- หน้าแรก
- ปลาเค็มเหินสวรรค์
- บทที่ 46 ข้าพอเป็นอยู่บ้าง
บทที่ 46 ข้าพอเป็นอยู่บ้าง
บทที่ 46 ข้าพอเป็นอยู่บ้าง
บทที่ 46 ข้าพอเป็นอยู่บ้าง
การทดสอบฉินจัดขึ้นที่ใต้น้ำตกเฟยหลิว ริมสระศิลาเขียว
ซ่งเฉียนจีกับจี้เฉินออกเดินทางจากลำธารศิลาสีรุ้งเพื่อไปชมการทดสอบฉิน ซึ่งแทบจะต้องข้ามพื้นที่กว่าครึ่งของสำนักหัวเวย
ขุนเขาและสายน้ำทอดยาว เส้นทางภูเขาลึกล้ำ
แต่ทั้งสองมีอารมณ์ผ่อนคลาย ฝีเท้าเบาหวิว จึงไม่รู้สึกว่าไกลเลยสักนิด
ซ่งเฉียนจีผ่อนคลาย เพราะเวลาเขาเดินเล่นชมวิวก็มักจะเป็นเช่นนี้เสมอ
ส่วนจี้เฉินที่ผ่อนคลาย เป็นเพราะในที่สุดเขาก็รับมือกับการทดสอบอักษรภาพผ่านพ้นไปได้ ปลดเปลื้องภาระลงแล้ว ไร้เรื่องราวให้ต้องกังวลจึงตัวเบาหวิว
ทว่ากลับเห็นฝุ่นควันตลบอบอวลอยู่ฝั่งตรงข้าม กลุ่มผู้ดูแลพุ่งพรวดเข้ามาตรงหน้า ในมือชูเครื่องยศอย่างร่มกั้นและพัดบังโบกอันหรูหราซับซ้อน พุ่งชนดะมาตลอดทาง
ซ่งเฉียนจีเบี่ยงตัวไปยืนริมทางเขา หลีกทางให้พวกเขาไปก่อน
จี้เฉินมีนิสัยลุกหลี้ลุกลน เขาพุ่งตรงไปขวางผู้ดูแลคนหนึ่งที่อยู่ท้ายขบวนทันที
"ขอเรียนถามสหายเต๋า ใช้เส้นทางนี้เพื่อจะไปลำธารศิลาสีรุ้งหรือ ที่นั่นเกิดเรื่องอันใดขึ้น เหตุใดจึงดูเร่งรีบนัก"
ผู้ดูแลคนนั้นเห็นว่าเขามีตบะอ่อนด้อยก็เผยสีหน้ารำคาญใจ แต่จู่ๆ ในมือกลับถูกยัดถุงเก็บของมาให้ใบหนึ่ง
พอก้มลงมองก็เปลี่ยนสีหน้าทันควัน เอ่ยยิ้มๆ ว่า
"คุณชายเซียนน้อยคงยังไม่ทราบ การทดสอบอักษรภาพเพิ่งจบลง ปราชญ์อักษรจะไปตรวจกระดาษคำตอบที่หอเหวินซิงริมลำธารศิลาสีรุ้ง เรื่องราวเกิดขึ้นกะทันหัน พวกเราเองก็เพิ่งได้รับคำสั่งจากท่านเจ้าสำนัก ต่อหน้าท่านปราชญ์ไม่สะดวกที่จะขี่ของวิเศษบิน จึงทำได้เพียงเร่งฝีเท้าเดินทาง..."
จี้เฉินฟังแล้วก็เข้าใจกระจ่าง
ปราชญ์อักษรเพิ่งเดินออกจากหอเฟยอวิ๋นโดยไม่ได้แจ้งล่วงหน้า เบื้องบนของสำนักหัวเวยล้วนตื่นตระหนกกันหมด
เจ้าสำนักนักพรตซวีอวิ๋นไม่อาจคาดเดาเจตนาของท่านปราชญ์ได้ อีกทั้งยังกลัวว่าจะต้อนรับขับสู้ไม่ดีพอ จึงเรียกตัวประมุขยอดเขาและผู้อาวุโสทั้งหมดไปต้อนรับอย่างเร่งด่วน พร้อมกับระดมกองดุริยางค์และเครื่องยศเพื่อเตรียมพร้อมสำหรับเหตุการณ์ไม่คาดฝัน
"หากคุณชายเซียนน้อยต้องการไขว่คว้าโชควาสนา ตอนนี้ลองไปที่ลำธารศิลาสีรุ้งดูสิ ไม่แน่ว่าอาจจะมีวาสนาต่อกันก็ได้" ผู้ดูแลคนนั้นประสานมือคารวะ กล่าวคำมงคลทิ้งท้ายประโยคหนึ่ง แล้วก็รีบจากไป
ทิ้งให้จี้เฉินยืนอึ้งอยู่กับที่ เขามองซ่งเฉียนจีอย่างเหม่อลอย
"ปราชญ์อักษรจะมาดูด้วยตัวเองเลยหรือ เป็นไปไม่ได้กระมัง"
แต่เดิมสำนักหัวเวยเชิญปรมาจารย์ด้านอักษรภาพสิบคนที่ชื่อเสียงโด่งดังและเป็นที่เคารพนับถือในแวดวงผู้บำเพ็ญเพียรมาเป็นผู้คุมสอบ เพื่อประเมินกระดาษคำตอบและตัดสินอันดับ
จี้เฉินรู้สึกว่าการถูกพวกเขาประเมินให้อยู่รั้งท้ายแม้จะน่าอับอาย แต่ก็ใช่ว่าจะรับไม่ได้ ตราบใดที่ยังมองโลกในแง่ดี ก็ไม่มีอะไรมากไปกว่าการปล่อยให้คนถ่มน้ำลายรดหน้าแล้วรอให้แห้งไปเอง
แต่ถ้าปราชญ์อักษรเอ่ยปากด้วยตัวเองว่าเขาหมดเยียวยาแล้ว เช่นนั้นนับจากนี้เขาจะกลายเป็นตัวตลกของตระกูล สภาพชีวิตย่อมตกต่ำลงอย่างดิ่งพสุธา และน้องสาวก็จะพลอยเดือดร้อนไปด้วย
คำพูดเดียวสามารถตัดสินความเป็นความตาย และส่งผลต่อชะตากรรมทั้งชีวิตของผู้อื่นได้ นี่แหละคือพลังของผู้แข็งแกร่งระดับแนวหน้า
ตอนแรกซ่งเฉียนจีไม่เข้าใจความกังวลของจี้เฉิน
สำหรับเขา ตราบใดที่วาดสิ่งที่คิดอยู่ในใจลงบนกระดาษ เรื่องนี้ก็ถือว่าจบลงอย่างสมบูรณ์แล้ว
ดอกมันฝรั่งเบ่งบานอยู่ในใจ ส่วนภาพวาดนั้นจะถูกส่งไปที่ใด หรือใครจะเป็นคนประเมิน เขาก็ไม่สนใจอีกต่อไป
แต่กลับได้ยินจี้เฉินพูดว่า "เกิดปราชญ์อักษรเห็นวงกลมของข้า แล้วรู้สึกว่าข้าทำส่งเดชไม่เคารพ..."
ซ่งเฉียนจีพลันกระจ่าง เขาปลอบใจว่า "ผู้อาวุโสท่านนั้นมีจิตใจกว้างขวาง ความรู้ลึกซึ้งเทียมฟ้า คงไม่เก็บมาใส่ใจหรอก"
คำพูดนี้จริงครึ่งเท็จครึ่ง
เขาไม่รู้ด้วยซ้ำว่าขนาดความกว้างแคบในใจของอีกฝ่ายเป็นอย่างไร
แต่จากประสบการณ์ตรงในชาติก่อน ผู้แข็งแกร่งขั้นฮว่าเสินย่อมขี้เกียจมาใส่ใจเรื่องไร้สาระของปลาซิวปลาสร้อยขั้นเลี่ยนชี่อย่างแน่นอน
เจ้าไม่ใช่ผู้กอบกู้โลกอย่างเว่ยเจินอวี้เสียหน่อย
จี้เฉินเตะก้อนหินริมทางกระเด็น เอ่ยอย่างหงุดหงิดใจ "รู้อย่างนี้ ข้าไม่น่าวาดแค่วงกลมวงเดียวเลยจริงๆ!"
ซ่งเฉียนจีถามอย่างประหลาดใจ "แล้วเจ้ายังวาดอะไรได้อีก"
"อย่างน้อยก็ต้องห้าวง มากกว่าวงเดียวตั้งสี่วง! เติมให้เต็มกระดาษ จะได้ดูคึกคัก กลมเกลียวพร้อมหน้า!"
จี้เฉินเตะก้อนหินกลับมาอีกครั้ง หาความสุขท่ามกลางความทุกข์
ซ่งเฉียนจีหัวเราะออกมา "กระดาษคำตอบตั้งหลายพันใบ คงไม่พลิกมาเจอพวกเราสองคนพอดีหรอก อักษรภาพที่จะให้ปราชญ์อักษรตรวจสอบด้วยตัวเอง จะต้องถูกคัดสรรจากผู้คุมสอบมาแล้วอย่างแน่นอน"
ดวงตาของจี้เฉินเป็นประกาย "มีเหตุผล ผลงานห่วยแตกพวกเขาคงไม่กล้าเอาออกมาเด็ดขาด เพราะกลัวจะทำให้สายตาท่านปราชญ์ต้องแปดเปื้อน พวกเราสองคนรั้งท้ายด้วยฝีมือที่แท้จริง ไม่ควรต้องกังวล ขอบคุณพี่ซ่งที่ช่วยชี้แนะ!"
ทว่าซ่งเฉียนจีกลับคิดว่า ในชาติก่อนปราชญ์อักษรไม่เคยปรากฏตัวในงานชุมนุมเติงเหวินเลยสักนิด
ตอนที่เขาได้ยินข่าวนี้ครั้งแรก ก็สันนิษฐานว่าเป็นเพราะผู้กอบกู้โลกปรากฏร่องรอยในสำนักหัวเวย
แต่เมื่อครู่ที่ริมลำธารศิลาสีรุ้ง เขาแอบสังเกตการณ์ไปทั่วบริเวณแล้ว ไม่เห็นผู้บำเพ็ญเพียรที่น่าสงสัยคนใดเลย
ซ่งเฉียนจีถามจี้เฉิน "ผู้บำเพ็ญเพียรที่เข้าร่วมการทดสอบอักษรภาพในวันนี้ มีใครแซ่เว่ยบ้างหรือไม่"
จี้เฉินยิ้ม "เจ้าหมายถึงเว่ยจ้านหยาง ที่ทิ้งรอยอักษรไว้บนหน้าผาหินพร้อมกับจ้าวมู่ใช่หรือไม่"
"ไม่ ไม่ใช่เขา"
ในช่วงแรกเว่ยเจินอวี้ซ่อนประกายเร้นเงา จึงไม่มีใครรู้จัก
จี้เฉินเกาหัว "เว่ยเป็นแซ่ใหญ่ในแวดวงผู้บำเพ็ญเพียร คนที่เจ้าตามหา อยู่ตระกูลเว่ยแห่งเมืองเชวี่ยเสอ หรือตระกูลเว่ยแห่งแคว้นซานชิงล่ะ"
"ไม่ใช่ทั้งสองที่ คนผู้นั้นน่าจะเกิดจากคนธรรมดา ไม่ใช่ลูกหลานตระกูลใหญ่ บางทีอาจจะเป็นผู้บำเพ็ญเพียรพเนจรด้วยซ้ำ" ซ่งเฉียนจีคิดครู่หนึ่ง "วันนี้เจ้าเจอศิษย์แซ่เว่ยที่ตบะไม่สูงและดูไม่สะดุดตาบ้างหรือไม่"
จี้เฉินส่ายหน้า "ไม่สะดุดตา แล้วยังกล้าใช้แซ่เว่ยอีกหรือ ผู้บำเพ็ญเพียรระดับล่างเดินทางในยุทธภพเซียน มีเรื่องน้อยดีกว่ามีเรื่องมาก เปลี่ยนแซ่เสียจะสะดวกกว่า จะได้ไม่ต้องมีชื่อแซ่ซ้ำกันจนไปล่วงเกินใครเข้าโดยไม่รู้ตัว"
ซ่งเฉียนจีรู้สึกเสียดายเล็กน้อย ครั้งนี้อาจจะไม่มีวาสนาได้พบแล้ว
ปราชญ์อักษรไม่น่าจะมีความสัมพันธ์อันดีใดๆ กับสำนักหัวเวย
หากเว่ยเจินอวี้ไม่อยู่ แล้วเขามาเพื่ออะไร
"เรื่องนี้สำคัญมากเลยหรือ" จี้เฉินเสนอแนะ "ข้าใช้เงินจ้างคนให้ช่วยหาได้นะ มีรางวัลหนักย่อมมีผู้กล้า!"
ซ่งเฉียนจีรีบปฏิเสธ "แค่ถามดูเฉยๆ ไม่ต้องลำบากหรอก ไปเถอะ ไปฟังฉินกัน"
ต้นสนเขียวชอุ่ม เมฆหมอกลอยละล่อง
"ข้างหน้าก็คือหุบเขาเฟิงเยียนแล้ว พวกเราแวะดูการทดสอบหมากกันสักหน่อยดีไหม อุตส่าห์เดินมาตั้งไกล..." จี้เฉินเอ่ยคาถาแปดพยางค์ที่น่ากลัวที่สุดในการออกไปเที่ยว "มาทั้งทีแล้ว ไม่ดูก็ขาดทุนแย่"
"ก็ได้" ซ่งเฉียนจีพยักหน้า
ภูมิประเทศของหุบเขาเป็นแอ่งต่ำ ผู้ชมทำได้เพียงยืนบนลานกว้างกลางไหล่เขา แล้วมองลงไปเบื้องล่าง
จี้เฉินถาม "พี่ซ่งเล่นหมากเป็นหรือไม่ เคยเล่นมาก่อนหรือเปล่า"
"เคยเล่นครั้งหนึ่ง" ซ่งเฉียนจีคิดครู่หนึ่ง "ก็ถือว่าพอเป็นอยู่บ้าง"
การเล่นหมากกินเวลา ชาติก่อนเขาไม่มีเวลาว่างขนาดนั้น
แต่มีครั้งหนึ่งที่บุกเข้าไปในสุสานของผู้ยิ่งใหญ่ยุคโบราณ เพื่อหยิบตำราฉินโบราณม้วนหนึ่งให้เมี่ยวเยียน แล้วเผลอตกลงไปในค่ายกลหมากกระดานหนึ่ง
เขาแก้หมากกลกระดานนั้นไม่ได้ ก็เลยออกไปไม่ได้
ซ่งเฉียนจีทำได้เพียงพลิกดูตำราหมากทั้งหมดในสุสาน เรียนไปเล่นไป เรียนรู้เดี๋ยวนั้นก็ใช้เดี๋ยวนั้น
สิบสามวันต่อมาก็ทำลายค่ายกลออกมาได้ ถูกทรมานจนแทบเอาชีวิตไม่รอด
เมื่อคำนวณตามความเร็วของเวลาในสุสาน การทำลายหมากกระดานนี้ เขาใช้เวลาไปถึงสิบสามปีเต็ม
สิบสามปีที่ไม่ได้พักแม้แต่วินาทีเดียว จดจ่ออยู่กับการทำสิ่งเดียว ต่อให้เป็นเทพเซียนก็ยังต้องถูกบีบจนบ้า
นั่นเป็นครั้งแรกที่ซ่งเฉียนจีเล่นหมาก และเป็นครั้งสุดท้ายด้วย
จี้เฉินนึกว่าที่ซ่งเฉียนจีบอกว่า "พอเป็นอยู่บ้าง" หมายถึงเพิ่งเริ่มรู้กฎเกณฑ์ เพิ่งเรียนรู้รูปแบบการเดินหมากเบื้องต้น และยังวิเคราะห์หมากไม่เป็น
ทันใดนั้นเขาก็รู้สึกเหมือนได้พบสหายรู้ใจ เอ่ยสมทบอย่างตื่นเต้นว่า
"ตอนเด็กๆ ข้าเคยเล่นสองครั้ง ยังมากกว่าเจ้าตั้งหนึ่งครั้ง!"
พวกปลาซิวปลาสร้อยไก่กา ก็สมควรจะเห็นอกเห็นใจกันและกัน เป็นตัวรั้งท้ายไปด้วยกัน
***
น้ำตกราวกับผ้าไหมสีขาวที่แขวนอยู่กลางหุบเขา ไหลเชี่ยวกรากตกลงสู่สระศิลาเขียว
กระแสน้ำในสระซัดสาด ละอองน้ำลอยฟุ้ง เมื่อกระทบกับแสงแดดก็ปรากฏเป็นสะพานรุ้งเจ็ดสี
ไม่ไกลจากริมสระ มีเรือนไผ่หลังเล็กสามสี่หลังเชื่อมต่อกัน
ผู้บำเพ็ญเพียรวิถีเสียงที่เข้าร่วมการทดสอบฉินนั่งรอคิวอยู่ข้างในเรือน เจ็ดในสิบเป็นศิษย์สำนักเซียนอิน ส่วนสำนักอื่นมีเพียงสามส่วนเท่านั้น
พวกเขาดื่มชาพูดคุยกันไปพลาง ฟังเสียงฉินที่แว่วมาจากริมสระไปพลาง
ใช่ว่าผู้เข้าแข่งขันทุกคนจะมีโอกาสได้ดีดเพลงจนจบสมบูรณ์
บางคนฝีมือฉินไม่สูง ดีดไปยังไม่ถึงครึ่งเพลง ก็ถูกผู้คุมสอบในศาลาโยนหินลงสระเสียแล้ว
เสียงก้อนหินตกน้ำราวกับเสียงตวาดห้าม ผู้เข้าแข่งขันถูกขัดจังหวะ ทำได้เพียงอุ้มฉินเดินคอตกออกจากสนามไป
แสงแดดสว่างสดใส สาดส่องไปทั่วเรือนหลังน้อย
ผู้บำเพ็ญเพียรหญิงรุ่นเยาว์จับกลุ่มกันสามสี่คน สวมเสื้อผ้าสีสันสดใส งดงามเปล่งประกาย
ในมุมที่แสงสาดส่องไปไม่ถึง มีคนผู้หนึ่งนั่งอยู่เพียงลำพัง
ผู้บำเพ็ญเพียรหญิงที่แต่งตัวมาอย่างพิถีพิถันหลายคนเดินผ่านไป พอเห็นคนผู้นั้นก็ประหลาดใจมาก
"นั่นมันเหอ..." พวกนางโพล่งแซ่ออกมาคำหนึ่ง แล้วก็หุบปากลงทันที ราวกับไม่เต็มใจจะเรียกนางว่าศิษย์น้องหญิง
ทำเพียงยืนอยู่ไกลๆ ชี้ไม้ชี้มือไปที่มุมนั้น แล้วกระซิบกระซาบกัน
"นางมาได้อย่างไร"
"โธ่เอ๊ย ขอแค่สมัครแล้ว ไม่ว่าใครก็มาได้ทั้งนั้นแหละ"
"นางได้คิวที่เท่าไร"
"ได้ยินว่าเป็นคนสุดท้ายที่ขึ้นไปดีดฉิน"
"ไม่ใช่กระมัง ปิดท้ายเลยหรือ!"
คนที่พอจะรู้เบื้องลึกเบื้องหลังยิ้มแปลกๆ "ลำดับการขึ้นแสดงของนางถูกคนสลับเปลี่ยนไปแล้ว คนปิดท้ายงานชุมนุมเดิมทีควรจะเป็นเทพธิดาเมิ่งจื่อต่างหาก"
"ใช่คนที่กำลังโด่งดังในปีนี้ ที่มีฉายาว่า 'เมี่ยวเยียนน้อย' เทพธิดาเมิ่งจื่อผู้นั้นใช่หรือไม่"
"ใช่แล้ว! พอเทพธิดาเมิ่งจื่อดีดจบ ก็ถึงคิวนางขึ้นแสดงพอดี"
"ถ้างั้นนางจะดีดอะไรอีกล่ะ กลับบ้านไปตอนนี้ ยังดีกว่าขึ้นไปดีดได้แค่สองโน้ตแล้วถูกไล่ลงมานะ"
อีกคนพูดขึ้นว่า "ไม่เพียงเท่านั้นนะ ข้ายังได้ยินมาว่า หลังจากการแข่งขันจบลง เทพธิดาเมี่ยวเยียนก็จะดีดฉินเพลงหนึ่งด้วยเช่นกัน"
สายตาที่ทุกคนมองเหอชิงชิงพลันเปลี่ยนไป จากการเยาะเย้ยถากถางกลายเป็นแฝงความเห็นใจอยู่ลึกๆ
เมื่อก่อนผู้บำเพ็ญเพียรที่มางานชุมนุมเติงเหวินเพื่อแสวงหาวาสนาบนวิถีเซียน แต่กลับถูกโจมตีอย่างหนักจนจิตวิถีเต๋าพังทลาย ก็ใช่ว่าจะไม่เคยมี
ดีดฉินคั่นกลางระหว่างเทพธิดาเมิ่งจื่อกับเทพธิดาเมี่ยวเยียนเนี่ยนะ
ล้อเล่นหรือไงกัน
"ไม่รู้ว่านางไปล่วงเกินใครเข้า ถึงได้ถูกสลับคิวแบบนี้"
"บางทีอาจจะไม่ได้ล่วงเกินใครเลยก็ได้"
ทุกคนคิดทบทวนดู แล้วก็เห็นด้วยกับคำพูดนี้มากกว่า "นั่นสิ"
ไม่ว่าจะเป็นผู้ที่ตามจีบเทพธิดาเมิ่งจื่อ แค่สุ่มดึงใครสักคนมาเป็นตัวรองรับอารมณ์ แล้วก็บังเอิญเลือกเอาลูกพลับนิ่มลูกนี้พอดี
เทพธิดาเมิ่งจื่อไม่มีทางยอมดีดฉินติดกับเทพธิดาเมี่ยวเยียนเด็ดขาด ใครจะไปยอมเป็นตัวประดับปูทางให้คนอื่นกันล่ะ
หรือจะเป็นพวกผู้บำเพ็ญเพียรหญิงจากสำนักศึกษาชิงหยาที่มองเหอชิงชิงไม่ค่อยจะถูกชะตาสักเท่าไรนัก
นับตั้งแต่นางถูกผู้คุมสำนักศึกษาช่วยออกมาจากถ้ำมาร ป้ายกำกับที่ว่า "เด็กผู้หญิงที่จื่อเย่เหวินซูพากลับมา" ก็ถูกแปะติดอยู่บนหลังนางแล้ว
เรื่องนี้ทำให้ผู้บำเพ็ญเพียรหญิงหลายคนรู้สึกไม่พอใจอย่างบอกไม่ถูก เทวรูปบนสรวงสวรรค์ ไม่ควรมีความเกี่ยวข้องใดๆ กับคนธรรมดาในปลักโคลน
เหอชิงชิงไม่ต้องไปล่วงเกินใครให้มากความ ก็สามารถถูกจัดคิวให้ขึ้นแสดงเป็นคนสุดท้ายได้
เพราะนางรังแกง่ายที่สุด และไม่เคยตอบโต้เลย
เหอชิงชิงราวกับไม่ได้ยินคำพูดเหล่านั้น
นางเพียงแค่อุ้มฉิน นั่งอยู่ในเงามืดอันเงียบสงบตรงมุมห้อง
แผ่นหลังเหยียดตรงดุจต้นสน พายุฝนมิอาจสั่นคลอน
ปล่อยให้ผู้คนรอบข้างเดินไปมา ข่าวลือวุ่นวาย นิ้วมือในแขนเสื้อของนางขยับเล็กน้อย ยังคงฝึกดีดฉินอยู่ในใจ
จู่ๆ ปลายนิ้วของนางก็หยุดชะงัก กำแน่นเข้าหากัน
"ข้าได้ยินมาว่าฉินของนางถูกคนทุบพังไปแล้วนี่ ตอนนี้ทำไมถึงมีลวี่อีไถได้ล่ะ นางไปเอาหินวิญญาณมาจากไหน ถึงซื้อฉินแพงขนาดนี้ได้!"
"ใครจะไปรู้ล่ะ หมู่นี้มีใครทำฉินหายบ้างไหม บังเอิญทำลวี่อีไถหายพอดีหรือเปล่า"
เหอชิงชิงเงยหน้ามองไป จดจำใบหน้าของพวกนางไว้ในใจเงียบๆ