหญิงวัยกลางคนที่มีเค้าโครงหน้าคล้ายกับเจียงเสวียนอยู่หลายส่วนเดินออกมา นางคือ เสิ่นเยว่หรง มารดาของเจียงเสวียนในโลกนี้นั่นเอง

พอเห็นเจียงเสวียนกำลังวุ่นวาย นางก็รีบปรี่เข้าไปกะจะแย่งงานมาทำเอง

แต่เจียงเสวียนกลับเบรกนางไว้ซะก่อน

"ไม่เป็นไรหรอกท่านแม่ นี่ก็ยังไม่ถึงเวลาเรียนรอบเช้าเลย ไม่เสียเวลาหรอก แถมทำเรื่องพวกนี้ มันช่วยให้ข้าสงบจิตสงบใจได้ด้วย"

"..." เจอเหตุผลข้อหลังเข้าไป เสิ่นเยว่หรง ก็ได้แต่ยอมถอยทัพ

โชคดีที่ลานบ้านของเจียงเสวียนไม่ได้ใหญ่โตนัก แถมปกติก็รักษาความสะอาดดีอยู่แล้ว แค่กวาดใบไม้นิดๆ รดน้ำหน่อยๆ แล้วก็จัดของให้เข้าที่ ภารกิจข้อที่ 2 ของเจียงเสวียนก็เป็นอันเสร็จสมบูรณ์

【เงื่อนไขที่ 2: กวาดพื้น รดน้ำ จัดระเบียบลานอารามสามสิบครั้ง ปัจจุบัน 30/30 ครั้ง สำเร็จแล้ว】

มาถึงตรงนี้ เงื่อนไขการรับอาชีพเด็กรับใช้เต๋าทั้งสี่ข้อ เขาก็ฟาดไปแล้วสาม ขอแค่ปิดจ๊อบงานสุดท้าย นั่นก็คือการนั่งสวดแปดมหาเทวมนตร์ด้วยความตั้งใจ เขาก็จะได้สวมบทบาทเป็นเด็กรับใช้เต๋าแบบเต็มตัวซะที

ถึงแม้มันจะเป็นแค่อาชีพสายสนับสนุน แถมยังอยู่ในช่วงฝึกหัด แต่การที่กำลังจะได้สวมบทอาชีพจริงๆ จังๆ ก็ยังทำให้เจียงเสวียนอดรู้สึกตื่นเต้นจนเนื้อเต้นไม่ได้

ด้วยเหตุนี้ เขาจึงต้องใช้เวลาตั้งสติอยู่นานสองนาน เพื่อดึงอารมณ์ให้กลับมาสงบนิ่ง ก่อนจะเดินกลับเข้ามาในห้องโถงใหญ่ แล้วนั่งขัดสมาธิลงบนเบาะรองนั่งใต้ตัวอักษร "ฟ้าดิน"

"ฟู่..."

เจียงเสวียนสูดลมหายใจเข้าลึกๆ ก่อนจะเริ่มสวดมนต์ออกมาด้วยน้ำเสียงเชื่องช้าแต่มั่นคง

"ดวงดาวไท่ซ่าง สรรพสิ่งผันแปรไร้หยุดหย่อน ขับไล่สิ่งชั่วร้ายผนึกภูตผี ปกป้องชีวิตพิทักษ์กายา สติปัญญาแจ่มแจ้งกระจ่าง จิตวิญญาณสงบสันติ สามวิญญาณคงอยู่ชั่วนิรันดร์ เจ็ดเจตภูตไร้ซึ่งวันสูญสลาย..."

จบบทที่ บทที่ 1 หน้าต่างอาชีพ เด็กรับใช้เต๋า

คัดลอกลิงก์แล้ว