- หน้าแรก
- หลังจากลงชื่อเข้าใช้มาสี่ปีในที่สุด ฉันก็ได้เป็นมหาเศรษฐี
- ตอนที่ 99 : ลงชื่อเข้าใช้อีกครั้ง
ตอนที่ 99 : ลงชื่อเข้าใช้อีกครั้ง
ตอนที่ 99 : ลงชื่อเข้าใช้อีกครั้ง
ตอนที่ 99 : ลงชื่อเข้าใช้อีกครั้ง
ในตอนนี้ ฉู่หลิงก็เดินทางกลับมาถึงวิลล่าหมายเลขหนึ่ง ของคฤหาสน์เทียนฝางแล้ว
เมื่อกลับมาถึงบ้าน ฉู่หลิงก็ค่อยๆ ก้าวเท้าเดินขึ้นไปยังห้องนอนที่ชั้นบนอย่างแผ่วเบาและเขาก็เห็นฉวี่เสี่ยวปิงที่ยังคงนอนหลับสนิทอยู่
แต่ทว่าฉวี่เสี่ยวปิงก็ไม่ได้หลับลึกนัก ทันทีที่เธอได้ยินเสียงความเคลื่อนไหวแผ่วเบาจากฉู่หลิง เธอก็ตื่นลืมตาขึ้นมาทันที
ฉู่หลิงมองดูท่าทางที่สะลึมสะลือของฉวี่เสี่ยวปิงแล้วก็รู้สึกว่าเธอน่ารักน่าเอ็นดูจริงๆ ที่มุมปากก็อดไม่ได้ที่จะยกยิ้มขึ้นมา “ตื่นแล้วเหรอ? อยากจะนอนต่ออีกสักหน่อยไหม?”
ฉวี่เสี่ยวปิงส่ายหน้าเบาๆ พลางยื่นมือออกไปโอบกอดเอวของฉู่หลิงไว้แน่นและเอ่ยอย่างออดอ้อนว่า “ไม่นอนแล้วค่ะ นอนเต็มอิ่มแล้ว”
เมื่อสัมผัสได้ถึงความอบอุ่นจากร่างกายของฉู่หลิงและกลิ่นอายที่แสนคุ้นเคย ฉวี่เสี่ยวปิงก็หลับตาพริ้มอย่างพึงพอใจ
ไม่ว่าจะมองอย่างไร ท่าทางของเธอก็ดูเหมือนกับลูกแมวน้อยที่กำลังนอนอาบแดดอย่างเกียจคร้าน แผ่ซ่านความรู้สึกที่แสนจะผ่อนคลายและมีความสุขออกมาอย่างปิดไม่มิด
ฉู่หลิงมองดูท่าทางที่แสนจะอ่อนโยนและน่ารักของเธอ หัวใจของเขาก็แทบจะละลายหายไปหมดแล้ว เขาเอ่ยถามด้วยน้ำเสียงที่แสนจะนุ่มนวลว่า “หิวหรือยัง? ฉันออกไปหาข้าวมาไว้ให้แล้วนะ!”
ตอนที่เขาออกมาจากร้านอาหาร เขาก็ได้หิ้วของอร่อยๆ กลับมาฝากฉวี่เสี่ยวปิงตั้งหลายอย่าง
ฉวี่เสี่ยวปิงที่ได้ยินเช่นนั้นก็เงยหน้าขึ้นมาพลางเอ่ยถามด้วยความอยากรู้อยากเห็นว่า “เอ๋? นายออกไปข้างนอกมาเหรอ?”
ฉู่หลิงส่งเสียงรับในลำคอเบาๆ “อืม เหมิงเหมิงส่งข้อความมานัดให้ไปกินข้าวที่ร้านอาหารดังในเน็ตน่ะ ฉันเห็นว่าเธอกำลังเหนื่อยและอยากนอนพักผ่อนอยู่ ก็เลยออกไปคนเดียว แต่ก็ไม่ได้ลืมหิ้วของอร่อยๆ กลับมาฝากเธอนะ อยากลองชิมดูหน่อยไหม?”
พอนึกถึงร้านอาหารดังในเน็ต ฉวี่เสี่ยวปิงก็เริ่มมีท่าทีสนใจขึ้นมาทันที ในดวงตาของเธอก็ทอประกายระยิบระยับพลางพยักหน้าอย่างแรง “ได้ค่ะ!”
ฉู่หลิงรวบตัวอุ้มฉวี่เสี่ยวปิงขึ้นมา และพาเธอเดินไปเข้าห้องน้ำเพื่อไปล้างหน้าแปรงฟัน
ในระหว่างที่ฉวี่เสี่ยวปิงกำลังล้างหน้าแปรงฟันอยู่นั้น ฉู่หลิงก็เดินเข้าไปในห้องครัวเพื่ออุ่นกับข้าวอย่างง่ายๆ ก่อนจะนำใส่จานและยกออกมาเสิร์ฟให้ที่โต๊ะอาหาร
ทันทีที่จัดเตรียมอาหารเสร็จเรียบร้อย ฉวี่เสี่ยวปิงก็จัดการตัวเองเสร็จและเดินออกมาพอดี
เมื่อเห็นหน้าตาของอาหารที่แสนประณีตบนโต๊ะ ฉวี่เสี่ยวปิงก็ร้องอุทานออกมาด้วยความตกใจและตื่นเต้นทันที
สมกับเป็นร้านอาหารดังในเน็ตที่มีชื่อเสียงจริงๆ อาหารแต่ละอย่างช่างดูสวยงามเหลือเกิน!
ฉู่หลิงหยิบตะเกียบขึ้นมา คีบอาหารชิ้นหนึ่งส่งไปจ่อที่ปากของฉวี่เสี่ยวปิงพลางเอ่ยอย่างยิ้มๆ ว่า “ลองชิมดูสิ รสชาติน่ะ มันดีกว่าหน้าตาที่เห็นเยอะเลยนะ”
ฉวี่เสี่ยวปิงสัมผัสได้ถึงความอ่อนโยนของฉู่หลิง เธอก้มหน้าส่งยิ้มหวาน เผยให้เห็นแววตาที่ฉายความรักออกมาอย่างท่วมท้น
จากนั้นเธอก็ค่อยๆ อ้าปากงับอาหารที่ฉู่หลิงป้อนให้และอดไม่ได้ที่จะเอ่ยปากชมออกมาทันทีว่า “อร่อยมากเลย! เนื้อไม่เหนียวเลยสักนิด แถมรสสัมผัสยังนุ่มละมุนลิ้นมาก ดีสุดๆ ไปเลย”
ฉู่หลิงจ้องมองฉวี่เสี่ยวปิงที่มีท่าทางร่าเริง แต่ในส่วนลึกของดวงตาก็พลันมืดครึ้มลงวูบหนึ่ง ยัยหนูตัวน้อยในตอนนี้ ช่างดูน่ากินจริงๆ
เมื่อคิดได้ดังนั้น ฉู่หลิงก็ประกบจูบลงไปทันที ฉวี่เสี่ยวปิงไม่คิดเลยว่าเขาจะจู่โจมอย่างกะทันหันขนาดนี้ เธอจึงเผลอหลุดเสียงครางในลำคอออกมาเบาๆ
หลังจากจูบเสร็จฉู่หลิงก็เงยหน้าขึ้นมา และไม่ลืมที่จะเอ่ยบรรยายรสชาติด้วยสีหน้าที่เต็มไปด้วยความพึงพอใจอย่างยิ่งว่า “อืม รสชาติดีมากจริงๆ ด้วยแฮะ”
ใบหน้าของฉวี่เสี่ยวปิงพลันแดงระเรื่อขึ้นมาทันที เธอไม่รู้เลยว่าฉู่หลิงหมายถึงรสชาติอาหารหรือหมายถึงตัวเธอเองกันแน่……
เธอมองค้อนใส่เขารอบหนึ่ง ก่อนจะก้มหน้าก้มตาถือตะเกียบทานข้าวต่อเงียบๆ
ทว่าจู่ๆ มือใหญ่ก็เข้ามากุมมือเล็กๆ ของเธอไว้อย่างอบอุ่น ก่อนจะมีเสียงของฉู่หลิงที่พูดขึ้นว่า “มา ฉันป้อนให้ดีกว่า”
ในดวงตาของฉู่หลิงก็เต็มไปด้วยความรักและความเอาใจใส่ การป้อนข้าวธรรมดาๆ ทำเอาทั้งสองคนแทบจะนั่งสิงร่างกันเลยทีเดียว
“อิ่มหรือยัง?” ฉู่หลิงเอ่ยถามด้วยความห่วงใย
ฉวี่เสี่ยวปิงใบหน้าแดงก่ำพลางพยักหน้าเบาๆ
เธอไม่เพียงแต่จะกินจนอิ่มท้องเท่านั้น แต่ภายในใจของเธอก็ยังอบอวลไปด้วยความสุขจนล้นอีกด้วย
ในจังหวะนั้นเอง โทรศัพท์ของฉวี่เสี่ยวปิงก็ส่งเสียงดังติ๊งขึ้นมาเบาๆ เพราะมีข้อความถูกส่งเข้ามา
ฉวี่เสี่ยวปิงเปิดโทรศัพท์ดู และพบว่ามันเป็นข้อความที่แม่ของเธอส่งมานั่นเอง “เสี่ยวปิง ลูกอยู่ที่ไหนเหรอ? คืนนี้จะกลับบ้านหรือเปล่า?”
เมื่อได้เห็นข้อความนี้ ใบหน้าของฉวี่เสี่ยวปิงก็ยิ่งแดงก่ำขึ้นกว่าเดิมเสียอีก
ถ้าเธอไม่กลับบ้าน แล้วเธอจะไปอยู่ที่ไหนได้อีกล่ะ?
ในวินาทีนั้น เธอก็สัมผัสได้ราวกับว่าแม่ของเธอรับรู้และมองทุกอย่างออกแล้วจริงๆ ราวกับว่าความลับนั้นไม่มีในโลกอย่างไรอย่างนั้น.......
เธอรีบพิมพ์ข้อความตอบกลับไปด้วยท่าทางที่ร้อนรน จากนั้นก็ลุกขึ้นยืนแล้วหันมาพูดกับฉู่หลิงว่า “ฉันว่า ฉันรีบกลับบ้านก่อนดีกว่า”
น้ำเสียงของเธอนั้นเบาหวิวราวกับเสียงยุงบิน
ถ้าหากไม่ใช่เพราะระดับการได้ยินของฉู่หลิงดีเยี่ยมล่ะก็ เกรงว่าเขาคงจะฟังไม่ได้ยินอย่างแน่นอน
ฉู่หลิงมองดูใบหน้าของฉวี่เสี่ยวปิงที่แดงก่ำจนแทบจะคั้นเลือดออกมาได้ เขาก็ตัดใจไม่แกล้งเธอเล่นอีก เขาจึงพูดปลอบประโลมเสียงเบาว่า “ตกลง เดี๋ยวฉันไปส่งเธอที่บ้านนะ”
หลังจากพูดจบ ฉู่หลิงก็เดินไปหยิบกระเป๋ามาให้ฉวี่เสี่ยวปิงและพากันก้าวเดินขึ้นรถไปพร้อมกัน
ในระหว่างที่อยู่บนรถ ทั้งสองคนก็แทบไม่ได้เอ่ยปากพูดจาอะไรกันเลย แต่ทว่ามือของทั้งสองกลับกุมประสานกันไว้แน่นตลอดทาง
รถก็แล่นมาถึงใต้ตึกบ้านของฉวี่เสี่ยวปิงในเวลาไม่นานนัก
ก่อนจะก้าวลงจากรถ ฉวี่เสี่ยวปิงก็โน้มตัวเข้าไปประทับรอยจูบลงบนแก้มของฉู่หลิงอย่างจังหนึ่งที จนเกิดเสียงดังฟอดใหญ่
หลังจากหอมแก้มเสร็จ ฉวี่เสี่ยวปิงก็หันมาจ้องมองใบหน้าของฉู่หลิงพลางแอบลอบหัวเราะอย่างเจ้าเล่ห์ออกมา
รอยยิ้มแบบนั้นทำให้ฉู่หลิงรู้สึกมึนงงอย่างมาก เขาจึงเอ่ยถามอย่างขี้เล่นว่า “เป็นอะไรไปล่ะ จ้องมองใบหน้าที่แสนจะหล่อเหลาของฉันแล้วเกิดมีความคิดอะไรขึ้นมาหรือเปล่า?”
ฉวี่เสี่ยวปิงกลอกตาไปมาพลางส่งเสียงหัวเราะคิกคัก และรีบเปิดประตูรถวิ่งลงไปทันที
ทิ้งไว้เพียงฉู่หลิงที่นั่งงงอยู่คนเดียวในรถ เขามองตามแผ่นหลังของฉวี่เสี่ยวปิงไปพลางงุนงงว่า ยัยเด็กแสบคนนี้แอบหัวเราะเจ้าเล่ห์เรื่องอะไรกันนะ?
ฉู่หลิงมองส่งร่างของฉวี่เสี่ยวปิงจนเธอเดินหายเข้าไปในตึกเรียบร้อยแล้ว เขาก็เหลือบมองดูเวลาและพบว่าใกล้จะได้เวลาแล้ว เขาจึงเหยียบคันเร่งขับรถมุ่งหน้าตรงไปยังทิศทางของมหาวิทยาลัยจินหลิงทันที
ตอนที่เขาขับรถมาถึงมหาวิทยาลัยจินหลิง ก็ประจวบเหมาะกับที่ฉู่เหมิงเหมิงและเพื่อนๆ เดินออกมาจากข้างในพอดี
“เหมิงเหมิง ทางนี้!” ฉู่หลิงจอดรถและก้าวลงมาจากรถพลางตะโกนเรียกกลุ่มเด็กสาวเสียงดัง
ฉู่เหมิงเหมิงและเพื่อนๆ ก็รีบวิ่งเข้ามาหาทันที แต่ทว่าเมื่อก้าวมาหยุดอยู่ตรงหน้าของฉู่หลิง ทุกคนต่างก็พากันยืนจ้องมองเขาตาค้างด้วยสีหน้าที่เต็มไปด้วยความมึนงง
ฉู่หลิงเห็นท่าทางของพวกเธอแล้ว เขาก็พูดอย่างอารมณ์เสียว่า “เป็นอะไรไปล่ะ ห่างกันไปแค่ประเดี๋ยวเดียวก็จำหน้าพี่ชายคนนี้ไม่ได้แล้วเหรอ?”
หลังจากพูดจบ ฉู่หลิงก็สังเกตเห็นว่าเด็กสาวคนอื่นๆ เองก็มีสีหน้าที่ดูแปลกๆ และจ้องมองมาทางเขาเช่นกัน เขาจึงอดไม่ได้ที่จะขมวดคิ้วพลางเอ่ยถามว่า “เกิดเรื่องอะไรขึ้นเหรอ ทำไมวันนี้พวกเธอถึงได้ทำตัวแปลกๆ กันจัง?”
ฉู่เหมิงเหมิงได้ยินคำถามของพี่ชาย เธอก็หลุดหัวเราะคิกคักออกมาทันที พลางล้วงเอากระจกบานเล็กอันหนึ่งออกมาจากกระเป๋าเสื้อและยื่นส่งให้ฉู่หลิง
ฉู่หลิงรับกระจกมาด้วยความงุนงง เขายังไม่ทันได้อ้าปากถามอะไร ก็เห็นจางเล่ยใช้นิ้วชี้ชี้ไปที่ข้างแก้มของตัวเองพลางขยิบตาให้ฉู่หลิงไม่หยุด
ในสมองก็พลันมีประกายความคิดหนึ่งวาบขึ้นมาทันที ฉู่หลิงรีบเปิดกระจกบานเล็กขึ้นมาส่องดูทันที
ทันทีที่ส่องดู เขาก็หลุดหัวเราะออกมาทันที
ให้ตายเถอะ มิน่าล่ะยัยหนูนั่นถึงได้แอบหัวเราะเจ้าเล่ห์ ที่แท้ก็แอบแสตมป์รอยลิปสติกสีแดงดวงใหญ่ไว้ที่แก้มของเขานี่เอง
เมื่อกลุ่มเด็กสาวเห็นท่าทางของฉู่หลิง ทุกคนก็พากันหัวเราะร่าออกมาเสียงดัง และอดไม่ได้ที่จะเอ่ยปากพูดจาหยอกล้อเขา
“พี่คะ พวกหนูชักจะเริ่มสงสัยแล้วล่ะค่ะ ว่าตอนบ่ายพี่แอบพวกหนูไปทำเรื่องอะไรมากันแน่! ถึงได้มีรอยลิปสติกดวงเบ้อเริ่มติดอยู่บนหน้าแบบนี้!”
ฉู่หลิงแสร้งทำเป็นโกรธและถลึงตาใส่กลุ่มเด็กสาวแวบหนึ่งพลางพูดอย่างอารมณ์เสียว่า “เริ่มเรียนรู้ที่จะเอาเรื่องของพี่มาล้อเล่นกันแล้วเหรอ? ดูท่าทาง มื้อค่ำวันนี้คงจะไม่มีคนอยากกินของอร่อยๆ แล้วล่ะมั้ง”
กลุ่มเด็กสาวต่างก็มีพรสวรรค์เรื่องการกินกันเป็นทุนเดิมอยู่แล้ว พอได้ยินว่ามื้อค่ำวันนี้จะไม่มีของอร่อยให้ทาน ทุกคนก็พลันเปลี่ยนท่าทีทันที รีบประสานเสียงยืนยันอย่างหนักแน่นขึ้นมาว่า
“พี่ฉู่หลิงคะ พี่สบายใจได้เลยค่ะ! เรื่องที่เกิดขึ้นในวันนี้ พวกหนูสาบานเลยว่าพวกหนูไม่เห็นอะไรเลยจริงๆ ค่ะ! รอยลิปสติกอะไรกันคะ ทั้งหมดมันเป็นแค่ภาพลวงตาเท่านั้นค่ะ!”
“พี่คะ ถือซะว่าทำของอร่อยๆ ให้พวกหนูทานเพื่อเป็นค่าปิดปากเถอะนะคะ! พี่สบายใจได้เลยค่ะ พวกหนูเป็นคนทานง่าย พี่ทำอะไรมาพวกหนูก็ยินดีทานหมดเลยค่ะ!”
“พวกหนูก็แค่พูดล้อเล่นกันเฉยๆ เองค่ะพี่ฉู่หลิง พี่ห้ามเก็บเอามาใส่ใจจริงๆ นะคะ!”
ฉู่หลิงถูกท่าทางที่แสนจะประจบสอพลอและยอมก้มหัวให้ของทุกคนทำให้ขำจนทนไม่ไหว ยัยหนูตัวร้ายพวกนี้นี่นะ ช่างน่ารักจริงๆ เลย!
“ไปกันเถอะ กลับบ้านกัน!” ฉู่หลิงพูดจบก็โบกมือเรียกพากลุ่มเด็กสาวขึ้นรถ และขับรถมุ่งหน้าตรงไปยังทิศทางของวิลล่าทันที
ในระหว่างทางที่อยู่บนรถ ฉู่หลิงมองสำรวจกลุ่มเด็กสาวแวบหนึ่ง ก่อนจะเอ่ยปากพูดด้วยน้ำเสียงที่จริงจังว่า “ดูสิ พี่คงต้องทำของอร่อยๆ บำรุงพวกเธอให้เยอะๆ แล้วละมั้ง! ไม่อย่างนั้น ยัยเด็กตะกละอย่างพวกเธอวันหน้าคงได้ถูกผู้ชายคนอื่นใช้หมูสามชั้นตุ๋นน้ำแดงถ้วยเดียวหลอกล่อพากลับบ้านไปแน่ๆ เลย”
ฉู่เหมิงเหมิงและคนอื่นๆ ต่างก็หันมาสบตากัน และพากันระเบิดเสียงหัวเราะร่าออกมาดังลั่น
จางเล่ยแอบลอบยิ้มอย่างร้ายกาจพลางจ้องมองฉู่เหมิงเหมิงแล้วพูดว่า “พวกหนูน่ะอาจจะเป็นแบบนั้นได้อยู่หรอกค่ะ! แต่ทว่ายัยเด็กตะกละระดับบอสอย่างเหมิงเหมิงน่ะ อย่างน้อยที่สุดก็ต้องเพิ่มซี่โครงหมูเปรี้ยวหวานให้อีกถ้วยด้วยนะคะ!”
“ร้ายนักนะ บังอาจมาล้อเลียนฉัน!” ฉู่เหมิงเหมิงได้ยินก็เริ่มไม่ยอมทันที เธอรีบพุ่งตัวเข้าไปหาจางเล่ย และตั้งใจจะใช้มือหยิกแก้แค้นพร้อมจี้เอวของเธอให้ได้
กลุ่มเด็กสาวก็พากันหยอกล้อเล่นกันไปมาอย่างสนุกสนาน ฉู่หลิงก็ทำเพียงส่ายหน้ายิ้มๆ และตั้งใจขับรถกลับบ้านอย่างเงียบๆ
ทว่าทันทีที่ก้าวพ้นประตูบ้านเข้ามา หน้าจอโปร่งแสงก็พลันสว่างวาบขึ้นตรงหน้าของฉู่หลิงทันที
【ขอแสดงความยินดีกับโฮสต์ด้วย คุณได้รับโอกาสลงชื่อเข้าใช้ ต้องการลงชื่อเข้าใช้ตอนนี้เลยหรือไม่?】