- หน้าแรก
- ทนายไร้พ่ายพลิกแฟ้มคดีปริศนา
- บทที่ 602 - ประสานงานเข้าขากัน
บทที่ 602 - ประสานงานเข้าขากัน
บทที่ 602 - ประสานงานเข้าขากัน
บทที่ 602 - ประสานงานเข้าขากัน
ข้อสรุปสองสามประการสุดท้ายของสือจวิ้นหลิน ถือว่าแทงใจดำและจี้ถูกจุดอ่อนอย่างจัง
เมิ่งลี่จวนกับฉินเยี่ยนมีความสัมพันธ์อะไรกันล่ะ?
นอกจากจ่ายเงินจ้างให้มาให้บริการแล้ว จะไปมีบ้าอะไรล่ะ
ตอนนี้แค่เอาของออกมา ก็สามารถช่วยประหยัดเงินตัวเองไปได้ตั้งหลายแสน มองยังไงก็ถือเป็นการค้าที่คุ้มค่ามากๆ
ในฐานะนักธุรกิจ เมิ่งลี่จวนย่อมรู้จักเลือกว่าอะไรควรได้อะไรควรเสีย
และจุดที่สำคัญที่สุด... ตอนที่หวังฮ่าวถูกสอบสวน นอกจากเรื่องรายละเอียดเล็กๆ น้อยๆ บางส่วนที่ไม่ได้ลงลึกแล้ว ก็เรียกได้ว่าสารภาพออกมาจนหมดเปลือกไม่มีปิดบังเลย
เป็นฉินเยี่ยนต่างหากที่พอฟังจบ ก็รู้สึกว่าสือจวิ้นหลินแค่ทำเป็นเก่งไปอย่างนั้นเอง
ตามธรรมเนียมปฏิบัติในการจัดการคดีแพ่งแล้ว
ระหว่างสองฝ่าย... หากฝ่ายไหนมีหลักฐานชี้ขาดอยู่ในมือ ก็มักจะเป็นฝ่ายติดต่ออีกฝ่ายก่อน
เพื่อชี้แจงสถานการณ์ กุมความได้เปรียบ และบีบให้อีกฝ่ายต้องยอมก้มหัวรับความพ่ายแพ้
เพื่อจะได้มาซึ่งผลประโยชน์ที่นอกเหนือจากคำร้องขอให้ศาลพิจารณา
ต่อให้โชคร้ายไปเจอทนายมือใหม่ อย่างน้อยก่อนขึ้นศาลก็ต้องได้เห็นหลักฐานบ้างล่ะ
ในแง่ของเวลายังไงก็ทันแน่นอน
ดังนั้น... ฉินเยี่ยนจึงคิดว่า น่าจะเป็นเพราะสวี่ถิงไม่มีหลักฐานที่จับต้องได้ เพื่อมาพิสูจน์ว่าสิ่งที่ตัวเองพูดทั้งหมดนั้นเป็นความจริง
สือจวิ้นหลินถึงได้ใช้วิธีนี้ อาศัยกลยุทธ์ทางจิตวิทยามาลักไก่สักตลบ
ขอเพียงแค่หวังฮ่าวรู้สึกผิดอยู่ในใจ คดีนี้ก็ชนะตั้งแต่ยังไม่ทันได้สู้แล้ว
ทั้งประหยัดเวลา ประหยัดแรง แถมยังสบายใจ และยังได้ค่าทนายความมาอีกก้อนด้วย
แต่ฉินเยี่ยนไม่มีทางคาดคิดเลยว่า เรื่องทั้งหมดนี้เป็นฝีมือของจินเซิ่งที่คอยวางแผนอยู่เบื้องหลัง
คำนวณนิสัยของเขาไว้หมดแล้ว แถมยังรู้เท่าทันความเคยชินของเขาอีกด้วย
แค่ต้องการให้เขาหลงระเริงกับความชะล่าใจ แล้วต้อนตัวเองให้จนมุมตกอยู่ในสถานการณ์กลืนไม่เข้าคายไม่ออก
วิธีนี้เรียกว่า: การยึดติดกับประสบการณ์เดิมๆ ใช่ว่าจะดีเสมอไป
เอาไว้จัดการกับพวกเสือเฒ่าแบบนี้นี่แหละ
เวลานี้เมิ่งลี่จวนก้มหน้าลงครึ่งหนึ่ง สายตาเหม่อลอยจับจ้องไปที่แก้วกาแฟตรงหน้า
เห็นได้ชัดเลยว่า เธอกำลังชั่งน้ำหนักถึงผลดีผลเสียอยู่
สือจวิ้นหลินก็ไม่เร่งรัด จิบกาแฟด้วยท่าทีสบายๆ
ทำอะไรเกินพอดีมักจะส่งผลเสีย...
ชั่วขณะนั้น ภายในห้องส่วนตัวก็ตกอยู่ในความเงียบสงัด
ผ่านไปไม่กี่นาที เมิ่งลี่จวนก็เงยหน้าขึ้นมา "ทนายสือ..."
"ก่อนที่ฉันจะตัดสินใจ หวังว่าคุณจะช่วยตอบข้อสงสัยของฉันสักสองสามข้อได้ไหมคะ"
สีหน้าของสือจวิ้นหลินจริงจังขึ้น ยกมือขึ้นเป็นเชิงเชิญ "เชิญว่ามาเลยครับ..."
เมิ่งลี่จวนเอ่ยด้วยน้ำเสียงจริงจัง "ฉันลองทบทวนเนื้อหาที่คุยกันเมื่อกี้ดูแล้ว"
"ตั้งแต่แรก คุณก็คอยชักนำ ปูทาง และหยั่งเชิงมาตลอด เพื่อทำให้ฉันเกิดความเห็นอกเห็นใจ และลดความระแวดระวังลง"
"ถึงขั้นพูดได้เลยว่า... สาเหตุที่คุณนัดฉันมาพบในวันนี้ จุดประสงค์หลักไม่ได้มาเพื่อเจรจาเรื่องเงื่อนไขยินยอมความอะไรเลย แต่เพื่อมาขอแลกเปลี่ยนต่างหาก"
"แล้วคุณไปรู้มาได้ยังไง ว่าในมือของฉันมีหลักฐาน?"
"อย่าเอาคำที่ฉันเผลอหลุดปากพูดไปเมื่อกี้มาเป็นข้ออ้างเชียวนะ ฟังดูไม่ขึ้นหรอก..."
ต้องยอมรับเลยว่า เมิ่งลี่จวนเป็นผู้หญิงที่มีความสามารถคนหนึ่งจริงๆ
ใช้เวลาแค่ไม่นานก็สามารถตั้งสติกลับมาได้ แถมยังลำดับความคิด และนึกเชื่อมโยงเรื่องราวทั้งหมดได้ทะลุปรุโปร่ง
แต่มันก็เพราะคนแบบนี้นี่แหละ โอกาสที่จะทำข้อตกลงสำเร็จถึงได้มีสูงที่สุด
เพราะพวกเขามีเหตุผลมากพอ...
ในหูฟัง เสียงของจินเซิ่งดังขึ้นมาใบ้อีกครั้ง "การมอบหมายคดีให้ซ้ำอีกรอบ, ข้อสงสัย, การสอบปากคำของตำรวจ บวกกับคำที่อีกฝ่ายหลุดปากพูดออกมา"
ความสามารถของสือจวิ้นหลินก็ไม่ธรรมดา แค่แวบเดียวเขาก็เข้าใจทันที
"คุณเมิ่งครับ การมอบหมายคดีๆ หนึ่ง... ล้วนเป็นเรื่องความยินยอมพร้อมใจของทั้งสองฝ่ายนะครับ"
"ไม่ใช่ว่าคุณจ่ายเงิน แล้วผมจะต้องรับทำเสมอไป"
"ฉินเยี่ยนก่อเรื่องใหญ่โตขนาดนี้ คุณกลับยังยอมให้เขาจัดการคดีนี้ต่อไปอีก"
"มันฟังขึ้นเหรอครับ?"
"ผมคิดว่าถ้าเปลี่ยนเป็นใครก็คงไม่มีทางทำแบบนี้แน่!"
"แต่สิ่งที่ทำให้คนคาดไม่ถึงยิ่งกว่า... กลับเป็นทางฝั่งของฉินเยี่ยนนี่แหละครับ"
"เขาถูกหวังฮ่าวหักหลัง จนต้องไปขึ้นโรงพัก เกือบจะเสียท่าพังไม่เป็นท่าอยู่แล้ว"
"แต่กลับยังยินดีที่จะรับมอบหมายคดีนี้อีก"
"มาเจรจาเรื่องยอมความ เพื่อให้บริการทางกฎหมายแก่หวังฮ่าว"
"นี่มันอะไรกันครับ ตอบแทนความแค้นด้วยความดีงั้นเหรอ?"
"หรือจะบอกว่า เขาไม่กังวลเลยสักนิดว่าเรื่องแบบนี้จะเกิดขึ้นอีกครั้ง?"
"ผมรู้สึกว่ามันแปลกๆ ก็เลยตั้งใจนัดคุณมาพบ เพื่อรับผิดชอบต่อลูกความของผม"
"โดยเฉพาะเมื่อผ่านบทสนทนาเมื่อครู่นี้ไป ผมก็เลยยืนยันได้ข้อหนึ่ง..."
"ในมือของคุณเมิ่ง น่าจะมีหลักฐานที่สามารถใช้ข่มขู่ฉินเยี่ยนได้อยู่หนึ่งชิ้น"
"มีเพียงวิธีนี้เท่านั้น ถึงจะสามารถอธิบายทุกอย่างได้สมเหตุสมผล"
คำอธิบายนี้มีความครอบคลุมและสมเหตุสมผลมาก
ทนายความคนหนึ่ง เมื่อสังเกตเห็นถึงความผิดปกติ กังวลว่าจะเป็นผลเสียต่อลูกความ ดังนั้นจึงกล้าคาดเดา และระมัดระวังในการหาข้อพิสูจน์ จะไปมีปัญหาอะไรได้ ใครหน้าไหนก็หาข้อบกพร่องไม่เจอ
เมิ่งลี่จวนครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง แล้วพยักหน้ารับเพื่อแสดงความเห็นด้วย
"ตกลงค่ะ ยังมีข้อสุดท้ายอีกหนึ่งข้อ"
"เท่าที่ฉันรู้ คุณกับทนายฉินก็ไม่ได้มีความแค้นฝังลึกอะไรกันนี่นา"
"แล้วทำไมถึงยอมใช้เงินตั้งหลายแสนเพื่อมาแลกของกับฉันล่ะคะ"
"ช่วยบอกเหตุผลฉันหน่อยได้ไหม?"
ตั้งแต่เริ่มถามคำถามแรก จินเซิ่งก็เดาออกแล้วว่าเมิ่งลี่จวนต้องการจะถามอะไร
พอสิ้นเสียง จินเซิ่งก็กระซิบใบ้ให้ทันที "เพื่อนร่วมงานในสำนักงานกฎหมาย, ใช้วิธีสกปรก, เพื่อแก้แค้น, เน้นย้ำเรื่องระยะเวลาของหลักฐาน"
สือจวิ้นหลินก็ไม่รอช้า เอ่ยปากตอบไปตรงๆ ทันที "พูดตามตรงเลยนะครับ"
"สำนักงานกฎหมายของผมมีเพื่อนร่วมงานอยู่คนนึง ก่อนหน้านี้เขาเคยประมือกับทนายฉินมาแล้ว"
"แต่เขาลืมไปว่าจิตใจคนเรามันชั่วร้ายแค่ไหน"
"คดีที่เดิมทีน่าจะชนะใสๆ กลับถูกทนายฉินใช้วิธีสกปรกเล่นงานลับหลัง จนทำให้เกิดความเสียหายอย่างหนัก แถมเขายังถูกลูกความด่าเปิงจนเสียหมาเลย"
"ดังนั้นหลังจากรู้ถึงความเป็นไปได้เรื่องหลักฐานที่สร้างความเสียเปรียบนี้ เขาก็เลยมาขอร้องให้ผมช่วยจัดการเรื่องนี้ให้"
"ส่วนเรื่องเงินค่าชดเชยที่ขาดหายไป เขาจะเป็นคนควักกระเป๋าจ่ายส่วนต่างให้เอง"
"ทำแบบนี้ คุณเมิ่งก็สามารถลดความเสียหายลงได้ แถมยังได้หนังสือยินยอมความด้วย เพื่อนร่วมงานผมก็ได้แก้แค้นคืน ส่วนคุณสวี่ก็จะได้รับเงินชดเชย จะได้รีบหลุดพ้นจากฝันร้าย และเริ่มต้นชีวิตใหม่เสียที"
(จบแล้ว)