- หน้าแรก
- ทนายไร้พ่ายพลิกแฟ้มคดีปริศนา
- บทที่ 601 - การแลกเปลี่ยนที่วิน-วินทั้งสองฝ่าย
บทที่ 601 - การแลกเปลี่ยนที่วิน-วินทั้งสองฝ่าย
บทที่ 601 - การแลกเปลี่ยนที่วิน-วินทั้งสองฝ่าย
บทที่ 601 - การแลกเปลี่ยนที่วิน-วินทั้งสองฝ่าย
สือจวิ้นหลินทำหน้าร้องอ้อ "โอ้... ที่แท้ก็เป็นแบบนี้นี่เอง"
"โบราณว่าไว้ สามีภรรยาเปรียบดั่งนกในป่าเดียวกัน เมื่อภัยมาถึงตัวต่างก็บินหนีเอาตัวรอด"
"แต่ในสังคมที่ผลประโยชน์ต้องมาก่อนแบบในปัจจุบันนี้ คุณถือว่าเป็นคนที่มีน้ำใจมากเลยนะครับ"
"ตั้งแต่ผมทำงานอาชีพนี้มาหลายปี ยังไม่เคยเจอใครแบบนี้มาก่อนเลยจริงๆ"
พอโดนประจบเอาใจไปนิดหน่อย เมิ่งลี่จวนก็ฟังจนรู้สึกเขินขึ้นมานิดๆ เอื้อมมือไปยกแก้วกาแฟขึ้นมาจิบเล็กน้อย
นี่เรียกว่าการกลบเกลื่อน...
สือจวิ้นหลินมองเห็นทุกอย่างอยู่ในสายตา
ดูเหมือนว่าการปูทางมาก่อนหน้านี้ จะไม่สูญเปล่าสินะ!
"คุณเมิ่งครับ เห็นแก่ความมีน้ำใจนี้ ผมก็ขอพูดกับคุณตรงๆ เลยก็แล้วกัน"
"ก่อนที่จะมาพบคุณที่นี่ ผมได้คุยโทรศัพท์กับลูกความมาแล้วครับ"
"ประเด็นหลักก็คือการปรึกษาหารือกันเรื่องจำนวนเงินค่ายอมความนั่นแหละครับ"
"ทางคุณสวี่น่ะยอมรับได้ ขอแค่ให้เรื่องนี้มันจบลงโดยเร็วก็พอ"
"จะได้หลุดพ้นจากฝันร้าย แล้วเริ่มต้นชีวิตใหม่เสียที"
"แต่ว่า... ท่าทีของพ่อแม่คุณสวี่ค่อนข้างเด็ดขาดมากครับ"
"พวกท่านบอกว่า ไม่ยอมทำตามเงื่อนไขให้ครบถ้วน ก็ไม่ต้องเอาเงินเลยสักแดงเดียว ขอแค่ให้ศาลลงโทษอย่างหนักก็พอ"
เมิ่งลี่จวนขมวดคิ้วเล็กน้อย เอ่ยอย่างไม่ค่อยพอใจนัก "ทนายสือ นี่ถือเป็นการข่มขู่หรือเปล่าคะ?"
สือจวิ้นหลินโบกมือไปมา "โธ่... คุณคิดมากไปแล้วครับ"
"สองสามีภรรยาวัยชรากำลังโกรธจัดน่ะครับ!"
"อย่างแรกคือรู้สึกว่าลูกสาวทำตัวไม่เอาถ่าน ถึงได้ไปคบหากับผู้ชายที่มีภรรยาแล้ว"
"อย่างที่สองคือสงสารลูกครับ"
"คุณลองคิดดูสิครับ เรื่องแบบนี้เกิดขึ้นกับลูกบ้านไหน พ่อแม่คนไหนจะไปยอมรับได้"
"ยิ่งไปกว่านั้น คุณสวี่ยังต้องไปพบจิตแพทย์เพราะเรื่องนี้ด้วยนะครับ"
"บนใบรับรองแพทย์ก็เขียนเอาไว้อย่างชัดเจนว่า... เป็นภาวะความผิดปกติทางอารมณ์ที่เกิดขึ้นภายหลังพบเหตุการณ์รุนแรงครับ"
เมิ่งลี่จวนฟังจบ สีหน้าก็ดูซับซ้อนขึ้นมาเล็กน้อย
ผ่านไปครู่ใหญ่เธอถึงเอ่ยปาก "ทนายสือ บอกเงื่อนไขมาตรงๆ เลยดีกว่าค่ะ!"
"ถ้ามันไม่เกินไปนัก ฉันก็อาจจะพิจารณาเพิ่มเงินให้อีกหน่อยได้"
"ถือซะว่าฉันเป็นคนจ่ายค่ารักษาพยาบาลให้สวี่... สวี่ถิงแทนหวังฮ่าวก็แล้วกัน"
สือจวิ้นหลินแสร้งทำทีเป็นซาบซึ้งใจ
"งั้นผมก็ขอขอบคุณแทนคุณสวี่ก่อนเลยนะครับ"
เมิ่งลี่จวนถอนหายใจออกมา ส่ายหน้าเบาๆ "จะมาขอบคุณอะไรกันคะ"
"พูดกันตามตรง ความจริงฉันกับสวี่ถิงต่างก็เป็นฝ่ายพ่ายแพ้ด้วยกันทั้งคู่"
"การที่หวังฮ่าวนอกใจ ไม่ใช่แค่ทำร้ายฉันกับลูก แต่ยังทำร้ายครอบครัวด้วย"
"สิ่งที่เขาทำกับสวี่ถิง ก็เป็นการทำร้ายเธอเหมือนกัน"
"ไม่อย่างนั้นจะเดินมาถึงจุดนี้ได้ยังไงล่ะคะ"
"เรื่องทั้งหมดนี้... เป็นเพราะเขารนหาที่เองทั้งนั้น"
"ส่วนตัวฉันที่มีสถานะเป็นภรรยาตามกฎหมาย สิ่งที่พอจะทำได้ในตอนนี้ ก็คือพยายามช่วยเขาชดเชยให้ได้มากที่สุดก็เท่านั้นเอง"
ดูไม่ออกเลยนะเนี่ย ว่าเมิ่งลี่จวนจะมีมุมแบบนี้ด้วย
หรือว่า... คนอ้วนทุกคน ล้วนมีจิตใจที่งดงามกันนะ?
สือจวิ้นหลินเปลี่ยนเรื่องคุยทันที "คุณเมิ่งครับ เท่าที่ผมรู้มา เมื่อไม่กี่วันก่อนฉินเยี่ยนเคยถูกสถานีตำรวจเรียกตัวไปสอบปากคำเรื่องบางอย่าง"
"ดูเหมือนว่า... หวังฮ่าวจะสารภาพอะไรบางอย่างอยู่ข้างในนั้น"
"เรื่องนี้ คุณทราบไหมครับ?"
เมิ่งลี่จวนไม่ได้คิดอะไรมาก ตอบกลับว่า "ฉันรู้ค่ะ..."
"หวังฮ่าวบอกกับคุณอาตำรวจว่า การที่เขาปฏิเสธและโกหกในชั้นศาล แล้วตอนหลังก็เปลี่ยนโทรศัพท์มือถือ... อะไรพวกนี้ ล้วนเป็นสิ่งที่ทนายฉินสอนให้เขาทำทั้งนั้น"
"ตอนที่ออกมา ทนายฉินก็ติดต่อฉันมาทันทีเลยค่ะ"
สือจวิ้นหลินเอ่ยอย่างเดือดดาล "แบบนี้มันเสร็จนาฆ่าโคถึก เสร็จศึกฆ่าขุนพลชัดๆ เลยไม่ใช่เหรอครับ?"
"ต่อไปใครจะกล้าช่วยเหลืออีกล่ะ"
เมิ่งลี่จวนเออออตาม "นั่นสิคะ!"
"คนเขาอุตส่าห์ช่วยให้คุณผ่านพ้นวิกฤตมาได้ คุณกลับไปแทงข้างหลังเขาซะงั้น"
"เสียแรงที่ทำธุรกิจมาตั้งหลายปี เรื่องง่ายๆ แค่นี้ยังไม่เข้าใจอีก"
สือจวิ้นหลินรีบถามต่อ "เกิดเรื่องแบบนี้ขึ้น แล้วทำไมคุณถึงยังให้เขารับผิดชอบคดีนี้อีกล่ะครับ ไม่กลัวว่าเขาจะจงใจทำให้เรื่องมันพังเหรอ?"
"เขาไม่กล้าหรอก..."
พอพูดออกไป เมิ่งลี่จวนก็ตระหนักได้ถึงอะไรบางอย่าง รีบกลืนประโยคถัดไปลงคอทันที
สือจวิ้นหลินเห็นดังนั้นก็ร้องว่าแล้วเชียวอยู่ในใจ
จินเซิ่งเดาไม่ผิดจริงๆ ในมือของเมิ่งลี่จวนต้องมีของที่สามารถข่มขู่ฉินเยี่ยนได้อย่างแน่นอน
ในเมื่อยืนยันเรียบร้อยแล้ว ทีนี้ก็สามารถเปิดโหมดโจมตีเต็มกำลังได้เลย
"คุณเมิ่งครับ ไม่อย่างนั้นพวกเรามาคุยเรื่องเงื่อนไขการยินยอมความกันก่อนดีไหมครับ!"
"ได้ค่ะ... คุณว่ามาเลย"
เมื่อได้ยินว่าสือจวิ้นหลินไม่ได้ซักไซ้ไล่เลียงต่อ เมิ่งลี่จวนก็ลอบถอนหายใจด้วยความโล่งอก
สาเหตุที่เรียกว่าจุดอ่อน ก็เพราะมันมีคุณสมบัติของความเป็นความลับอยู่ยังไงล่ะ
ถ้าแม้แต่คู่ต่อสู้ยังรู้เข้า แล้วจะไปเอาไปขู่ทำซากอะไรได้อีกล่ะ
"ข้อเรียกร้องของพ่อแม่คุณสวี่ก็คือ... เพิ่มเงินค่าชดเชยเป็นหนึ่งล้านครับ"
"ส่วนเงื่อนไขอื่นๆ ก็ให้ยึดตามที่คุยกันไว้ตอนแรกเลย"
เมิ่งลี่จวนยกแก้วกาแฟขึ้นมาจิบอีกครั้ง
"สูงไปหน่อยนะคะ..."
"ฉันมีความเห็นอกเห็นใจก็จริง แต่นั่น... ไม่ใช่ข้ออ้างให้พวกคุณมาขูดรีดกันแบบนี้นะคะ"
"ค่าชดเชยความเสียหายต่อร่างกายห้าแสน ค่ารักษาพยาบาลทางจิตใจสองแสน รวมทั้งหมดเป็นเจ็ดแสน"
"ทนายสือก็อย่าลืมนะคะ ว่าคดีก่อนหน้านี้ก็ยังไม่ได้ข้อสรุปเลย"
"ถ้าจะให้คำนวณกันจริงๆ ยอดเงินโดยรวมมันก็ทะลุหนึ่งล้านไปตั้งนานแล้ว"
"นี่คือความจริงใจที่สุดเท่าที่ฉันจะให้ได้แล้วค่ะ"
"ถ้าไม่ตกลง ฉันก็คงทำได้แค่เลือกที่จะยอมแพ้"
"ถ้าหากเราไม่สามารถตกลงกันได้ ฉันก็ต้องเดินหน้าทวงเงินคืนต่อไปอย่างแน่นอน"
คนที่สามารถกุมบังเหียนธุรกิจได้นี่มันไม่เหมือนคนทั่วไปจริงๆ ด้วย
ไม่ว่าจะเป็นทักษะการเจรจา หรือบารมีความน่าเกรงขาม ล้วนใช้ได้เลยทีเดียว
ตอนนี้เอง เสียงของจินเซิ่งก็ดังมาจากในหูฟัง
"เริ่มลดราคาได้เลย ขีดจำกัดต่ำสุดคือศูนย์..."
สือจวิ้นหลินได้ยินคำสั่ง ก็เอ่ยปากทันที "คุณเมิ่งครับ ความจริงผมยังมีอีกแผนหนึ่งนะครับ"
"เงินค่าชดเชยไม่ต้องถึงเจ็ดแสน ไม่ต้องถึงห้าแสน ขอแค่สามแสนก็พอครับ"
เมิ่งลี่จวนถามอย่างประหลาดใจเล็กน้อย "โอ้... แผนอะไรเหรอคะ?"
รอยยิ้มบนใบหน้าของสือจวิ้นหลินยังคงไม่เปลี่ยนแปลง "การแลกเปลี่ยนครับ..."
"ผมต้องการหลักฐานชิ้นนั้นในมือคุณ ที่สามารถเอาไปข่มขู่ฉินเยี่ยนได้"
เมิ่งลี่จวนยืดหลังตรงขึ้นมาทันที เบิกตาโพลง จ้องมองสือจวิ้นหลินเขม็ง
นอกจากความตกใจแล้ว ในใจยังเต็มไปด้วยความสงสัยใคร่รู้...
เรื่องนี้ตั้งแต่ต้นจนจบ มีแค่เธอกับฉินเยี่ยนสองคนเท่านั้นที่รู้
แล้วสือจวิ้นหลินไปรู้มาได้ยังไง?
หรือว่าตอนที่ตัวเองหลุดปากพูดออกไปเมื่อกี้ จะทำให้เขาเดาทางได้แล้ว
แต่มันไม่เห็นจำเป็นเลยนี่!
เขาไม่ใช่ลูกความเสียหน่อย แถมยังไม่ได้มีเรื่องบาดหมางอะไรกับฉินเยี่ยนด้วย แล้วทำไมถึงยอมเสียเงินตั้งหลายแสนเพื่อแลกกับของสิ่งนี้
ตกลงว่าเขาต้องการจะทำอะไรกันแน่?
เมิ่งลี่จวนคิดไม่ออกจริงๆ
"ทนายสือ ฉันไม่รู้ว่าคุณกำลังพูดเรื่องอะไร ทนายฉินจะมีจุดอ่อนอยู่ในมือฉันได้ยังไงกันคะ"
"นี่มันล้อเล่นกันชัดๆ เลยไม่ใช่เหรอ?"
"ฉันว่า... พวกเรามาคุยเรื่องเงื่อนไขการยินยอมความกันต่อดีกว่าค่ะ!"
คราวนี้ถึงตาสือจวิ้นหลินบ้างแล้ว
เขาเพียงยกแก้วขึ้นมา แล้วจิบกาแฟอย่างไม่รีบร้อน
"คุณเมิ่งครับ มีจุดอ่อนหรือไม่มี... ในใจของพวกเราต่างก็รู้ดี ไม่ต้องรีบปฏิเสธหรอกครับ"
"ให้ผมค่อยๆ วิเคราะห์และอธิบายให้คุณฟังก่อนเถอะครับ"
"ข้อเสนอนี้ ผมคิดว่ามันเป็นผลดีกับเราทั้งคู่แบบวิน-วินนะครับ!"
"อย่างแรก ระหว่างคุณกับฉินเยี่ยน นอกจากความสัมพันธ์แบบผู้ว่าจ้างลูกจ้างในตอนแรกแล้ว ก็ไม่ได้มีความสัมพันธ์ส่วนตัวอะไรที่ลึกซึ้งเลย"
"อย่างที่สอง เงินค่าชดเชยที่จำเป็นต้องใช้ในการยอมความ ก็ต้องควักกระเป๋าของคุณจ่ายใช่ไหมล่ะครับ"
"ตอนนี้มีโอกาสที่จะลดลงได้ตั้งครึ่งหนึ่ง มันไม่ดีหรือไงครับ?"
"ประการสุดท้าย และเป็นประเด็นสำคัญที่สุด"
"เรื่องราวทั้งหมดที่เกิดขึ้น ต้นเหตุก็มาจากคดีแพ่งเมื่อช่วงที่ผ่านมา"
"ผมเขียนไว้ในคำให้การแก้ฟ้องชัดเจนขนาดนั้นแล้ว คงไม่ถึงขั้นไม่ได้อ่านหรอกนะครับ!"
"ขอแค่ฉินเยี่ยนไปถามหวังฮ่าวดู เขาก็ควรจะรู้ว่ามันคือความจริง"
"ทนายความที่ทำงานมาสิบกว่าปี แถมยังเป็นถึงทนายความหุ้นส่วนของสำนักงานกฎหมายระดับท็อป เขาจะไม่รู้เชียวหรือครับว่า..."
"เมื่องัดหลักฐานออกมาแสดง ผู้พิพากษาจะต้องโอนคดีให้ทางสถานีตำรวจตรวจสอบร้อยเปอร์เซ็นต์อย่างแน่นอน"
"วิธีที่ถูกต้องคือ ต้องเป็นฝ่ายติดต่อทั้งสองฝ่ายให้มานั่งจับเข่าคุยกันดีๆ ค่อยๆ เจรจาหาข้อตกลงร่วมกัน และเคลียร์ปัญหากันเงียบๆ นอกรอบ"
"ถ้าไม่ได้จริงๆ เขาก็ยังสามารถแนะนำให้พวกคุณถอนฟ้องได้"
"แต่อย่างเห็นได้ชัดเลยว่า ทนายฉินหยิ่งยโส และมั่นใจในตัวเองมากเกินไป..."
"แล้วผลลัพธ์ล่ะครับ?"
"หวังฮ่าวโดนจับเข้าไป นอกจากคุณจะไม่ได้เงินคืนแล้ว ยังต้องควักเงินออกมาอีกหลายแสนด้วย"
"เพราะฉะนั้นที่เขาว่ากันว่า... ทุกสิ่งทุกอย่างล้วนมีเหตุและผล ถูกกำหนดมาแล้วตั้งแต่ต้น"
"คุณเมิ่ง คุณคิดว่ามีเหตุผลไหมครับ?"
(จบแล้ว)