เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

บทที่ 49 คุณงามความดีและความผิดบาปแต่โบราณกาล

บทที่ 49 คุณงามความดีและความผิดบาปแต่โบราณกาล

บทที่ 49 คุณงามความดีและความผิดบาปแต่โบราณกาล


บทที่ 49 คุณงามความดีและความผิดบาปแต่โบราณกาล

คืนนั้นซ่งเฉียนจีแหงนมองดวงจันทร์ เกิดความรู้สึกพลุ่งพล่าน จึงระบายความในใจผ่านบทเพลง

หลังจากเขียนเสร็จ เขาแค่ลองบรรเลงเงียบๆ ในใจรอบหนึ่ง รู้สึกว่าไม่เลวเลย จึงมอบมันให้เหอชิงชิง

ยามนี้พอได้ฟังอีกฝ่ายดีดจนจบ เขาก็เหม่อลอยไปชั่วขณะ เพลงที่ตัวเองเขียน พอถูกบรรเลงด้วยการผสานพลังวิญญาณลงไป กลับมีอานุภาพสะท้านสะเทือนถึงเพียงนี้

เหอชิงชิงใช้เพลงนี้สะกดผู้คนจนตะลึงงันไปทั้งสี่ทิศ ชื่อเสียงสะเทือนเลื่อนลั่น ดูเหมือนจะรุ่งโรจน์ไร้ขีดจำกัด ทว่าก็ไม่รู้ว่าจะเป็นโชคหรือเคราะห์กันแน่

ทันใดนั้นก็ได้ยินเสียงทุ้มนุ่มนวลกังวานของบุรุษดังแว่วมาจากศาลากลางสระน้ำ คล้ายกำลังทดสอบคนอื่นๆ อยู่

ในศาลามีแต่ผู้คุมสอบวิชาฉิน ทว่าพอคนผู้นั้นเอ่ยปาก คนอื่นๆ ก็พากันเงียบกริบ ปฏิบัติต่อเขาด้วยความเคารพนบนอบอย่างยิ่ง ฐานะของเขายังไม่ชัดเจนอีกหรือ?

ซ่งเฉียนจีตกใจเล็กน้อย เซียนฉินอยู่ที่นี่หรือ?

เขารวบรวมสมาธิ พยายามฟังสิ่งที่คนผู้นั้นพูดให้ชัดเจน

"วัยเยาว์โดดเดี่ยวทุกข์ยาก..."

ลำบากก็ลำบากอยู่หรอก แต่ก็ไม่มีอะไรให้ต้องบ่น ชินแล้วก็เป็นเรื่องธรรมชาติ

"...ช่วงชิงความเป็นใหญ่ในใต้หล้า"

ช่วงชิงความเป็นใหญ่อะไรกัน ข้าเพิ่งปีนขึ้นไปถึงยอดเขา ยังไม่ทันได้เสวยสุขเท่าไหร่ ต้นค้ำฟ้าก็กำลังจะโค่น โลกกำลังจะวินาศแล้วต่างหาก

"...วีรบุรุษสิ้นหนทาง"

ในที่สุดซ่งเฉียนจีก็ทนไม่ไหว หลุดขำพรืดออกมา

ไม่เคยมีใครบอกเขาเลยว่า เจ้าคือวีรบุรุษ

คำนี้มันคนละเรื่องกับเขาเลยสักนิด

โจรเฒ่าแซ่ซ่งเป็นวีรบุรุษเนี่ยนะ ฟังดูเหลวไหลยิ่งกว่าประมุขพรรคมารสร้างบุญกุศล หรือปรมาจารย์ค่ายกลสติฟั่นเฟือนกลับมามีเหตุผลเยือกเย็นเสียอีก

"...น่าจะเป็นคนตายไปแล้ว"

ซ่งเฉียนจีเลิกคิ้ว ประโยคนี้คือเรื่องจริง เขาเคยตายมาแล้วครั้งหนึ่งจริงๆ

คนในศาลาคือเซียนฉินจริงๆ ด้วย มีตบะในวิชาดนตรีลึกล้ำ สามารถหยั่งรู้ความหมายแฝงนอกเส้นเสียง ใช้ห้วงอารมณ์ของบทเพลงอนุมานถึงประสบการณ์ของผู้ประพันธ์ได้

ความเชี่ยวชาญเฉพาะทาง มือสมัครเล่นนอกวงการอย่างเขาเทียบไม่ติดเลยจริงๆ

หวังเพียงว่าเหอชิงชิงจะรักษาสัญญา ไม่ซัดทอดมาถึงเขา

ต่อให้ซัดทอดมาจริงๆ เขาก็ไม่มีวันยอมรับ ทำได้แค่แต่งเรื่องขึ้นมาใหม่ แล้วโยนความผิดไปให้เสี่ยนเจี้ยนเฉิน

ยังไงซะครั้งแรกอาจจะแปลกๆ ครั้งที่สองก็คุ้นมือแล้ว

"เจ้าหัวเราะอะไร? น่าขันนักหรือ?" คนข้างกายเอ่ยเสียงเย็น

ซ่งเฉียนจีชะงัก เพิ่งรู้ตัวว่าอีกฝ่ายกำลังถามตน

พอมองไปรอบๆ ทุกคนล้วนมีสีหน้าไม่เป็นมิตร

เขาเป็นเพียงคนเดียวที่ไม่มีน้ำตา ซ้ำยังหัวเราะออกมาอีกต่างหาก

ทุกคนเพิ่งจะเช็ดน้ำตา ในใจยังคงมีกลิ่นอายของบทเพลงตกค้างอยู่ กลับได้ยินเสียงหัวเราะเบาๆ

คืนนี้มีบทเพลงที่สั่นสะเทือนจิตใจถึงเพียงนี้ แม่นางปิดหน้าคนนั้นบรรเลงได้วิเศษสุดยอดปานนั้น

กลับมีคนไม่รู้สึกรู้สาอะไร ซ้ำยังหัวเราะเยาะออกมา นี่มันยังใช่คนอยู่ไหม?

ซ่งเฉียนจียืนอยู่ท่ามกลางฝูงชน เผชิญกับสายตาตำหนิติเตียนรอบด้าน รู้สึกกระอักกระอ่วนใจเล็กน้อย

"เข้าใจผิดแล้ว ข้าไม่ได้หัวเราะเยาะพวกท่าน" เขาอธิบาย

"แล้วเจ้าหัวเราะใคร?" มีคนก้าวออกมา ตะโกนเสียงดัง

"แม่นางปิดหน้าที่ดีดฉิน ใช้เสียงฉินช่วยให้ข้าบรรลุธรรม ถือว่ามีบุญคุณต่อข้า วันนี้ใครกล้าหัวเราะเยาะนาง ลบหลู่นาง ข้าจะทวงความยุติธรรมแทนนางเอง!"

ผู้คนต่างพากันขานรับ

บทเพลงของเหอชิงชิง ไม่เพียงแต่สะเทือนอารมณ์คนฟัง แต่ยังทำให้ผู้คนมากมายมีระดับการบำเพ็ญเพียรก้าวหน้าขึ้น ได้รับผลประโยชน์อย่างแท้จริง

"ขออภัย ข้าไม่ได้มีเจตนาลบหลู่เลย" ซ่งเฉียนจีจำต้องอธิบายอีกครั้ง

ทุกคนเห็นเขามีท่าทีจริงใจ รอยยิ้มอ่อนโยน ประกอบกับหน้าตาหล่อเหลา ในที่สุดก็เลิกหาเรื่องเขา แล้วหันไปชื่นชมบทเพลงฉินแทน

ตอนนี้คนที่ได้รับความนิยมที่สุด ก็คือบรรดาศิษย์สำนักเซียนอิน

ผู้บำเพ็ญกระบี่ ผู้ใช้ยันต์ ผู้ใช้ค่ายกล และช่างหลอมอุปกรณ์คนอื่นๆ รู้แค่ว่าต้องร้องชมเชย แต่บอกไม่ได้ว่ามันดียังไง

มีเพียงผู้บำเพ็ญดนตรีเท่านั้นที่วิพากษ์วิจารณ์กันอย่างออกรส พูดจามีหลักการ ถ้อยคำสละสลวยต่อเนื่อง ทำให้ผู้คนเชื่อถือและชื่นชม

"บทเพลงนี้แม้ท่อนแรกจะแฝงความขมขื่น ทว่าโศกเศร้าแต่ไม่เจ็บปวด ไม่เคยตีโพยตีพายสงสารตัวเอง เปรียบดั่งกระบี่วิเศษซ่อนเร้นในฝัก สะสมพลังรอวันผงาด"

"ท่อนกลางเรืองรองยิ่งใหญ่ แต่เพลิดเพลินโดยไม่ลุ่มหลง ดังคำกล่าวที่ว่า 'ถ้อยคำรื่นเริงนั้นแต่งให้ดียาก สุ้มเสียงยากไร้นั้นแต่งให้ไพเราะง่าย' เสียงอันเจิดจรัสมักสูญเสียกลิ่นอายวิญญาณและตกต่ำเป็นของโหลได้ง่ายที่สุด แต่เพลงนี้กลับไม่ตื้นเขิน ซ้ำยังองอาจสะท้านขุนเขาแม่น้ำ มีกลิ่นอายของราชันย์ผู้ครองแผ่นดิน ดึงดูดให้สรรพสัตว์มาศิโรราบ!"

"ท่อนจบเป็นเพลงโศกอันอ้างว้าง นำพาผู้คนเข้าสู่ดินแดนเร้นลับในจิตใจ"

มีคนลังเลเอ่ยขึ้น "แต่ว่า เพลงนี้ดูเหมือนจะยังบรรเลงไม่จบหรือเปล่า?"

ผู้คนต่างพากันถอนหายใจร้องเสียดาย

ทว่ากลับมีผู้บำเพ็ญดนตรีที่อายุมากหน่อยก้าวออกมา พูดกลั้วหัวเราะว่า:

"เพลงยังไม่จบ สายฉินก็ขาดไปเสียก่อน ก็นับเป็นความงามแห่งความบกพร่องรูปแบบหนึ่ง"

"ท้ายที่สุดแล้ว—" คนผู้นั้นสรุป "ความสมบูรณ์สูงสุดย่อมดูคล้ายบกพร่อง เสียงที่ยิ่งใหญ่ที่สุดย่อมไร้สุ้มเสียง!"

"แปะ แปะ แปะ!" เสียงปรบมือดังสนั่นหวั่นไหว

"พูดได้ดี!"

มีผู้สนับสนุนของเทพธิดาเมิ่งจื่อถอนหายใจ "ดูเหมือนเทพธิดาเมิ่งจื่อจะสู้ไม่ได้แล้ว..."

"สู้? จะเอาอะไรไปสู้? แสงหิ่งห้อยหรือจะแข่งรัศมีกับดวงจันทร์และดวงอาทิตย์ ในมุมมองข้า เพลงที่ต่อคิวอยู่ข้างหลัง ไม่จำเป็นต้องฟังแล้ว"

"ข้างหลังยังมีเพลงของเทพธิดาเมี่ยวเยียนอีกเพลง เจ้าจะไม่ฟังหรือ?"

"อย่าว่าแต่เพลงเดียวเลย ต่อจากนี้ไปอีกหนึ่งปี ข้าจะไม่ฟังเพลงฉินที่ไหนอีก คืนนี้ได้ฟังดนตรีสวรรค์นี้แล้ว เกรงว่าเสียงดนตรีทางโลกจะทำให้หูข้าแปดเปื้อน!"

"ไม่ถูก!" ผู้สนับสนุนของเทพธิดาเมี่ยวเยียนปฏิเสธ "ผู้บำเพ็ญหญิงปิดหน้าคนนี้มีตบะต่ำต้อย พลังวิญญาณในร่างไม่เพียงพอ ความสำเร็จในวิชาฉินเทียบไม่ได้กับเทพธิดาเมี่ยวเยียน คืนนี้ไม่ได้ชนะด้วยทักษะฉิน แต่ชนะที่ตัวบทเพลงชั้นยอดต่างหาก! หากเปลี่ยนเป็นเทพธิดาเมี่ยวเยียนมาบรรเลงเพลงนี้ ย่อมต้องดีกว่านางแน่!"

"บทเพลงนี้วิเศษเกินไปจริงๆ ไม่รู้ว่าใครเป็นคนเขียนให้นางกัน?"

"บทเพลงบรรทุกมรรควิถี คนที่สามารถเขียนเพลงนี้ออกมาได้ ต้องเป็นวีรบุรุษผู้ยิ่งใหญ่ที่ยืนหยัดค้ำฟ้าดินอย่างแน่นอน"

"ก็ไม่แน่เสมอไปหรอก" ซ่งเฉียนจีรับฟังเงียบๆ มาตลอด

เขาฟังจนรู้สึกกระดากอายสุดๆ ใบหน้าแดงระเรื่อ ในที่สุดก็อดรนทนไม่ไหวต้องเอ่ยปาก:

"ไม่แน่ว่า เขาอาจจะเป็นแค่คนถ่อย ที่ทำทุกวิถีทางโดยไม่สนวิธีการ เลยต้องตายอย่างอนาถก็ได้"

ศิษย์สำนักเซียนอินขัดจังหวะทันควัน:

"เจ้าเป็นผู้บำเพ็ญดนตรีหรือ?"

"ข้าไม่ใช่" ซ่งเฉียนจีตอบ

"เจ้าเข้าใจวิชาดนตรีไหม?"

"พอรู้บ้าง"

ศิษย์สำนักเซียนอินผู้นั้นแค่นเสียงเย็น "มรรควิถีแห่งดนตรีกว้างขวางลึกล้ำ สูงส่งไร้ขอบเขต รู้แค่งูๆ ปลาๆ กล้าดีอย่างไรมาสอดปากส่งเดช?"

ทุกคนล้วนขุ่นเคืองใจ ตำหนิติเตียนว่าเขาไม่ควรดูหมิ่นผู้ประพันธ์เพลง

ซ่งเฉียนจีถึงกับพูดไม่ออก

เขาโทษตัวเองที่ไม่น่าปากมากเลย

คุณงามความดีและความผิดบาปแต่โบราณกาล ย่อมมีคนรุ่นหลังคอยวิจารณ์ ต่อให้ถูกเข้าใจผิดหรือถูกพูดจาเหลวไหลใส่ ก็ควรอตทนไว้สักหน่อย เนื้อไม่ได้หลุดหายไปสักก้อนเสียหน่อย

"สหายเต๋าอย่าไปถือสาหาความกับเขาเลย" มีคนพูดต่อ "เขาไม่ใช่ผู้บำเพ็ญดนตรี จะไปเข้าใจทฤษฎีดนตรีและอารมณ์เพลงได้ที่ไหน ถึงข้าจะไม่ใช่ผู้บำเพ็ญดนตรีเหมือนกัน แต่ข้าก็รู้จักยำเกรงและให้เกียรติ วันนี้ได้เปิดหูเปิดตาแล้ว รู้แล้วว่าอะไรคือ 'ดั่งสดับดนตรีสวรรค์จนหูพลันสว่าง' 'เสียงสะท้อนก้องกังวานวนเวียนอยู่บนขื่อบ้านถึงสามวัน' อะไรคือ 'สามเดือนไม่รู้รสเนื้อ'"

ซ่งเฉียนจียิ้มอย่างจนใจ ทอดสายตาไปยังริมสระ

มองทะลุฝูงชนอันเนืองแน่น ในที่สุดก็เห็นเหอชิงชิงถูกเซียนฉินเรียกตัวไปด้วยคำพูดเพียงประโยคเดียว เขาจึงหันหลังเดินจากมา

ไม่ไปแล้วจะอยู่รออะไรอีกล่ะ?

ผู้บำเพ็ญเพียรที่เข้าร่วมงานชุมนุมเติงเหวินและมาฟังเพลงฉินริมสระในครั้งนี้ มีทั้งคนที่เคยมาปิดล้อมสังหารเขาในชาติก่อน และคนที่เคยถูกเขาสังหารมาก่อนเช่นกัน

เขาจำได้ไม่ค่อยชัดแล้ว

และเขาก็ไม่อยากเสียแรงนึกถึงมันด้วย

ซ่งเฉียนจีเดินจากไปเพียงลำพัง ทิ้งเสียงหัวเราะชื่นมื่นและความครึกครื้นสรรเสริญไว้เบื้องหลัง จนค่อยๆ ไม่ได้ยินเสียงเหล่านั้นอีก

ย่างก้าวเดียวดายบนเส้นทางภูเขา มีเพียงดวงจันทร์กระจ่างคอยสาดส่องเป็นเพื่อน

จู่ๆ เขาก็อยากดื่มเหล้าสักหน่อย กลับไปที่สวนผักเล็กๆ ของเขา เมามายสักตื่นท่ามกลางแมกไม้ใบหญ้าที่คอยอยู่เป็นเพื่อน

"พี่ซ่ง!" เสียงตะโกนเรียกอย่างร้อนรนขัดจังหวะความคิดของซ่งเฉียนจี

คนผู้หนึ่งวิ่งกระหืดกระหอบสวนมา "ข้าตามหาท่านไปทั่ว ข้าตามหาท่านแทบพลิกแผ่นดิน!"

"จี้เฉิน?" ซ่งเฉียนจีงุนงง "ตามหาข้าทำไม การสอบหมากจบแล้วหรือ?"

เขาคิดว่าจี้เฉินยังคงอยู่รอดูการสอบหมากที่หุบเขาเฟิงเยียน เพื่อฝึกฝนการเดินหมากมาตลอดเสียอีก

รอจนอีกฝ่ายวิ่งพ้นร่มเงาไม้ ใบหน้าถูกแสงจันทร์สาดส่อง เขาถึงได้เห็นว่าจี้เฉินมีสีหน้าตื่นตระหนกลนลาน จึงตระหนักได้ว่าอาจเกิดเรื่องขึ้นแล้ว

"ตกลงท่านเขียนตัวอักษรอะไรกันแน่? ปราชญ์อักษรชี้ขาดให้ 'เทียบอักษรไข่ไก่' เป็นอันดับหนึ่งเลยนะ!" จี้เฉินหอบหายใจรัว "พวกเขาจะจับข้าไปร่วมงานเลี้ยงฉลอง ข้าเลยฉวยโอกาสแอบหนีออกมา!"

"อะไรนะ?" ซ่งเฉียนจีตกใจมาก "เทียบอักษรไข่ไก่?"

"ก็วงกลมที่ขาวาด แล้วท่านเขียนคำว่าไข่ไก่ลงไปนั่นไง ตอนนี้มันกลายเป็นเทียบอักษรไข่ไก่ไปแล้ว!"

"ไม่จริงน่า ไม่มั้ง" ซ่งเฉียนจีถึงกับอึ้ง

หาเว่ยเจินอวี้ไม่พบ แต่อันดับหนึ่งของการสอบอักษรภาพกลับกลายเป็นปรมาจารย์ค่ายกลเนี่ยนะ?

ปราชญ์อักษรเป็นอะไรไป?

อัจฉริยะที่ทิ้งรอยอักษรไว้บนหน้าผาสูงชันไม่ยอมเลือก ภาพทิวทัศน์ภูเขาแม่น้ำอันวิจิตรตระการตานับไม่ถ้วนไม่ยอมเลือก ดันมาเลือกไข่ไก่

ท่านคิดว่ากำลังสั่งอาหารในโรงเตี๊ยมหรือไง อันไหนอร่อยก็สั่งอันนั้นน่ะ?

"ตำแหน่งอันดับหนึ่งของข้าได้มาอย่างเหลวไหล ชื่อเสียงไม่สมความจริง ข้าลนลานไปหมดแล้วจริงๆ! ท่านบอกเองว่าชีวิตเน้นที่การเข้าร่วม ท่านยังบอกอีกว่าตัวเองแค่พอรู้เรื่องนิดหน่อย ท่านหลอกข้า โฮๆๆ"

จี้เฉินเห็นเขายืนอึ้ง ก็ยิ่งทำอะไรไม่ถูก เลยตัดสินใจร้องไห้สะอึกสะอื้นออกมาเสียเลย

"ข้าไม่ได้หลอกเจ้า!" ซ่งเฉียนจีปวดหัวตึบที่เห็นเขาร้องไห้

ไม่มีใครเคยสอนเจ้าหรือไง ว่าลูกผู้ชายอกสามศอก หลั่งเลือดไม่หลั่งน้ำตาน่ะ?

วันนี้หาเว่ยเจินอวี้ก็ไม่เจอ ข้ายังโดนคนรุมด่าฉอดๆ ในงานสอบวิชาฉินอีก

ข้ายังไม่ร้องไห้เลย แล้วเจ้าจะร้องทำไม?

"เลิกร้องได้แล้ว สหายเต๋าจี้ เกิดเรื่องแบบนี้ขึ้น ไม่มีใครอยากให้เป็นหรอก นี่ไม่ใช่ความผิดของพวกเรานะ!"

จี้เฉินสะอื้นพลางกล่าว "หรือจะเป็นความผิดของปราชญ์? ต่อให้ใช่ แล้วใครจะกล้าบอกว่าปราชญ์ทำผิดล่ะ?"

"เอาผ้าเช็ดหน้ามาให้ข้า!" ซ่งเฉียนจีบอก

จี้เฉินควักผ้าเช็ดหน้าไหมน้ำแข็งทอประกายมันวาวออกมาอย่างว่าง่าย

ซ่งเฉียนจีรับมา แล้วเช็ดน้ำมูกน้ำตาให้เขารวดเดียว "ในเมื่อปราชญ์ไม่มีทางทำผิด เขาเป็นคนชี้ขาดเลือกเจ้า แล้วใครจะกล้าบอกว่าเจ้าผิด? ใครกังขาตำแหน่งอันดับหนึ่งของเจ้า ก็เท่ากับกังขาปราชญ์อักษร เจ้าจะกลัวอะไร?"

"คำว่าไข่ไก่สองคำนั่นท่านเป็นคนเขียนชัดๆ!"

ซ่งเฉียนจีขู่เขา "เขียนกระดาษคำตอบให้คนอื่นถือว่าโกง ถ้าเจ้าพูดออกไป เราสองคนได้ซวยแน่"

"แล้วจะทำยังไงดี?"

"สู้เจ้ายอมรับไป แล้วเป็นอันดับหนึ่งอย่างมีความสุขไม่ดีกว่าหรือ!"

ซ่งเฉียนจีแจกแจงข้อดีข้อเสียให้เขาฟังอีกยก พูดเกลี้ยกล่อมอยู่พักหนึ่ง ในที่สุดก็ทำให้จี้เฉินสงบสติอารมณ์ลงได้

"กลับไปเถอะ อย่ารอให้คนอื่นมาตามเจอเลย"

"แล้วท่านล่ะ?" จี้เฉินกระตุกแขนเสื้อเขาถาม "ท่านจะให้ข้าไปคนเดียวหรือ? ท่านจะไม่ไปกินเลี้ยงฉลองกับข้าหรือ?"

ซ่งเฉียนจีส่ายหน้า "ตอนนี้ข้าไม่อยากกินข้าว อยากกินแต่เหล้า"

เขาเสริมอีกว่า "กินคนเดียว"

วันนี้เกิดเรื่องขึ้นมากมาย เรื่องเหลวไหลตามมาติดๆ กันเป็นพรวน โชคชะตาจงใจเล่นตลกกับเขาชัดๆ

เขาอยากดื่มเหล้า กลับไปที่สวนผักเล็กๆ แสนอบอุ่นน่ารักของเขา แล้วนอนหลับให้สบายสักตื่น

พอสร่างเมาตื่นขึ้นมา พรุ่งนี้ก็ยังคงเป็นวันที่เต็มเปี่ยมไปด้วยการทำไร่ไถนา

"เหล้าหรือ? ข้ามี!" จี้เฉินตบถุงเก็บของ นำไหเหล้าหยกม่วงใบเล็กออกมา "ท่านดื่มของข้าสิ!"

"ไม่แรงใช่ไหม?" ซ่งเฉียนจีลังเล

จี้เฉินตบอกรับประกัน "วางใจได้ นี่คือเหล้าผลไม้ที่บ้านข้าหมักเอง รสชาติหวานและบางเบา"

"ดี ขอบใจมาก" ซ่งเฉียนจีพยักหน้า "เจ้ารีบไปเถอะ"

จี้เฉินอาลัยอาวรณ์ไม่อยากจากไป

ซ่งเฉียนจีผลักเขาเบาๆ ไปทีหนึ่ง

***

น้ำตกไหลริน ละอองสีเงินสาดกระเซ็นภายใต้แสงจันทร์

หินสีเขียวหลายสิบก้อนถูกพลังวิญญาณประคองไว้ ลอยนิ่งอยู่กลางสระน้ำ ปูเป็นทางเดินไปยังศาลากลางสระ

เหอชิงชิงอุ้มฉิน ก้าวเดินไปตามเส้นทางนี้ทีละก้าว

นางยืนนิ่งอยู่หน้าศาลา ผิวน้ำในสระสะท้อนให้เห็นทรวดทรงอ้อนแอ้น และใบหน้าที่ถูกปิดบังด้วยหมวกคลุมหน้า

"เพลงนี้ชื่อว่าอะไรหรือ?" มีคนในศาลาถามยิ้มๆ

เหอชิงชิงตอบเสียงเบา "ข้าไม่ทราบชื่อเจ้าค่ะ"

"เจ้าไปเรียนมาจากที่ใด?" คนผู้นั้นถามอีก

เหอชิงชิงรวบรวมความกล้าเงยหน้าขึ้น

แต่กลับเห็นว่าทุกคนในศาลาล้วนยืนนิ่ง ท่าทางเคร่งขรึมสำรวม

มีเพียงคนที่เอ่ยถามเท่านั้นที่นั่งอยู่ แววตาและคิ้วประดับด้วยรอยยิ้ม

เขาสวมชุดคลุมสีดำสนิท ยังคงรักษารูปลักษณ์ของชายหนุ่มเอาไว้ เครื่องหน้าถูกสวรรค์สลักเสลามาอย่างประณีตบรรจง ผิวพรรณขาวผ่องไร้รอยตำหนิ ภายใต้แสงจันทร์ดูโปร่งแสงแทบจะมองทะลุได้

เหอชิงชิงอดไม่ได้ที่จะอยากมองให้ชัดขึ้นอีกนิด ทว่ากลับสบเข้ากับดวงตาอันลึกล้ำห่างไกลของเขา จิตใจพลันสั่นสะท้าน ต้องรีบก้มหน้าลงทันที

ราวกับได้เห็นเซียนที่อยู่สูงส่งเหนือผู้คน ทำให้รู้สึกยำเกรงโดยไม่รู้ตัว และยิ่งไม่กล้าหลอกลวง

นางเอ่ยเสียงเบาแต่หนักแน่นว่า:

"ข้าเคยรับปากคนอื่นไว้ ว่าไม่สามารถบอกได้เจ้าค่ะ"

หลายคนในศาลาหน้าเปลี่ยนสี กำลังจะตวาดด่าว่านางไม่รู้จักที่ต่ำที่สูง

ทว่าเซียนฉินกลับพยักหน้า "รักษาสัญญาเห็นแก่คุณธรรม ไม่เลวเลย"

จบบทที่ บทที่ 49 คุณงามความดีและความผิดบาปแต่โบราณกาล

คัดลอกลิงก์แล้ว