เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

ตอนที่ 151: ความตื่นตระหนกของหนิงเฟิงจื้อ

ตอนที่ 151: ความตื่นตระหนกของหนิงเฟิงจื้อ

ตอนที่ 151: ความตื่นตระหนกของหนิงเฟิงจื้อ


เมื่อได้สดับฟังคำชี้แจงของหยางเซียว หนิงเฟิงจื้อจึงเอ่ยตัดบทกลั้วยิ้มว่า

"เอาเถอะ... เช่นนั้นเจ้าจงรอกระทั่งข้ากลับมาประเดี๋ยว ข้าจักไปเบิกเหรียญทองวิญญาณมาให้เจ้า"

สิ้นคำ หนิงเฟิงจื้อก็หมุนกายเยื้องกรายออกจากกระโจมใหญ่เพื่อไปจัดเตรียมเหรียญทองวิญญาณตามที่ลั่นวาจาไว้

ในระหว่างนั้น หยางเซียวเฝ้ารอคอยอยู่ภายในกระโจมใหญ่พร้อมกับพรหมยุทธ์กระบี่และเฒ่าพิษตู๋กูป๋อ ยามนั้นเอง ตู๋กูป๋อพลันขยับเข้ามาใกล้พลางเอ่ยกับหยางเซียวเสียงกระซิบ

"เจ้าสัตว์ประหลาดน้อย... ในเมื่อท่านเจ้าสำนักทำข้อตกลงทางการค้ากับเจ้าเสร็จสิ้นแล้ว เช่นนั้นส่วนของข้าก็คงมิอาจตกหล่น เฒ่าชราผู้นี้มีความปรารถนาจะสั่งซื้อโอสถถอนพิษจากเจ้าเพิ่มอีกสักสามร้อยเม็ด ไม่ทราบว่าเจ้าจะจัดเตรียมให้ข้าได้พร้อมสรรพยามใดรึ เจ้าสัตว์ประหลาดน้อย?"

ย้อนกลับไปหนก่อน ตู๋กูป๋อได้สั่งซื้อโอสถถอนพิษจากหยางเซียวไปมากกว่าสองร้อยเม็ดและมิเคยสั่งซื้อเพิ่มอีกเลย ตลอดช่วงเวลาที่ผ่านมา ชายชราได้กลืนกินพวกมันจนเกือบหมดสิ้น ส่งผลให้พิษร้ายที่ตกค้างและแทรกซึมอยู่ในอวัยวะภายในเลือนหายไปกว่าครึ่งค่อนส่วนแล้ว

ยามนี้ ตู๋กูป๋อตั้งมั่นที่จะกลืนกินโอสถถอนพิษอย่างต่อเนื่องเพื่อชำระล้างสารพิษในกายให้สิ้นซาก นับจากนี้เขาไม่ต้องทนทุกข์ทรมานหรือหวาดหวั่นต่อพิษร้ายอีกต่อไป ยิ่งไปกว่านั้น ในระหว่างที่พำนักอยู่ ณ ธาราสองขั้ว ระดับพลังวิญญาณของตู๋กูป๋อก็เพิ่งจะทะลวงผ่านไปอีกหนึ่งระดับ จากอานุภาพของโอสถเลื่อนวิญญาณที่ได้รับจากหยางเซียว

หยางเซียวปรายตาไปมองตู๋กูป๋อพลางเอ่ยกลั้วหัวเราะ

"เรื่องนั้นย่อมมิใช่ปัญหา... ตาเฒ่าพิษ หากท่านรอไหว ข้าจักนำโอสถถอนพิษมาส่งมอบให้พร้อมกับโอสถวิญญาณทั้งสองชนิดของสำนักหอแก้วเจ็ดสมบัติเสียเลย เพียงแต่ท่านอาจต้องรอนานกว่าปกติสักหน่อย"

เมื่อได้รับคำยืนยันอันหนักแน่นจากหยางเซียว ตู๋กูป๋อก็ไม่รีรอ ยื่นมือไปตบอุปกรณ์วิญญาณจัดเก็บของตน พลันควักเอาเหรียญทองวิญญาณจำนวนหกล้านเหรียญออกมาเทกองเบื้องหน้า ทันใดนั้น ภูเขาเงินภูเขาทองมหาศาลก็ปรากฏขึ้นใจกลางกระโจมใหญ่ ทอประกายระยิบระยับจนตาพร่า

เห็นดังนั้น หยางเซียวจึงโบกมือคราหนึ่ง กวาดเอาเหรียญทองวิญญาณทั้งหมดเข้าสู่อุปกรณ์วิญญาณจัดเก็บของตนเองอย่างรวดเร็ว

หลังจากจัดเก็บทรัพย์สินเรียบร้อย หยางเซียวอดมิได้ที่จะเอ่ยปากถามด้วยความฉงน

"ตาเฒ่าพิษ ... ท่านไปขุดทองมาจากที่ใดกัน จึงได้มีทรัพย์สินเงินทองมากมายถึงเพียงนี้?"

ได้ยินคำซักไซ้ของเด็กหนุ่ม ตู๋กูป๋อก็หลุดหัวเราะหึๆ ในลำคอพลางเอ่ยอย่างผู้เหนือกว่า

"ส่วนหนึ่งเป็นเงินเก็บออมตลอดชีวิตของข้า ส่วนอีกส่วน... ข้าหยิบยืมมาจากเจ้าสุนัขเฒ่าจักรพรรดิเซี่ยเยี่ยนน่ะสิ เพียงแต่ยามนี้ ข้าหาได้มีความจำเป็นต้องชดใช้คืนมันไม่!"

วาจาเหน็บแนมอันร้ายกาจของตู๋กูป๋อ เรียกเสียงสรวลลั่นจากทุกคนภายในกระโจมใหญ่ในทันที ในระหว่างที่เสียงหัวเราะยังมิทันจางหาย เงาร่างของหนิงเฟิงจื้อก็ก้าวสลับเท้ากลับเข้ามาด้านใน เมื่อเห็นภาพทุกคนกำลังหัวเราะร่า ชายวัยกลางคนจึงเอ่ยถามด้วยความงุนงง

"พวกเจ้ากำลังขบขันสิ่งใดกันรึ?"

ท่วงทำนองการก้าวเข้ามาของหนิงเฟิงจื้อทำให้เสียงหัวเราะชะงักลง ก่อนที่ใครบางคนจะเอ่ยสรุปเรื่องราวให้ฟังคร่าวๆ หลังจากสดับฟังคำเฉลย หนิงเฟิงจื้อก็หลุดยิ้มบางพลางเอ่ยกลั้วหัวเราะ

"เรื่องนั้นนับเป็นเรื่องน่ายินดีและสะใจยิ่งนักจริงๆ"

หนิงเฟิงจื้อสาวเท้าเข้าไปใกล้หยางเซียว พลางยื่นส่งอุปกรณ์วิญญาณจัดเก็บชิ้นหนึ่งให้เบื้องหน้า ก่อนเอ่ยด้วยน้ำเสียงเรียบเรื่อยทว่าสั่นสะท้านใจคนฟัง

"ภายในนี้มีเหรียญทองวิญญาณอยู่ทั้งหมดสองร้อยล้านเหรียญ... หนึ่งร้อยล้านเหรียญแรกเป็นค่ามัดจำสำหรับโอสถเลื่อนวิญญาณจำนวนหนึ่งหมื่นเม็ด ส่วนอีกหนึ่งร้อยล้านเหรียญที่เหลือเป็นของโอสถวารีลี้ลับจำนวนหนึ่งหมื่นเม็ด จำนวนเงินเท่านี้... คงเพียงพอสำหรับความต้องการของเจ้าแล้วกระมัง?"

หยางเซียวจ้องมองอุปกรณ์วิญญาณจัดเก็บในมือของหนิงเฟิงจื้อตาค้าง ภายในนี้บรรจุขุมทรัพย์มหาศาลถึงสองร้อยล้านเหรียญทองวิญญาณเชียวนะ! ต่อให้เขาเจียดเงินหนึ่งร้อยล้านเหรียญเพื่อนำไปแลกเปลี่ยนเป็นแต้มระบบในร้านค้าของระบบเพื่อจัดซื้อโอสถเลื่อนวิญญาณหนึ่งหมื่นเม็ดและโอสถวารีลี้ลับอีกหนึ่งหมื่นเม็ด เขาก็ยังคงเหลือเงินทอนเข้ากระเป๋าตัวเองเน้นๆ ถึงหนึ่งร้อยล้านเหรียญทองวิญญาณ!

ในห้วงเวลานั้น หัวใจของหยางเซียวลิงโลดเต้นระรัวด้วยความตื่นเต้นยินดีจนแทบคลั่ง ตลอดชีวิตทั้งสองชาติภพของเขา มิตอนใดเลยที่เขาจะจินตนาการว่าตนเองจะได้ครอบครองทรัพย์สินเงินทองมากมายมหาศาลถึงเพียงนี้

หนิงเฟิงจื้อดูเหมือนจะอ่านความตื่นเต้นในแววตาของหยางเซียวออก จึงเอ่ยยิ้มๆ

"แม้เงินสองร้อยล้านเหรียญนี้จะดูมากมาย ทว่าสำหรับสำนักวิญญาณยุทธ์แล้ว มันก็เป็นเพียงเศษเงินออมเล็กๆ น้อยๆ เท่านั้น ในฐานะที่เจ้าดำรงตำแหน่งองค์บุตรศักดิ์สิทธิ์ ในภายภาคหน้าเจ้าจักได้ตระหนักรู้เองว่า ภายในสำนักวิญญาณยุทธ์อันยิ่งใหญ่ การโยนเงินจำนวนสองร้อยล้านเหรียญลงไป... บางทียังมิอาจก่อให้เกิดแรงกระเพื่อมหรือระลอกคลื่นใดๆ ได้เลยด้วยซ้ำ"

ได้ยินคำของหนิงเฟิงจื้อ หยางเซียวเลิกคิ้วขึ้นด้วยความประหลาดใจพลางเอ่ยถาม

"สำนักวิญญาณยุทธ์... มีคลังสมบัติมั่งคั่งยิ่งกว่าสำนักหอแก้วเจ็ดสมบัติของท่านอีกรึครับ?"

หนิงเฟิงจื้อพยักหน้ารับ

"สำนักวิญญาณยุทธ์มีสาขาย่อยแผ่ขยายระรานไปทั่วทั้งทวีปนับไม่ถ้วน และสาขาย่อยในแต่ละท้องที่ต่างก็กุมกิจการและอสังหาริมทรัพย์ในเขตแดนของตนเอาไว้ ในฐานะที่เป็นถึงที่ตั้งสำนักส่วนกลางและมหาตำหนักใหญ่ ความมั่งคั่งของพวกเขาย่อมมีแต่จะร่ำรวยเกินกว่าที่สมองของเจ้าจะจินตนาการไปถึง"

คำเฉลยของหนิงเฟิงจื้อทำให้หยางเซียวลอบยิ้มกริ่มในใจด้วยความเบิกบานใจยิ่งนัก

หลังจากสงบสติอารมณ์และควบคุมแววตาให้กลับคืนสู่ความนิ่งสงบ หยางเซียวจึงยื่นมือไปรับอุปกรณ์วิญญาณจัดเก็บมาจากมือของหนิงเฟิงจื้อ เขาทอดสายตามองอุปกรณ์ที่อัดแน่นไปด้วยขุมทรัพย์สองร้อยล้านเหรียญพลางคลี่ยิ้มพึงพอใจ

จากนั้น หยางเซียวจึงเอ่ยหารือกับหนิงเฟิงจื้ออีกครู่หนึ่งเกี่ยวกับกำหนดเวลาในการส่งมอบโอสถวิญญาณทั้งหมดตามที่สำนักหอแก้วเจ็ดสมบัติต้องการ

ท้ายที่สุด ทั้งสองฝ่ายได้ข้อตกลงร่วมกันว่าในอีกสามเดือนข้างหน้า หยางเซียวจะเป็นผู้ลำเลียงโอสถเลื่อนวิญญาณหนึ่งหมื่นเม็ดและโอสถวารีลี้ลับอีกหนึ่งหมื่นเม็ดมาส่งมอบให้ถึงที่สำนัก และเมื่อถึงยามนั้น โครงสร้างสิ่งปลูกสร้างส่วนใหญ่ของสำนักหอแก้วเจ็ดสมบัติแห่งใหม่ก็คงจะเสร็จสิ้นไปกว่าครึ่งค่อนส่วนแล้ว

หยางเซียวประสานมือทูลลาหนิงเฟิงจื้อและยอดฝีมือทุกท่าน ก่อนจะหมุนกายเยื้องกรายออกจากค่ายพักแรม ตรงดิ่งกลับไปยังเรือนพักหลังเล็กของตนที่ตั้งอยู่ใกล้กับพระตำหนักองค์สังฆราช

---

ทันทีที่ก้าวเท้าเข้าสู่เรือนพัก หยางเซียวพลันพบร่างระหงของหูเลี่ยน่านั่งรออยู่ภายในห้อง และในจังหวะนั้นเอง หูเลี่ยน่าก็ตวัดสายตามาสบเข้ากับเขาพอดี

หยางเซียวเผยรอยยิ้มกรุ้มกริ่มพลางสาวเท้าเข้าไปใกล้ ก่อนจะยื่นมือไปโอบกอดร่างอ้อนแอ้นของหูเลี่ยน่าจากทางเบื้องหลังพลางเอ่ยกระซิบข้างหู

"นึกอย่างไรกัน... ปกติยามนี้เจ้าต้องคลุกตัวอยู่แต่ในพระตำหนักองค์สังฆราชมิใช่รึ? เหตุใดวันนี้จึงรีบกลับเรือนเร็วนักเล่า? หรือว่า... เจ้าคิดถึงข้าจนทนมิไหว?"

หูเลี่ยน่ามิได้มีท่าทีขัดขืนอันใดปล่อยให้เขาโอบกอดร่างของนางไว้ในอ้อมแขนแต่โดยดี นางเอ่ยตอบกระแสเสียงสะบัดเล็กน้อย

"องค์สังฆราชเสด็จไปยังค่ายพักแรมชั่วคราวของสำนักหอแก้วเจ็ดสมบัติน่ะสิ ข้ามิอยากตามไปสอดรู้สอดเห็นเรื่องของพวกเขาก็เลยลอบกลับมารอเจ้าที่นี่"

หยางเซียวเลิกคิ้วด้วยความฉงน

"หืม? แปลกพิกล... ข้าเองก็นเพิ่งจะเดินทางกลับมาจากค่ายพักแรมชั่วคราวของสำนักหอแก้วเจ็ดสมบัติเมื่อครู่ เหตุใดตลอดเส้นทางจึงมิยักเห็นเงาร่างหรือขบวนเสด็จขององค์สังฆราชเลยเล่า?"

หูเลี่ยน่าเอ่ยค้อน

"พวกเจ้าคงจะเดินสวนทางกันกระมัง เส้นทางที่ทอดยาวมุ่งสู่ค่ายพักแรมชั่วคราวแห่งนั้นมีตั้งมากมายหลายสาย"

หยางเซียวพยักหน้าเห็นพ้องกับคำของนาง เพราะนครวิญญาณยุทธ์ในยามนี้นับว่ากว้างใหญ่ไพศาลยิ่งนัก ในฐานะนครที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในใต้หล้า เส้นทางสัญจรภายในเมืองย่อมตัดสลับซับซ้อนแผ่ขยายไปทั่วทุกสารทิศ

จากนั้น หยางเซียวจึงเอ่ยปากถามสืบไปด้วยความสงสัย " นาน่า... ระยะหลังมานี้เกิดเรื่องราวใหญ่โตอันใดขึ้นในสำนักหรอกรึ? เหตุใดข้าจึงรู้สึกว่ามีกลุ่มวิญญาจารย์คอยเข้าออกพระตำหนักองค์สังฆราชกันอย่างโกลาหลไม่เว้นแต่ละวัน ดูท่าทางขะมักเขม้นและตึงเครียดพิกล"

เมื่อได้ยินคำถามของชายหนุ่ม หูเลี่ยน่าจึงพยักหน้าพลางเอ่ยด้วยสีหน้าเคร่งขรึม

"เรื่องราวนับว่าวุ่นวายยิ่งนัก... ในช่วงไม่กี่วันมานี้ เหล่าวิญญาจารย์ประจำสาขาย่อยต่างๆ ของสำนักวิญญาณยุทธ์ที่ตั้งอยู่ภายในเขตแดนของจักรวรรดิเทียนโต่ว ได้พากันเลือนหายไปอย่างไร้ร่องรอยอย่างกะทันหัน และยามนี้จำนวนตัวเลขพุ่งสูงจนเกือบจะแตะหนึ่งพันคนแล้ว"

หยางเซียวอุทานลั่นด้วยความตกตะลึง แววตาฉายชัดถึงความสั่นสะท้าน

"อะไรนะ?! เกิดเรื่องราวอุกอาจถึงเพียงนี้เชียวรึ? หรือว่า... ทั้งหมดนี้จะเป็นฝีมือการลอบสังหารของจักรวรรดิเทียนโต่ว?!"

ทว่า หูเลี่ยน่ากลับส่ายหน้าปฏิเสธ

"มิใช่หรอก... ก่อนหน้านี้องค์สังฆราชได้ทรงส่งราชสาส์นลับไปซักไซ้ไล่เลียงกับจักรพรรดิเซี่ยเยี่ยด้วยพระองค์เอง ทว่าทางจักรพรรดิเซี่ยเยี่ยกลับส่งหนังสือตอบกลับมาด้วยความตระหนกเช่นกัน โดยอ้างว่าภายในเขตแดนของจักรวรรดิเทียนโต่วเอง ก็กำลังประสบพบเจอปัญหาใหญ่โตนี้อยู่เช่นกัน เนื่องจากมีวิญญาจารย์ในสังกัดของราชวงศ์และตระกูลขุนนางเลือนหายไปอย่างไร้ร่องรอยเป็นจำนวนมาก"

หยางเซียวสดับฟังข้อมูลจากปากของหูเลี่ยน่าด้วยสีหน้าที่เต็มไปด้วยความระแวดระวังและสงสัยใคร่รู้ เขาคาดไม่ถึงเลยจริงๆ ว่าหลังจากก้าวเท้ากลับมาถึงนครวิญญาณยุทธ์ได้ไม่ทันไร จักรวรรดิเทียนโต่วจะเกิดเรื่องราวใหญ่โตปานนี้ขึ้นมาเสียแล้ว เขามีความเชื่อมั่นอย่างแรงกล้าว่า เรื่องราวการสูญหายของกลุ่มวิญญาจารย์มหาศาลนี้ ย่อมต้องมีเส้นสายความเกี่ยวพันอันลึกลับกับราชวงศ์เทียนโต่วอย่างแน่นอน

ทันใดนั้น ภาพเหตุการณ์และคำบอกเล่าของหนิงเฟิงจื้อเมื่อไม่กี่วันก่อนพลันแลบผ่านสมอง หยางเซียวรีบปล่อยอ้อมแขนจากร่างบางพลางเอ่ยกับหูเลี่ยน่าเสียงหนัก

"นาน่า... เจ้าช่วยเดินทางไปที่พระตำหนักองค์สังฆราชอีกครา แล้วนำเอาสำเนาบันทึกข้อมูลรายชื่อรวมถึงประวัติของเหล่าวิญญาจารย์ของจักรวรรดิเทียนโต่วที่สูญหายไปทั้งหมดมาให้ข้าที"

ได้ยินคำสั่งการอันกะทันหันของชายหนุ่ม หูเลี่ยน่าเลิกคิ้วเอ่ยถามด้วยความฉงน

"เจ้า... ล่วงรู้เบาะแสอันใดรึ?"

หยางเซียวส่ายหน้าก่อนจะพยักหน้ารับอย่างซับซ้อน

"ยามนี้ยังมิอาจปักใจเชื่อได้เต็มร้อย... ข้าจำเป็นต้องทัศนาดูรายชื่อและข้อมูลยืนยันตัวตนของเหล่าวิญญาจารย์ที่เลือนหายไปเหล่านั้นเสียก่อน จึงจะกล้าฟันธงว่าสิ่งที่ข้าคาดเดานั้นถูกต้องหรือไม่"

เห็นสีหน้าเคร่งเครียดและแววตาจริงจังของหยางเซียว หูเลี่ยน่าก็ตระหนักได้ทันทีว่าเรื่องนี้มิใช่เรื่องล้อเล่น นางพยักหน้ารับคำก่อนจะหมุนกายสาวเท้าเยื้องกรายออกจากห้องหับ มุ่งตรงไปยังพระตำหนักองค์สังฆราชเพื่อนำข้อมูลที่หยางเซียวต้องการมาส่งมอบให้

---

ในเวลาเดียวกัน ณ ค่ายพักแรมชั่วคราวของสำนักหอแก้วเจ็ดสมบัติ

หลังจากที่หยางเซียวเยื้องกรายกลับไปได้ไม่นาน ขบวนเสด็จขององค์สังฆราชปี่ปี่ตงก็รุดมาถึง ทันทีที่ศิษย์ของสำนักหอแก้วเจ็ดสมบัติเหลือบไปเห็นการมาเยือนของจอมจักรพรรดินี ต่างพากันหน้าตาตื่นรีบวิ่งไปรายงานหนิงเฟิงจื้อทันควัน เมื่อทราบข่าว หนิงเฟิงจื้อรีบสาวเท้าก้าวออกจากกระโจมตรงดิ่งมาต้อนรับปี่ปี่ตงถึงหน้าประตูค่ายพักแรมด้วยตนเอง

หนิงเฟิงจื้อประสานมือคำนับอย่างนอบน้อมพลางเอ่ยทูลว่า

"เรียนองค์สังฆราช... ลมบนสายใดรึจึงได้พัดพาให้พระองค์เสด็จมาเยือนสถานที่แห่งนี้ด้วยพระองค์เอง?"

ได้ยินสุ้มเสียงนอบน้อมทว่าแฝงความระแวดระวัง ปี่ปี่ตงขมวดคิ้วเรียวงามพลางตรัสเสียงเรียบ

"ทำไมรึ... หรือว่าท่านเจ้าสำนักหนิง มิยินดีต้อนรับการมาเยือนของข้า?"

หนิงเฟิงจื้อหน้าเสียเล็กน้อย รีบทูลชี้แจงเป็นพัลวัน

"ฝ่าบาททรงเข้าใจผิดแล้ว หม่อมฉันเพียงแต่ประหลาดใจยิ่งนักที่พระองค์ทรงให้เกียรติเสด็จมาเยือนสำนักหอแก้วเจ็ดสมบัติอันทรุดโทรมของพวกเราในวันนี้ ในนามของศิษย์สำนักหอแก้วเจ็ดสมบัติทั้งหมด หม่อมฉันขอถวายการต้อนรับการมาเยือนของฝ่าบาทด้วยความยินดียิ่งพะยะค่ะ"

สดับฟังคำเอ่ยอ้างอันไหลลื่นของชายวัยกลางคน ปี่ปี่ตงลอบสบถในใจเจ้าสุนัขจิ้งจอกเฒ่าเจ้าเล่ห์’

ทว่า เบื้องหน้านางยังคงรักษามาดนิ่งตรัสว่า

"เอาเถอะ... ท่านเจ้าสำนักหนิง ที่ข้ามาเยือนในวันนี้ ก็ด้วยเรื่องราวข้อเสนอที่ท่านนำเสนอไว้เมื่อวานนี้ต่างหากเล่า ท่านคิดจะปล่อยให้ข้ายืนตากลมคุยอยู่ตรงนี้ โดยมิคิดจะเชิญเข้า ไปนั่งพักผ่อนด้านในหรอกรึ?"

หนิงเฟิงจื้อได้สติ รีบเบี่ยงกายเปิดทางลาดพะยะค่ะ พลางยื่นมือเชิญ

"โอ้... หม่อมฉันช่างเลอะเลือนยิ่งนัก เชิญองค์สังฆราชเสด็จเข้าสู่ด้านในเถิดพะยะค่ะ"

ปี่ปี่ตงก้าวเท้าเดินนำเข้าสู่เขตค่ายพักแรมชั่วคราวของสำนักหอแก้วเจ็ดสมบัติทันที โดยมีหนิงเฟิงจื้อสาวเท้าก้าวตามหลังมาติดๆ

ตลอดสองข้างทางภายในค่ายพักแรม เหล่าศิษย์ของสำนักหอแก้วเจ็ดสมบัติต่างพากันจ้องมองการมาเยือนขององค์สังฆราชด้วยสีหน้าตื่นตระหนกและระแวดระวังยิ่งนัก เห็นดังนั้น ปี่ปี่ตงจึงปรายสายตาอันอ่อนโยนไปมองพลางตรัสเสียงนุ่ม

"ยินดีต้อนรับพวกเจ้าทุกคนเข้าสู่นครวิญญาณยุทธ์ มิจำเป็นต้องตื่นตระหนกไป... วันนี้ข้าเดินทางมาเพียงเพื่อหารือธุระการงานกับท่านเจ้าสำนักหนิงเท่านั้น"

สุ้มเสียงอันเปี่ยมด้วยเมตตาบารมีของปี่ปี่ตง ช่วยชะโลมจิตใจอันตื่นตระหนกของเหล่าศิษย์สำนักหอแก้วเจ็ดสมบัติให้ค่อยๆ ผ่อนคลายลง

หนิงเฟิงจื้อเอ่ยสำทับคำของนางทันควัน

"แยกย้ายกันไปได้แล้ว ใครมีหน้าที่อันใดก็จงกลับไปจัดการให้เรียบร้อย"

เมื่อได้รับคำสั่งจากเจ้าสำนัก เหล่าศิษย์สำนักหอแก้วเจ็ดสมบัติต่างพากันแยกย้ายสลายตัวไปอย่างรวดเร็ว

หนิงเฟิงจื้อหันมาประสานมือคำนับปี่ปี่ตง

"องค์สังฆราช เชิญเสด็จทางนี้พะยะค่ะ"

ภายใต้การนำทางของหนิงเฟิงจื้อ ปี่ปี่ตงเสด็จดำเนินมาจนถึงกระโจมที่พักหลังใหญ่ ภายในกระโจมยามนั้น พรหมยุทธ์กระบี่และเฒ่าพิษตู๋กูป๋อยืนสงบนิ่งอยู่ก่อนแล้ว ทั้งสองท่านโค้งกายคำนับถวายพระพรอย่างนอบน้อม ปี่ปี่ตงพยักหน้ารับคำทักทายของยอดฝีมือระดับราชทินนามพรหมยุทธ์ทั้งสองท่านด้วยท่าทีสง่างาม

ในยามนี้ ภายในกระโจมใหญ่รายล้อมไปด้วยบุคคลสำคัญระดับพลิกฟ้าคว่ำแผ่นดิน ประกอบด้วย หนิงเฟิงจื้อ ปี่ปี่ตง พรหมยุทธ์กระบี่ และตู๋กูป๋อ โดยมี พรหมยุทธ์มารอสูร ยืนสงบนิ่งดั่งเงาทมิฬอยู่เบื้องหลังของปี่ปี่ตง หลังจากเสร็จสิ้นภารกิจลอบเร้นไปยังจักรวรรดิซิงหลัว พรหมยุทธ์มารอสูรก็กลับมาทำหน้าที่เป็นผู้พิทักษ์ข้างกายของจอมจักรพรรดินีอีกครา

หลังจากประทับนั่งเรียบร้อย ปี่ปี่ตงจึงเปิดฉากสนทนาด้วยน้ำเสียงเรียบเรื่อย

"ท่านเจ้าสำนักหนิง เหล่าศิษย์ของสำนักหอแก้วเจ็ดสมบัติพำนักอยู่ที่นี่สุขสบายดีหรือไม่? หากสถานที่แห่งนี้มีความคับแคบหรือไม่สะดวกสบายประการใด จงบอกข้า ข้าจักสั่งการให้ผู้ใต้บังคับบัญชาจัดหาชัยภูมิแห่งใหม่ที่พร้อมสรรพกว่านี้ให้"

หนิงเฟิงจื้อรีบทูลตอบทันควัน

"เรียนองค์สังฆราช สถานที่แห่งนี้นับว่ายอดเยี่ยมยิ่งแล้วพะยะค่ะ พวกเราได้รบกวนเหล่าวู่อาวุโสแห่งสำนักวิญญาณยุทธ์มามากพอแล้ว อย่างไรเสีย สำนักหอแก้วเจ็ดสมบัติของพวกเราก็อพยพมาในฐานะผู้ลี้ภัย การได้รับความเมตตาและการต้อนรับอันอบอุ่นถึงเพียงนี้จากสำนักวิญญาณยุทธ์ก็นับเป็นพระคุณอันล้นพ้นจนมิอาจทดแทนได้หมดแล้วพะยะค่ะ"

ปี่ปี่ตงคลี่ยิ้มงดงามกับวาจาอันนอบน้อมนั้น

"เอาเถอะ... หากสำนักหอแก้วเจ็ดสมบัติต้องการสิ่งใดเพิ่มเติม ท่านเจ้าสำนักหนิงสามารถเดินทางมาพบข้าได้โดยตรง"

หนิงเฟิงจื้อประสานมือ

"หากถึงเวลานั้น หม่อมฉันคงต้องรบกวนองค์สังฆราชแล้วพะยะค่ะ"

ปี่ปี่ตงตรัสสืบไป

"มิจำเป็นต้องเกรงใจ... สำหรับเรื่องราวข้อเสนอที่ท่านเจ้าสำนักหนิงนำเสนอไว้เมื่อวานนี้ ข้าได้นำกลับไปตรึกตรองดูอย่างถี่ถ้วนแล้ว ข้าอยากรู้นักว่ายามนี้... ในใจของท่านเจ้าสำนักหนิง มีความกังวลหรือคิดเห็นประการใดเพิ่มเติมหรือไม่?"

เมื่อเห็นปี่ปี่ตงโยนคำถามเมื่อวานกลับมาให้เขาเป็นฝ่ายเปิดไพ่ก่อน หนิงเฟิงจื้อลอบชื่นชมในใจ บารมีและสติปัญญาของสตรีผู้ครองบัลลังก์สำนักวิญญาณยุทธ์ผู้นี้นับว่าลึกล้ำยิ่งนัก นางหาได้ตื้นเขินดั่งที่ผู้คนภายนอกร่ำลือไม่

หนิงเฟิงจื้อสูดหายใจลึกก่อนทูลตามตรง

"เรียนองค์สังฆราช... หากสำนักวิญญาณยุทธ์มิอาจยอมรับข้อเสนอเมื่อวานได้ก็มิเป็นไรพะยะค่ะ สำนักหอแก้วเจ็ดสมบัติของพวกเราก็ยังคงตั้งมั่นที่จะส่งศิษย์บางส่วนเข้าร่วมเป็นหนึ่งในสมาชิกของสำนักวิญญาณยุทธ์อยู่เช่นเดิม โดยในจำนวนนั้น... จะเป็นศิษย์สายตรงของสำนักไม่ต่ำกว่าร้อยละสามสิบส่วน และคนเหล่านั้นจะทำการละทิ้งและตัดขาดจากฐานะศิษย์ของสำนักหอแก้วเจ็ดสมบัติอย่างสิ้นเชิงพะยะค่ะ"

วาจาอันเด็ดขาดของหนิงเฟิงจื้อ ทำเอาปี่ปี่ตงลอบตระหนกในพระทัยไม่น้อย ต้องตระหนักก่อนว่าศิษย์สายตรงของสำนักหอแก้วเจ็ดสมบัติเกือบทั้งหมด ล้วนครอบครองและสืบทอดวิญญาณยุทธ์หอแก้วเจ็ดสมบัติซึ่งได้ชื่อว่าเป็นวิญญาณยุทธ์สายสนับสนุนอันดับหนึ่งของทวีป การได้มาซึ่งยอดฝีมือสายสนับสนุนจำนวนมหาศาลปานนี้เข้าร่วมก๊วน ย่อมช่วยเพิ่มพูนความแข็งแกร่งและศักยภาพในการรบให้แก่สำนักวิญญาณยุทธ์อย่างมิอาจประเมินค่าได้

ยิ่งไปกว่านั้น หนิงเฟิงจื้อยังยินยอมให้ศิษย์เหล่านั้นตัดขาดจากสำนักเดิม นั่นย่อมหมายความว่านับจากนี้เป็นต้นไป คนเหล่านั้นจะกลายเป็นวิญญาจารย์ที่ขึ้นตรงและจงรักภักดีต่อสำนักวิญญาณยุทธ์แต่เพียงผู้เดียว

ปี่ปี่ตงจ้องมองหนิงเฟิงจื้ออยู่นาน ครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่งก่อนจะตรัสด้วยรอยยิ้มบาง

"ท่านเจ้าสำนักหนิง มิจำเป็นต้องทำถึงเพียงนั้นหรอก... ข้าตกลงเห็นพ้องกับข้อเสนอเมื่อวานนี้ของท่าน อย่างไรเสีย การดำรงตำแหน่งผู้อาวุโสในสำนักวิญญาณยุทธ์ของข้า ก็หาได้หมายความว่าจะต้องตัดขาดจากขั้วอำนาจเดิมอย่างสิ้นเชิงไม่ ดั่งเช่นพรหมยุทธ์กระบี่และพรหมยุทธ์พิษในยามนี้ แม้จะถือป้ายตำแหน่งผู้อาวุโสของสำนักวิญญาณยุทธ์ ทว่าพวกเขาก็ยังคงดำรงฐานะเป็นผู้พิทักษ์และเสาหลักของสำนักหอแก้วเจ็ดสมบัติอยู่เช่นเดิมมิใช่รึ?"

วาจาอันใจกว้างของปี่ปี่ตง ทำเอาพรหมยุทธ์กระบี่และตู๋กูป๋อที่นั่งอยู่ด้านล่างถึงกับชะงักกึก พากันหันมาสบตากับด้วยความอัศจรรย์ใจ

หนิงเฟิงจื้อใจชื้นขึ้นมาทันควัน รีบทูลถามย้ำด้วยความยินดี

"เช่นนั้น... องค์สังฆราชทรงตกลงยอมรับข้อเสนอแล้วรึพะยะค่ะ?"

ปี่ปี่ตงตรัสสำทับทันที

"เรื่องนี้หาได้ส่งผลเสียต่อทั้งสำนักวิญญาณยุทธ์และสำนักหอแก้วเจ็ดสมบัติไม่ มีเหตุผลใดที่ข้าต้องปฏิเสธเล่า? อีกประการ... เรื่องนี้นับเป็นการเกื้อหนุนให้สำนักหอแก้วเจ็ดสมบัติสามารถฟื้นฟูความแข็งแกร่งได้รวดเร็วยิ่งขึ้น ในช่วงเวลาอันใกล้นี้... บางทีสำนักวิญญาณยุทธ์ของข้า อาจจะจำเป็นต้องพึ่งพิงและขอยืมพละกำลังจากสำนักหอแก้วเจ็ดสมบัติของท่านก็เป็นได้"

หัวใจของหนิงเฟิงจื้อที่ยามแรกลิงโลดด้วยความยินดีพลันสะดุดกึก ความงุนงงสงสัยหลั่งไหลเข้ามาแทนที่ ชายวัยกลางคนสบพระเนตรของจอมจักรพรรดินีพลางเอ่ยถามเสียงแผ่ว

"หม่อมฉันมิบังอาจทราบ... ไม่ทราบว่าองค์สังฆราชกำลังหมายถึงเรื่องราวในแง่มุมใดรึพะยะค่ะ?"

ปี่ปี่ตงจ้องลึกเข้าไปในดวงตาของหนิงเฟิงจื้อ ก่อนจะตรัสถามด้วยกระแสเสียงเย็นยะเยือก

"ข้าอยากรู้นักว่ายามนี้... สิ่งใดที่ท่านเจ้าสำนักหนิงเคียดแค้นและชิงชังที่สุดในชีวิต?"

ได้ยินคำถามแทงใจดำ หนิงเฟิงจื้อพลันขบกรามแน่นจนเส้นเลือดปูดโปน แววตาสาดประกายเพลิงโทสะอันบ้าคลั่ง เอ่ยลอดไรฟันด้วยความเคียดแค้น

"ย่อมต้องเป็น...จักรวรรดิเทียนโต่วอย่างแน่นอนพะยะค่ะ! หากมิใช่เพราะความอำมหิตและสันดานชั่วช้าของราชวงศ์เทียนโต่ว สำนักหอแก้วเจ็ดสมบัติของข้าคงไม่มีวันต้องตกต่ำและระหระเหินมาอยู่ในสภาพเช่นนี้!"

ทว่า ทันทีที่สิ้นประโยค ราวกับมีอัสนีบาตฟาดเปรี้ยงลงกลางใจ หนิงเฟิงจื้อพลันตระหนักถึงความนัยอันน่าสะดุ้งกลัวบางอย่างได้ในทันที เขารีบเงยหน้าขึ้นจ้องมองปี่ปี่ตงด้วยสีหน้าที่เต็มไปด้วยความตกตะลึงและสั่นสะท้าน

"องค์สังฆราช... หรือว่าสำนักวิญญาณยุทธ์คิดจะ... "

ทว่า มิทันที่หนิงเฟิงจื้อจะเอ่ยจนจบประโยค ปี่ปี่ตงก็ตรัสขัดจังหวะด้วยน้ำเสียงเรียบเรื่อยทว่าดุดัน

"ถูกต้องแล้ว ท่านเจ้าสำนักหนิง... ทุกสิ่งเป็นไปดั่งที่ท่านคาดเดาไว้ในใจนั่นแหละ ข้าอยากรู้นักว่า... สำนักหอแก้วเจ็ดสมบัติของท่าน ยินดีจะยืนหยัดอยู่เคียงข้างและให้การสนับสนุนสำนักวิญญาณยุทธ์ในการศึกครานี้หรือไม่?"

หนิงเฟิงจื้อจ้องมองดรุณีสูงศักดิ์เบื้องหน้าพลางดิ่งเข้าสู่ห้วงแห่งความตรึกตรองอันลึกล้ำ ในฐานะผู้นำสำนัก สติปัญญาและวิสัยทัศน์ของเจ้านครย่อมลึกล้ำยิ่งนัก แม้เขาจะเคยลอบคิดถึงความเป็นไปได้ในข้อนี้ ทว่าเมื่อความจริงมาปรากฏอยู่เบื้องหน้า เขาก็ยังคงยากที่จะทำใจเชื่อได้ลง

ด้วยเหตุนี้ หนิงเฟิงจื้อจึงเอ่ยถามย้ำเสียงสั่น

"องค์สังฆราช... มีพระประสงค์ที่จะทำลายล้างจักรวรรดิเทียนโต่วให้สิ้นซากอย่างนั้นรึพะยะค่ะ?!"

สิ้นประโยคอันอุกอาจ พรหมยุทธ์กระบี่และเฒ่าพิษตู๋กูป๋อที่นั่งอยู่ด้านล่างถึงกับเบิกตากว้าง จ้องมองตรงไปยังหนิงเฟิงจื้อด้วยความตกตะลึงพรึงเพริด ทว่า ปี่ปี่ตงกลับทำเพียงพยักพระพักตร์รับคำเบาๆ ด้วยท่าทีสงบนิ่ง

เมื่อเห็นจอมจักรพรรดินีพยักหน้ารับคำอย่างเป็นทางการ หัวใจของหนิงเฟิงจื้อพลันสั่นสะท้านอย่างรุนแรงประดุจเกิดแผ่นดินไหว ชายชราคาดไม่ถึงเลยจริงๆ ว่าความมักใหญ่ใฝ่สูงของสำนักวิญญาณยุทธ์จะยิ่งใหญ่และน่ากลัวถึงเพียงนี้ ยิ่งไปกว่านั้น เมื่อพิจารณาจากสีหน้าท่าทางอันเรียบเฉยของปี่ปี่ตง เรื่องราวคอขาดบาดตายเยี่ยงนี้หาได้เป็นการตัดสินใจชั่ววูบไม่... ทว่ามันถูกวางแผนและเตรียมการมาอย่างยาวนานแล้ว!

ในอดีต ยามที่สำนักหอแก้วเจ็ดสมบัติยังคงดำรงฐานะเป็นขั้วอำนาจอันดับหนึ่งที่ประกาศตัวหนุนหลังจักรวรรดิเทียนโต่ว หากมิเกิดเรื่องราวภัยพิบัติครานี้ขึ้นมา... เป้าหมายอันดับแรกในการล้างบางของสำนักวิญญาณยุทธ์ ย่อมต้องเป็นสำนักหอแก้วเจ็ดสมบัติของเขาอย่างแน่นอน เมื่อคิดได้เช่นนี้ หนิงเฟิงจื้อพลันลอบสบตาปี่ปี่ตงด้วยความหวาดหวั่นใจ

และสิ่งที่หนิงเฟิงจื้อหาได้ตระหนักรู้ในยามนี้ก็คือ... ใบหน้าของตนเองในยามนี้ ได้ซีดเผือดไร้สีเลือดประดุจคนตายไปเสียแล้ว

จบบทที่ ตอนที่ 151: ความตื่นตระหนกของหนิงเฟิงจื้อ

คัดลอกลิงก์แล้ว