เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

ตอนที่ 162: สองขุนพลผู้เขลาปัญญา

ตอนที่ 162: สองขุนพลผู้เขลาปัญญา

ตอนที่ 162: สองขุนพลผู้เขลาปัญญา


เมื่อทอดสายตามองใบหน้าที่เต็มไปด้วยความงุนงงสับสนของหูเซียวและเสิ่นเถิง หยางเซียวก็ระบายยิ้มพลางเอ่ยขึ้น

"ความจริงแล้วเรื่องนี้มันแสนจะเรียบง่าย... ในฐานะผู้บัญชาการกองพล ข้าไม่เคยมีความคิดที่จะขับไล่พวกเจ้าทั้งสองคนออกจากกองพลเจ็ดขุนพลสมุทรเลยแม้แต่น้อย"

สิ้นวาจาของหยางเซียว เสิ่นเถิงก็เบิกตากว้างพลางร้องอุทาน

"ท่านผู้บัญชาการ! เช่นนั้นท่านก็แค่จงใจรังแกคนซื่ออย่างข้าหรอกหรือ? หากท่านเพียงแค่อยากจะหาที่ระบายอารมณ์และอยากจะซ้อมข้า ท่านก็ไม่จำเป็นต้องยกข้ออ้างมากมายปานนี้เลย เพียงแค่ท่านเอ่ยปากคำเดียว ข้าเสิ่นเถิงผู้นี้ ยินดีจะมัดตัวเองแล้วคลานไปให้ท่านอัดกระสอบทรายถึงที่เลยขอรับ!"

เมื่อได้ยินวาจาอันซื่อบื้อของเสิ่นเถิง หูเซียวก็รีบกระตุกแขนเสื้อสหายอย่างแรง หูเซียวผู้มีสติปัญญาเฉียบแหลมกว่า ย่อมตระหนักได้ทันทีที่ได้ยินคำพูดของหยางเซียว ว่าทั้งหมดนี้คือบททดสอบที่ถูกจัดเตรียมไว้ ทว่ายังไม่ทันที่เขาจะได้เอ่ยปาก ไอ้ทึ่มเสิ่นเถิงผู้นี้กลับพ่นวาจาไร้สาระออกมาจนหมดเปลือกเสียแล้ว

แม้จะรู้สึกได้ถึงแรงกระตุกที่แขนเสื้อ ทว่าเสิ่นเถิงก็หาได้หยุดปากไม่ เขาซ้ำยังหันไปถลึงตาใส่หูเซียวด้วยความขัดใจ เสิ่นเถิงนั้นหาได้มีเล่ห์เหลี่ยมแพรวพราวเช่นหูเซียวไม่

เขาหันกลับมาเจรจากับหยางเซียวต่อ

"ท่านผู้บัญชาการ คราวหน้าหากท่านคันไม้คันมืออยากจะซ้อมข้าอีก ก็เพียงแค่ส่งคนไปตาม ข้าเสิ่นเถิงจะรีบรุดมาหาท่านในทันที ทว่าได้โปรดอย่าใช้ข้ออ้างข่มขู่ให้ข้าตกใจกลัวเช่นนี้อีกเลยนะขอรับ ข้าใจหายใจคว่ำหมดแล้ว"

เมื่อได้ฟังคำกล่าวของเสิ่นเถิง หยางเซียวก็หลุดหัวเราะออกมาอย่างกลั้นไม่อยู่

"เสิ่นเถิงเอ๋ย... ไอ้ทึ่มนี่ตั้งใจจะทำให้ข้าขาดใจตายเพราะเสียงหัวเราะหรืออย่างไร? หูเซียว เจ้าเองก็คิดเช่นเดียวกับเจ้างั่งนี่หรือ?"

เมื่อถูกเรียกชื่อ หูเซียวรีบประสานมือตอบ

"ข้าน้อยมิกล้าขอรับ! แม้ข้าน้อยจะยังไม่ทราบถึงจุดประสงค์ที่แท้จริงของท่าน ทว่าข้าน้อยทราบดีว่า สิ่งที่ท่านทำลงไปทั้งหมดล้วนเป็นความหวังดีต่อพวกเราทั้งสิ้น"

เสิ่นเถิงที่ได้ยินเช่นนั้นก็สติขาดผึง หันไปตวาดใส่หูเซียว

"ไอ้หนู! นี่ท่านผู้บัญชาการอัดเจ้าจนสมองเสื่อมไปแล้วหรืออย่างไร? เจ้ามองไม่ออกหรือไงว่าเขาก็แค่อยากซ้อมพวกเราเพื่อระบายอารมณ์ขุ่นเคืองน่ะ!"

หูเซียวสวนกลับทันควัน

"หุบปากไปเลย ไอ้หน้าโง่!"

โดนด่าทอซึ่งหน้า เสิ่นเถิงก็เลือดขึ้นหน้าทันที

"อะไรกัน? เจ้าอยากจะดวลกับข้าอีกสักตั้งใช่หรือไม่!?"

หยางเซียวต้องรีบเอ่ยปราม

"หุบปากเสีย ไอ้ทึ่ม! ข้าล่ะสงสัยนักว่ากองพลเจ็ดขุนพลสมุทรรับคนซื่อบื้อเช่นเจ้าเข้ามาได้อย่างไร? เรื่องง่ายๆ เพียงแค่นี้เจ้ายังมองไม่ออกอีกหรือ หูเซียว... เจ้าจงอธิบายให้เขาฟังเสีย"

หูเซียวรีบขานรับ

"รับทราบขอรับ ท่านผู้บัญชาการ... ที่ท่านผู้บัญชาการลงมือสั่งสอนพวกเรา ก็เพราะท่านเล็งเห็นถึงศักยภาพและตั้งใจจะเคี่ยวเข็ญขัดเกลาพวกเราเป็นการเฉพาะ การประลองเมื่อครู่คือบททดสอบ และนั่นคือเหตุผลว่าไฉนท่านจึงประกาศว่าพวกเราเป็นผู้ชนะ ทั้งๆ ที่ท่านเพิ่งจะอัดพวกเราจนเจ็บเจียนตาย... ท่านผู้บัญชาการ ข้าน้อยอธิบายเช่นนี้ถูกต้องหรือไม่ขอรับ?"

หยางเซียวพยักหน้าอย่างพึงพอใจ

"ถูกต้อง ข้าดูคนไม่ผิดจริงๆ"

ด้านเสิ่นเถิง หลังจากได้ฟังคำอธิบายของหูเซียว เขาก็เบิกตากว้างจ้องมองหยางเซียวด้วยความมึนงง สลับกับหันไปมองหูเซียวไปมา

หยางเซียวสบตาเสิ่นเถิงพลางเอ่ย

"ไอ้หน้าโง่ ทีนี้เจ้าเข้าใจเหตุผลหรือยัง?"

เสิ่นเถิงเกาหัวแกรกๆ

"ท่านผู้บัญชาการ ท่านก็รู้ว่าข้านั้นหัวทึบ แล้วเหตุใดท่านจึงต้องเล่นแง่พูดจาอ้อมค้อมกับข้าด้วยเล่า? แล้วเจ้าหูเซียว! เหตุใดเมื่อครู่เจ้าจึงไม่เตือนข้า!"

หูเซียวตอกกลับ

"ไม่ใช่ว่าข้าไม่เตือน! ข้ากระตุกแขนเสื้อเจ้าจนแทบขาดแล้ว แต่เจ้าก็ไม่สนใจข้าเอง! ท่านผู้บัญชาการพูดถูก เจ้ามันทึ่มจริงๆ หากข้ารู้แต่แรกว่าเจ้าจะโง่งมถึงเพียงนี้ ตอนที่เราประลองกันข้าคงงัดกลอุบายมาปั่นหัวเจ้าให้หมุนเคว้งไปแล้ว!"

เสิ่นเถิงคำรามตอบ

"ก็เอาสิ! ใครกลัวใครกัน! เมื่อครู่สมองข้าแค่ประมวลผลช้าไปหน่อยเท่านั้น! แต่ถ้าอยู่บนลานประลองเมื่อใด เล่ห์เหลี่ยมของเจ้ามันก็แค่ของเด็กเล่น! ต่อหน้าพละกำลังอันสัมบูรณ์ของข้า เจ้าก็เป็นได้แค่เศษสวะเท่านั้น!"

หูเซียวคร้านจะต่อล้อต่อเถียงกับคนโง่ เขาจึงหันไปหาหยางเซียว

"ท่านผู้บัญชาการ ดูไอ้ทึ่มนี่สิขอรับ"

หยางเซียวทอดสายตามองเสิ่นเถิงผู้ซื่อตรงและหูเซียวผู้มีไหวพริบ ก่อนจะเอ่ยตัดบท

"เอาล่ะๆ ข้าไม่ได้เรียกพวกเจ้ามาเพื่อฟังพวกเจ้าทะเลาะกัน ข้ามีภารกิจหนึ่งจะมอบหมายให้พวกเจ้า และนี่ก็คือโอกาสทองเพียงหนึ่งเดียวของพวกเจ้าเช่นกัน... พวกเจ้าจะรับหรือไม่?"

เมื่อได้ยินเช่นนั้น หูเซียวและเสิ่นเถิงก็คุกเข่าข้างหนึ่งลงเบื้องหน้าหยางเซียวอย่างพร้อมเพรียง

"โปรดมอบหมายคำสั่งมาได้เลยขอรับ ท่านผู้บัญชาการ!"

หยางเซียวพยักหน้ารับ

"ในครานี้ พวกเจ้าทั้งสองจะต้องเดินทางไปยังจักรวรรดิเทียนโต่ว เพื่อตามหาบุรุษผู้หนึ่งนามว่าอ้าวซือหลัว และพาตัวเขากลับมายังเมืองวิญญาณยุทธ์แห่งนี้ พวกเจ้าทำได้หรือไม่?"

หูเซียวเอ่ยถามด้วยความกังขา

"ท่านผู้บัญชาการ พวกเราไม่เคยได้ยินชื่อและไม่รู้เลยว่าอ้าวซือหลัวผู้นี้พำนักอยู่ที่ใด"

หยางเซียวปรายตามองหูเซียว

"อ้าวซือหลัวพำนักอยู่ในเมืองหลวงเทียนโต่ว พวกเจ้าเพียงแค่ไปสืบเสาะหาที่ตั้งของจวนตระกูลอ้าวภายในเมืองก็พอ ส่วนอ้าวซือหลัวผู้นี้เป็นใครนั้น ข้าจะไม่บอก ปล่อยให้พวกเจ้าไปค้นหาคำตอบเอาเองเมื่อถึงเวลา"

หูเซียวพยักหน้ารับคำ หยางเซียวเอ่ยสำทับต่อ

"ยิ่งไปกว่านั้น ในการเดินทางครั้งนี้ พวกเจ้าห้ามร้องขอความช่วยเหลือใดๆ จากสาขาย่อยของสำนักวิญญาณยุทธ์ในจักรวรรดิเทียนโต่วเด็ดขาด พวกเจ้าต้องจัดการทุกอย่างด้วยตนเอง เข้าใจหรือไม่?"

เสิ่นเถิงเอ่ยถามขึ้นมาบ้าง

"แล้วท่านผู้บัญชาการ พวกเรานำเงินทองและเสบียงอาหารติดตัวไปได้หรือไม่ขอรับ?"

หยางเซียวมองเสิ่นเถิง

"พวกเจ้านำไปได้ และนำไปมากเท่าที่ต้องการ ทว่า... มีข้อแม้เพียงประการเดียว คือพวกเจ้าห้ามนำอุปกรณ์วิญญาณเก็บของติดตัวไปโดยเด็ดขาด!"

หูเซียวขมวดคิ้วมุ่นเมื่อได้ยินเงื่อนไขสุดหิน ทว่าเสิ่นเถิงกลับพึมพำกับตนเอง

"แค่นั้นก็ไม่มีปัญหา ขอแค่พกเงินกับของกินไปได้ก็พอ ข้าไม่เคยไปเยือนจักรวรรดิเทียนโต่วเลยสักครั้ง ถือโอกาสนี้ไปเปิดหูเปิดตาชมวิถีชีวิตชาวเมืองเสียหน่อยก็แล้วกัน"

ทั้งหยางเซียวและหูเซียวต่างกลอกตาใส่คำพึมพำของเสิ่นเถิงอย่างเอือมระอา

เสิ่นเถิงไม่สนสายตาของใคร เขาหันไปให้คำมั่นกับหยางเซียว

"วางใจได้เลยขอรับ ท่านผู้บัญชาการ มอบหมายเรื่องนี้ให้พวกเราจัดการเอง ข้ารับรองว่าจะทำภารกิจนี้ให้สำเร็จลุล่วงอย่างแน่นอน!"

หูเซียวถึงกับริมฝีปากกระตุก หากเขาย้อนเวลากลับไปได้ เขาสาบานเลยว่าจะอัดเสิ่นเถิงให้หนักจนต้องร้องขอชีวิต

ทว่าในเมื่อเรื่องราวดำเนินมาถึงขั้นนี้แล้ว หูเซียวจึงได้แต่ประสานมือ

"ท่านผู้บัญชาการ ข้าน้อยขอเอาหัวเป็นประกันว่าจะปฏิบัติภารกิจนี้ให้สำเร็จลุล่วง"

หยางเซียวพยักหน้า

"หากพวกเจ้าทำภารกิจนี้สำเร็จ พวกเจ้าจะได้เข้าร่วมกองกำลังพิทักษ์ส่วนตัวของข้าในทันที ขอบอกไว้เลยนะว่า จนถึงบัดนี้ยังไม่มีผู้ใดได้รับสิทธิ์ให้เข้าร่วมกองกำลังนี้เลยแม้แต่คนเดียว ขึ้นอยู่กับพวกเจ้าแล้วว่าจะสามารถคว้าโอกาสนี้ไว้ได้หรือไม่"

เมื่อได้ยินว่าจะได้เข้าร่วมกองกำลังพิทักษ์ส่วนตัว นัยน์ตาของชายหนุ่มทั้งสองก็ลุกโชนไปด้วยความกระตือรือร้น แม้ว่าวันนี้หยางเซียวจะอัดพวกเขาจนสะบักสะบอม ทว่าในใจของพวกเขาหาได้มีความเคียดแค้นไม่ กลับมีเพียงความเลื่อมใสศรัทธาอย่างสุดซึ้ง

ตั้งแต่เริ่มก้าวเข้าสู่เส้นทางวิญญาจารย์ พวกเขาต่างยกย่องตนเองว่าเป็นอัจฉริยะเหนือผู้คน การบรรลุระดับจักรพรรดิวิญญาณด้วยวัยเพียงยี่สิบเจ็ดยี่สิบแปดปี ทำให้พวกเขามองข้ามหัวผู้อื่นมาตลอด ทว่าบัดนี้ หยางเซียวผู้มีอายุยังไม่ถึงยี่สิบปีบริบูรณ์ กลับก้าวขึ้นเป็นถึงมหาปราชญ์วิญญาณ ซ้ำยังสามารถสยบพวกเขาลงได้อย่างราบคาบ สิ่งนี้ยิ่งตอกย้ำให้พวกเขาเคารพยำเกรงหยางเซียวมากยิ่งขึ้นไปอีก

หยางเซียวมองพวกเขาและสั่งการ

"เสิ่นเถิง เมื่ออยู่ข้างนอกนั่น หากมีปัญหาอันใดจงปรึกษาหูเซียว ภารกิจนี้หูเซียวจะเป็นผู้นำ ส่วนเจ้ามีหน้าที่คอยสนับสนุนเขา เข้าใจหรือไม่!"

เสิ่นเถิงโวยวายขึ้นมาทันที

"ท่านผู้บัญชาการ! เหตุใดต้องเป็นเช่นนั้นเล่า! ท่านคิดว่าฝีมือของเขามีดีพอจะมาสั่งการข้าได้อย่างนั้นรึ!"

หูเซียวตวัดสายตามองเสิ่นเถิง

"ไอ้โง่! เจ้าอยากจะดวลกับข้าอีกรอบใช่ไหม!"

หยางเซียวปรามเสียงเข้ม

"พอได้แล้ว! ข้าตัดสินใจแล้ว! พวกเจ้ามีเวลาเพียงหนึ่งเดือนเท่านั้น และลำพังแค่เวลาเดินทางก็ปาเข้าไปเกินครึ่งเดือนแล้ว ตอนนี้... จงไสหัวไปปฏิบัติภารกิจได้แล้ว!"

เมื่อเห็นหยางเซียวเริ่มมีน้ำโห เสิ่นเถิงก็รีบสงบเสงี่ยมเจียมตัว

"รับทราบขอรับ ท่านผู้บัญชาการ! ข้าสัญญาว่าจะเชื่อฟังหูเซียวและทำภารกิจให้สำเร็จ!"

สิ้นคำ เสิ่นเถิงก็รีบวิ่งหน้าตั้งออกจากกระโจมไป เพราะกลัวว่าจะถูกหยางเซียวจับมาอัดอีกรอบ หยางเซียวจึงหันไปกำชับหูเซียว

"คอยจับตาดูไอ้ทึ่มนั่นให้ดีด้วยล่ะ"

"รับทราบขอรับ ท่านผู้บัญชาการ!"

หูเซียวประสานมือรับคำสั่งก่อนจะก้าวออกจากกระโจมไป

หยางเซียวทอดถอนใจขณะมองตามแผ่นหลังของทั้งสอง ก่อนจะเดินกลับเข้าไปยังส่วนห้องพักผ่อนด้านใน

เมื่อหยางเซียวกลับเข้ามา หูเลี่ยน่าก็เอ่ยถาม

"กลับมาแล้วหรือ เป็นอย่างไรบ้าง? เจ้าพอใจในตัวหูเซียวและเสิ่นเถิงหรือไม่?"

หยางเซียวยิ้มมุมปาก

"หูเซียวนั้นถือว่าใช้ได้ มีไหวพริบและเฉลียวฉลาด แต่ไอ้เจ้าเสิ่นเถิงนั่น... มันคือไอ้ทึ่มของแท้เลยล่ะ"

หูเลี่ยน่าอมยิ้ม

"ดูเหมือนว่าเจ้าจะยอมรับพวกเขาทั้งสองคนแล้วสินะ เสิ่นเถิงอาจจะซื่อบื้อไปบ้าง ทว่าจิตใจที่ใสซื่อบริสุทธิ์ของเขาก็นับว่าเป็นสิ่งที่หาได้ยากยิ่ง หากเขาไม่ด่วนจากไปเสียก่อน เขาจะต้องก้าวขึ้นเป็นวิญญาจารย์ระดับราชทินนามพรหมยุทธ์ได้อย่างแน่นอน"

หยางเซียวพยักหน้าเห็นด้วย

"ใช่ ทั้งสองคนถือเป็นยอดอัจฉริยะในด้านพรสวรรค์และคุณภาพของวิญญาณยุทธ์ ปัญหาเดียวที่น่าหนักใจก็คืออารมณ์ที่ร้อนดั่งไฟของพวกเขา หากพวกเขาสามารถขัดเกลาจิตใจให้เยือกเย็นลงได้ อนาคตของพวกเขาย่อมไร้ขีดจำกัด"

หูเลี่ยน่าอธิบายเพิ่มเติม

"สองคนนี้คือเป้าหมายสำคัญที่สำนักวิญญาณยุทธ์ทุ่มเทบ่มเพาะ และภูมิหลังของพวกเขาก็ไม่ธรรมดา หูเซียวเป็นบุตรชายคนเดียวของผู้อาวุโสระดับพรหมยุทธ์วิญญาณ ส่วนเสิ่นเถิงก็เป็นศิษย์เพียงคนเดียวของเจ้าสำนักสาขาย่อยในเมืองซิงหลัว"

"แต่หูเซียวยังมีอีกหนึ่งสถานะที่ซ่อนอยู่... เขาคือหลานชายคนโตของมหาปุโลหิต ทว่าดูเหมือนจะมีความขัดแย้งบางอย่างระหว่างบิดาของเขากับมหาปุโลหิต จนถึงขั้นตัดขาดกันไปเลย"

หยางเซียวโบกมือปัด

"เรื่องนั้นไม่เกี่ยวกับเรา สิ่งที่เราต้องการคือตัวหูเซียว มิใช่บิดาของเขา ไยต้องเก็บมาใส่ใจให้รกสมอง? อีกอย่าง นั่นมันก็เป็นเรื่องภายในครอบครัวของเขา"

หูเลี่ยน่าพยักหน้า

"แล้ว... พวกเขาผ่านบททดสอบของเจ้าแล้วหรือยัง?"

หยางเซียวคลี่ยิ้ม

"ยังหรอก ข้าส่งพวกเขาไปปฏิบัติภารกิจที่เมืองเทียนโต่ว เพื่อพาตัวอ้าวซือหลัวกลับมาที่เมืองวิญญาณยุทธ์ หากพวกเขาทำสำเร็จ... นั่นแหละจึงจะถือว่าผ่านการทดสอบ"

"ช่วงนี้จักรวรรดิเทียนโต่วไม่ค่อยสงบสุขนัก ข้าหวังว่าพวกเขาจะปลอดภัยนะ" หูเลี่ยน่าเปรย

"ว่าแต่... เจ้าคัดเลือกคนอื่นๆ เข้ากองกำลังพิทักษ์ส่วนตัวครบแล้วหรือยัง? ตอนนี้กองกำลังพิทักษ์ของเจ้าเป็นเพียงหน่วยเดียวในกองทัพที่ยังว่างเปล่าอยู่นะ"

หยางเซียวตอบอย่างใจเย็น

"ไม่ต้องรีบร้อน ข้ากำลังเฝ้าสังเกตการณ์กองกำลังทั้งหมดอยู่ การประลองคัดเลือกผู้บังคับกองร้อยในครั้งนี้ ทำให้ข้าได้เห็นวิญญาจารย์ฝีมือดีหลายคน ตอนนี้ข้าเพิ่งจะคัดเลือกเฉพาะระดับจักรพรรดิวิญญาณ ขั้นต่อไปข้าตั้งใจจะจัดการประลองสำหรับตำแหน่งหัวหน้าหมู่ เพื่อจัดลำดับหมายเลขของแต่ละหมู่ ข้าเชื่อมั่นว่าบรรดาหัวหน้าหมู่ระดับราชาวิญญาณเหล่านั้น จะต้องมีม้ามืดที่ทำให้ข้าประหลาดใจได้อย่างแน่นอน"

หูเลี่ยน่าถอนหายใจเบาๆ

"เจ้าช่างไม่ปรานีพวกผู้บังคับกองพันเอาเสียเลยนะ หากเจ้ากวาดต้อนเอาหัวหน้าหมู่ระดับหัวกะทิไปเข้ากองกำลังพิทักษ์ของเจ้าจนหมด แล้วลูกน้องที่อยู่ใต้บังคับบัญชาของพวกเขาจะทำอย่างไรเล่า?"

หยางเซียวหัวเราะหึๆ

"ไม่ต้องกังวลไป ข้าไม่รวบยอดเอาไปทั้งหมดในคราวเดียวหรอกน่า ข้ายังพอมีเมตตาเหลือหน่อเนื้อชั้นดีทิ้งไว้ให้พวกผู้บังคับกองพันบ้าง อีกอย่าง... นั่นมิใช่หน้าที่ของผู้บังคับกองร้อยหรืออย่างไร? มิฉะนั้นข้าจะเสียเวลาจัดตั้งตำแหน่งนี้ขึ้นมาทำไมกัน? ก็เพื่อช่วยแบ่งเบาภาระของพวกเขานั่นแหละ"

หูเลี่ยน่าส่ายหน้ายิ้มๆ

"เอาเถิด ตราบใดที่เจ้ามีแผนการในใจก็ดีแล้ว ข้าเพียงแค่เตือนด้วยความหวังดี"

เมื่อได้ยินคำว่าเตือนนัยน์ตาของหยางเซียวก็ทอประกายเจ้าเล่ห์ เขาจ้องมองนางด้วยรอยยิ้มกรุ้มกริ่ม

"คำเตือนของเจ้านี่... มันทำให้ข้านึกอะไรบางอย่างขึ้นมาได้พอดีเลย ถึงเวลาที่เจ้าต้องส่งการบ้านข้าแล้วกระมัง"

หูเลี่ยน่าย่อมเข้าใจความหมายอันลึกซึ้งของคำว่าส่งการบ้านเป็นอย่างดี ใบหน้านวลของนางพลันแดงซ่านประดุจผลท้อสุก ยามเมื่อเห็นปฏิกิริยาเอียงอายของนาง หยางเซียวก็ไม่รอช้า เขาดึงร่างอรชรเข้ามาสู่อ้อมกอด และอุ้มนางเดินตรงไปยังเตียงนอนที่อยู่ด้านในสุดของกระโจม...

ค่ำคืนผ่านพ้นไปท่ามกลางความเงียบงัน... เมื่อรุ่งอรุณมาเยือน หยางเซียวและหูเลี่ยน่าตื่นขึ้นตั้งแต่เช้าตรู่ พวกเขาจัดการธุระส่วนตัวอย่างรวดเร็วและมุ่งหน้าสู่ลานประลองยุทธ์

เมื่อไปถึง วิญญาจารย์ส่วนใหญ่ของกองพลเจ็ดขุนพลสมุทรก็ได้มารวมตัวกันอย่างพร้อมเพรียงแล้ว เพราะวันนี้คือวันตัดสินชี้ชะตา ศึกสุดท้ายที่จะเฟ้นหาผู้บังคับกองร้อยทั้งยี่สิบเจ็ดตำแหน่ง!

เหล่าวิญญาจารย์เบื้องล่างเมื่อเห็นหยางเซียวปรากฏตัว ก็รีบทำความเคารพอย่างพร้อมเพรียง

"คารวะท่านผู้บัญชาการ!"

หยางเซียวกวาดสายตามองฝูงชนพลางเอ่ยด้วยน้ำเสียงราบเรียบ

"ตามสบาย วันนี้คือวันแห่งประวัติศาสตร์ วันที่จะถือกำเนิดผู้บังคับกองร้อยทั้งยี่สิบเจ็ดตำแหน่งของพวกเจ้า ข้าหวังว่าพวกเจ้าทุกคนจะทุ่มเทฝีมืออย่างสุดกำลัง แต่อย่าได้ทำตัวบ้าบิ่นเหมือนไอ้เจ้าสองทึ่มเมื่อวานนี้เป็นอันขาด จงรู้จักควบคุมพลังให้ดี เข้าใจหรือไม่!"

วิญญาจารย์ระดับจักรพรรดิวิญญาณทั้งห้าสิบสี่ชีวิตที่เข้าร่วมการคัดเลือก ตะโกนตอบรับดังก้อง

"รับทราบขอรับ ท่านผู้บัญชาการ!"

หยางเซียวพยักหน้า

"เอาล่ะ... เริ่มการประลองได้!"

ซาร์สที่ยืนอยู่เบื้องหลังหยางเซียวรับคำสั่งและรีบลงไปจัดการเตรียมความพร้อม ไม่นานนัก การประลองคู่ที่หนึ่งและคู่ที่สองก็เปิดฉากขึ้นพร้อมกัน

ภายในค่ายทหารมีลานประลองอยู่สามแห่ง ทว่ามีเพียงสองแห่งที่ตั้งอยู่เคียงคู่กัน ส่วนอีกแห่งตั้งอยู่ห่างออกไป ดังนั้น ศึกรอบชิงชนะเลิศในวันนี้จึงเริ่มต้นขึ้นที่ลานประลองทั้งสองที่อยู่ติดกัน

เมื่อซาร์สส่งสัญญาณเปิดศึก วิญญาจารย์บนเวทีทั้งสองก็พุ่งเข้าห้ำหั่นกันทันที

ณ ลานประลองหมายเลขหนึ่ง เป็นการดวลกันระหว่างเวยเวยวิญญาจารย์สายควบคุมผู้ครอบครองวิญญาณยุทธ์จานรูอี้ และจักรพรรดิวิญญาณผู้มีวิญญาณยุทธ์หมาป่าวายุครามซึ่งปรากฏตัวเป็นคนแรกในการประลองเมื่อวาน

การปะทะกันระหว่างสายควบคุมและสายโจมตีว่องไวนี้ ดึงดูดความสนใจของหยางเซียวได้เป็นอย่างดี ทันทีที่ซาร์สประกาศเริ่มการประลอง จักรพรรดิวิญญาณหมาป่าครามก็พุ่งทะยานเข้าหาเวยเวยอย่างเกรี้ยวกราด

ในฐานะวิญญาจารย์สายควบคุม เวยเวยรักษาระยะห่างได้อย่างยอดเยี่ยมพร้อมกับควบคุมพื้นที่ลานประลองไปในตัว ทุกครั้งที่หมาป่าครามพยายามจะประชิดตัว เขาจะใช้พลังของจานรูอี้ผลักดันและดึงระยะห่างออกมาได้อย่างทันท่วงทีเสมอ

สิ่งนี้สร้างความหงุดหงิดให้แก่จักรพรรดิวิญญาณหมาป่าครามเป็นอย่างมาก ทว่าเขาก็ทำได้เพียงแค่กัดฟันและพยายามไล่ตามอย่างไม่ลดละ

ในสายตาของหยางเซียว เขาประเมินค่าเวยเวย วิญญาจารย์สายควบคุมผู้นี้สูงขึ้นอีกระดับ และก็เป็นไปตามคาด... หลังจากผ่านการต่อสู้อันตึงเครียดกว่าครึ่งชั่วยาม เวยเวยก็สามารถคว้าชัยชนะมาได้อย่างไร้รอยขีดข่วน ในขณะที่จักรพรรดิวิญญาณสายโจมตีว่องไวอย่างหมาป่าคราม ทำได้เพียงตกเป็นฝ่ายตั้งรับและถูกปั่นหัวตลอดการประลอง!

จบบทที่ ตอนที่ 162: สองขุนพลผู้เขลาปัญญา

คัดลอกลิงก์แล้ว