- หน้าแรก
- ปลาเค็มเหินสวรรค์
- บทที่ 24 ใจพระโพธิสัตว์
บทที่ 24 ใจพระโพธิสัตว์
บทที่ 24 ใจพระโพธิสัตว์
บทที่ 24 ใจพระโพธิสัตว์
"เจ้าทำตัวให้สมกับคำสอนของคนผู้นั้นได้หรือไม่?" เฉินหงจู๋พูดอย่างโมโห
"เกี่ยวอะไรกับคนอื่นด้วย" ซ่งเฉียนจีถามกลับด้วยความสงสัย
เขารู้สึกว่าอีกฝ่ายกำลังเข้าใจผิด
ประการแรก เขาไม่รู้เลยว่าการมอบฉินในหมู่ตระกูลสำนักเซียนนั้นมีที่มาที่ไปหรือธรรมเนียมอะไร เขาแค่เลือกซื้อตัวที่เบาที่สุด ในสายตาเขา ฉินในโรงรับจำนำล้วนธรรมดาสามัญทั้งสิ้น ขอเพียงทำตามรูปทรงนี้ ทาสีนี้ ใช้ไม้ประเภทนี้ ไม่ว่าใครเป็นคนทำ ฉินที่ทำออกมาก็สามารถเรียกว่า 'ลวี่อีไถ' ได้หมด ไม่ว่าจะตั้งราคาไว้กี่หินวิญญาณ มันก็เป็นแค่ของประดับบารมีเท่านั้น
มีเพียง 'จิ่วเซียวหวนเพ่ย' 'คูมู่หลงอิ๋น' และ 'ไท่กู่อี๋อิน' ที่มีพลังของผู้สร้างฉินอัดแน่นอยู่ เป็นหนึ่งเดียวในใต้หล้าเท่านั้น ถึงจะคู่ควรกับคำว่าฉินเลื่องชื่อ
ประการที่สอง กระบี่เก่าสำหรับเขาแล้วเป็นของไร้ประโยชน์ ปกติวางทิ้งไว้ในห้อง นอกจากจะสะสมฝุ่นแล้วยังเกะกะกินที่
เขาใช้ของที่ไร้ประโยชน์ที่สุดของตัวเอง แลกกับการปกป้องแปลงผักสุดที่รักไม่ให้เสียหาย และได้ความสงบกลับคืนมา
ดูยังไงก็คุ้มค่าสุดๆ
เฉินหงจู๋พูดอย่างร้อนรน "ถ้าข้ามีโอกาสแบบเจ้า ข้าจะไม่มีวันปล่อยให้เสียเปล่าเด็ดขาด"
ซ่งเฉียนจียิ่งสงสัยหนักกว่าเดิม "แล้วมันเกี่ยวอะไรกับเจ้าอีกล่ะ?"
เฉินหงจู๋กระทืบเท้า แล้ววิ่งหนีไปด้วยความโมโห
ในที่สุดนางก็ค้นพบว่า ทุกครั้งที่เจอซ่งเฉียนจี ไม่ว่าจะเริ่มต้นด้วยเรื่องอะไร สุดท้ายก็ต้องจบลงด้วยความโมโหเสมอ
'คนผู้นั้น' นึกครึ้มอกครึ้มใจขึ้นมาก็เลยเอ่ยปากสั่งสอนเขาส่งๆ หรือว่าถูกใจพรสวรรค์ในการยั่วโมโหคนของเขากันแน่?
เพราะมันก็มีคำกล่าวที่ว่า อาจารย์รับศิษย์ ก็เพื่อตามหาเงาวัยหนุ่มสาวของตัวเองในตัวศิษย์
เหอชิงชิงมองไปยังสุดปลายทางเดินเล็กๆ ตรงจุดที่กระโปรงสีแดงพลิ้วไหวหายไปอย่างเป็นกังวล
ซ่งเฉียนจียัดกล่องฉินใส่มือนาง "รีบกลับไปเถอะ"
"มันล้ำค่าเกินไป ข้ารับไว้ไม่ได้หรอก"
และนางก็ไม่กล้ารับด้วย
ซ่งเฉียนจีสะดุ้งตกใจ อย่ามาล้อเล่นนะ ถ้าไม่รับแล้วคืนนี้ข้าจะเหนื่อยเปล่าไปเพื่ออะไร?
เหอชิงชิงได้ยินเพียงเสียงถอนหายใจแผ่วเบาของชายหนุ่ม คล้ายกับจนใจ "วันนี้เดิมทีพวกเขาแค่อยากจะข่มขู่ข้า ถึงได้พาเจ้ามาด้วย ตอนหลังพอโมโหข้าไม่ได้ ก็เลยพาลไปลงที่เจ้า ภัยพิบัติที่เจ้าต้องเผชิญอย่างไม่มีปี่มีขลุ่ยนี้ ล้วนเกิดจากคำพูดล้อเล่นชั่ววูบของข้า ฉินตัวนี้มอบให้เจ้า ถือเป็นการไถ่โทษ รับไว้เถอะ"
ไถ่โทษ? ไม่เคยมีใครขอไถ่โทษกับนางมาก่อน ราวกับว่าทุกสิ่งที่นางเผชิญเป็นเรื่องสมควรแล้ว นานวันเข้า แม้แต่ตัวนางเองก็ยังคิดเช่นนั้น
เหอชิงชิงเงยหน้ามอง แสงจันทร์ขับเน้นโครงหน้าด้านข้างอันหล่อเหลาของชายหนุ่ม ทำให้อารมณ์อันคมปลาบของเขาดูอ่อนโยนลง และยังฉาบเคลือบเขาด้วยประกายสีเงินจางๆ ราวกับพระโพธิสัตว์ผู้เปี่ยมด้วยความเมตตากรุณา
ผู้คนต่างกล่าวขานว่าสำนักศึกษาชิงหยามีเทพเจ้าอยู่องค์หนึ่ง ผู้คุมกฎจื่อเย่เหวินซูผู้มีใบหน้าไร้อารมณ์อยู่เสมอ ยุติธรรมไร้ความเห็นแก่ตัวอยู่เสมอ เย็นชาไร้หัวใจและสูงส่งจนมิอาจเอื้อมถึง เมื่อเห็นเขาก็พานนึกถึงกฎเกณฑ์อันเข้มงวดทั้งหมดบนโลกใบนี้
เหอชิงชิงเคยเห็นด้วยตาตัวเอง นางเพียงรู้สึกว่าคำกล่าวนั้นเกินจริงไปหน่อย ศิษย์พี่จื่อเย่มีกิเลสตัณหาน้อยก็จริง แต่ก็ยังเป็นคนบนโลกมนุษย์
ชายหนุ่มตรงหน้านี้น่าจะเหมือนเทพเจ้าตัวจริงมากกว่า มองดูเหมือนอยู่ใกล้แค่เอื้อม แต่กลับห่างไกลจนสุดหล้า
"รีบกลับไปซ้อมฉินเถอะ ขอให้เจ้าสร้างความตื่นตะลึงให้ทุกคนในงานชุมนุมเติงเหวิน และมีอนาคตที่สดใสนะ"
ซ่งเฉียนจีพูดจบก็ไม่ได้ยินเสียงตอบรับ สัญชาตญาณบอกว่ามีบางอย่างผิดปกติ พอพิจารณาดูดีๆ...
แย่แล้ว ทำไมถึงร้องไห้อีกแล้วล่ะ?!
น้ำตาของเหอชิงชิงพรั่งพรูออกมาเงียบๆ "ถึงจะมีฉิน ข้าก็ไปร่วมงานชุมนุมเติงเหวินไม่ได้อยู่ดี ศิษย์พี่รีบเอาฉินกลับไปที่โรงรับจำนำ แล้วแลกกระบี่ของท่านคืนมาเถอะ!"
"ทำไมล่ะ?"
"ข้าบรรเลงบทเพลงของเทพธิดาเมี่ยวเยียนไม่ได้ โชคชะตากำหนดมาแล้วว่าข้าไม่คู่ควรกับฉินที่ดีขนาดนี้ แต่บุญคุณที่ศิษย์พี่ซ่งมีต่อข้า ข้าจะจดจำไว้ในใจตลอดไป ชาติหน้าขอเกิดเป็นนกกระจอกคาบห่วงมาตอบแทน ขอเกิดเป็นวัวเป็นม้า..."
"เดี๋ยวก่อน" ซ่งเฉียนจีพูดแทรกขึ้นมาด้วยความมึนงง "แล้วเรื่องนี้มันไปเกี่ยวอะไรกับเมี่ยวเยียนอีกล่ะ?"
ทำไมถึงมีเรื่องของนางไปซะทุกที่เลยเนี่ย?
"ขอเพียงข้าแจ้งชื่อบทเพลงของเทพธิดาเมี่ยวเยียน ศิษย์ที่รับลงทะเบียนก็จะไม่ยอมลงชื่อให้ข้า พวกเขาบอกว่าคนอย่างข้า กล้าบรรเลงบทเพลงของเทพธิดา ถือเป็นการลบหลู่นาง"
บทเพลงฉินที่กำลังเป็นที่นิยมในปัจจุบัน แทบทั้งหมดล้วนเป็นผลงานการประพันธ์ของเทพธิดาเมี่ยวเยียน เหอชิงชิงไม่มีเงินซื้อตำราเพลงฉิน แต่นางมีความจำด้านท่วงทำนองเป็นเลิศ เพียงแค่ได้ยินคนอื่นบรรเลงรอบเดียว ก็สามารถบรรเลงตามได้เหมือนเป๊ะ แต่นางเคยได้ยินคนบรรเลงแค่บทเพลงของเมี่ยวเยียนเท่านั้น
ซ่งเฉียนจีครุ่นคิดครู่หนึ่ง "ก็ไม่ใช่เรื่องยากอะไร เดี๋ยวข้าเขียนให้เจ้าสักเพลง รับรองว่าไม่ได้ด้อยไปกว่าที่นางเขียนหรอก"
"ศิษย์พี่ซ่ง ท่านรู้เรื่องดนตรีด้วยหรือ?"
"ก็พอได้นิดหน่อยละมั้ง"
คืนนี้ซ่งเฉียนจีได้จับพู่กันและหมึกไปแล้ว แต่ก็เขียนไปแค่สองตัวอักษรกับยันต์หนึ่งแผ่น ความรู้สึกตอนตวัดพู่กันยังคงอยู่ แถมยังรู้สึกคันไม้คันมืออยู่นิดหน่อย
ชาติก่อน หลังจากที่เมี่ยวเยียนหมั้นหมายกับเขา นางก็ไม่ได้ประพันธ์เพลงเองอีกเลย ตำราเพลงที่นางใช้บรรเลง ครึ่งหนึ่งเป็นสิ่งที่เขาเสี่ยงชีวิตไปค้นหามาจากโบราณสถานยุคดึกดำบรรพ์ อีกครึ่งหนึ่งมาจากที่เขาไปเสาะหาจากนักดนตรีในโลกมนุษย์ ไม่ว่าจะเป็นนักดนตรีในราชสำนัก หรือนักแสดงเปิดหมวกตามท้องถนน เขาก็ไม่ถือตัวและยอมลดตัวลงไปคบหาด้วยทั้งสิ้น
ในระหว่างกระบวนการนี้ ซ่งเฉียนจีย่อมต้องเรียนรู้การดีดฉินไปด้วย และยังมีมุมมองที่เป็นเอกลักษณ์ต่อวิชาโจมตีด้วยเสียง ซึ่งแตกต่างจากเคล็ดวิชาดั้งเดิมของสำนักเซียนอินอย่างสิ้นเชิง
แต่เมี่ยวเยียนบอกว่าเขามีจิตสังหารรุนแรงเกินไป หากดีดฉินจะทำลายจิตวิญญาณของฉินได้ง่าย เขาจึงแทบไม่ค่อยได้ดีด
เดิมทีซ่งเฉียนจีกะจะเขียนไปส่งๆ สักเพลง
ตอนเริ่มตวัดพู่กันเป็นท่วงทำนองของป้าหวางเซี่ยเจี่ย เขาชะงักไปเล็กน้อย
พอเงยหน้ามองดวงจันทร์ จู่ๆ ก็รู้สึกว่าแสงจันทร์คืนนี้หนาวเหน็บเป็นพิเศษ กลีบดอกท้อร่วงหล่นปลิวว่อน ราวกับหิมะโปรยปรายลงมา
เหมือนกับหิมะตกครั้งสุดท้ายในชีวิต บนเส้นทางหลบหนีของเขา
ตลอดชีวิตเขาเคยเจอพายุหิมะมานับครั้งไม่ถ้วน แต่กลับไม่มีครั้งไหนที่หนาวเหน็บไปถึงขั้วหัวใจเท่ากับครั้งนั้น
ความรู้สึกในใจหลั่งไหลผ่านปลายพู่กันลงบนแผ่นกระดาษอย่างเป็นธรรมชาติ เมื่อตวัดพู่กันเสร็จ ท่วงทำนองก็เปลี่ยนไปแล้ว
โชคดีที่ไม่ใช่การเปลี่ยนแปลงที่เลวร้าย ซ่งเฉียนจีลองดีดเพลงในใจรอบหนึ่ง และรู้สึกพอใจอยู่บ้าง
"เจ้าเอาไปใช้ในงานชุมนุมเติงเหวินเถอะ อย่าบอกว่าข้าเป็นคนเขียนล่ะ จะได้ไม่วุ่นวาย"
เขาส่งกระดาษที่หมึกยังไม่ทันแห้งดีให้อีกฝ่าย แต่ก็กลัวว่าวันไหนแม่หนูน้อยคนนี้ไปเจอเรื่องอะไรเข้า แล้วจะมาร้องไห้หน้าประตูบ้านเขาอีก
ต่อให้เขาทนได้ แต่แปลงผักสองแปลงหน้าลานบ้านก็คงทนไม่ไหวหรอก
เขาจึงพูดขึ้นว่า "ข้าไม่ต้องการให้เจ้าตอบแทน ข้าแค่ขอให้เจ้ารับปากข้าเรื่องหนึ่ง"
เหอชิงชิงไม่คิดเลยว่าซ่งเฉียนจีเพิ่งจะบอกว่าจะประพันธ์เพลง พอตวัดพู่กันก็เสร็จสมบูรณ์ทันที นางรับตำราเพลงมาด้วยความรู้สึกไม่อยากจะเชื่อ
"ขอเพียงข้าทำได้ ต่อให้ต้องบุกน้ำลุยไฟ ข้าก็ไม่เกี่ยง!"
"อย่าร้องไห้อีกเลย" ซ่งเฉียนจีกล่าว
"หา?"
"ก็แค่เรื่องนี้แหละ ไม่ถึงกับต้องให้เจ้าไปบุกน้ำลุยไฟหรอก"
ซ่งเฉียนจีพูดจบ ก็ปิดประตูด้วยความรู้สึกปลอดโปร่งโล่งสบาย
ค่ำคืนที่ไม่มีเสียงร้องไห้คร่ำครวญ เคล้าคลอด้วยกลิ่นหอมของดอกไม้และเสียงแมลงร้อง ทำให้เขานอนหลับฝันดีไปจนสว่าง
พรุ่งนี้ก็เป็นอีกหนึ่งวันที่เต็มเปี่ยมไปด้วยการทำไร่ไถนา
เหอชิงชิงกอดฉิน เดินฝ่าความมืดไปตามลำพัง
นางใช้ทางลัด บันไดหินขรุขระ ด้านหนึ่งเป็นหน้าผาชัน อีกด้านหนึ่งเป็นหุบเหวลึก
แสงจันทร์ถูกหมอกยามค่ำคืนบดบัง ได้ยินเพียงเสียงน้ำดังกึกก้อง และเสียงสัตว์ร้ายคำรามสะท้อนก้อง
ลมกรรโชกแรงพัดผ่าน พัดกระโปรงสีขาวบางๆ ของนางให้ปลิวไสว ราวกับจะพัดพาร่างอันผอมบางของนางให้ตกลงไปในหุบเหวลึกหมื่นจั้ง
แต่นางเดินไม่ช้าเลย แถมแต่ละก้าวยังมั่นคง แผ่นหลังเหยียดตรงดุจต้นสน
ราวกับว่ากำลังเดินอยู่บนถนนสายใหญ่ที่ราบเรียบ เดินผ่านใจกลางฝูงชนนับหมื่นโดยไม่วอกแวก
ข้าจะไม่ร้องไห้อีกแล้ว นางคิดในใจ
น้ำตาในชีวิตคนเราอาจจะมีจำนวนจำกัด น้ำตาของข้ามันไหลไปหมดแล้ว ตอนนี้ถึงเวลาที่คนอื่นต้องร้องไห้บ้างแล้ว