- หน้าแรก
- จอมบงการหลังม่านสะท้านภพ
- บทที่ 24 : เป้าล่อ, ทายาทอสูรพรรคโลหิตมาร, สามสมบัติล้ำค่า
บทที่ 24 : เป้าล่อ, ทายาทอสูรพรรคโลหิตมาร, สามสมบัติล้ำค่า
บทที่ 24 : เป้าล่อ, ทายาทอสูรพรรคโลหิตมาร, สามสมบัติล้ำค่า
ฝั่งตรงข้ามของเขา เจิงชิงหว่านเมื่อได้ยินวาจา พลันฉายแววตาขุ่นเคืองสายหนึ่ง
เจ้าหมอนี่มันเป็นอย่างไรกันแน่ นี่คิดจะเอาอยู่ทุกค่ำคืนเลยรึ ทุกคราที่ลงแรงหว่านไถมิใช่ว่าสมควรต้องเหน็ดเหนื่อยหรอกรึ?
ข่าวลือมิใช่ว่ามีเพียงวัวที่เหนื่อยตาย ไม่มีผืนนาใดที่พังทลายเพราะถูกไถพรวนหรอกรึ? เหตุใดบุรุษผู้นี้ถึงได้ฝักใฝ่ในเรื่องพรรค์นี้นัก
"ถือเสียว่าชดเชยให้เจ้าก็แล้วกัน!"
เจิงชิงหว่านจ้องมองซูเฉิน พลางลอบคิดในใจก่อนจะเริ่มจัดแจงตัวเอง
หลังจากนั้นไม่นาน...
ภายในห้องพักพลันบังเกิดพายุวสันต์อันดุเดือดโหมกระหน่ำ ยิ่งทวีความกระชั้นชิดและรุนแรงยิ่งกว่าสายฝนด้านนอกเรือน สุ้มเสียงหอบหายใจกระเส่าอย่างหนักหน่วงดังกลบทุกสรรพสิ่งรอบกาย!
ทั้งหมดนี้ล้วนทำไปเพื่อเก็บเกี่ยวกล่องสมบัติเท่านั้น
ณ อีกสถานที่หนึ่ง!
ที่ว่าการมือปราบหกห้อง เขตเมืองใต้
ภายในเรือนพักของหลวนเสวี่ย แสงไฟจากโคมยามนี้ยังคงสว่างไสว
หลวนเสวี่ยในชุดคลุมสีม่วงตระหง่านกายอยู่ภายในห้องหนังสือ นางทอดสายตาผ่านบานหน้าต่างมองออกไปด้านนอก จ้องมองสายฝนเม็ดละเอียดที่ยามนี้เริ่มแปรเปลี่ยนเป็นห่าฝนโหมกระหน่ำ คิ้วขมวดม้วนเข้าหากันแน่น
"การเคลื่อนไหวของเจ้ารวดเร็วเกินไปแล้ว! เจ้ารู้หรือไม่ว่าสิ่งใดที่ตึงเกินไปย่อมมักจะขาดได้ง่าย!"
ภายในห้องหนังสือ ยามนี้ยังมีบุรุษอีกผู้หนึ่งยืนอยู่ มันเป็นชายวัยกลางคนในชุดคลุมยาวสีเขียวขี้ม้า
บุรุษผู้นี้มีรูปร่างองอาจผ่าเผย แววตาเดิมทีแฝงไว้ด้วยความเฉียบคมดุดัน ทว่ายามนี้กลับฉายแววหนักใจออกมาสายหนึ่ง
"ท่านอาสาม อย่างไรเสียพวกเราก็ตั้งใจจะจัดการกับพรรคเสือดำอยู่แล้ว ครานี้อาศัยโอกาสกำจัดกุนซือเหวินของพวกมันไป มิใช่เป็นการยิงเกาทัณฑ์คราเดียวได้นกสองตัวหรอกรึ?"
หลวนเสวี่ยเอ่ยปาก
"มันนับเป็นการยิงเกาทัณฑ์คราเดียวได้นกสองตัวจริง ทว่า... การสังหารหัวหน้าชุดมือปราบไปสองคนน่ะไม่มีปัญหา แต่การลงมือปลิดชีพกุนซือเหวิน ย่อมต้องทำให้เจ้าจ้าวเฮยหู่บันดาลโทสะจนถึงขีดสุด และหากเป็นเช่นนั้น เรื่องราวจะแปรเปลี่ยนเป็นการปะทะกันซึ่งหน้าทันที!"
"ด้วยพลังฝีมือของเจ้าในยามนี้ ย่อมมิใช่คู่ต่อสู้ของจ้าวเฮยหู่ ข้าเกรงว่ามันจะเลือกใช้วิธีซึ่งหน้า!"
บุรุษที่หลวนเสวี่ยเรียกว่าอาสามเอ่ยเตือน
ชายวัยกลางคนในชุดคลุมสีเขียวขี้ม้าผู่นี้ ก็คือรองหัวหน้ามือปราบใหญ่แห่งที่ว่าการมือปราบหกห้องอำเภอเทียนหนาน นามว่า "หลวนเจิ้งสยง"!
"ท่านอาสาม สายเลือดของพวกเราอุตส่าห์ยอมย้ายถิ่นฐานจากเมืองเอกมายังอำเภอเทียนหนานแห่งนี้ ก็เพื่อเป้าหมายในการเข้าควบคุมที่ว่าการมือปราบหกห้องของอำเภอเทียนหนานมิใช่หรือ? แล้วครานี้... มิใช่นับเป็นโอกาสอันดีหรอกหรือ?"
"หากครานี้พวกเราสามารถสยบพรรคเสือดำลงได้ในคราเดียว ย่อมหมายความว่าพวกเราจะสามารถเข้าควบคุมที่ว่าการมือปราบหกห้องเขตเมืองใต้ได้อย่างเต็มที่ ถึงเวลานั้น... ตระกูลหลวนของพวกเราย่อมถือได้ว่ามีรากฐานที่มั่นคงขึ้นมาแห่งหนึ่งแล้ว!"
หลวนเสวี่ยเอ่ยแย้ง
"การที่พวกเราเดินทางมายังอำเภอเทียนหนาน ย่อมเป็นไปเพื่อเข้ายึดครองอำนาจในที่ว่าการมือปราบจริง ทว่าเจ้าอย่าได้คิดว่าเผยตงหยวนผู้นั้นจะรับมือได้ง่ายๆ มือมืดที่ส่งคนมาลอบสังหารเจ้าในค่ำคืนนี้ ดีไม่ดีอาจจะเป็นฝีมือของเจ้าเผยตงหยวนก็เป็นได้!"
หลวนเจิ้งสยงเค้นเสียงต่ำ
"เผยตงหยวนรึ?... มันถึงกับส่งคนมาลอบสังหารข้า!"
"ท่านอาสาม ความสัมพันธ์ระหว่างท่านกับเจ้าเผยตงหยวน ยามนี้ดำเนินมาถึงขั้นนี้แล้วรึ?"
เมื่อได้ยินเช่นนั้น หลวนเสวี่ยอดไม่ได้ที่จะเอ่ยถาม
"เป้าหมายในการมาของข้า คือการเดินทางมาเพื่อรับช่วงต่อตำแหน่งของมัน มีหรือที่เผยตงหยวนจะยินยอมส่งมอบเก้าอี้ตัวนี้ให้แต่โดยดี? เพียงแต่ข้าคาดไม่ถึงว่ามันจะลงมือลึกล้ำโหดเหี้ยมปานนี้ ถึงกับกล้าส่งคนมาเด็ดหัวเจ้าโดยตรง!"
หลวนเจิ้งสยงเอ่ยด้วยน้ำเสียงดุดัน
เมื่อได้ฟังคำกล่าวของหลวนเจิ้งสยง คิ้วของหลวนเสวี่ยยิ่งขมวดม้วนแน่น!
เผยตงหยวน... หัวหน้ามือปราบใหญ่แห่งอำเภอเทียนหนาน บุคคลผู้นี้คือผู้กุมอำนาจที่แท้จริงในที่ว่าการมือปราบหกห้อง ทั้งยังเป็นหนึ่งในสามขั้วอำนาจใหญ่ที่บงการชะตากรรมของอำเภอเทียนหนานแห่งนี้อย่างแท้จริง
ใต้เท้าเจ้าเมืองอำเภอเทียนหนาน 'เย่หวยหยวน', หัวหน้ามือปราบใหญ่ 'เผยตงหยวน' และผู้บงการตลาดมืด 'เสิ่นว่านซิว'
บุคคลทั้งสามนี้... ก็คือผู้กุมอำนาจสูงสุดของอำเภอเทียนหนาน
"เช่นนั้น... หลังจากนี้พวกเราควรจะดำเนินการอย่างไรต่อไป?"
ยามนี้หลวนเสวี่ยเริ่มบังเกิดความสับสนชั่วครู่ จนไม่รู้ว่าควรจะเดินหมากตาต่อไปอย่างไรดี
"เจ้าไม่จำเป็นต้องกังวล ทันทีที่เกิดเรื่องขึ้นในค่ำคืนนี้ ข้าก็ได้เดินทางไปพบหน้าเผยตงหยวนมาเรียบร้อยแล้ว หากมันยังดึงดันที่จะใช้วิธีเช่นนี้อีก... ก็อย่ามาตำหนิว่าพวกเราไร้น้ำใจก็แล้วกัน!"
"แต่แน่นอนว่าพวกเราย่อมมิอาจวางใจได้ว่ามันจะไม่ลงมืออีกคำรบ ซ้ำการที่เจ้าต้องเปิดศึกกับพรรคเสือดำ ยามนี้เจ้าย่อมต้องการยอดฝีมือมาคอยช่วยเหลือมิใช่หรือ? ครานี้ 'อาหง' ของเจ้ามิใช่เดินทางมาพร้อมกับข้าหรอกหรือ? ข้าจะสั่งให้เขาอยู่ต่อเพื่อคอยอารักขาความปลอดภัยให้แก่เจ้าเอง!"
หลวนเจิ้งสยงเอ่ยปลอบ
"จริงสิ... เกี่ยวกับเจ้าซูเฉินผู้นั้น ฐานะของมันดูเหมือนจะมีบางอย่าง...?"
จากนั้น หลวนเจิ้งสยงพลันเปลี่ยนหัวข้อสนทนา
"ประวัติของซูเฉินมีปัญห่างั้นหรือ? ประวัติของมันย่อมไม่น่าจะมีสิ่งใดผิดปกติ?"
หลวนเสวี่ยชะงักไปเล็กน้อยพลางเอ่ยถาม
เรื่องที่ซูเฉินยื่นมือเข้าช่วยชีวิตนางไว้ นางไม่ได้แพร่งพรายเรื่องนี้ให้อาสามของนางได้รับรู้ ส่วนศพของยอดฝีมือทั้งสามคนที่ตกตายอยู่ในลานเรือนพัก นางก็ป่าวประกาศออกไปว่าเป็นฝีมือของนางเองที่ลงมือสังหาร
เหตุผลที่นางทำเช่นนี้... ก็เพราะไม่ต้องการลากตัวซูเฉินเข้ามาพัวพัน
อย่าลืมว่า มือมืดที่กล้าส่งคนมาลอบสังหารนางย่อมมีเบื้องหลังที่ไม่ธรรมดา ส่วนซูเฉินเป็นเพียงแค่หัวหน้าชุดมือปราบตัวเล็กๆ คนหนึ่งเท่านั้น
"ตัวประวัติของมันน่ะไม่มีปัญหาอันใดหรอก ทว่าเกี่ยวกับภรรยาของมัน... เจ้าเองก็คงจะสืบทราบข่าวสารมาบ้างแล้วมิใช่หรือ? ความสัมพันธ์ของนางช่างซับซ้อนยิ่งนัก!"
หลวนเจิ้งสยงเอ่ยเสียงเคร่ง
"ท่านอาสาม... ท่านหมายความว่าอย่างไร?"
เรื่องเกี่ยวกับภรรยาของซูเฉิน หลังจากที่นางตัดสินใจเลื่อนขั้นให้แก่ซูเฉิน นางก็สั่งให้คนไปสืบประวัติมาเรียบร้อยแล้ว ย่อมรู้ดีว่ายามนี้ภรรยาของมันมีฐานะและพัวพันกับสิ่งใดบ้าง
หาไม่แล้ว... นางคงไม่มีทางที่จะไม่นึกเอะใจกับการแปรเปลี่ยนไปอย่างกะทันหันของซูเฉินหรอก
ในใจของนาง ยามนี้ทึกทักเอาเองว่าการที่ซูเฉินแปรเปลี่ยนเป็นคนละคนเช่นนี้ ย่อมต้องมีสาเหตุมาจากภรรยาของมันเป็นแน่ ซูเฉินในสายตาของนางจึงเป็นเพียงบุรุษที่น่าเวทนาผู้หนึ่งเท่านั้น
"ความหมายของข้าก็คือ... ความสัมพันธ์อันซับซ้อนนี้ แท้จริงแล้วสามารถนำมาฉกฉวยผลประโยชน์ได้! เรื่องราวที่เกิดขึ้นในเหลาจุ้ยเซียงค่ำคืนนี้ จงมอบหมายให้ซูเฉินเป็นผู้รับผิดชอบในการสรุปคดี โดยให้สรุปผลออกมาว่าเป็นเพียง 'การขัดแย้งและเข่นฆ่ากันเองภายในพรรค' และหลังจากปิดคดีเรียบร้อยแล้ว... เจ้าก็สามารถใช้ข้ออ้างนี้เลื่อนขั้นให้ซูเฉินขึ้นเป็นรองหัวหน้ามือปราบประจำเขตเมืองใต้ได้ทันที!"
หลวนเจิ้งสยงเอ่ยเผยแผนการ
"เรื่องนี้... การจะให้มันขึ้นเป็นรองหัวหน้ามือปราบ เกรงว่าคงจะ...!"
เดิมทีหลวนเสวี่ยก็คิดจะผลักดันซูเฉินให้ขึ้นสู่ตำแหน่งรองหัวหน้ามือปราบอยู่แล้ว ทว่านางตั้งใจจะรอให้ซูเฉินยกระดับพลังฝีมือให้สูงขึ้นกว่านี้ และรอให้เวลาผ่านพ้นไปอีกสักระยะก่อน
นางไม่เคยคิดเลยว่า... จะต้องมาผลักดันซูเฉินขึ้นสู่ตำแหน่งสำคัญเช่นนี้ในช่วงเวลาที่เต็มไปด้วยมรสุม
"ไม่จำเป็นต้องไปใส่ใจเรื่องเหล่านั้น... เป็นเพียงแผนการชั่วคราวชั่วครู่ให้มันขึ้นเป็นรองหัวหน้ามือปราบเท่านั้น!"
"ทันทีที่มันนั่งเก้าอี้รองหัวหน้ามือปราบ มันย่อมต้องตกเป็นเป้าหมายของเจ้าจ้าวเฮยหู่ทันที ยิ่งไปกว่านั้น ภรรยาของมันมิใช่มีความสัมพันธ์กับเจ้าเซียวเชียนอี้หรอกหรือ? เป้าหมายในการทำเช่นนี้... ก็เพื่อเบนเป้าหมายของจ้าวเฮยหู่ให้หันไปทางพวกมัน!"
หลวนเจิ้งสยงเอ่ยด้วยน้ำเสียงเย็นชา
ความหมายในวาจาของมัน ย่อมชัดเจนยิ่งนัก... มันตั้งใจจะใช้ซูเฉินเป็น "เป้าล่อ" เท่านั้น!
ส่วนเจ้าเป้าล่อผู้นี้จะมีชีวิตรอดหรือต้องตกตายลงไป สำหรับมันแล้ว... หาใช่เรื่องที่ต้องใส่ใจไม่
"หากทำเช่นนั้น... ซูเฉินย่อมต้องตกอยู่ในอันตราย!"
หลวนเสวี่ยอดไม่ได้ที่จะเอ่ยท้วง
"ความเป็นความตายล้วนถูกลิขิตไว้แล้ว ลาภยศสรรเสริญย่อมต้องแลกมาด้วยชีวิต นี่นับเป็นโอกาสครั้งใหญ่ของมัน หากมันสามารถเอาชีวิตรอดไปได้ ตำแหน่งรองหัวหน้ามือปราบย่อมต้องมั่นคง! หนังสือแต่งตั้งของมัน ข้าได้จัดเตรียมและนำติดตัวมาเรียบร้อยแล้ว เช้าวันพรุ่งนี้เจ้าสามารถประกาศคำสั่งออกไปได้ทันที!"
เอ่ยจบ หลวนเจิ้งสยงก็ล้วงเอาหนังสือแต่งตั้งฉบับหนึ่งออกมาจากสาบเสื้อ ก่อนจะวางมันลงบนโต๊ะข้างกาย
หลวนเสวี่ยจ้องมองหนังสือแต่งตั้งบนโต๊ะด้วยแววตาสั่นไหวเล็กน้อย... ที่แท้ เรื่องทั้งหมดนี้ อาสามของนางได้จัดเตรียมตระเตรียมเอาไว้ตั้งแต่ก่อนจะเดินทางมาถึงแล้ว
เมื่อเห็นสีหน้าของหลวนเสวี่ย หลวนเจิ้งสยงจึงเอ่ยปากขึ้นอีกครา: "เสวี่ยเอ๋อร์ เจ้าเองก็รู้ดีว่าเป้าหมายที่แท้จริงในการที่พวกเราตระกูลหลวนยอมดั้นด้นมายังอำเภอเทียนหนานแห่งนี้... ก็เพื่อเสาะหา 'สามสมบัติล้ำค่าแห่งพรรคโลหิตมาร' ยามนี้พวกเราสืบพบร่องรอยของทายาทอสูรพรรคโลหิตมารเข้าให้แล้ว! และบุคคลที่พวกเรากำลังสงสัยว่าอาจจะมีส่วนเกี่ยวข้องในยามนี้... ก็คือสมุหบัญชี เซียวเชียนอี้ ผู้นั้น!"
"เพราะฉะนั้น ครานี้พวกเราจึงจำเป็นต้องลากตัวมันเข้ามา เพื่อความสะดวกในการสืบเสาะหาเบาะแสให้มากยิ่งขึ้น"
"ในเมื่อยามนี้พวกเราไม่มีช่องทางอื่นใดให้เจาะทะลวงเข้าไปได้... เจ้าซูเฉินผู้นั้นจึงถือเป็นช่องทางเดียวที่กุมความสัมพันธ์และสามารถใช้เป็นจุดเชื่อมไปถึงตัวมันได้!"
"เจ้าไม่จำเป็นต้องกังวลใจไปหรอก มันเป็นเพียงแค่ตัวตนเล็กๆ ตัวหนึ่ง ผู้คนมากมายย่อมมองออกว่ามันเป็นเพียงหุ่นเชิดที่ถูกผลักดันออกมาเบื้องหน้า ดังนั้นย่อมไม่เกิดอันตรายใหญ่หลวงจนเกินไปนัก"
"เสวี่ยเอ๋อร์... บางครั้งการจะทำการใหญ่ ย่อมมิอาจมีความเมตตาเยี่ยงสตรีได้!"
หลวนเจิ้งสยงเอ่ยจบก็ลุกยืนขึ้นพลางกล่าวว่า "ข้าจำเป็นต้องรีบเดินทางกลับไปยังเมืองชั้นในยามวิกาลค่ำคืนนี้ บิดาของเจ้ายังคงเฝ้ารอข้ากลับไปหารือเรื่องราวอื่นอยู่ ดึกดื่นมากแล้ว เจ้าเองก็รีบพักผ่อนเสียเถอะ!"
เอ่ยจบ!
หลวนเจิ้งสยงก็ผลักประตูห้องหนังสือออกไป กางร่มกระดาษน้ำมันคันหนา ก่อนจะสาวเท้าเหยียบย่ำไอน้ำฝน ทะยานร่างจากไปอย่างรวดเร็ว
"เรื่องราวดำเนินไปไกลเกินกว่าที่ข้าจะคาดคิดไว้เสียแล้ว... ซูเฉิน วันพรุ่งนี้ข้าจะนำเรื่องราวทั้งหมดนี้บอกกล่าวแก่เจ้า ส่วนเจ้าจะยินยอมเดิมพันเพื่อไขว่คว้าโอกาสครั้งนี้หรือไม่... คงต้องให้เจ้าเป็นผู้ตัดสินใจเอง!"
หลวนเสวี่ยจ้องมองแผ่นหลังของหลวนเจิ้งสยงที่จากไปในม่านฝน พลางทอดถอนใจยาวในใจ
ซูเฉินมีบุญคุณช่วยชีวิตนางไว้ นางย่อมไม่ปรารถนาที่จะเห็นเขาต้องก้าวเท้าเข้าสู่ปลักอันตราย
ทว่าเรื่องราวในยามนี้กลับแปรเปลี่ยนไปจนเกินกว่าจะควบคุมได้เสียแล้ว
เบาะแสเกี่ยวกับสามสมบัติล้ำค่าแห่งพรรคโลหิตมาร... ต่อให้เป็นเพียงแค่เศษเสี้ยวอันน้อยนิด ทว่าขุมกำลังทางตระกูลย่อมพร้อมที่จะทุ่มเททุกสิ่งอย่างโดยไม่สนสิ่งใด ต่อให้ต้องเสียสละตัวนางไป... พวกมันก็ย่อมทำ
และสิ่งเดียวที่นางสามารถช่วยเหลือซูเฉินได้ในยามนี้... ก็คือช่วยพยุงและเตือนสติเขาเท่าที่กำลังของนางจะสามารถทำได้เท่านั้น!