- หน้าแรก
- หลังจากลงชื่อเข้าใช้มาสี่ปีในที่สุด ฉันก็ได้เป็นมหาเศรษฐี
- ตอนที่ 83 : คาวอาหารทะเล
ตอนที่ 83 : คาวอาหารทะเล
ตอนที่ 83 : คาวอาหารทะเล
ตอนที่ 83 : คาวอาหารทะเล
เจียงเซิ่งสี่และคนอื่นๆ เมื่อได้ยินเช่นนั้นต่างก็พากันอึ้งไปตามๆ กัน
นี่... นี่มันสถานการณ์อะไรกันแน่?
ในตอนนั้นเองฉู่หลิงก็เดินออกมาจากด้านหลังของเจียงเซิ่งสี่พลางเอ่ยยิ้มๆ ว่า “พวกคุณคงเข้าใจผิดกันไปเองแล้วล่ะ คนกลุ่มนี้คือพนักงานที่ฉันเพิ่งจะรับเข้ามาใหม่น่ะ ฉันจำได้ว่าที่สปาน้ำพุร้อนเซียนอินมีพื้นที่ว่างกว้างๆ เหลืออยู่ตั้งเยอะ ก็เลยกะว่าจะให้พวกเขามาพักอยู่ที่นี่กันก่อนน่ะ”
เจียงเซิ่งสี่ : “.......”
ฉู่หลิงพูดไปพลางกวักมือเรียกทุกคนให้เดินตามเข้าไปภายในสปาน้ำพุร้อนเซียนอิน
ทันทีที่พวกหลินอวี่หานก้าวเข้าไปข้างใน พวกเขาก็ถูกความหรูหราอลังการของโถงต้อนรับข่มขวัญ
การออกแบบที่ดูโปร่งโล่งสูงถึงสามชั้น และโคมไฟระย้าคริสตัลขนาดมหึมาที่อยู่ตรงกึ่งกลางห้อง ทุกอย่างล้วนแสดงให้เห็นถึงความมีระดับและความหรูหราของสปาน้ำพุร้อนเซียนอินได้อย่างไร้ที่ติ
ถึงแม้หลินอวี่หานและคนอื่นๆ จะรู้สึกตกใจ แต่พวกเขาก็ยังคงเดินตามหลังฉู่หลิงไปติดๆ อย่างสงบเสงี่ยม
ฉู่หลิงพาทุกคนขึ้นไปยังห้องประชุมขนาดใหญ่ที่ชั้นบน ซึ่งโดยปกติแล้วที่นี่จะมีไว้ให้บริการกับแขกที่ต้องการจัดประชุมที่นี่ ทำให้แขกสามารถทำงานและพักผ่อนไปได้พร้อมๆ กัน
หลังจากทุกคนนั่งลงเรียบร้อยแล้ว ฉู่หลิงก็กวาดสายตามองใบหน้าของทุกคนรอบหนึ่ง ก่อนจะค่อยๆ เอ่ยว่า “เอาล่ะ ตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไป พวกนายถือเป็นพนักงานของฉันอย่างเป็นทางการแล้วนะ ฉันจะให้เงินเดือนพวกนายก่อนเดือนละ 50,000 หยวน ช่วงนี้พวกนายยังไม่ต้องรีบเริ่มงาน แต่กลับไปดูแลคนในครอบครัวของตัวเองให้ดีก่อน”
หลินอวี่หานกำลังจะอ้าปากพูด แต่ฉู่หลิงกลับหยิบบัตรธนาคารใบหนึ่งออกมาแล้วยื่นส่งให้ “ในบัตรนี้มีเงินอยู่ 5 ล้านหยวน ถ้าหากญาติพี่น้องของพวกนายจำเป็นต้องใช้เงินล่ะก็ ก็เบิกจากในนี้ไปใช้ได้เลย”
เมื่อมองดูบัตรธนาคารในมือ ต่อให้จะเป็นชายชาติทหารที่มีจิตใจแข็งแกร่งดั่งเหล็กกล้าอย่างหลินอวี่หาน เขาก็ยังอดไม่ได้ที่จะตาแดงก่ำขึ้นมา
ครั้งก่อนตอนที่ทานข้าวคุยกับฉู่หลิง เขาเพียงแค่บ่นออกมาประโยคเดียวโดยไม่คิดอะไร แต่ไม่คิดเลยว่าอีกฝ่ายจะเก็บเรื่องนั้นเอามาใส่ใจขนาดนี้
ไม่เพียงแต่จะหยิบยื่นงานดีๆ แบบนี้ให้ แต่ยังไม่เรียกร้องให้รีบเข้าทำงาน แถมยังให้เงินเดือนไปใช้ระหว่างดูแลครอบครัวอีกด้วย
บุญคุณในครั้งนี้ พวกเขาคงไม่อาจทดแทนได้หมดแล้วจริงๆ!
หลินอวี่หานหันไปมองกลุ่มพี่น้องของเขา และเมื่อสายตาประสานกัน เขาก็เห็นความซาบซึ้งใจที่เหมือนกันในดวงตาของทุกคน
เขาเป็นคนหยาบกระด้าง พูดจาประจบสอพลอไม่เป็น เขาจึงทำได้เพียงจ้องมองฉู่หลิงตาเขม็งแล้วเอ่ยออกมาทีละคำอย่างหนักแน่นว่า “พี่หลิงครับ ต่อไปธุระของพี่ก็คือธุระของพวกผม พี่สั่งคำเดียว พวกเราจะไม่มีคำว่าปฏิเสธหลุดออกมาแน่นอนครับ!”
คำมั่นสัญญาของทหาร ต่อให้ต้องตายก็ไม่ขอคืนคำ!
ฉู่หลิงพยักหน้าเบาๆ ในจังหวะที่เขากำลังจะพูดอะไรบางอย่าง หน้าจอโปร่งแสงก็พลันเด้งขึ้นมา แจ้งเตือนว่าระดับความจงรักภักดีของพวกหลินอวี่หานพุ่งสูงขึ้นอีกครั้ง
เรื่องนี้ทำให้ฉู่หลิงรู้สึกประหลาดใจเล็กน้อย ความจริงที่เขาเตรียมบัตรธนาคารไว้ ก็เพียงเพื่ออยากให้พวกหลินอวี่หานทำงานให้เขาโดยไม่ต้องมีเรื่องกังวลใจเท่านั้นเอง
แต่ไม่คิดเลยว่ามันจะมีผลพลอยได้ที่คาดไม่ถึงแบบนี้ด้วย
เมื่อคิดได้ดังนั้น ฉู่หลิงจึงหยิบน้ำยาเสริมสมรรถภาพร่างกายออกมาจากพื้นที่เก็บของของระบบมาไว้ในกระเป๋าเสื้ออย่างแนบเนียน
หลังจากนั้นเขาก็หยิบน้ำยานั้นออกมาจากกระเป๋าเสื้อ แล้วยื่นให้หลินอวี่หานพลางบอกว่า “ดื่มซะ”
หลินอวี่หานมองดูน้ำยาสีฟ้าตรงหน้า เขาไม่ได้ถามอะไรสักคำและจัดการกรอกมันเข้าปากทันที
เขาเดาะลิ้นเบาๆ รสชาติของมันดูเหมือนจะไม่มีอะไรผิดปกติ
แต่ในจังหวะที่เขากำลังจะอ้าปากถามว่ามันคืออะไร เขาก็สัมผัสได้ถึงกระแสความอบอุ่นสายหนึ่งที่แล่นพล่านไปทั่วร่างกาย ราวกับว่าร่างกายของเขาทั้งร่างกำลังจมดิ่งอยู่ในน้ำพุร้อนอุณหภูมิ 40 องศา รูขุมขนทั่วทั้งตัวต่างก็พากันเปิดออกอย่างสบายอารมณ์
แล้ววินาทีต่อมา หลินอวี่หานก็สัมผัสได้ถึงกระแสความร้อนเหล่านั้นที่กำลังวิ่งพล่านไปตามจุดต่างๆ และตามมาด้วยพละกำลังมหาศาลอย่างที่เขาไม่เคยสัมผัสได้มาก่อน พวกมันเข้ามาอัดแน่นอยู่ในร่างกาย ราวกับว่าเส้นเลือดของเขากำลังหล่อเลี้ยงสัตว์ร้ายที่ดุร้ายไว้ตัวหนึ่งอย่างไรอย่างนั้น!
“นี่... นี่มันคืออะไรครับ?”
สายตาที่หลินอวี่หานมองมาทางฉู่หลิงก็เปลี่ยนไปเปลี่ยนมาหลายรอบ เขาสัมผัสได้อย่างชัดเจนว่าสมรรถภาพร่างกายของเขาได้รับการยกระดับขึ้นอย่างมหาศาล และพละกำลังก็ไม่อาจเทียบกับเมื่อก่อนได้เลย!
ฉู่หลิงมองดูหลินอวี่หานและตรวจสอบข้อมูลผ่านหน้าจอโปร่งแสงของระบบ ในตอนนี้เขาพบว่าแต้มสมรรถภาพร่างกายของอีกฝ่ายได้เพิ่มขึ้นมาถึง 100 แต้มแล้วจริงๆ แถมตอนนี้ยังพุ่งขึ้นสูงถึง 600 แต้มแล้วด้วย
ผลลัพธ์แบบนี้ทำให้ฉู่หลิงรู้สึกพึงพอใจอย่างยิ่ง
เขาตบไหล่หลินอวี่หานเบาๆ พลางอธิบายว่า “นี่คือน้ำยาชนิดใหม่ที่เพิ่งถูกวิจัยออกมาน่ะ มันสามารถช่วยเสริมสมรรถภาพร่างกายได้ เดี๋ยววันหลังฉันจะค่อยๆ ทยอยแจกจ่ายให้พวกนายทุกคน ได้ครบทุกคนแน่นอนไม่ต้องรีบร้อนแย่งกันล่ะ”
เมื่อได้ยินคำพูดของฉู่หลิง หลินอวี่หานและคนอื่นๆ ต่างก็หันมาสบตากัน
พอนึกถึงพละกำลังอันมหาศาลของฉู่หลิง ในดวงตาของทุกคนก็พลันฉายแววยินดีออกมาวูบหนึ่ง
การได้ติดตามคนเก่งกาจขนาดนี้ นอกจากจะได้รับเงินเดือนสูงแล้ว ยังสามารถยกระดับความสามารถของตัวเองได้อีกด้วย
เรื่องดีๆ แบบนี้ ต่อให้จะใช้ตะเกียงเดินส่องหาไปทั่วก็คงหาไม่ได้จากที่ไหนอีกแล้ว!
ในขณะที่ทุกคนยังคงตกอยู่ในความตกตะลึง ระดับความจงรักภักดีที่มีต่อฉู่หลิงก็พุ่งสูงขึ้นอีกครั้ง
ฉู่หลิงเห็นสถานการณ์แบบนี้ ในใจของเขาก็รู้สึกมีความสุขอย่างมาก
ทันใดนั้นเขาก็นึกเรื่องบางอย่างออก เขาจึงหันไปถามทุกคนว่า “จริงด้วย ในหมู่พวกนายมีใครขับเฮลิคอปเตอร์เป็นบ้างไหม?”
หลินอวี่หานและเพื่อนอีกสองสามคนก็เดินออกมาข้างหน้าพลางบอกว่า “พวกผมขับเป็นครับ ตอนอยู่ในกรมทหารพวกเราเคยสอบใบอนุญาตมาแล้วครับ”
ฉู่หลิงเลิกคิ้วขึ้นด้วยความพอใจ จากนั้นเขาก็พาทุกคนเดินมุ่งหน้าไปยังตำแหน่งที่ระบบมอบรางวัลไว้ให้
ในจังหวะที่กำลังจะเดินออกจากสปาน้ำพุร้อนเซียนอินนั้น ฉู่หลิงก็หยุดเดินและกำชับกับเจียงเซิ่งสี่ว่า “เดี๋ยวจะมีของเล่นชิ้นเล็กๆ มาส่งนะ นายช่วยจัดการหาที่ทางให้ดีๆ หน่อย ส่วนคนพวกนี้ก็คือคนกันเองทั้งนั้น ดูแลพวกเขาให้ดีด้วย”
เจียงเซิ่งสี่รีบพยักหน้าตอบรับทันที เพื่อยืนยันว่าเขาทราบแล้ว
เขามองตามแผ่นหลังของฉู่หลิงที่เดินจากไป ภายในใจก็ยังคงคาดเดาอยู่ว่า ของเล่นชิ้นเล็กๆ ที่เจ้านายพูดถึงน่ะมันคืออะไรกันแน่?
แต่ทว่าไม่นานนัก เจียงเซิ่งสี่ก็เริ่มกลับไปวุ่นอยู่กับภารกิจประจำวันที่แสนจะยุ่งต่อ
ในขณะที่เขากำลังตรวจสอบรายงานงบการเงินของเมื่อวานอยู่นั้น ทันใดนั้นเขาก็ได้ยินเสียงดังกระหึ่มมาจากทางด้านนอก
เจียงเซิ่งสี่ขมวดคิ้วแน่น สปาน้ำพุร้อนเซียนอินเป็นคลับพักผ่อนระดับไฮเอนด์ เสียงรบกวนที่ดังขนาดนี้มันจะไม่ไปทำลายบรรยากาศการพักผ่อนของแขกหรอกเหรอ?
เมื่อคิดได้ดังนั้น เขาจึงรีบพาลูกน้องเดินออกไปดูข้างนอกทันที
แต่ใครจะไปคิดล่ะว่าทันทีที่เดินออกมา เขาจะเห็นพนักงานหลายคนมีใบหน้าที่ขาวซีดราวกับคนตาย ราวกับว่าพวกเขาเพิ่งจะไปเจอเรื่องที่น่าตกใจมาอย่างไรอย่างนั้น
เจียงเซิ่งสี่อึ้งไปครู่หนึ่ง ก่อนจะรีบถามว่า “เกิดเรื่องอะไรขึ้น?”
พนักงานเหล่านั้นตกใจจนพูดไม่ออก พวกเขาได้แต่ใช้นิ้วมือที่สั่นเทาชี้ไปบนท้องฟ้า
เจียงเซิ่งสี่เงยหน้าขึ้นมอง และเขาก็เห็นเฮลิคอปเตอร์ติดอาวุธ 3 ลำที่กำลังบินวนอยู่เหนือศีรษะพอดี
เพียงแค่เห็นภาพนั้น เขาก็ถึงกับสูดลมหายใจเข้าลึกๆ ด้วยความตกตะลึงจนพูดไม่ออกเลยทีเดียว
เจียงเซิ่งสี่รู้สึกว่าสมองของเขาหยุดสั่งการไปชั่วขณะ และเริ่มมโนไปต่างๆ นานา
นี่สปาน้ำพุร้อนเซียนอินไปทำเรื่องผิดกฎหมายอะไรมาหรือเปล่านะ?
ทำไมถึงมีเฮลิคอปเตอร์ติดอาวุธบินมาถึงที่นี่ แล้วมันจะยิงขีปนาวุธถล่มที่นี่ให้ราบเป็นหน้ากองไปเลยหรือเปล่า?
หรือว่าในหมู่แขกที่มาค้างคืนเมื่อวาน จะมีอาชญากรตัวร้ายที่ถูกหมายจับปนอยู่ จนเบื้องบนต้องส่งคนมาจับกุมแบบถอนรากถอนโคนขนาดนี้?
ในขณะที่เจียงเซิ่งสี่กำลังคิดฟุ้งซ่านไปต่างๆ นานา เฮลิคอปเตอร์ก็ค่อยๆ ร่อนลงจอดบนพื้นที่ว่างด้านหน้าสปาน้ำพุร้อนเซียนอิน ก่อนที่หลินอวี่หานจะกระโดดลงมาจากข้างในเครื่อง
เจียงเซิ่งสี่ : “.......”
ของเล่นชิ้นเล็กๆ ที่เจ้านายพูดถึง... คงไม่ใช่ไอ้เจ้าพวกนี้หรอกนะ?
เชี่ยเอ๊ย แบบนี้เขาเรียกว่าของเล่นชิ้นเล็กๆ ได้ยังไงกัน???
หืม???
อีกด้านหนึ่ง
หลังจากที่ฉู่หลิงจัดการให้พวกหลินอวี่หานขับเฮลิคอปเตอร์จากไปแล้ว เขาก็ขับรถมุ่งหน้าตรงไปยังบ้านของฉวี่เสี่ยวปิงทันที
ฉวี่เสี่ยวปิงในตอนนี้กำลังวุ่นอยู่กับการทำงานในห้องครัว เธอกำลังพยายามฝึกทำขนมหวานอยู่
เธอหาซื้ออุปกรณ์และแม่พิมพ์ต่างๆ กลับมามากมาย และเริ่มลงมือทำตามขั้นตอนในคลิปวิดีโอสอนทำขนมจากในเน็ตทีละขั้นตอน จนดูแล้วน่าจะเข้าท่าไม่น้อยเลยทีเดียว
และในที่สุด ขั้นตอนสุดท้ายก็เสร็จสมบูรณ์!
ฉวี่เสี่ยวปิงมองดูผลงานที่แสนจะสมบูรณ์แบบตรงหน้าด้วยความพึงพอใจ เธอรู้สึกภูมิใจในตัวเองอย่างยิ่งพลางพึมพำกับตัวเองว่า “ถ้าฉู่หลิงอยู่ด้วยก็คงจะดีนะ ฉันจะได้โชว์ฝีมือให้เขาดูซะหน่อย ว่าคุณหนูคนนี้เก่งขนาดไหน”
ในขณะที่กำลังบ่นอยู่นั้น เสียงกริ่งหน้าประตูก็พลันดังขึ้น
“มาแล้วค่ะ! ใครกันคะ?”
ฉวี่เสี่ยวปิงเอ่ยถามไปพลางเปิดประตูบ้านไปพลาง
เธอไม่คิดเลยจริงๆ ว่าคนที่ยืนอยู่หน้าประตูบ้านจะเป็นฉู่หลิง
ทันทีที่เห็นฉู่หลิง ฉวี่เสี่ยวปิงก็ร้องอุทานออกมาด้วยความตกใจและดีใจ เธอรีบโผเข้าสู่อ้อมกอดของเขาในทันที
เมื่อสัมผัสได้ถึงแผ่นอกที่แข็งแกร่งของฉู่หลิง ภายในใจของฉวี่เสี่ยวปิงก็รู้สึกหวานล้ำอย่างบอกไม่ถูก แถมเธอยังแอบเอาแป้งทำขนมที่ติดอยู่ที่มือไปป้ายหน้าฉู่หลิงเบาๆ อีกด้วย
เมื่อเห็นใบหน้าของฉู่หลิงกลายเป็นหน้าแมวด่างในพริบตา ฉวี่เสี่ยวปิงก็หลุดหัวเราะพรืดออกมาทันที
“ยัยเด็กแสบ!”
ฉู่หลิงรีบคว้าร่างของฉวี่เสี่ยวปิงที่กำลังจะวิ่งหนีไว้ได้ทัน เขาบีบมือเล็กๆ ของเธอแล้วเอาแป้งบนมือนั้นกลับไปป้ายที่หน้าของเธอคืนบ้าง เขาถึงได้หัวเราะออกมาอย่างพึงพอใจแล้วพูดว่า “ดีมาก ตอนนี้พวกเราดูเหมาะสมกันดีนะ”
หน้าแมวด่างเหมือนกันทั้งคู่ จะได้ไม่มีใครกล้าหัวเราะเยาะใคร
ฉวี่เสี่ยวปิงหัวเราะฮิฮิออกมา และจูงมือฉู่หลิงเดินเข้าไปในห้องครัว
ทันทีที่ก้าวเข้าไป ฉู่หลิงก็เห็นขนมหวานเต็มโต๊ะที่วางเรียงรายอยู่บนเคาน์เตอร์ครัว ดูจากรูปลักษณ์ภายนอกแล้วคงไม่น่าจะมีปัญหาอะไร
“เป็นไงล่ะ? เก่งไหมคะ?” ฉวี่เสี่ยวปิงขยิบตาให้ฉู่หลิงหนึ่งที
ฉู่หลิงมองดูฉวี่เสี่ยวปิงที่มีสีหน้าลำพองใจ เขาจึงหยิบขนมขึ้นมาชิมคำหนึ่ง รสชาติของมันนับว่าไม่เลวเลยทีเดียว “อืม ไม่เลวเลยจริงๆ ทั้งสี กลิ่น และรสชาติ ล้วนสมบูรณ์แบบมาก”
ฉวี่เสี่ยวปิงส่งเสียงฮึดฮัดออกมาจากลำคอด้วยความภูมิใจพลางพูดว่า “ก็นั่นแน่สิคะ แม่สาวน้อยคนนี้มีพรสวรรค์ด้านการทำอาหารมาตั้งแต่เกิดอยู่แล้ว”
ฉู่หลิงมองดูท่าทางที่แสนจะน่ารักของฉวี่เสี่ยวปิง ในส่วนลึกของดวงตาของเขาก็พลันมืดครึ้มลงวูบหนึ่ง เขาแสยะยิ้มออกมาพลางพูดว่า “ในเมื่อทานของหวานรองท้องเสร็จแล้ว ก็ถึงเวลาที่จะต้องทานมื้อหลักกันแล้วนะ”
หลังจากพูดจบ แขนที่เรียวยาวของเขาก็ดึงร่างของฉวี่เสี่ยวปิงเข้ามาในอ้อมกอดทันที
ภายในห้องครัวพลันอบอวลไปด้วยเสียงที่แสนจะเย้ายวนใจในทันที
หลังจากผ่านไปกว่าหนึ่งชั่วโมง ฉวี่เสี่ยวปิงถึงได้หันไปมองค้อนใส่ฉู่หลิงพลางบ่นว่า “นายนี่มันร้ายจริงๆ ไม่ดูสถานที่เลยนะ ในห้องครัวก็ยังจะเอาอีกเหรอ?”
“หลังฉันชนขอบโต๊ะจนเจ็บไปหมดแล้วเนี่ย!!!”
“คนนิสัยเสีย!”
ในพริบตานั้น ฉวี่เสี่ยวปิงก็ทำท่าทางทั้งงอนทั้งออดอ้อนใส่เขา
ฉู่หลิงหันมามองฉวี่เสี่ยวปิง พร้อมกับยกยิ้มที่มุมปาก “ทำไมล่ะ หรือว่าเธอยังอยากจะลองดูอีกสักรอบล่ะ?”
“ไม่ๆๆ ฉันผิดไปแล้ว........”
ผ่านไปพักใหญ่
ฉู่หลิงก็พาฉวี่เสี่ยวปิงเตรียมตัวออกไปข้างนอก
ฉวี่เสี่ยวปิงในตอนนี้เปลี่ยนมาสวมชุดเดรสยาวผ้าลูกไม้สีขาว และแต่งหน้าบางๆ ดูแล้วช่างเป็นผู้หญิงที่ดูสะอาดสะอ้านและสูงส่ง เธอในตอนนี้เรียกได้ว่ามีเสน่ห์ของความเป็นผู้หญิงอย่างเต็มเปี่ยมจริงๆ
และเพื่อให้เข้ากับชุดที่สวมใส่อยู่ ฉวี่เสี่ยวปิงจึงจงใจเลือกสวมรองเท้าเข็มส้นสูงด้วย
ทันทีที่ก้าวพ้นประตูบ้าน ฉวี่เสี่ยวปิงก็หันไปมองฉู่หลิงพลางออดอ้อนว่า “เดินยากจังเลย อยากให้มีคนอุ้มไปจัง!”
ไม่ใช่แค่เดินยากหรอกนะ แต่ขาของเธอในตอนนี้มันยังสั่นพั่บๆ อยู่เลยต่างหาก
ฉู่หลิงยิ้มตอบรับอย่างเต็มอกเต็มใจ ในจังหวะที่เขากำลังจะก้มลงไปอุ้มฉวี่เสี่ยวปิงขึ้นมา โทรศัพท์ในกระเป๋าเสื้อก็เกิดลื่นไถลตกลงไปบนพื้นเสียก่อน
แกร๊กๆๆๆ.......
ฉวี่เสี่ยวปิง : “.......”
ฉู่หลิง : “......”
ฉู่หลิงเดินลงไปเก็บโทรศัพท์ขึ้นมาดูแวบหนึ่งแล้วพูดว่า “ดูท่าทางหน้าจอจะพังซะแล้วล่ะ ดูเหมือนคงต้องซื้อเครื่องใหม่แล้ว”
หลังจากพูดจบ เขาก็เก็บโทรศัพท์ใส่กระเป๋าตามเดิม และจัดการอุ้มฉวี่เสี่ยวปิงขึ้นมาเพื่อพาเธอเดินลงบันไดไป
ทั้งสองคนพากันขึ้นรถ เพื่อเตรียมตัวมุ่งหน้าไปซื้อโทรศัพท์เครื่องใหม่
หลังจากที่ทั้งสองคนจากไปได้ไม่นาน ประตูบ้านของฉวี่เสี่ยวปิงก็ถูกเปิดออกอีกครั้ง ซึ่งเป็นแม่ฉวี่ที่กลับมาถึงบ้านพอดี
แม่ฉวี่หิ้วถุงกับข้าวที่ซื้อมาเดินเข้าไปในห้องครัว เธอถึงกับอึ้งไปทันทีพลางพึมพำกับตัวเองว่า “หรือว่าเมื่อคืนเปลือกกุ้งเครย์ฟิชจะไม่ได้เอาออกไปทิ้งนะ ทำไมถึงมีกลิ่นคาวอาหารทะเลรุนแรงขนาดนี้ได้ล่ะ?”
หลังจากพูดจบ แม่ฉวี่ก็ลองไปรื้อถังขยะดู แต่เธอกลับพบว่าข้างในนั้นว่างเปล่าไม่มีอะไรเลย
“แปลกจริงๆ!” แม่ฉวี่ขมวดคิ้วแน่นพลางบ่นพึมพำเสียงเบา