- หน้าแรก
- ข้าคือคนตัดฟืนแห่งต้าซวน เทพมารจงหลีกทาง
- บทที่ 16: แค่มีดผ่าฟืนบิ่นๆ ก็คิดจะทำลายการป้องกันของข้างั้นรึ?
บทที่ 16: แค่มีดผ่าฟืนบิ่นๆ ก็คิดจะทำลายการป้องกันของข้างั้นรึ?
บทที่ 16: แค่มีดผ่าฟืนบิ่นๆ ก็คิดจะทำลายการป้องกันของข้างั้นรึ?
บทที่ 16: แค่มีดผ่าฟืนบิ่นๆ ก็คิดจะทำลายการป้องกันของข้างั้นรึ?
"ผู้ใดกัน? หากแน่จริงก็จงบอกชื่อแซ่มา!"
ท่ามกลางเสียงตวาดกร้าว ขวานศึกก็ตวัดกวัดแกว่งเป็นวงกว้าง
ศัตรูผู้นั้นอาศัยพละกำลังเทียบเท่าโคห้าตัว พุ่งทะยานเข้ามาราวกับรถม้าศึกบรอนซ์ บดขยี้ทำลายทุกสรรพสิ่ง
เศษดินและก้อนหินรอบทิศแตกกระจาย อาคารบ้านเรือนพังทลายลงมา
โม่เฉินอาศัยวิชาตัวเบาอันพลิกแพลงว่องไว เคลื่อนกายหลบหลีกไปรอบตัวร่างยักษ์อย่างต่อเนื่อง เขาเบี่ยงตัวหลบการโจมตีอันดุดันของขวานศึก พร้อมกับหาจังหวะตวัดมีดลอบโจมตีอยู่บ่อยครั้ง
"ฆ่า!"
โม่เฉินฉวยจังหวะที่อีกฝ่ายฟาดขวานพลาดเป้า เหยียบลงบนคมขวานแล้วพุ่งตัวทะยานออกไป มีดผ่าฟืนในมือตวัดรวดเร็วดุจสายฟ้าแลบ
เคร้ง!
มีดปะทะเข้ากับกระดูกแขนของร่างยักษ์ ก่อเกิดเสียงดังกังวานราวกับถูกสกัดไว้ด้วยเหล็กกล้าชั้นดี
การฟันอันทรงพลังทำได้เพียงฉีกกระชากผิวหนังของเขา ทว่าไม่อาจฟันทะลุชั้นกระดูกไปได้
"นี่คือขอบเขตชำระกระดูกงั้นหรือ?"
ดวงตาของโม่เฉินทอประกายวาบวับ เต็มไปด้วยความตื่นเต้น
ว่ากันว่าหลังจากทะลวงเข้าสู่ขอบเขตชำระกระดูกแล้ว กระดูกของผู้ฝึกยุทธ์จะถูกหล่อหลอมจนแข็งแกร่งดุจเหล็กกล้า กระดูกทุกชิ้นทั่วทั้งร่างจะได้รับการเสริมสร้างความแข็งแกร่ง
ไม่เพียงแต่จะช่วยเพิ่มพละกำลังของตนเองให้มากขึ้นเท่านั้น แต่ยังสามารถใช้กระดูกต่างโล่ เพื่อต้านทานการโจมตีจากมีด ขวาน และศาสตราวุธต่างๆ ได้อีกด้วย
เมื่อบรรลุถึงขั้นสูง กระดูกจะแข็งแกร่งดั่งเหล็กกล้าชั้นเลิศ กลายเป็นทั้งชุดเกราะและอาวุธที่ดีที่สุด
"คิดจะฆ่าข้างั้นรึ? เจ้ายังไม่มีคุณสมบัติพอหรอก!"
น้ำเสียงเย้ยหยันดังขึ้น ร่างยักษ์แสยะยิ้มพร้อมกับกระแทกศอกพุ่งเข้ามา
โม่เฉินรีบถีบเท้าทั้งสองข้างและถอยร่นฉากหลบอย่างรวดเร็ว
"ไอ้สารเลว! เจ้ากล้าสู้กับข้าซึ่งๆ หน้าหรือไม่!"
เมื่อเห็นโม่เฉินถอยหนีไปอีกครั้ง ร่างยักษ์ก็คำรามลั่นด้วยความโกรธเกรี้ยว ขบเขี้ยวเคี้ยวฟันด้วยความเคียดแค้น
หลังจากต่อสู้กันมาพักใหญ่ เขาเชื่อมั่นว่าวรยุทธ์ของตนสามารถบดขยี้ได้ทุกสรรพสิ่ง ทว่าเขากลับยังไม่ได้แตะแม้แต่ชายเสื้อของโม่เฉินเลยสักนิด
โม่เฉินถอยห่างออกจากระยะประชิดของร่างยักษ์แล้วแค่นเสียงหัวเราะ "ไอ้สวะ! อย่างเจ้ามีค่าพอให้ข้าต้องปะทะด้วยซึ่งๆ หน้าอย่างนั้นหรือ? เสียสติไปแล้วหรือไง! อย่างมากเจ้าก็เป็นได้แค่คู่ซ้อมเพื่อขัดเกลาประสบการณ์ต่อสู้ของข้าเท่านั้นแหละ!"
"อ๊ากก! ตายซะ!" ร่างยักษ์คำรามด้วยความเดือดดาล กวัดแกว่งขวานพุ่งทะยานเข้าใส่
โม่เฉินพลิ้วกายหลบหลีก เบี่ยงหลบคมขวานอันเฉียบขาด และสวนกลับในจังหวะที่อีกฝ่ายไม่ทันตั้งตัว
ตูม! ตูม! ตูม! ตูม! ตูม!
...
เพียงชั่วพริบตา ทั้งสองก็ปะทะกันอีกกว่ายี่สิบกระบวนท่า เข้าสู่สภาวะคุมเชิงที่ไม่มีใครสามารถทำอะไรอีกฝ่ายได้
ทว่า อาคารบ้านเรือนในค่ายกลับต้องรับเคราะห์
พวกมันเกือบครึ่งถูกขวานทำลายย่อยยับ ทิ้งไว้เพียงซากปรักหักพังและฝุ่นควันที่คลุ้งกระจายไปทั่ว
ในตอนนั้นเอง
โม่เฉินฉวยโอกาสอีกครั้ง พุ่งประชิดตัวในชั่วพริบตา แล้วตวัดมีดฟันฉับเข้าที่แขนขวาของร่างยักษ์
ร่างยักษ์แสยะยิ้ม ยกแขนขึ้นรับการโจมตีอย่างไม่สะทกสะท้าน ดวงตาเต็มไปด้วยความดูถูกเหยียดหยาม
"ข้าอยู่ขอบเขตชำระกระดูกขั้นสูงแล้ว เจ้าคิดว่าแค่มีดบิ่นๆ เล่มเดียวจะเจาะการป้องกันของข้าเข้ามาได้งั้นหรือ?"
ทว่า วินาทีต่อมา
เรื่องน่าตกตะลึงก็บังเกิดขึ้น
"กร๊อบ!"
เสียงกระดูกหักลั่นดังกังวาน ตามมาด้วยเสียงแผดร้องอย่างโหยหวนของร่างยักษ์
การโจมตีคริติคอลที่ไม่ปรากฏขึ้นเลยตลอดการฟันกว่าสิบครั้งของมีดผ่าฟืนเหล็กดำ ในที่สุดก็ทำงาน
การฟันเต็มกำลังของโม่เฉิน ผนวกรวมกับการโจมตีคริติคอล ก่อเกิดเป็นพละกำลังที่เทียบเท่ากับโคถึงสี่ตัวครึ่ง
ในเสี้ยววินาทีนี้ พลังทั้งหมดได้ควบแน่นรวมกันที่จุดเดียว กระแทกเข้าที่แขนขวาของร่างยักษ์อย่างจัง
แขนของร่างยักษ์หักสะบั้นลงตรงนั้นทันที ขวานศึกระดับสองร่วงหล่นลงสู่พื้น
"โอกาสดี!"
โม่เฉินดีใจจนเนื้อเต้น เขาพุ่งกระโจนเข้าหาขวานศึกบนพื้นแล้วคว้ามันขึ้นมาทันที
"สวมใส่!"
ขวานศึกอันตรธานหายไปในทันที มันเข้าไปอยู่ในช่องเก็บของเพื่อรอการใช้งาน
"ข้าจะฆ่าเจ้า!"
ด้วยแขนที่หักสะบั้น ร่างยักษ์ทรุดเข่าลงกับพื้น ทนรับความเจ็บปวดอันแสนสาหัส เมื่อเห็นกองเลือดนองเต็มพื้น เขาก็ระเบิดความโกรธเกรี้ยวออกมาอย่างล้นหลาม
นับตั้งแต่เขาบรรลุขอบเขตชำระกระดูก ก็ไม่มีผู้ใดในอำเภออวิ๋นอี้ที่สามารถสร้างบาดแผลให้เขาได้อีกเลย
การที่โม่เฉินหักแขนเขาในวันนี้ ได้จุดประกายความโหดเหี้ยมในตัวเขาขึ้นมาอย่างสมบูรณ์แบบ
ใบหน้าของเขาบิดเบี้ยวด้วยโทสะ วันนี้เขาจะต้องทำให้โม่เฉินตายอย่างไร้ที่กลบฝังให้จงได้
ทว่า...
เมื่อเขาหันกลับไปเพื่อมองหาขวานของตน เขากลับไม่พบสิ่งใดเลยรอบกาย
"ขวานข้าอยู่ไหน?"
ร่างยักษ์ถึงกับงุนงง มันไม่ได้อยู่ข้างกายเขา และไม่ได้อยู่ในมือของโม่เฉินด้วยซ้ำ
ขวานของเขาอันตรธานหายไปในอากาศธาตุเสียอย่างนั้น
"ตายซะ!"
ในจังหวะนั้น โม่เฉินที่เก็บขวานซวนฮวาระดับสองไปแล้ว ก็พุ่งเข้าโจมตีด้วยมีดผ่าฟืนเหล็กดำอีกครั้ง
ร่างยักษ์ไม่มีเวลาให้ตามหาขวานอีกต่อไป เขาคำรามลั่นและเข้าปะทะกับโม่เฉินด้วยมือเปล่า
เคร้ง!
ปะทะเพียงหนึ่งครั้งแล้วถอยร่น!
โม่เฉินรั้งมีดกลับมาแล้วกลิ้งตัว ก่อนจะถีบเท้าพุ่งเข้าโจมตีจากด้านข้างอีกครั้ง
"รับไปอีกดาบ!"
เคร้ง!
ลูกเตะตวัดของร่างยักษ์หนักหน่วงราวกับค้อนเหล็ก แต่โม่เฉินหาได้หวาดหวั่นไม่ เขาอาศัยความเร็วที่เหนือกว่าเข้าปะทะอย่างไม่ลดละ
"ไม่มีขวานระดับสองแล้ว ขอบเขตชำระกระดูกของเจ้าจะมีความหมายอันใดอีก? ข้าจะสังหารเจ้าให้ดู!"
เขามีพลังเสริมจากมีดผ่าฟืนเหล็กดำ ซึ่งเพียงพอที่จะสร้างความได้เปรียบ
แม้กระดูกของอีกฝ่ายจะหล่อหลอมมาดุจเหล็กกล้า ทำให้เป็นการยากที่เขาจะเจาะทะลวงการป้องกันของอีกฝ่ายได้
แต่คนก็ยังเป็นคนอยู่วันยังค่ำ ย่อมต้องมีจุดอ่อนแอเสมอ
"ดาบที่สาม!"
โม่เฉินพุ่งเข้าโจมตีด้วยมีดอีกครั้ง โดยเล็งเป้ามีดผ่าฟืนไปที่ศีรษะของศัตรูโดยตรง
ร่างยักษ์แสยะยิ้ม ยกแขนขึ้นตั้งรับ พร้อมกับกวาดเท้าเตะออกไปด้านข้างอย่างรุนแรง
ทว่า การโจมตีของโม่เฉินเป็นเพียงเป้าหลอก เมื่อคมมีดฟันไปถึงกึ่งกลางหน้าผากของร่างยักษ์ เขาก็ฝืนเปลี่ยนกระบวนท่ากะทันหัน
เขาตวัดมีดฟันฉับเข้าที่ 'น้องชาย' ของร่างยักษ์อย่างเหี้ยมโหด
"บัดซบ! ไร้ยางอายนัก!"
ร่างยักษ์สบถด่าลั่น รีบชักขากลับเพื่อสลายแรงปะทะ แล้วทิ้งตัวกลิ้งไปด้านข้างอย่างทุลักทุเล
แต่ก่อนที่เขาจะทันได้ตั้งหลัก สายลมเย็นยะเยือกก็พัดโหมเข้ามาอีกครั้ง
"ดาบที่สี่!"
ฉัวะ!
"อ๊ากก—!" เสียงแผดร้องอย่างเสียสติระเบิดขึ้นขณะที่ร่างยักษ์กลิ้งเกลือกไปกับพื้น
มีดผ่าฟืนเหล็กดำติดคริติคอลขึ้นมาอีกครั้ง
การฟันเพียงครั้งเดียวของโม่เฉิน ตัดแขนอีกข้างที่ร่างยักษ์ยกขึ้นมาป้องกันตัวจนขาดสะบั้น
"ทีนี้ เจ้าจะสู้ยังไงต่อล่ะ?"
เมื่อสูญเสียแขนทั้งสองข้าง ร่างยักษ์ก็นอนขดตัวอยู่บนพื้นด้วยสภาพอนาถ เส้นเลือดที่ลำคอปูดโปนจากความเจ็บปวด ความดุร้ายในแววตามลายหายไปจนสิ้น
"เจ้าเป็นใคร? เหตุใดถึงมาโจมตีค่ายโจรเฮยเฟิงของข้า?"
ใบหน้าของร่างยักษ์อาบชุ่มไปด้วยเลือดและหยาดเหงื่อ สีหน้าซีดเผือด ดวงตาเต็มเปี่ยมไปด้วยความสิ้นหวัง
"ข้าเป็นใครงั้นหรือ?"
โม่เฉินเงื้อมีดขึ้นและแสยะยิ้มอำมหิต "ข้าคือยอดคนตัดฟืนแห่งต้าซวน!"
สิ้นเสียง ประกายมีดก็สว่างวาบ เขาฟันฉับเข้าที่ลำคอของร่างยักษ์อย่างโหดเหี้ยม
ร่างยักษ์เบิกตากว้างจ้องมองโม่เฉิน แววตางุนงงสับสน ใบหน้าเต็มไปด้วยความตื่นตะลึง
"ยอดคนตัดฟืนแห่งต้าซวน?"
"บ้า... บออะไรกันเนี่ย!"
ด้วยความไม่ยินยอม ด้วยความไม่เข้าใจ ด้วยความสับสนงุนงง ด้วยความตกตะลึง...
ร่างยักษ์พ่นลมหายใจเฮือกสุดท้าย สิ้นใจตายตาไม่หลับ
"ฟู่—ตายสักที!"
โม่เฉินมองดูศพแทบเท้า สภาพร่างกายชุ่มโชกไปด้วยเหงื่อพลางหอบหายใจ
การต่อสู้กับร่างยักษ์นี้ถือเป็นการต่อสู้จริงครั้งแรกนับตั้งแต่เขาเริ่มฝึกวิทยายุทธ์
แม้จะมีข้อบกพร่องและจุดอ่อนอยู่มากมาย
แต่ผลลัพธ์สุดท้ายคือเขาเป็นฝ่ายชนะ
"แม้ระดับการฝึกฝนของข้าจะไปถึงขอบเขตชำระเส้นเอ็นแล้ว แต่เมื่อเทียบกับคนที่ผ่านศึกมาโชกโชน ข้ายังมีข้อบกพร่องอยู่มากเกินไป"
เมื่อหวนนึกถึงการต่อสู้ที่เพิ่งผ่านพ้นไป โม่เฉินก็มองเห็นจุดอ่อนของตนเอง
ระดับการฝึกฝนของเขาก้าวหน้าเร็วเกินไป จนทำให้สภาพจิตใจและประสบการณ์การต่อสู้ตามไม่ทัน
หากคืนนี้เขาไม่ได้บังเอิญมาเจอกับโจรภูเขาขอบเขตชำระกระดูก
เขาคงจะยังหลงระเริงใจกับการที่ตนเองสามารถทะลวงเข้าสู่ขอบเขตชำระเส้นเอ็นได้ในเวลาเพียงไม่กี่วัน
"ข้าต้องทุ่มสุดตัวถึงจะฆ่าโจรภูเขาขอบเขตชำระกระดูกได้ แล้วถ้าเป็นขอบเขตชำระโลหิตล่ะ? แล้วถ้าเป็นขอบเขตควบแน่นปราณล่ะ?"
โม่เฉินสูดลมหายใจเข้าลึก ความยโสโอหังที่เคยมีอยู่ในใจมลายหายไปจนหมดสิ้น
ในโลกใบนี้ ผู้ฝึกยุทธ์มีอยู่ดาษดื่นทั่วทุกหนแห่ง
ขอบเขตชำระกายเป็นเพียงก้าวแรกของวิถีแห่งยุทธ์เท่านั้น
เหนือกว่าขอบเขตชำระกาย ยังมียอดฝีมือที่สามารถควบแน่นปราณคุ้มกาย และเหล่าอัจฉริยะที่ก้าวเข้าสู่ขอบเขตเบญจธาตุอีก
เขามีความแข็งแกร่งอันใดให้ต้องมานั่งภูมิใจและหลงระเริงกันเล่า?
"วิถีแห่งยุทธ์ควรค่อยเป็นค่อยไป สั่งสมพลังเพื่อรอวันระเบิดออก จากนี้ไป ข้าต้องรักษาสภาพจิตใจให้สงบนิ่ง ไม่ยินดีไม่ยินร้าย และมุ่งหน้าแสวงหาขอบเขตที่สูงส่งยิ่งขึ้น"
โม่เฉินครุ่นคิดในใจขณะลงมือปลดทรัพย์สินจากศพ
ครู่ต่อมา ถุงเงินใบหนึ่งก็ปรากฏขึ้นในมือของเขา ภายในนั้นมีเศษเงินอยู่ยี่สิบสามตำลึง
โม่เฉินอดไม่ได้ที่จะเผยรอยยิ้มตื่นเต้นที่มุมปาก
"พกเงินติดตัวถึงยี่สิบสามตำลึงในค่ายโจรเล็กๆ กลางป่าเขาแบบนี้ เจ้านี่ต้องเป็นหัวหน้าค่ายเฮยเฟิงแน่ๆ! เดี๋ยวข้าค่อยไปหาดูว่ามันซุกซ่อนเงินเอาไว้อีกเท่าไหร่..."
ในป่าเขาทุรกันดารใกล้กับอำเภอเล็กๆ การสามารถพกเงินก้อนโตขนาดนี้ได้ก็เพียงพอที่จะพิสูจน์สถานะของเขาแล้ว
พวกลูกกระจ๊อกพวกนั้นมีเศษเงินติดตัวอยู่แค่ประมาณหนึ่งตำลึงเท่านั้นเอง
โม่เฉินเก็บเงินทั้งหมดเข้าช่องเก็บของ แล้วเหลือบมองตัวเลขความมั่งคั่งที่อยู่ด้านล่าง
[ความมั่งคั่ง: ห้าสิบห้าตำลึง]
"ให้ตายสิ! เยอะขนาดนี้เลยเชียว?"
เขาเอาแต่ต่อสู้เข่นฆ่ามาตลอดทางจนไม่มีเวลานับเงินที่ปล้นชิงมาได้เลย ตอนนี้เมื่อได้เห็นตัวเลข เขาก็ดีใจจนเนื้อเต้น
"เดี๋ยวนะ ขอลองคำนวณดูก่อน ตอนที่ข้าออกมาจากอำเภออวิ๋นอี้ ข้ามีแค่..."
"ฆ่าโจรภูเขาไปห้าคน รวมกับโจรภูเขาตีนเขาอีกสามคน รวมเป็นสิบหกตำลึงกว่าๆ"
"แล้วโจรภูขายี่สิบกว่าคนนั้นกับไอ้โล้นนั่นมีค่าหัวรวมกันเท่าไหร่ล่ะเนี่ย?"
"ช่างเถอะ ขี้เกียจนับแล้ว ยังไงซะ การเดินทางครั้งนี้ก็คุ้มค่าสุดๆ ไปเลย!"
โม่เฉินนับเงินอย่างเบิกบานใจ จากนั้นก็ค้นตัวศพร่างยักษ์อีกครั้งจนพบกุญแจดอกหนึ่ง ก่อนจะลุกขึ้นยืนแล้วเดินตรงไปยังอาคารเหล่านั้น
"ในเมื่อมาถึงที่นี่แล้ว ข้าก็จะกวาดเรียบทุกตารางนิ้วเลยคอยดู!"