- หน้าแรก
- ปลาเค็มเหินสวรรค์
- บทที่ 22 รอรับได้เลย
บทที่ 22 รอรับได้เลย
บทที่ 22 รอรับได้เลย
บทที่ 22 รอรับได้เลย
ซ่งเฉียนจีไม่รู้เลยว่า ที่หน้าประตูเรือนของเขามีคนสองคนกำลังรออยู่ แถมยังพนันกันด้วยว่าคืนนี้เขาจะกลับมาหรือไม่
คลำทางในความมืดลงบันไดมาได้ห้าสิบกว่าขั้น แสงสว่างก็พลันสาดส่อง ไม่ใช่แสงไฟอันอบอุ่นจากโคมไฟหรือเทียนไข แต่เป็นแสงเรืองรองนุ่มนวลที่แผ่ออกมาจากกำแพงอันเย็นเยียบทั้งสี่ด้าน
บนกำแพงฝังไข่มุกราตรีไว้เป็นพันๆ เม็ด เมื่อยืนอยู่ท่ามกลางแสงเหล่านั้นก็ราวกับร่วงหล่นลงไปในทะเลดาว ช่างร่ำรวยมหาศาลและดูตระการตายิ่งนัก
ซ่งเฉียนจีเดินผ่านทะเลดาว ผ่านประตูสามบาน บนประตูแต่ละบานเขียนไว้ว่า:
สมุนไพรวิญญาณและโอสถ, คัมภีร์เคล็ดวิชา, อุปกรณ์ของวิเศษและวัตถุดิบ...
ประตูทุกบานล้วนสลักค่ายกลเอาไว้ เหลือเพียงช่องเล็กๆ ขนาดเท่าปากชาม
เขาไปหยุดอยู่หน้าประตูบานที่สี่ แล้วยกมือขึ้นเคาะ
มีเสียงที่ทั้งเย็นชาและแหบชราดังออกมาจากช่อง:
"จะซื้อหรือจะขาย?"
"ขายยันต์"
"ยันต์บำรุงปราณสองร้อย ยันต์รวบรวมปราณสองร้อยห้าสิบ ยันต์ติดตามสามร้อย..."
ซ่งเฉียนจีพูดแทรก "ข้าขายแค่ยันต์บำรุงปราณ"
"เจ้ามีเท่าไหร่?"
"หนึ่งแผ่น"
หลังประตูเงียบกริบ
ซ่งเฉียนจีแทบจะสัมผัสได้ถึงความหงุดหงิดของอีกฝ่าย: ธุรกิจที่เล็กยิ่งกว่าขายุงแบบนี้ จำเป็นต้องถ่อมาทำถึงร้านค้ามืดด้วยหรือ?
"ส่งเข้ามาเถอะ" เสียงแหบชราเอ่ยอย่างอ่อนใจ
ซ่งเฉียนจีลูบจมูกตัวเอง "ข้าไม่ได้พกติดตัวมา..."
คนหลังประตูยังไม่ทันได้พูดอะไร เสียงตวาดต่ำๆ ของเถ้าแก่ชราก็ดังขึ้นจากด้านหลัง "พ่อหนุ่ม ข้าไม่สนหรอกนะว่าเจ้าเป็นลูกเต้าเหล่าใคร แต่ผู้ใหญ่ในบ้านไม่เคยบอกเจ้าหรือไงว่า การมาก่อกวนร้านค้ามืดน่ะต้องชดใช้ด้วยอะไร"
ซ่งเฉียนจีหันไปมองเขา "รบกวนขอยืมกระดาษยันต์ ชาดยันต์ และพู่กันยันต์หน่อย"
"เจ้าจะเขียนสดๆ ตรงนี้เลยเนี่ยนะ?" เสียงหลังประตูดังขึ้นสูง
"เดี๋ยวเดียวก็เสร็จ" ซ่งเฉียนจีพยักหน้า
ผู้ใช้อักขระยันต์รุ่นเยาว์ก่อนจะสร้างยันต์ มักจะต้องปิดประตูงดรับแขก อาบน้ำชำระกายจุดธูป นั่งสมาธิรวบรวมสมาธินานหลายวัน เพื่อให้สภาพจิตใจอยู่ในจุดสูงสุด
และอาศัยจังหวะที่ลมปราณเต็มเปี่ยม เขียนติดต่อกันหลายๆ แผ่น จนกว่าสัมปชัญญะวิญญาณจะรับภาระไม่ไหวและพลังปราณขาดช่วงถึงจะวางพู่กัน หากสมาธิหลุดลอยเพียงนิดหรือน้ำหนักพู่กันไม่ถึง ยันต์แผ่นนั้นก็ถือว่าเสียเปล่า
ผู้ใช้อักขระยันต์ทั่วไปต้องรอจนกว่าจะก่อเกิดจินตัน ถึงจะกล้าลองจับพู่กันวาดตวัดเป็นยันต์ได้
"เหอะ ถ้างั้นข้าก็อยากจะเบิกหูเบิกตาดูสักหน่อย เสี่ยวจั๋ว เอาไปให้เขา"
เถ้าแก่ชราเห็นได้ชัดว่าไม่เชื่อว่าชายหนุ่มตรงหน้าที่อยู่แค่ขั้นหลอมปราณ ทั้งยังยากจนจนซื้อฉินไม่ได้สักตัว จะสามารถเขียนอะไรออกมาได้จริงๆ เขาอาบน้ำร้อนมาก่อน หากมีผู้ใช้อักขระยันต์ที่ยาจกขนาดนี้อยู่จริง นั่นถือเป็นการดูถูกคนทั้งวงการแล้ว
ลูกจ้างหนุ่มยกถาดเข้ามา นอกจากของที่ซ่งเฉียนจีต้องการแล้ว ยังมีกระถางธูปหนึ่งใบ น้ำสะอาดหนึ่งชาม และผ้าขนหนูสะอาดอีกหนึ่งผืน
ซ่งเฉียนจีไม่ได้ล้างมือ และไม่ได้จุดธูป
มือข้างหนึ่งเขากดกระดาษยันต์สีเหลืองอ่อนลงบนบานประตู มืออีกข้างจับพู่กัน จุ่มชาดยันต์สีแดงสดจนชุ่ม
เขาไม่ได้ยืนตัวตรงด้วยซ้ำ ท่าทางเหมือนคนไปกินมื้อเช้าที่แผงลอยข้างทางแล้วขอติดเงินไว้ จึงเขียนใบแปะโป้งให้พ่อค้าแบบส่งๆ
เขายกข้อมือลอยขึ้น หลับตาลงครู่หนึ่ง แล้วจึงลงพู่กัน
ปลายพู่กันตวัดผ่าน กลิ่นอายอันน่าพิศวงตระการตาก็ปรากฏขึ้นบนกระดาษ พลังปราณพรั่งพรูดั่งน้ำพุ ไหลรินออกจากจุดตันเถียนของซ่งเฉียนจี โคจรผ่านเส้นลมปราณและจุดชีพจรทั่วร่าง ควบแน่นอยู่ที่ชาดยันต์ปลายพู่กัน ท้ายที่สุดก็หลั่งไหลลงสู่กระดาษยันต์ตามรอยตวัดพู่กัน
ซ่งเฉียนจีตวัดพู่กันเก็บ ลวดลายสีแดงสดบนกระดาษยันต์ก็สว่างวาบขึ้นมา ดูราวกับมีน้ำหนักมากขึ้น
"เสร็จแล้ว" เขาส่งยันต์เข้าไปในช่อง กระบวนการทั้งหมดนี้เกิดขึ้นในชั่วพริบตา
รวดเดียวจบ รอรับได้เลย
เถ้าแก่ชราเงียบกริบไร้คำพูด ลูกจ้างหนุ่มทำตัวไม่ถูก ไม่รู้ด้วยซ้ำว่ายันต์แผ่นนี้เขียนสำเร็จหรือไม่
ภายในช่องประตูไม่มีเสียงเล็ดลอดออกมาแม้แต่น้อย
ซ่งเฉียนจีเร่งเร้า "จ่ายเงินมา"
"ข้ามองไม่ทัน เจ้าเขียนใหม่อีกแผ่นสิ!" เถ้าแก่ได้สติกลับมาเป็นคนแรก แววตากลับมาเร่าร้อนอีกครั้ง "กระดาษยันต์มีให้ไม่อั้น ข้าให้เจ้าสามร้อยเลย! เจ้ายังเขียนยันต์อะไรได้อีก?"
ซ่งเฉียนจีส่ายหน้า "แผ่นละสองร้อย ตกลงกันแล้ว"
"นอกจากฉินแล้ว เจ้าก็ต้องอยากได้ของอย่างอื่นบ้างสิ!" เถ้าแก่เริ่มร้อนใจ
"ไม่มีแล้ว" ซ่งเฉียนจีตอบ
"พ่อหนุ่ม ที่นี่เรามีทั้งปิ่นมุก เครื่องประทินโฉม ยาคงกระพันความงามครบถ้วนทุกอย่าง เอาไปคู่กับฉินนี่เหมาะจะมอบให้ผู้บำเพ็ญเพียรหญิงที่สุดแล้ว เจ้าลองคิดดูดีๆ สิ ต้องนึกออกแน่ว่าตัวเองอยากได้อะไร!"
ซ่งเฉียนจีเริ่มหมดความอดทน ดึกมากแล้ว
"ข้าอยากได้ภูเขาสักลูก" เขาเลิกคิ้ว "พวกเจ้าให้ได้ไหมล่ะ?"
"ภูเขา?" เถ้าแก่ตกตะลึง
หมายถึงภูเขา... แบบที่เขาคิดหรือเปล่า?
คำขอนี้ช่างเหนือความคาดหมายจริงๆ
"ถ้าเป็นภูเขาล่ะก็ ข้าต้องขอไปรายงานเบื้องบนก่อน พรุ่งนี้เวลานี้เจ้าค่อยมาใหม่เถอะ"
ซ่งเฉียนจีคิดในใจว่า พรุ่งนี้เวลานี้ข้านอนดูดาวอยู่ที่เรือนเล็กไม่สบายกว่าหรือไง ทำไมต้องมาดูดาวปลอมๆ เต็มกำแพงของพวกเจ้าด้วย
"จ่ายเงินมา" เขาเคาะประตูเร่งอีกครั้ง
ถุงเก็บของใบหนึ่งถูกส่งออกมาจากในช่อง พร้อมกับเสียงประหลาดใจแกมสงสัย "เจ้าเป็นผู้ใช้อักขระยันต์จริงๆ หรือ? แต่บนตัวเจ้าไม่มีกลิ่นอายของยันต์เลยสักนิด"
เช่นเดียวกับผู้บำเพ็ญกระบี่ที่มีปราณกระบี่แผ่ออกมา คนที่จับพู่กันเป็นประจำ ท่วงท่ากิริยาก็ย่อมมีกลิ่นอายแตกต่างจากคนทั่วไป
"ข้าไม่นับว่าเป็นหรอก แค่พอทำได้นิดหน่อย" ซ่งเฉียนจีกะน้ำหนักถุงเก็บของในมือ แล้วโยนให้เถ้าแก่ด้วยความพอใจ "ซื้อฉิน"
"แบบนี้เรียก 'พอทำได้นิดหน่อย' งั้นหลายปีมานี้ข้า..." คนในช่องประตูพึมพำอะไรบางอย่างเสียงเบา แต่ซ่งเฉียนจีก้าวขึ้นบันไดไปแล้ว จึงฟังไม่ถนัด
ได้ยินเพียงเสียงลูกจ้างเสี่ยวจั๋วตบประตูตะโกนลั่น:
"เจิ้งเหล่า คลื่นลูกใหม่ไล่หลังคลื่นลูกเก่า ท่านอย่าคิดสั้นเป็นอันขาดนะขอรับ!"
อันที่จริงเถ้าแก่เองก็ชักจะคิดสั้นอยู่เหมือนกัน
คนผู้นี้อายุกระดูกอย่างมากก็แค่สิบห้า ตบะสูงสุดก็แค่ขั้นหลอมปราณช่วงปลาย สวมชุดศิษย์สายนอกของสำนักหัวเวย ไม่ใส่ใจการแต่งกาย ยากจนแถมยังขี้งก
เขาไม่ควรมาจำนำกระบี่ ไม่ควรสร้างยันต์เป็น และยิ่งไม่ควรรู้ถึงการมีอยู่ของร้านค้ามืด
เต็มไปด้วยปริศนาไปทั้งตัว
ตามกฎเหล็กสามไม่ถามคือ "ไม่ถามที่มา ไม่ถามที่ไป ไม่ถามความเป็นตาย" เขาไม่อาจเอ่ยปากรั้งตัวคนไว้ได้เด็ดขาด และอีกฝ่ายก็ดูเหมือนจะมั่นใจว่าเขาต้องรักษากฎอย่างเคร่งครัด จึงเดินจากไปอย่างสบายใจไร้กังวล
เขาเคยเห็นความลับในโลกบำเพ็ญเพียรมามากมาย ความลับของตระกูลใหญ่ สำนักใหญ่ และผู้อาวุโสที่แข็งแกร่งมักจะน่ากลัวกว่า น่าสยดสยองกว่า และเปิดเผยไม่ได้มากกว่า มันส่งกลิ่นเหม็นเปรี้ยวเน่าเฟะ และกำลังจะถูกฝังลงดิน
แต่ความลับในครั้งนี้ไม่เหมือนกัน มันมีชีวิตชีวา มีพลังงาน ราวกับเมล็ดพันธุ์ที่ทะลวงดินขึ้นมา ทำให้เขารู้สึกคันยุบยิบในใจที่สุด
นี่เป็นครั้งแรกที่เขาได้เห็นผู้ใช้อักขระยันต์ที่อายุน้อยขนาดนี้ ใช้วิชาสร้างยันต์ได้เชี่ยวชาญถึงเพียงนี้ บัณฑิตรุ่นเยาว์แห่งชิงหยาที่ก้มหน้าก้มตาฝึกฝนน้ำหนักพู่กันอยู่ทั้งวัน กลับไม่มีใครในวิถียันต์ที่เอาชนะคนผู้นี้ได้เลยสักคน
อัจฉริยะอย่างแท้จริง เหตุใดจึงเงียบเชียบไร้ชื่อเสียง ไม่รักทรัพย์ ไม่โลภยศ จนต้องตกต่ำถึงขั้นเอากระบี่มาจำนำแลกฉิน
"สิบห้าสิบหก"
หลังจากซ่งเฉียนจีจากไป เถ้าแก่ก็พึมพำกับตัวเองและจมดิ่งลงสู่ความทรงจำ
เถ้าแก่ใหญ่คนก่อนตอนที่ตวัดพู่กันเป็นยันต์ได้ ก็คงจะอายุประมาณนี้กระมัง
……
ม่านราตรีค่อยๆ ดำดิ่ง จันทร์กระจ่างยิ่งทอแสงสว่าง
แมวจรจัดและสุนัขข้างถนนล้วนเหนื่อยล้าจนหลับใหล บนถนนสายยาวมีเพียงสายลมยามค่ำคืนพัดหวีดหวิวไปมา
ซ่งเฉียนจีสะพายกล่องฉิน เดินย่ำไปใต้แสงจันทร์
ชาติก่อนเขามักจะมาติดต่อกับที่นี่เป็นประจำ เข้าใจจรรยาบรรณวิชาชีพของคนในร้านค้ามืดดี จึงไม่กังวลจริงๆ
โคมไฟหน้าโรงรับจำนำดูราวกับไฟผีสองดวงที่สว่างวาบสลับมืดดับ
ที่สุดปลายถนนมีคนอีกคนเดินมา
คนผู้นั้นสวมเสื้อผ้าป่านหยาบๆ ขาดรุ่งริ่ง รองเท้าหลุดไปข้างหนึ่ง เดินโซเซโงนเงนสะดุดไปมา หลายครั้งเกือบจะล้มหน้าคะมำ แต่ก็ยังทรงตัวเอาไว้ได้ในวินาทีสุดท้าย
ลมฤดูใบไม้ผลิอันนุ่มนวลพัดหอบเอากลิ่นเหล้าจากตัวเขา ลอยมาเตะจมูกซ่งเฉียนจี
ซ่งเฉียนจีคิดในใจ อันธพาลขี้เมาคนหนึ่ง เมาจนหลงทางไปแล้ว
เมืองหนึ่งต่อให้ความสงบเรียบร้อยดีแค่ไหน ก็ขาดพวกคนร้อยพ่อพันแม่ไม่ได้หรอก ตราบใดที่ไม่ไปล่วงเกินผู้บำเพ็ญเพียร ไม่ทำให้ชาวบ้านเสียเวลาถวายธูปเทียน สำนักหัวเวยก็ขี้เกียจจะไปใส่ใจจัดการ
เมืองหัวเวยมีอันธพาลอยู่มากมาย
ตอนที่ซ่งเฉียนจีหนีตายในชาติก่อน เขาคุ้นเคยกับคนประเภทนี้เป็นอย่างดี ลักเล็กขโมยน้อยดื่มเหล้าเถื่อน รวมหัวกันตีรันฟันแทงทำตัวอันธพาล ไร้ที่อยู่เป็นหลักแหล่งนอนใต้สะพาน ไม่เคยทำความผิดร้ายแรง แต่ก็ไม่เคยอยู่อย่างสงบ
บนถนนมีเพียงพวกเขาสองคน
จู่ๆ อันธพาลคนนั้นก็เดินชนเข้ามาตรงหน้า ซ่งเฉียนจีเบี่ยงตัวหลบไปด้านข้าง ยื่นมือออกไปหมายจะพยุง:
"ระวังหน่อย"
อีกฝ่ายโซเซอีกครั้ง หลบมือของเขาไปได้พอดิบพอดี ปากก็พึมพำตอบรับอ้อแอ้ ไม่เหมือนคำขอบคุณ เมาจนลืมตาไม่ขึ้น
ตอนที่เดินสวนกัน ซ่งเฉียนจีกวาดตามองใบหน้าของคนผู้นั้นโดยสัญชาตญาณ
ใบหน้าที่ดูอ่อนเยาว์มาก ธรรมดามาก เป็นใบหน้าที่มองผ่านๆ แล้วก็ลืม
เดินออกไปได้สามก้าว จิตใจของซ่งเฉียนจีก็กระตุกวูบ เขาขมวดคิ้ว
ตกลงว่ามีอะไรผิดปกติกันแน่นะ?
ใช่แล้ว เมื่อครู่เห็นอยู่หลัดๆ แต่เขากลับลืมไปแล้วว่าอีกฝ่ายหน้าตาเป็นอย่างไร!
เหมือนกับว่าไม่เคยมองใบหน้านั้นชัดๆ เลย!
"วิชาพรางโฉม เป็นผู้บำเพ็ญเพียร!"
เหมือนกับตัวเอง ผู้บำเพ็ญเพียรที่เข้าร้านค้ามืดในยามดึก
ความประหลาดใจในใจซ่งเฉียนจีวาบขึ้นแล้วก็หายไป แต่ฝีเท้าไม่ได้หยุดลง และยิ่งไม่ได้หันกลับไปมอง
อีกฝ่ายจะเป็นใคร แล้วมันเกี่ยวอะไรกับเขาล่ะ?
เอาฉินไปให้เหอชิงชิง ทำให้แม่หนูนั่นเลิกร้องไห้ในแปลงผักของเขา ถึงจะเป็นเรื่องสำคัญที่สุดในตอนนี้
อันธพาลขี้เมาล้มคว่ำเข้าไปในประตูโรงรับจำนำ
"เว่ยผิง! เจ้ามาแล้ว" เสี่ยวจั๋วหัวเราะเยาะอย่างสะใจ ขยับเข้าไปใกล้แล้วพูดว่า "ทำไม กระบี่เจ้าหักอีกแล้วหรือ?"
เด็กหนุ่มที่ชื่อเว่ยผิงตะเกียกตะกายลุกขึ้นจากพื้น:
"ถ้ากระบี่ข้าไม่หัก พวกเจ้าจะเอาธุรกิจที่ไหนมาทำเล่า?"
"ไม่ได้โม้นะ ธุรกิจเราวันนี้ดีมากเลยล่ะ เมื่อกี้ก็เพิ่งมีคนมาซื้อฉิน"
เว่ยผิงไม่เชื่อ สายตาของเขาตกลงบนโต๊ะ
ฉินเต็มโต๊ะยังไม่ได้เก็บไป ท่ามกลางแสงประกายเพชรนิลจินดาและสีสันอันตระการตา มีกระบี่ยาวที่ไม่สะดุดตาเล่มหนึ่งปะปนอยู่
เก่าคร่ำคร่าเรียบง่าย ธรรมดาจืดชืด
เหมือนไก่ป่าตกลงไปในฝูงหงส์ ไม่สิ เรียกมันว่าไก่ป่ายังถือว่ายกย่องเกินไปเลย เว่ยผิงคิด
"ไก่นี่ เอ๊ย กระบี่นี่ราคาเท่าไหร่?" เว่ยผิงถาม
"เจ้าจ่ายมายี่สิบหินวิญญาณก็แล้วกัน!" เสี่ยวจั๋วบอก
"มั่วละ อย่างมากก็สิบก้อน!" อันธพาลที่ชื่อเว่ยผิงเห็นได้ชัดว่าขัดสนเงินทองเหมือนกัน แต่หน้าหนากว่าซ่งเฉียนจีมาก เขาหัวเราะร่วนพลางตบหินวิญญาณสิบก้อนลงบนโต๊ะ คว้ากระบี่แล้วเดินออกไป "มากกว่านี้ก้อนเดียวก็ไม่มีแล้ว!"
"ไม่ได้" เถ้าแก่คิดอะไรมากมายจนในที่สุดก็ได้สติ เห็นเว่ยผิงกำลังหยิบกระบี่เก่าที่ซ่งเฉียนจีทิ้งไว้มาแกว่งเล่น "เล่มนี้ข้าไม่อยากขาย เจ้าเปลี่ยนเป็นเล่มอื่นเถอะ"
เว่ยผิงหันกลับมา เลิกคิ้วยิ้ม:
"ไม่เปลี่ยน ข้าถูกตามัน ข้าชอบมันนี่ จ่ายเงินรับของแล้ว มันก็เป็นของข้า"
รอยยิ้มนี้ ทำให้ใบหน้าที่ดูธรรมดาของเขา พลันเปล่งประกายเจิดจ้าขึ้นมา
ถึงกับกลบแสงอันวิจิตรตระการตาของฉินทั้งห้องไปจนสิ้น