- หน้าแรก
- ทะลุมิติมาเป็นพี่สาวคนโตแห่งครอบครัวชาวนา ทำไร่ไถนาสร้างความร่ำรวยเลี้ยงดูเด็กๆ
- บทที่ 31 ซื้อตำราแพทย์ ลิ้มรสเกี๊ยว ซดของหวานน้ำเชื่อม
บทที่ 31 ซื้อตำราแพทย์ ลิ้มรสเกี๊ยว ซดของหวานน้ำเชื่อม
บทที่ 31 ซื้อตำราแพทย์ ลิ้มรสเกี๊ยว ซดของหวานน้ำเชื่อม
บทที่ 31 ซื้อตำราแพทย์ ลิ้มรสเกี๊ยว ซดของหวานน้ำเชื่อม
หลังจากเดินเล่นในงานวัดอยู่ครู่หนึ่ง ป้าสะใภ้รองก็ได้ผ้าเนื้อดีราคาถูกที่หมายตาไว้ นางไม่เพียงซื้อให้ซ่งเย่าจู่ แต่ยังซื้อให้ตัวเองอีกหนึ่งพับ
ซ่งไหล้ตี้จูงมือซ่งพ่านตี้เดินตามติดซ่งฉี่หมิงอย่างใกล้ชิด พวกนางไม่เคยคาดหวังว่าจะได้เสื้อผ้าใหม่ ต่อให้ร้องขอก็ไม่มีทางได้ มีแต่จะโดนด่ากลับมาเท่านั้น
เมื่อเดินมาจนถึงท้ายงานวัด ซ่งจินเจาพลันประหลาดใจเมื่อพบว่ามีคนมาตั้งแผงขายหนังสืออยู่ที่นี่ ทว่ากลับไม่มีลูกค้าเลยสักคน หน้าแผงเงียบเหงาอย่างสิ้นเชิง
ซ่งฉี่หมิงและซ่งซือเสวี่ยที่เริ่มเรียนหนังสือมาได้ระยะหนึ่งแล้วต่างวิ่งเข้าไปดูด้วยความตื่นเต้น
ทว่ายิ่งดูนาน คิ้วของทั้งสองก็ยิ่งขมวดมุ่น
ซ่งฉี่หมิงเงยหน้าขึ้นอย่างท้อแท้ “พี่ใหญ่ มีตัวอักษรตั้งมากมายที่ข้าไม่รู้จักเลยขอรับ”
ซ่งจินเจาปลอบใจเขา “เจ้าเพิ่งเรียนได้แค่สองเดือน ย่อมมีตัวอักษรที่ไม่รู้จักเป็นธรรมดา รอให้เรียนไปอีกสักสองปี เจ้าก็จะอ่านมันได้ทั้งหมดเอง”
ซ่งพ่านตี้กำลังลิ้มรสหวานอมเปรี้ยวของถังหูลู่ในปาก นางมองดูซ่งจินเจาที่กำลังอ่านตัวอักษรที่ซ่งฉี่หมิงและซ่งซือเสวี่ยไม่รู้จักให้ฟังด้วยความสงสัย
การอ่านหนังสือคืออะไรกันนะ? ตัวอักษรยั้วเยี้ยพวกนั้นดูเหมือนมดตัวเล็กๆ เลย
ซ่งเย่าจู่นั่งยองๆ อยู่บนพื้น ส่ายหัวไปมาด้วยความเบื่อหน่าย แต่เมื่อนึกขึ้นได้ว่าหากตามท่านแม่ไป นางคงไม่ยอมควักเงินซื้อของกินให้แน่ แต่ถ้าตามพี่จินเจาไป ขอเพียงนางซื้อให้ลูกพี่ลูกน้องคนอื่นๆ ตนก็จะได้อานิสงส์ไปด้วย เขาจึงทำได้เพียงนั่งค้ำคางรอต่อไปอย่างอดทน
หนังสือบนแผงส่วนใหญ่เป็นหนังสือนิยายที่จัดพิมพ์อย่างหยาบๆ ตัวอักษรบางตัวถึงกับเลือนลางจนแทบอ่านไม่ออก
ซ่งซือเสวี่ยพลิกดูหนังสือปึกหนึ่งที่กองรวมกันอย่างสนใจใคร่รู้ ด้านบนมีฝุ่นจับหนาเตอะ หน้าปกบางเล่มถูกแมลงกัดจนแหว่ง ดูแล้วเป็นหนังสือที่เก่าแก่มาก
เมื่อเปิดหน้าแรกก็พบว่าไม่ได้มีเพียงตัวอักษร แต่เป็นภาพวาดหนึ่งภาพ พร้อมกับอักขระเล็กๆ สองสามแถวอยู่ข้างๆ
ในหนังสือเต็มไปด้วยภาพวาดของใบหญ้าและพืชนานาชนิด เมื่อพลิกไปเจอหน้าหนึ่งโดยบังเอิญ นางก็พบว่าเคยเห็นหญ้าชนิดนี้มาก่อน มันขึ้นอยู่บริเวณตลิ่งริมแม่น้ำ
นางรู้จักเพียงคำว่า ‘หญ้า’ ส่วนตัวอักษรอีกตัวหนึ่งนั้นไม่รู้จัก
นางอุ้มหนังสือขึ้นมาถามซ่งจินเจา “พี่ใหญ่ ตัวอักษรตัวนี้อ่านว่าอย่างไรหรือ?”
ซ่งจินเจาที่กำลังพลิกดูหนังสือนิยายอยู่เงยหน้าขึ้น ม่านตาของนางสั่นไหวเล็กน้อย แววตาฉายประกายประหลาดวูบหนึ่ง
นางรับหนังสือมาแล้วใช้มือลูบไล้กระดาษสีเหลืองซีดอย่างไม่รู้ตัว “โอสถ ตัวนี้อ่านว่าโอสถ”
นางพลิกกลับไปที่หน้าปก
《ตำราพฤกษาร้อยโอสถ》
นี่คือหนังสือที่รวบรวมข้อมูลเกี่ยวกับสมุนไพร
ซ่งซือเสวี่ยพลันเข้าใจกระจ่างแจ้ง ถามต่อทันที “เป็นโอสถที่ใช้รักษาโรคได้ใช่หรือไม่?”
ซ่งจินเจาพยักหน้า สายตาจับจ้องไปยังกองหนังสือ ก่อนจะเอื้อมมือไปดึงตำราแพทย์เล่มหนึ่งที่ถูกทับอยู่ด้านล่างออกมา
มันเป็นตำราแพทย์สมัยโบราณ ไม่นึกว่าจะได้มาเจอที่แผงหนังสือในงานวัดเช่นนี้
หลังจากค้นหาตำราแพทย์ทั้งหมดในกองหนังสือ ก็พบว่ามีอยู่ทั้งหมดสามเล่ม
“เถ้าแก่ มีตำราแพทย์เพียงสามเล่มนี้เท่านั้นหรือ?”
เจ้าของแผงที่นั่งยองๆ อยู่หน้าแผงหนังสือยืดคอชะโงกมองอย่างตั้งใจ
“ก็มีแค่สามเล่มนี้แหละ เป็นของเก่าที่ตกทอดมาหลายปีแล้ว ถ้าเจ้าอยากได้ ข้าจะคิดราคาพิเศษให้”
หนังสือพวกนี้ถูกเก็บไว้ใต้เตียงมาตลอดจนแมลงแทะเกือบหมด หากไม่ใช่เพราะต้องหาลังมาตั้งแผงขายหนังสือนิยายในงานวัดครั้งนี้ เขาก็คงลืมไปแล้วว่าที่บ้านยังมีหนังสือพวกนี้ซุกไว้อยู่
ซ่งจินเจาถาม “ทั้งสามเล่มรวมกันราคาเท่าใด?”
เจ้าของแผงตอบ “ให้มาห้าสิบเหวินก็พอ”
ทันทีที่จ่ายเงินเสร็จ ซ่งหย่งเหนียนก็จูงมือซ่งเฉี่ยวเหนียงวิ่งมา “ท่านย่าบอกว่าต้องกลับแล้วขอรับ”
ซ่งเย่าจู่ร้องออกมาอย่างไม่เต็มใจ เพราะตนยังไม่ได้ลิ้มรสของหวานน้ำเชื่อมเลย
ซ่งจินเจาเก็บหนังสือใส่ตะกร้า เมื่อเดินเข้าไปก็เห็นท่านย่าซ่งกำลังตะโกนเสียงดัง “ใกล้จะเที่ยงแล้ว ต้องกลับบ้านไปทำอาหาร!”
นางเงยหน้ามองดวงอาทิตย์ เวลาน่าจะประมาณสิบเอ็ดโมง การเดินทางกลับต้องใช้เวลาหนึ่งชั่วยาม กว่าจะถึงบ้านก็บ่ายโมงแล้ว ยังต้องกลับไปทำอาหารอีกหรือ?
“ท่านย่า กินที่นี่เลยเถิดเจ้าค่ะ เดินมาตั้งนานข้าเริ่มหิวแล้ว”
ท่านย่าซ่งขมวดคิ้ว “เมื่อครู่เพิ่งกินถังหูลู่ไปมิใช่หรือ?”
ซ่งจินเจาเม้มปากทำหน้ากลุ้มใจ “นี่ก็ผ่านมาเกือบครึ่งชั่วยามแล้วเจ้าค่ะ ถังหูลู่ช่วยเจริญอาหาร ยิ่งกินก็ยิ่งหิว”
ท่านย่าซ่งกล่าว “ท่านปู่กับลุงใหญ่ของเจ้ายังรออยู่ที่บ้าน พวกข้ากับป้าสะใภ้ใหญ่ของเจ้าต้องกลับไปทำอาหาร”
ซ่งจินเจาค้าน “พวกเขาก็ทำอาหารกินเองได้นี่เจ้าคะ”
ท่านย่าซ่งขมวดคิ้วอย่างรังเกียจ “มีบุรุษที่ไหนเข้าครัวกัน!”
ซ่งฉี่หมิงยกมือขึ้นกล่าวเสียงดัง “ท่านย่า ข้าเป็นลูกผู้ชาย ไม่เพียงแต่เข้าครัวได้ แต่ยังทำอาหารเป็นด้วย พี่ใหญ่บอกว่าผัดผักของข้าอร่อยกว่าที่ซือเสวี่ยทำเสียอีก!”
ซ่งเย่าจู่แกล้งทำเป็นกุมท้องแล้วลงไปนั่งยองๆ “ข้าหิวมาก หิวจนปวดท้องไปหมดแล้ว!”
ซ่งไหล้ตี้เบือนหน้าหนี ไม่กล้ามอง น้องชายของตนนั่นนิสัยเป็นอย่างไรนางรู้ดีที่สุด คงจะแกล้งทำเป็นแน่
ซ่งหย่งเหนียนดึงมือป้าสะใภ้ใหญ่ พลางกระซิบ “ท่านแม่ ข้าหิวเล็กน้อยขอรับ”
ป้าสะใภ้ใหญ่รู้สึกสงสารลูกชาย จึงพูดกับท่านย่าซ่งอย่างระมัดระวัง “ท่านแม่ หรือว่าจะกินที่นี่กันดีเจ้าคะ?”
เมื่อเห็นเด็กๆ ทุกคนบอกว่าหิว ท่านย่าซ่งจึงต้องยอมจำนน แต่ก็ยังบ่นพึมพำ “คนเยอะขนาดนี้ต้องใช้เงินเท่าไหร่กัน...”
ซ่งจินเจารับซ่งอันห่าวมาอุ้ม “ท่านย่า ตรงนั้นมีร้านเกี๊ยว ข้าจะพาฉี่หมิงกับพวกน้องๆ ไปกินที่นั่น พวกท่านกินเสร็จแล้วค่อยตามไปสมทบนะเจ้าคะ”
ซ่งเย่าจู่ร้องขึ้นทันที “ท่านแม่ ข้าก็อยากกินเกี๊ยว!”
สุดท้ายคือทั้งครอบครัวลงเอยด้วยการนั่งกินเกี๊ยวด้วยกันทั้งหมด
กลิ่นน้ำมันงาผสมผสานกับต้นหอมซอยสดใหม่ ในน้ำซุปมีกากหมูสับลอยฟ่องอยู่ เกี๊ยวตัวเล็กๆ แต่ละชิ้นราวกับโคมไฟแก้วเจียระไน ทั้งน่ามองและน่าอร่อย
ป้าสะใภ้รองไม่ยอมสั่งให้ซ่งไหล้ตี้และซ่งพ่านตี้คนละชาม นางทำเพียงหยิบชามเล็กๆ สองใบมาตักเกี๊ยวจากชามของตนและของซ่งเย่าจู่อย่างละสองตัวให้พวกนางกินเท่านั้น
ซ่งเย่าจู่ชี้ไปที่ร้านของหวานน้ำเชื่อมฝั่งตรงข้ามแล้วพูดกับซ่งจินเจาว่า “พี่จินเจา ร้านของหวานน้ำเชื่อมฝั่งตรงข้ามนั่นอร่อยมากเลยขอรับ ปีที่แล้วท่านแม่เคยพาข้าไปกิน”
ป้าสะใภ้รองแทบจะพ่นเกี๊ยวในปากออกมา ใครกันที่สอนให้ลูกชายพูดแบบนี้?
ซ่งจินเจาเทนมแพะที่อุ่นแล้วลงในชาม เกี๊ยวเพียงชามเดียวดูท่าว่าจะไม่อิ่มท้องนางนัก
นางเอ่ยหยอก “อร่อยเพียงใดกันเชียว?”
ซ่งเย่าจู่คิดอยู่ครู่หนึ่งแล้วตอบว่า “อร่อยจนข้าคิดถึงมันมาตั้งแต่ปีที่แล้วจนถึงตอนนี้เลยขอรับ!”
ซ่งจินเจาอดหัวเราะไม่ได้ นางยื่นเงินให้ซ่งฉี่หมิง “พาหย่งเหนียนกับเย่าจู่ไปด้วยกัน ไปซื้อคนละชาม แล้วบอกให้เถ้าแก่ยกมาเสิร์ฟที่นี่”
ป้าสะใภ้ใหญ่รีบห้าม เพราะเพิ่งจะซื้อถังหูลู่ให้ จะรบกวนให้หลานสาวคนโตจ่ายเงินอีกได้อย่างไร
“ไม่ต้องหรอก เกี๊ยวชามเดียวก็อิ่มแล้ว ดื่มของหวานน้ำเชื่อมไม่ลงแล้วล่ะ”
ซ่งเย่าจู่ยืดอกขึ้น “ท่านป้าใหญ่ ข้ากระเพาะใหญ่ ให้ข้าดื่มชามของพี่หย่งเหนียนด้วยก็ได้ ข้าดื่มไหว!”
ซ่งหย่งเหนียนมองซ่งเย่าจู่อย่างไม่อยากจะเชื่อ ใครจะยอมยกของหวานน้ำเชื่อมให้เขากัน
ซ่งจินเจาส่ายหน้าพลางเร่ง “ไม่กี่เหวินหรอกน่า รีบไปซื้อเถอะ”
ไม่นานนัก เจ้าของร้านก็ยกของหวานน้ำเชื่อมมาเสิร์ฟ
ในชามมีบัวลอยเม็ดเล็กๆ ที่ทำจากข้าวเหนียว เนื้อนุ่มหนึบ ของหวานน้ำเชื่อมก็หวานชื่นใจ มิน่าเล่าซ่งเย่าจู่ถึงได้ติดใจนัก
ซ่งไหล้ตี้เห็นว่าตรงหน้าป้าสะใภ้รองก็มีชามหนึ่ง นางจึงแอบสะกิดขาซ่งพ่านตี้เบาๆ ใต้โต๊ะ
นางส่งสายตาเป็นสัญญาณว่า ‘รีบกินเร็วเข้า’
ซ่งพ่านตี้ก้มหน้าซุกชาม ปากขยับอย่างรวดเร็ว
รอยยิ้มบางๆ ปรากฏขึ้นในแววตาของซ่งจินเจา
ซ่งไหล้ตี้ไม่เพียงแต่ฉลาด แต่ยังคอยปกป้องซ่งพ่านตี้อีกด้วย แม้จะได้รับการปฏิบัติอย่างไม่เป็นธรรม แต่นางก็ยังสามารถทำให้ตนเองและน้องสาวมีชีวิตที่ดีขึ้นได้เท่าที่จะทำได้ในสถานการณ์ที่เลวร้ายเช่นนี้
แตกต่างจากการใช้ความฉลาดแกมโกงอย่างโจ่งแจ้งของซ่งเย่าจู่ ความหลักแหลมของนางมักจะถูกใช้อยู่ในที่ลับตาเสมอ
ไม่รู้ว่าเมื่อเด็กทั้งสามคนของบ้านรองเติบโตขึ้น พวกเขาจะเป็นเช่นไร แต่ดูจากตอนนี้แล้ว อย่างน้อยก็ไม่มีใครที่เหมือนพ่อแม่ของพวกเขาโดยสิ้นเชิง