- หน้าแรก
- ข้าเห็นไอเทมดรอปจากบอสทุกชิ้น
- บทที่ 65 เขาเป็นนักเวทไม่ใช่เหรอ?
บทที่ 65 เขาเป็นนักเวทไม่ใช่เหรอ?
บทที่ 65 เขาเป็นนักเวทไม่ใช่เหรอ?
บทที่ 65 เขาเป็นนักเวทไม่ใช่เหรอ?
"ชื่อเทียนซื่อโว้ย"
เทียนซื่อยืนงงเป็นไก่ตาแตกอยู่ที่จุดเกิดในฐานที่มั่น ความรู้สึกเก้อเขินฉายชัดบนใบหน้า
"พวกนี้นี่ก็จริงๆ เล้ย อย่างน้อยก็รอข้าแนะนำตัวให้จบก่อนสิวะ!"
……
เมื่อเห็นว่าโจรที่สร้างความหวาดกลัวจนแทบหายใจไม่ออกคนนั้นถูกฆ่าตาย ทุกคนก็ถอนหายใจออกมาอย่างโล่งอก
ต้องยอมรับเลยว่าไอ้โจรที่ชื่อเทียนซื่อคนนี้ มันสร้างแรงกดดันทางจิตใจให้ทุกคนมากจริงๆ
พวกนักบวชบางคนยังไม่ลืมที่จะกระทืบเท้าตรงจุดที่เทียนซื่อตายเพื่อระบายความแค้น
แต่ตอนนี้ไม่ใช่ว่าทุกคนจะอารมณ์ดีกันหรอกนะ โดยเฉพาะวิหารเทพคนบ้าคลั่งนี่ล่ะที่โกรธจัดที่สุด!
เพิ่งจะโม้ไปหยกๆ ว่าไม่มีใครกล้าฆ่าคนของตัวเองต่อหน้าต่อตาได้หรอก
แต่วิหารเทพอิ๋งอิ๋งกลับถูกฆ่าตายต่อหน้าต่อตาในระยะประชิด...
ได้แต่มองดูวิหารเทพอิ๋งอิ๋งถูกฆ่าตายไปต่อหน้าต่อตา วิหารเทพคนบ้าคลั่งก็โกรธจนแทบจะคลุ้มคลั่ง
"แม่มเอ๊ย! ถ้าวันนี้ไม่ฆ่าพวกมันให้ตาย ข้าคงนอนตายตาไม่หลับแน่"
วิหารเทพคนบ้าคลั่ง (ประธานกิลด์): "คนของวิหารเทพทุกคน โจมตีประตูเมืองตามที่อิ๋งอิ๋งบอก ไม่ต้องสนใจอย่างอื่น ได้ยินไหม!"
วิหารเทพดาบคู่ (หัวหน้าปาร์ตี้ของกิลด์): "รับทราบ!"
วิหารเทพเพชฌฆาต (สมาชิกกิลด์): "รับทราบ!"
……
ภายใต้สายตาที่ทั้งตกใจและสงสัยของลั่วเสินหลิวเหนียนและเซิ่งซื่อจุ้ยกุ่ย คนของวิหารเทพต่างก็พุ่งเข้าใส่ประตูเมืองด้วยความโกรธแค้น
เมื่อลั่วเสินหลิวเหนียนเห็นดังนั้นก็รู้สึกหมดหนทาง
"ทุกคน โจมตีเมืองเต็มกำลัง นักรบโล่ตั้งแนวป้องกันต่อไป"
เซิ่งซื่อจุ้ยกุ่ยขมวดคิ้วแน่น ตอนนี้กุนซืออันดับหนึ่งของทั้งสามกิลด์ต่างก็ถูกฆ่าตายทั้งที่ได้รับการคุ้มกันอย่างแน่นหนา น่าอัปยศอดสูชะมัด!
แต่ตอนนี้ก็ไม่มีวิธีอื่นที่ดีกว่านี้แล้ว ทำได้แค่เป็นผู้นำทัพบุกโจมตี
"บุกเข้าไปให้ได้!"
อาจจะเป็นเพราะถูกความโกรธครอบงำ หรืออาจจะเป็นเพราะการตัดสินใจทุ่มสุดตัว
วิหารเทพคนบ้าคลั่งที่เดิมทีได้รับการคุ้มกันอย่างแน่นหนา กลับเผลอเข้าไปปะปนกับพวกนักรบระหว่างการบุกโจมตีโดยไม่รู้ตัว
จังหวะที่ทุกคนกำลังพุ่งเข้าใส่ฐานที่มั่นด้วยความโกรธแค้น
เงาร่างดุจภูตผีก็ปรากฏขึ้นด้านหลังวิหารเทพคนบ้าคลั่งอย่างกะทันหัน
"ระบำดาบเงา"
"-186" คริติคอล~
วิหารเทพคนบ้าคลั่งที่เดิมทีมีใบหน้าเต็มไปด้วยความโกรธแค้น หลังจากถูกโจมตี สิ่งแรกที่แสดงออกมากลับไม่ใช่ความกลัว แต่เป็น... ความดูถูกเหยียดหยาม
"รอแกอยู่เลย!"
"กระแทกโล่"
"ปัง!"
"-78"
ชื่อถงยังไม่ทันได้ใช้สกิลต่อไป ก็ถูกเซิ่งซื่อจุ้ยกุ่ยกระแทกจนปลิว
"พุ่งชนเพลิง"
"ปัง!"
"-201"
ชื่อถงที่เพิ่งร่วงลงพื้น ก็ถูกสกิลของลั่วเสินหลิวเหนียนที่เตรียมรอไว้อยู่แล้วอัดเข้าเต็มๆ อีกครั้ง
ติดกับดัก!
ตอนนี้ต่อให้เป็นไอ้โง่ก็ยังรู้ว่าตัวเองตกหลุมพรางเข้าให้แล้ว
ชื่อถงที่เลือดเหลือแค่ขีดแดงกระพริบปริบๆ ไม่ลังเลเลยที่จะพุ่งเข้าไปในดงนักเวทที่อยู่ข้างๆ ทันที
3
นักเวทคนหนึ่งเล็งเป้าหมายไปที่ชื่อถงแล้วโจมตีธรรมดา
"-41"
3
นักเวทอีกคนก็โจมตีธรรมดาใส่ชื่อถงเหมือนกัน
"คราวนี้จะยอมให้แกหนีไปได้อีกงั้นเหรอ พวกข้าก็เสียหน้าแย่สิวะ!"
"-21"
3
เมื่อชื่อถงที่มีเลือดเหลือไม่ถึง 20 หน่วยรู้ตัวว่าไม่รอดแน่แล้ว จึงพุ่งเข้าหาวิหารเทพคนบ้าคลั่งที่กำลังทำหน้าประหลาดใจ
ไม่รู้ว่าเป็นเพราะประมาท หรือทุกคนมัวแต่ยืนดูเรื่องสนุกกันอยู่ เลยไม่มีใครนึกถึงเรื่องการฮีลเลือดให้วิหารเทพคนบ้าคลั่งเลย
มองดูชื่อถงที่เลือดปางตายพุ่งเข้ามาหาตัวเอง วิหารเทพคนบ้าคลั่งก็ทำหน้าเหี้ยมเกรียม
"ให้ข้าจัดการเอง!"
ตอนนี้ชื่อถงน่ะ โดนโจมตีธรรมดาทีเดียวก็ตายแล้ว
ทุกคนก็ยินดีที่จะเห็นชื่อถงถูกฆ่าตายไปต่อหน้าต่อตา
วิหารเทพคนบ้าคลั่งชูไม้เท้าขึ้น โจมตีธรรมดา
ลูกไฟเล็กๆ พุ่งตรงไปหาชื่อถง
"ไปลงนรกซะ!"
แม้จะรู้ตัวว่าต้องตายแน่ๆ แต่ชื่อถงก็ยังคงพุ่งเข้าใส่วิหารเทพคนบ้าคลั่งอย่างไม่คิดชีวิต
จังหวะที่ลูกไฟเล็กๆ กำลังจะโดนชื่อถง
"+356"
"-61"
"+10"
"+10"
……
ท่ามกลางสายตาที่ตกตะลึงสุดขีดของทุกคน ชื่อถงก็มาถึงตัววิหารเทพคนบ้าคลั่งแล้ว
"ลอบโจมตีเงา"
"-169" คริติคอล~
"ควักกระดูก"
"-201" คริติคอล~
ตายคาที่!
เซิ่งซื่อจุ้ยกุ่ยตกใจและโกรธจัด
"ชาร์จ!"
"-58"
ติดสถานะมึนงง 1 วินาที
……
หลังจากสติเลือนลางไปชั่วครู่ ชื่อถงก็มาโผล่ที่จุดเกิด
หลินอี้เดินเข้าไปตบไหล่เขาแล้วพูดว่า
"ทำได้ดีมาก"
แต่ชื่อถงกลับไม่ได้รู้สึกดีใจที่หลินอี้ชม กลับทำหน้าเศร้าซึมแล้วพูดว่า
"ความจริงข้าน่าจะรู้ตัวแต่แรกแล้วว่านั่นมันคือกับดัก แล้วค่อยหาโอกาสใหม่ แบบนั้นก็ไม่ต้องตายแล้ว"
"ข้ามันใจร้อนเกินไปจริงๆ"
หลินอี้เหมือนจะรู้อยู่แล้วว่าจะเกิดเรื่องแบบนี้ขึ้น จึงหัวเราะแล้วพูดว่า
"ไม่ว่าใครก็ต้องใช้เวลาในการเติบโตกันทั้งนั้นแหละ"
"ความล้มเหลวแค่ครั้งเดียวมันไม่ได้ตัดสินอะไรเลย สิ่งที่แกต้องทำก็คือเรียนรู้จากความผิดพลาดนั้น"
"ในฐานะโจร สิ่งที่แกต้องทำก็คือทำให้ศัตรูรู้สึกถึงความหวาดกลัวที่แกนำมาให้ ไม่ใช่ปล่อยให้ตัวเองตกไปอยู่ในจังหวะของศัตรู แล้วโดนศัตรูจูงจมูกลากไป"
พูดจบ หลินอี้ก็หันหลังเดินกลับขึ้นไปบนกำแพงเมืองเพื่อสั่งการต่อ
หลินอี้เชื่อว่าด้วยความฉลาดของชื่อถง เขาต้องเข้าใจความหมายที่เขาพูดแน่นอน
ตอนนั้นเอง เอฟลาร่าก็บินกลับมาจากที่ไกลๆ แล้วลงมาเกาะบนไหล่ของหลินอี้
ไม่ไกลจากชื่อถง เทียนซื่อก็ปรากฏตัวขึ้นด้วยใบหน้าบูดเบี้ยว
ทำไมคำพูดพวกนั้นมันฟังดูคุ้นหูจังวะ?
รู้สึกเหมือนมันแทงใจดำ เหมือนเป็นคำพูดที่ตัวเองอยากจะพูดออกมาเลย
เขาเป็นนักเวทไม่ใช่เหรอ?
แล้วทำไมถึงรู้เรื่องโจรดีจังวะ
……
วิหารเทพคนบ้าคลั่ง (ประธานกิลด์): "บุกเข้าไปให้หมด ฆ่าพวกมันให้เรียบ!"
วิหารเทพคนบ้าคลั่ง (ประธานกิลด์): "ตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไป ออกหมายจับชื่อถงกับเฟิงหัวทั่วเซิร์ฟเวอร์ ใครฆ่าได้หนึ่งครั้งรับไปเลยหนึ่งพันเงินจริง"
……
สมาชิกกิลด์วิหารเทพฟังข้อความของวิหารเทพคนบ้าคลั่งในช่องแชตกิลด์ ทุกคนก็พอจะจินตนาการภาพความบ้าคลั่งของเขาในตอนนี้ออกเลย
พูดได้เลยว่าถ้าครั้งนี้ขัดขวางอ้าวซื่อเซิ่งถังสร้างเมืองไม่สำเร็จ ทั้งสามกิลด์ใหญ่คงได้เอาหน้าไปซุกแผ่นดินหนีแน่ๆ
รวมคนมาตั้งสองพันกว่าคนปะทะกับห้าร้อยคน แต่กลับตีประตูเมืองไม่แตก แถมสมาชิกคนสำคัญฝ่ายตัวเองยังโดนลอบสังหารไปทีละคนๆ อีก
ถ้าจะบอกว่าประมาทก็ว่าไปอย่าง
แต่แรกเริ่ม ทุกคนก็ป้องกันคนพวกนี้อย่างแน่นหนาแล้วแท้ๆ แต่ก็ยังป้องกันไม่ได้
ผลลัพธ์แบบนี้คงไม่มีใครรับได้หรอก
โดยเฉพาะกับระดับบิ๊กอย่างเซิ่งซื่อจุ้ยกุ่ยและลั่วเสินหลิวเหนียน ที่ครองตำแหน่งกิลด์อันดับหนึ่งและสองของเกมมาตลอด ผลลัพธ์แบบนี้มันคือความอัปยศอดสูชัดๆ
ถ้าขัดขวางฝ่ายตรงข้ามสร้างฐานที่มั่นสำเร็จก็ว่าไปอย่าง อย่างน้อยเป้าหมายก็สำเร็จ
แต่ถ้าขัดขวางไม่สำเร็จ...
ผลลัพธ์แบบนี้ต้องไม่เกิดขึ้นเด็ดขาด!
เซิ่งซื่อจุ้ยกุ่ยคำรามลั่น
"ทุกคนบุกเข้าไป!"
ผู้เล่นนับพันส่งเสียงร้องคำรามดังกึกก้อง พุ่งเข้าโจมตีประตูเมืองอย่างสุดกำลัง
หลินอี้บอกกับหมิงเหมินหล่อลากดิน
"ไม่ต้องสนใจประตูเมืองแล้ว สาดสกิลใส่พวกนักเวทให้หมด"
"ได้!"
เฟิงหัว (ประธานกิลด์): "พวกโจรที่เกิดใหม่ ให้ตามล่ากลุ่มนักบวชต่อไป"
เฟิงหัว (ปาร์ตี้): "ชื่อถงกับเทียนซื่อ หาโอกาสฆ่าหลิวเหนียนกับจุ้ยกุ่ยให้ได้"
เทียนซื่อ (ปาร์ตี้): "ไม่มีปัญหา ปล่อยให้เป็นหน้าที่ข้าเอง"
ชื่อถง (ปาร์ตี้): "ได้เลย!"
……
มองดูเทียนซื่อกับชื่อถงที่แสดงอยู่บนแผนที่ พุ่งเข้าไปในดงศัตรู
นี่เป็นครั้งแรกที่หลินอี้รู้สึกสับสนกับอาชีพที่ตัวเองเลือก
ไม่ใช่ว่าคลาสลับนี้ไม่เก่งนะ ไม่ว่าจะเป็นความสามารถในการฟื้นฟูอันทรงพลังของเอฟลาร่า พร้อมกับสกิลเอาตัวรอดสองสกิลของนาง
หรือจะเป็นความเสียหายเป้าหมายเดี่ยวที่รุนแรงของเวทอาร์เคน หรือจะเป็นสกิลขั้นเทพอย่างเคลื่อนย้ายพริบตาที่ใช้เข้าหาหรือหนี ล้วนแสดงให้เห็นถึงความเก่งกาจของคลาสนี้ทั้งนั้น
ทว่าคลาสนี้มีความได้เปรียบสูงมากเมื่อสู้แบบตัวต่อตัว
แต่เมื่อต้องเผชิญหน้ากับการต่อสู้แบบทีมเหมือนอย่างตอนนี้ ประโยชน์ที่ทำได้ก็แทบจะน้อยนิด
จู่ๆ หลินอี้ก็นึกถึงภาพที่เห็นตอนรับการสืบทอด ถ้าสัตว์อัญเชิญของเขา...
ศาสตร์เรียกวิญญาณ!
จู่ๆ หลินอี้ก็นึกขึ้นได้ว่าสกิลของเขาหลังจากเรียกเอฟลาร่าออกมาแล้วก็ไม่เคยใช้มันอีกเลย
ตอนนี้มันก็ผ่านเวลาคูลดาวน์มาตั้งนานแล้ว
จะเป็นไปได้ไหมว่า...
ด้วยความคาดหวังอย่างเต็มเปี่ยม หลินอี้ก็เปิดใช้งานสกิล
"ศาสตร์เรียกวิญญาณ"
【ต้องการอัญเชิญสัตว์วิญญาณแห่งเก้าขุมนรกตัวใหม่แทนที่ตัวปัจจุบันหรือไม่?】
【ยืนยัน】【ยกเลิก】
เมื่อเห็นข้อความนี้ หลินอี้ก็รีบกด 【ยกเลิก】 ทันที
ล้อเล่นหรือเปล่าเนี่ย
ถึงเอฟลาร่าจะไม่มีพลังโจมตีอะไรเลย แต่เรื่องซัพพอร์ตนางก็ไม่เป็นรองนักบวชคนไหนเลยนะ
สำหรับเอฟลาร่า หลินอี้ก็มีความผูกพันอยู่บ้าง จะให้ทิ้งนางไปได้ยังไง?
ถ้าเป็นแบบนี้ ก็แปลว่าศาสตร์เรียกวิญญาณสามารถเรียกสัตว์อัญเชิญออกมาได้แค่ตัวเดียวเท่านั้น
จู่ๆ หลินอี้ก็ปิ๊งไอเดียขึ้นมา
เอฟลาร่ามีความสามารถในการเดินทางไปมาระหว่างทวีปเลฟาห์มกับโลกไม่ใช่เหรอ?
หลินอี้สั่งให้เอฟลาร่ากลับไปยังโลกแห่งความเป็นจริงของเขา
แม้เอฟลาร่าจะสงสัย แต่ก็ทำตามที่หลินอี้บอก กลับไปยังโลกแห่งความเป็นจริง
ตอนนี้เอฟลาร่าไม่ได้อยู่ในทวีปเลฟาห์มแล้ว แต่ไปอยู่ที่โลกแล้ว ถ้างั้น...
หลินอี้ลองใช้อีกครั้ง
"ศาสตร์เรียกวิญญาณ"
ครั้งนี้ไม่มีข้อความแจ้งเตือนปรากฏขึ้น แต่กลับมีค่ายกลเวทอัญเชิญรูปดาวหกแฉกปรากฏขึ้นตรงหน้าหลินอี้
ทำเอาคนที่อยู่รอบๆ ถึงกับอ้าปากค้าง
ท่ามกลางสายตาที่เต็มไปด้วยความสงสัยของทุกคน ภายใต้สายตาที่เต็มไปด้วยความคาดหวังของหลินอี้ เสียงคำรามของสัตว์ร้ายก็ดังออกมาจากวงแหวนเวท
"แรงกดดันโคตรโหด คราวนี้เป็นตัวอะไรอีกล่ะเนี่ย?"
หมิงเหมินหล่อลากดิน อ้าวซื่อเจวี๋ยเย่ และคนอื่นๆ ที่ยืนมุงอยู่รอบๆ ต่างก็ถอยหลังไปตามสัญชาตญาณ
"เขาเป็นนักเวทไม่ใช่เหรอ? จะเล่นตุกติกอะไรอีกล่ะ"
ยังไม่เห็นตัว ก็ได้ยินเสียงก่อน ข่มขวัญกันสุดๆ ไปเลย