- หน้าแรก
- เกิดใหม่ยุคแปดศูนย์ ขอใช้ความรู้พลิกกระดานอำนาจ
- บทที่ 6 - วีรบุรุษ ย่อมไม่อาจต้านทานอำนาจ
บทที่ 6 - วีรบุรุษ ย่อมไม่อาจต้านทานอำนาจ
บทที่ 6 - วีรบุรุษ ย่อมไม่อาจต้านทานอำนาจ
บทที่ 6 - วีรบุรุษ ย่อมไม่อาจต้านทานอำนาจ
อีกอย่างสำหรับเผยเชี่ยนเชี่ยน ฉู่ซื่อจวินก็รู้สึกชอบพอเธอจากใจจริง ถึงแม้ในความชอบนั้นจะมีเรื่องของชาติตระกูลเข้ามาเกี่ยว แต่สำหรับเขาแล้ว มันก็เป็นเพียงแค่แรงผลักดันที่จะช่วยให้เขาก้าวหน้าได้เร็วขึ้นเท่านั้น
เพราะในช่วงสองปีที่เรียนมัธยมปลาย เขารู้ตัวดีว่าหากจะเอาดีทางสายการเมืองในอนาคต แรงสนับสนุนที่สำคัญที่สุดของเขาอยู่ที่ไหน
แต่เงื่อนไขของสิ่งเหล่านั้นทั้งหมดคือ ความสามารถของเขาเองต้องคู่ควรกับการถูกดึงตัวขึ้นไปเสียก่อน
เมื่อเห็นว่าที่สนามเด็กเล่นเริ่มมีคนเยอะขึ้น ฉู่ซื่อจวินก็หมุนตัวเดินไปทางออกเพื่อกลับหอพัก
พรุ่งนี้ เขาจะไปส่งต้นฉบับงานเขียนชิ้นแรก ก้าวแรกของการเกิดใหม่กำลังจะเริ่มต้นขึ้นอย่างเป็นทางการ
...
หลังจากกลับมาถึงหอพัก ทันทีที่เปิดประตู กลิ่นเหล้าก็ลอยมาเตะจมูก ฉู่ซื่อจวินอดไม่ได้ที่จะขมวดคิ้ว
เมื่อมองเข้าไปด้านใน ก็พบว่าฉีถงเหว่ยกำลังถือขวดเหล้า ดื่มจนหน้าแดงก่ำ ผมเผ้ายุ่งเหยิง ฉู่ซื่อจวินพอจะเดาออกว่าเกิดอะไรขึ้น
เมื่อได้ยินเสียงเปิดประตู ฉีถงเหว่ยก็เงยหน้าขึ้น พอเห็นว่าเป็นใครเขาก็ฉีกยิ้มพลางพูดเสียงยานคาง "ซื่อจวิน นายกลับมาแล้วเหรอ"
"อืม" ฉู่ซื่อจวินพยักหน้า เหลือบมองเตียงเปล่าอีกสองเตียงที่เจ้าของยังไม่กลับมา ก่อนจะลากเก้าอี้มานั่งลง แล้วเอ่ยถาม "ทำไมถึงมานั่งดื่มเหล้าล่ะ ทะเลาะกับเฉินหยางเหรอ?"
"เปล่า พ่อของเธอต่างหาก" ฉีถงเหว่ยส่ายหน้า ยกขวดขึ้นกระดกอีกอึกใหญ่ แล้วพูดด้วยน้ำเสียงฝาดเฝื่อน "ซื่อจวิน เด็กบ้านนอกอย่างพวกเราสมควรถูกดูถูกงั้นเหรอ ฉันก็แค่ชอบเฉินหยาง ฉันไม่เคยคิดจะเกาะใครกิน ฉันไม่รู้ด้วยซ้ำว่าพ่อของเธอเป็นอธิบดีกรมตำรวจเมืองจิงโจว..."
ฉู่ซื่อจวินนั่งฟังคำพูดของฉีถงเหว่ยอย่างใจเย็น ในใจก็พอจะเข้าใจเรื่องราวทั้งหมดแล้ว
ไม่ผิดไปจากที่เขาคิดไว้ เฉินเหยียนสือตาเฒ่าหัวแข็งคนนั้น ไม่ยอมรับในตัวฉีถงเหว่ยตั้งแต่แรก และไม่เคยทำหน้าดีใส่เลย
พอฉีถงเหว่ยไปหาเฉินหยางถึงบ้าน แล้วเฉินเหยียนสือมาเห็นเข้า ในใจก็คงคิดว่าเด็กบ้านนอกอย่างฉีถงเหว่ยต้องการจะใช้ทางลัด โดยอาศัยเส้นสายตำแหน่งอธิบดีกรมตำรวจของเขาแน่ๆ
เรื่องนี้สามารถเห็นได้ชัดเจนจากในซีรีส์
ที่บอกว่าเฉินเหยียนสือเป็นคนซื่อสัตย์ยุติธรรมนั้น เกรงว่าจะไม่ใช่ความจริงทั้งหมดนัก ดูจากเรื่องโรงงานต้าเฟิงก็พอจะเห็นได้ชัด
อีกอย่าง เขายังมีลูกชายของตัวเองอยู่อีกคน เฉินไห่ลูกชายของเขาก็ต้องการทรัพยากรทางการเมืองจากเขาเช่นกัน
ทรัพยากรที่มีอยู่จำกัด ไม่สามารถแบ่งให้คนสองคนใช้ได้ นี่คือเป็นกฎที่รู้กันดี
พวกที่ยอมผลักดันลูกเขยแต่งเข้าบ้าน ถ้าไม่ใช่เพราะบ้านนั้นมีลูกสาวแค่คนเดียว ก็เป็นเพราะคนในตระกูลไม่มีใครเอาไหน ถึงได้มีทางเลือกแบบนั้น
ตัวอย่างเช่นโหวเลี่ยงผิง แค่จะตีระฆังยังต้องทำเรื่องขออนุญาต ทรัพยากรทางการเมืองของตระกูลจงไม่มีวันแบ่งมาให้เขา ตำแหน่งหน้าที่การงานของเขาก็ไม่มีวันสูงไปกว่าจงเสี่ยวอ้าย และระดับตำแหน่งของสองสามีภรรยาคู่นี้ ก็คงไม่มีทางสูงไปกว่านี้ได้อีกแล้ว
หลังจากนั่งฟังฉีถงเหว่ยระบายจนจบอย่างเงียบๆ ฉู่ซื่อจวินก็ส่ายหน้า ยื่นบุหรี่ให้อีกฝ่ายมวนหนึ่ง แล้วจุดสูบเองอีกมวน เอนหลังพิงพนักเก้าอี้ อัดควันเข้าปอดลึกๆ ก่อนจะเอ่ยถาม "แล้วนายคิดจะทำยังไงต่อไป?"
"ฉันก็แค่ชอบเฉินหยาง ฉันไม่รู้มาก่อนจริงๆ ว่าพ่อเขาเป็นอธิบดี..."
"หยุด!" ฉู่ซื่อจวินขมวดคิ้ว พูดแทรกขึ้นมา เขารู้ว่านี่คือสิ่งที่อยู่ในใจของฉีถงเหว่ย หมอนี่เป็นคนใช้อารมณ์ความรู้สึกเหนือเหตุผล แม้กระทั่งในอนาคตที่ยอมคุกเข่าหรือร้องไห้หน้าหลุมศพเพื่อตำแหน่งหน้าที่การงาน ก็เป็นเพียงทางเลือกที่ถูกบีบบังคับจากอำนาจเท่านั้น
"นายบอกว่านายรักเฉินหยางจากใจจริง ถ้างั้นฉันขอถามหน่อย สมมติว่าพ่อของเธอหัวเด็ดตีนขาดยังไงก็ไม่ยอมรับพวกนายสองคน นายจะทำยังไง? สมัยนี้จะจดทะเบียนสมรส ถ้าเฉินเหยียนสือไม่ออกปาก พวกนายก็จดไม่ได้หรอกนะ หรือว่านายจะยอมทนคบกับเฉินหยางไปเรื่อยๆ เพื่อวัดความอดทน?"
"หรือว่านายจะยอมทิ้งโอกาสจัดสรรงานหลังเรียนจบ แล้วหนีออกจากฮั่นตง ออกจากจิงโจวไปพร้อมกับเฉินหยาง? ถ้านายอยากโดนส่งไปที่อื่นก็ช่างเถอะ แต่สำหรับเฉินหยาง ทางมหาวิทยาลัยย่อมต้องพิจารณาความเห็นของพ่อเธออยู่แล้ว"
"นายไปบ้านเธอมา นายเห็นคนอื่นในบ้านบ้างไหม?"
"เฉินหยางมีน้องชายคนหนึ่ง ชื่อเฉินไห่" ฉีถงเหว่ยตอบเสียงเครียด
"เพราะงั้นนายก็น่าจะเข้าใจ เฉินเหยียนสือต้องปูทางให้เฉินไห่ในอนาคต ถ้านายเลือกที่จะไม่เข้าสู่เส้นทางการเมืองเหมือนกับเฉินหยาง แล้วไปทำอาชีพอื่น ฉันว่าเรื่องนี้อาจจะพอคุยกันได้ แต่ถงเหว่ย ลองถามใจตัวเองดูสิ นายยอมทำแบบนั้นเหรอ?" ฉู่ซื่อจวินพูดแทงใจดำอย่างไม่เกรงใจ
การเป็นคนใช้อารมณ์นั้นเป็นเรื่องดี แต่ถ้ามันเกี่ยวพันถึงอนาคตและโชคชะตา หากไม่พูดให้ตาสว่าง ว่าที่ท่านอธิบดีฉีในอนาคตก็คงหนีไม่พ้นจุดจบจากเสียงปืนนัดนั้นแน่
ถ้าเขาเป็นแค่คนแปลกหน้ากับฉีถงเหว่ยก็คงไม่เป็นไร แต่พวกเขาเป็นเพื่อนร่วมชั้นกันมาหลายปี มีความสัมพันธ์ที่ดีต่อกัน เขาไม่อยากให้ผู้ชายที่ต้องการจะเอาชนะฟ้าดินคนนี้ ต้องมีจุดจบแบบนั้น
"ฉัน..."
ฉีถงเหว่ยอึกอัก สีหน้าซับซ้อน
เขาเป็นเด็กบ้านนอกที่สอบเข้าคณะนิติศาสตร์และรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยฮั่นตงได้ จุดประสงค์ก็เพื่อต้องการจะเล่นการเมืองและมีหน้ามีตาในสังคมในอนาคตไม่ใช่หรือ
ตอนอยู่บ้านนอก เขาได้ประจักษ์ถึงพลังของอำนาจมาแล้ว อาของเขาที่เป็นเลขาธิการพรรคประจำหมู่บ้าน โดนคนจากทางอำเภอลงมาด่าทอโดยไม่กล้าแม้แต่จะเถียง ได้แต่ยิ้มรับหน้า ด้วยเหตุนี้เขาจึงสาบานกับตัวเองว่าจะต้องกรุยทางสร้างอนาคตให้ตัวเองให้ได้
ตอนนี้อุตส่าห์ได้เข้ามาเรียนที่มหาวิทยาลัยฮั่นตง จะให้เขาทิ้งเส้นทางการเมืองไปได้อย่างไร?
"นายไม่กล้าคิดถึงผลที่จะตามมาใช่ไหมล่ะ?" ฉู่ซื่อจวินไล่ต้อน "ฉันจะบอกอะไรให้นะ ทำธุรกิจมันก็รวยได้ แต่นายต้องมีหัวการค้า หรือจะไปเป็นทหารก็ได้ ไปฝึกฝนสักสิบปีแปดปี ถ้าไม่มีผลงาน ไม่มีคนคอยสนับสนุน นายก็เลื่อนขั้นไม่ได้หรอก พอกลับไปอยู่บ้านนอก นายก็ยังสู้ข้าราชการระดับอำเภอไม่ได้อยู่ดี"
"ต่อให้นายทำธุรกิจจนรวยได้ มันก็เป็นแค่วิมานในอากาศ คนอื่นมีวิธีเป็นหมื่นเป็นพันที่จะบีบให้นายต้องคายเงินออกมา"
"จำไว้นะ วีรบุรุษ ย่อมไม่อาจต้านทานอำนาจได้!"
"ในเมื่ออยากมีหน้ามีตา บางครั้งระหว่างความรักกับอนาคตของตัวเอง นายก็ต้องเลือก ไม่มีอะไรในโลกนี้หรอกนะที่จะได้อย่างเสียอย่างไปซะหมด"
ฉู่ซื่อจวินพ่นควันบุหรี่ออกมายาวๆ แล้วพูดต่อ "อีกอย่าง ลองถามใจตัวเองดูเถอะว่านายรักเฉินหยางมากแค่ไหน ฉันจำได้ว่านายเพิ่งจะเริ่มคุยกับเธอเมื่อเทอมที่แล้วเองนี่? ผู้หญิงสวยๆ ในมหาวิทยาลัยก็มีตั้งเยอะแยะ เฉินหยางคนนั้นมีดีอะไรนักหนา ถึงทำให้นายต้องกลับมานั่งดื่มเหล้าย้อมใจแบบนี้?"
ฉีถงเหว่ยนิ่งเงียบไป คำพูดของฉู่ซื่อจวินทำเอาเขาไปไม่เป็น ไม่รู้จะตอบโต้ยังไง ทำได้เพียงยกขวดเหล้าขึ้นดื่มอึกใหญ่ แล้วอัดบุหรี่เข้าปอดลึกๆ จนสำลักไอค่อกแค่ก ก่อนจะเอ่ยเสียงแหบพร่า "ซื่อจวิน นายยังจำอาจารย์เหลียงลู่ได้ไหม?"
"จำได้สิ ดาวมหาวิทยาลัยฮั่นตงเลยนี่" ฉู่ซื่อจวินพยักหน้า สังเกตปฏิกิริยาของฉีถงเหว่ย
หรือว่าเหลียงลู่เริ่มลงมือแล้ว?
"ตอนสอบเสร็จเทอมที่แล้ว อาจารย์เหลียงเคยเรียกฉันไปพบ ฉันรู้สึกเหมือนเธอจะเล็งฉันไว้ นี่ก็เป็นอีกเหตุผลหนึ่งที่พอเปิดเทอมปุ๊บ ฉันก็อยากจะรีบตกลงคบกับเฉินหยางให้เป็นเรื่องเป็นราว ฉันอยากทำแบบนายกับเผยเชี่ยนเชี่ยน เธอจะได้เลิกจับตาดูฉันซะที"
ฉู่ซื่อจวินฟังแล้วก็หัวเราะออกมา "นายรู้เรื่องครอบครัวของอาจารย์เหลียงหรือเปล่า?"
"เคยได้ยินมาบ้าง ได้ยินว่าพ่อเธอเป็นข้าราชการระดับสูงของมณฑล" ฉีถงเหว่ยพยักหน้า
"ฉันจะบอกอะไรให้นะ พ่อของเธอคือเหลียงฉวินเฟิง ตอนนี้เป็นรองเลขาธิการคณะกรรมการการเมืองและกฎหมายมณฑล ส่วนเลขาธิการคนปัจจุบันอายุใกล้จะเกษียณแล้ว ถ้าไม่มีอะไรผิดพลาด เหลียงฉวินเฟิงก็จะได้ขึ้นรับตำแหน่งแทน นั่นหมายถึงการเป็นผู้มีอำนาจระดับท็อปเทนของมณฑลฮั่นตงเลยนะ"
เมื่อได้ยินดังนั้น ฉีถงเหว่ยก็ตกใจมาก ตำแหน่งอธิบดีกรมตำรวจของเฉินเหยียนสือ พ่อของเฉินหยางก็ว่าสุดยอดแล้ว ไม่คิดเลยว่าพ่อของเหลียงลู่จะมีอำนาจล้นฟ้ากว่ามากขนาดนี้
"เพราะงั้นนายจะมาทำเลียนแบบฉันน่ะ มันเป็นไปไม่ได้หรอก บ้านฉันกับเชี่ยนเชี่ยนไม่มีใครรับราชการ เหลียงลู่อยากจะใช้อำนาจกดดัน มันก็ทำอะไรไม่ได้มาก ฉันยังมีทางเลือกอื่นอีกเยอะ แต่ถ้านายคบกับเฉินหยาง ในแวดวงยุติธรรมน่ะ แรงกดดันจากเหลียงฉวินเฟิง เฉินเหยียนสือรับไม่ไหวหรอก และเขาก็คงไม่คิดจะรับแทนนายด้วย" ฉู่ซื่อจวินอธิบาย
ในสายตาของเพื่อนร่วมชั้น เขาก็แค่เด็กบ้านนอก ส่วนเผยเชี่ยนเชี่ยนก็เป็นแค่นักศึกษาต่างมณฑลที่ฐานะทางบ้านค่อนข้างดี ตราบใดที่ยังไม่ได้พบกับเผยอีหง หรือเผยเชี่ยนเชี่ยนเป็นคนบอกเอง เขาก็จะทำเป็น 'ไม่รู้' เรื่องฐานะครอบครัวของเผยเชี่ยนเชี่ยนต่อไป
(จบแล้ว)