- หน้าแรก
- เมื่อคู่หมั้นถอนหมั้น พ่อแม่ก็เผยความจริงว่าเราคือราชวงศ์ผู้สูงส่ง
- บทที่ 7: ครอบครัวควรอยู่พร้อมหน้า
บทที่ 7: ครอบครัวควรอยู่พร้อมหน้า
บทที่ 7: ครอบครัวควรอยู่พร้อมหน้า
ชายหนุ่มทั้งสามคนชนจอกกัน พลางลิ้มลองอาหารและสุราเลิศรสอย่างออกรสออกชาติ
"ท่านซื่อจื่อ วิธีการกินหม้อไฟของท่านนี่มันสุดยอดไปเลย! ข้าอยากรู้จริง ๆ ว่าเคล็ดลับของน้ำซุปคืออะไร? เอาอย่างนี้ดีไหม ท่านมอบสูตรมา ส่วนข้าจะออกทุนรอนเอง พวกเรามาร่วมหุ้นเปิดร้านหม้อไฟกัน รับรองว่าจะต้องโด่งดังเป็นพลุแตกไปทั่วทั้งเมืองหลวงชั่วข้ามคืนแน่!"
หลี่หยวนเป่าเอ่ยเสนอขึ้นมาทันควัน
"ไม่มีปัญหา เจ้าไปถามเซี่ยจูและอันเสวี่ยได้เลย พวกนางสืบทอดฝีมือของข้าไปหมดแล้ว"
อู๋หนิงไม่ได้ใส่ใจเรื่องนี้เลยสักนิด
จริงอยู่ที่สิ่งนี้อาจจะได้รับความนิยมอย่างล้นหลามในช่วงแรก แต่ทันทีที่มันเข้าสู่ตลาด เล่ห์เหลี่ยมการลอกเลียนแบบสารพัดรูปแบบก็จะตามมาเป็นพรวน มันทำกำไรได้เพียงเล็กน้อยเท่านั้น ซึ่งตัวเขาในยามนี้ไม่ได้เห็นมูลค่าเศษเงินพวกนั้นอยู่ในสายตาเลย
"จริงสิพี่อู่ แล้วท่านอ๋องเยี่ยนกับพระชายาเดินทางไปที่ใดกันหรือ?" สวี่จื่อเชียนเอ่ยถามขึ้นมาบ้าง
"พวกท่านเดินทางไปไกลมาก... ไกลแสนไกล" อู๋หนิงเอ่ยตอบแบ่งรับแบ่งสู้แบบคลุมเครือ
"จริงรึ?! ท่านอ๋องเยี่ยนกับพระชายาหนีเที่ยวโดยทิ้งท่านไว้คนเดียวเนี่ยนะ?" หลี่หยวนเป่าทำตาโตด้วยความตกใจ
"ซื่อจื่อ... ท่านไม่ได้ถูกเก็บมาเลี้ยงใช่ไหม?"
อู๋หนิงกลอกตาใส่เจ้าอ้วน ขี้เกียจจะเสียเวลาอธิบาย
หลี่หยวนเป่าทึกทักเอาเองว่าอาการเงียบของอีกฝ่ายคือการยอมรับ เขาจึงส่งสายตาเห็นอกเห็นใจมาให้ทันที
"ท่านซื่อจื่อ หลังจากกินหม้อไฟมื้อนี้เสร็จ ท่านรีบเก็บข้าวของออกไปกบดานเงียบ ๆ ข้างนอกเถอะ พยายามหนีไปให้ไกลที่สุด ไม่อย่างนั้นหากสำนักเจ็ดดาราตามมาแก้แค้น ท่านจะตกอยู่ในอันตรายใหญ่หลวงนะ"
"สำนักเจ็ดดารา..."
แววตาของอู๋หนิงเปลี่ยนไป ชายหนุ่มปรายสายตามองไปยังเส้นขอบฟ้าทิศตะวันออก
วินาทีต่อมา
วิหคขนสีน้ำเงินขนาดยักษ์ตัวหนึ่งที่มีความยาวกว่าเจ็ดถึงแปดเมตรพลันปรากฏขึ้นบนท้องฟ้า มันพุ่งทะยานตรงดิ่งมุ่งหน้าสู่เมืองหลวงด้วยความเร็วอันน่าเหลือเชื่อ
เพียงไม่กี่อึดใจ มันก็มาถึงน่านฟ้าเหนือจวนอ๋องเยี่ยน
ครืนนน!
แรงกดดันอันมหาศาลพลันแผ่ซ่านออกมาครอบคลุมไปทั่วทั้งเมืองหลวงในพริบตา ทั่วทั้งเมืองตกอยู่ในความตื่นตระหนก ผู้คนนับไม่ถ้วนต่างพากันแหงนหน้ามองฟ้าด้วยความหวาดกลัว
"มาถึงแล้ว!"
ณ จวนอ๋องผิงซี
อ๋องผิงซียืนอยู่กลางลานบ้าน สายตาจับจ้องไปยังวิหคน้ำเงินยักษ์เหนือจวนอ๋องเยี่ยน นัยน์ตาของเขาเรียบเฉยไร้ความรู้สึกใด ๆ
ณ หอหลิงหลง
ผู้ดูแลหอยืนอยู่ริมหน้าต่าง พลางทอดสายตามองวิหคสีน้ำเงินบนท้องฟ้า แววตาฉายแววครุ่นคิด
"ผู้อาวุโสขอบเขตศาลารูปลักษณ์ขั้นสูงสุด... ข้าอยากรู้นักว่าจวนอ๋องเยี่ยนจะมีไพ่ตายอะไรมาต่อกร?"
ณ พระราชวังหลวง
จักรพรรดิต้าจินก้าวเท้าออกมาที่หน้าประตูตำหนัก ทอดสายตามองวิหคน้ำเงินยักษ์ในระยะไกลด้วยสีหน้ามืดมน
ที่นี่คือเมืองหลวงของราชวงศ์ต้าจิน เป็นเมืองซ่างจิงของเขา! แต่กลับมีคนบังอาจขี่สัตว์อสูรบินข้ามหัวอย่างไม่เกรงใจ ซ้ำยังจงใจแผ่รังสีข่มขู่แสดงอำนาจบาตรใหญ่ โดยไม่เห็นหัวเขาผู้เป็นจักรพรรดิลำดับสูงสุดเลยแม้แต่น้อย
มันช่างน่าเจ็บใจนัก!
ทว่าตัวเขาในยามนี้กลับไร้อำนาจที่จะไปยับยั้ง สุดท้ายแล้วโลกใบนี้ก็เป็นโลกที่ผู้แข็งแกร่งกลืนกินผู้อ่อนแอ หากไร้ซึ่งพลังฝีมือที่มากพอ ก็ทำได้เพียงกล้ำกลืนความอัปยศและสะกดกลั้นความโกรธเอาไว้ในใจเท่านั้น...
"นั่นมัน... วิหคฟ้าครามของสำนักเจ็ดดารานี่!" สวี่จื่อเชียนตาโต เขาหันไปถลึงตาใส่หลี่หยวนเป่าอย่างเหลืออด "ไอ้ปากอีกาตัวซวย! เจ้าเพิ่งพูดถึง มันก็โผล่มาเลย!"
"ข้า... ข้า..."
ภายใต้แรงกดดันอันหนักอึ้งที่แผ่ออกมาจากวิหคฟ้าคราม หลี่หยวนเป่ารู้สึกหัวเข่าอ่อนแรงจนแทบยืนไม่อยู่ จิตใจกระวนกระวายจนพูดไม่ออก
อู๋หนิงยิ้มบาง ๆ "นกตัวนี้ไม่เลวเลยแฮะ พอดีเลย... พวกเรากำลังขาดแคลนสัตว์พาหนะอยู่พอดี"
บนหลังวิหคฟ้าคราม ชายชราในชุดคลุมสีม่วงผู้มีใบหน้าเย็นเยียบกำลังส่งกระแสจิตล็อกเป้าหมายไปยังกลุ่มคนที่อยู่ในจวนอ๋องเยี่ยน
ด้านหลังของเขามีชายหนุ่มอายุราวสามสิบปีเศษยืนคุมเชิงอยู่ สายตาของชายหนุ่มผู้นั้นจับจ้องลงไปยังจวนอ๋องเยี่ยนด้วยความเคียดแค้น นัยน์ตาเปี่ยมไปด้วยเพลิงโทสะและรังสีฆ่าฟัน
"ผู้อาวุโสฮู่ ศิษย์ผู้น้อยขอรับบัญชาลงมือสังหารล้างบางสุนัขทุกตัวในจวนอ๋องเยี่ยนด้วยตัวเอง เพื่อล้างแค้นให้ท่านพ่อขอรับ!"
"อืม" ผู้อาวุโสฮู่พยักหน้ารับอย่างเย็นชา
เขากวาดสายตามองไปทั่วจวนอ๋องเยี่ยน ในตาฉายประกายแปลกใจเล็กน้อย ไอ้พวกขยะพวกนี้... หลังจากล่วงเกินสำนักเจ็ดดาราของพวกเขา แทนที่จะรีบเก็บเสื่อหนีตาย แต่กลับยังคงมีอารมณ์สุนทรีย์ล้อมวงเสพสุขกันอย่างสำราญใจ
หรือว่า... พวกมันจะมีขุมกำลังหนุนหลังที่แข็งแกร่งคอยท้ายท้ายอยู่?
เขายืนตระหง่านอยู่บนหลังวิหคน้ำเงิน พลางก้มมองลงมายังกลุ่มคนที่จวนอ๋องเยี่ยนด้วยท่าทางหยิ่งยโสราวกับเทพเซียนที่มองลงมายังมดปลวก
"อ๋องเยี่ยนอยู่ที่ใด?! จงไสหัวออกมาขานรับความตายซะ!"
เสียงตะโกนของเขาดังกึกก้องกัมปนาทปานสายฟ้าฟาด สะท้อนกังวานไปทั่วทั้งเมืองหลวงในพริบตา
"จวนอ๋องเยี่ยนจบเห่แล้วจริง ๆ!"
"อ๋องเยี่ยนชาญฉลาดมาทั้งชีวิต แต่กลับมาตกม้าตายทำเรื่องโง่เขลาเอาตอนนี้!"
"ขนาดราชวงศ์ยังไม่กล้าตอแยสำนักเจ็ดดารา แล้วเขาเป็นใครถึงกล้าลองดี? ตอนนี้กรรมตามสนองแล้ว"
"ทำตัวเองแท้ ๆ..."
ผู้คนมากมายต่างพากันส่ายหัวอย่างลับ ๆ ราวกับมองเห็นภาพจวนอ๋องเยี่ยนถูกบดขยี้กลายเป็นเเถ้าถ่านไปต่อหน้าต่อตา
ทว่าในวินาทีถัดมา... มหาประทับฝ่ามือขนาดยักษ์พลันปรากฏขึ้นกลางอากาศ มันพุ่งเข้าตะปบคว้าตัวคนทั้งสองรวมถึงวิหคยักษ์เอาไว้ในอุ้งมือ จากนั้นก็ลากพวกมันร่วงหล่นลงมาลานบ้านของจวนอ๋องเยี่ยนดื้อ ๆ!
"เฮ้ย! นั่นมันอะไรกันวะ?!"
"ใหญ่โตมโหฬารอะไรขนาดนั้น! ทรงพลังเกินไปแล้ว!"
ภายในจวนอ๋องเยี่ยน
หลี่หยวนเป่า, สวี่จื่อเชียน และคนอื่น ๆ ต่างพากันอ้าปากค้าง สมองลื่นไหลจนคิดอะไรไม่ออก
พวกเขาทั้งหมดเห็นเต็มสองตาว่าอู๋หนิงเพียงแค่ยื่นมือออกไป แล้วทำท่าตะปบคว้ากลางอากาศเบา ๆ มหาประทับฝ่ามือยักษ์ก็พลันปรากฏขึ้น ลากเอาทั้งคนทั้งนกยักษ์ร่วงหล่นลงมาจากสรวงสวรรค์ทันที!
ตับ! ตับ!
ร่างของคนสองคนและนกหนึ่งตัวกระแทกฮวบลงบนลานกว้างของสวนหลังบ้านอย่างหมดสภาพ อู๋หนิงสืบเท้าก้าวไปข้างหน้าหนึ่งก้าว รังสีพลังอันน่าสะพรึงกลัวก็พลันแผ่ซ่านเข้าครอบงำพวกมันทันที ส่งผลให้ร่างของพวกมันสั่นสะท้านอย่างรุนแรงจนไม่สามารถขยับเขยื้อนได้แม้แต่ปลายก้อย
"อึก... ไว้ชีวิต... ไว้ชีวิตข้าพเจ้าด้วย!" ผู้อาวุโสฮู่นอนหมอบราบอยู่กับพื้นในสภาพสะบักสะบอม เค้นเสียงร้องขอชีวิตด้วยความยากลำบาก
ในยามนี้ จิตใจของเขาเต็มไปด้วยความหวาดกลัวอย่างถึงที่สุด
เขารู้สึกได้ว่ากลิ่นอายพลังของอู๋หนิงนั้นลึกล้ำราวกับขุมนรกที่ไร้ก้นบึ้ง แรงกดดันของอีกฝ่ายยังน่ากลัวยิ่งกว่าท่านบรรพบุรุษอวี่เหิงผู้แข็งแกร่งที่สุดของสำนักเจ็ดดาราเสียอีก... ไม่สิ ทั้งสองคนนี้อยู่ห่างชั้นกันราวฟ้ากับเหว ไม่อาจนำมาเปรียบเทียบกันได้เลยด้วยซ้ำ!
ในชีวิตนี้เขาไม่เคยพบเจอยอดฝีมือที่น่ากลัวขนาดนี้มาก่อน เพียงแค่คนตรงหน้าขยับความคิดนิดเดียว ก็สามารถบดขยี้เขาให้กลายเป็นจุนได้ในพริบตา นี่มันน่ากลัวเกินไปแล้ว!
อู๋หนิงเก็บรั้งรังสีพลังอันน่าสะพรึงกลัวกลับคืนมา ชายหนุ่มปรายสายตามองชายชราแวบหนึ่ง ก่อนจะย้ายเป้าหมายไปจับจ้องยังชายหนุ่มที่อยู่ด้านหลัง
"เจ้ามีความสัมพันธ์อย่างไรกับผู้อาวุโสโจวคนนั้น?"
ใบหน้าของชายหนุ่มผู้นั้นซีดเผือดราวกับคนตาย ทว่าเขากลับปิดปากเงียบไม่ยอมเอ่ยสิ่งใด
"เรียนท่านอาวุโส! เขาคือบุตรชายของโจวไห่ขอรับ! มันตั้งใจมาที่นี่เพื่อล้างแค้นให้บิดาของมัน!" ผู้อาวุโสฮู่เอ่ยปากทรยศหักหลังสหายร่วมสำนักโดยไม่ลังเลเลยแม้แต่น้อย
เดิมทีโจวไห่ก็เป็นเพียงแค่วิชาฝั่งนอกธรรมดา ๆ คนหนึ่ง ที่สำนักส่งเขามาจัดการเรื่องนี้ก็เพียงเพื่อรักษาเกียรติและบารมีของสำนักเจ็ดดาราเอาไว้เท่านั้น นึกไม่ถึงเลยว่าจะมาตอแยเข้ากับตัวตนระดับสัตว์ประหลาดที่น่ากลัวขนาดนี้ ในใจของเขาเต็มไปด้วยความคับแค้นและเกลียดชังสองพ่อลูกตระกูลโจวแทบกระอักเลือด หากก้าวพลาดเพียงก้าวเดียว มีหวังทั้งสำนักคงต้องพลอยล่มสลายเพราะพวกมันสองคนเป็นแน่!
อู๋หนิงพยักหน้าเบา ๆ ความจริงเขาก็มองออกอยู่แล้วว่าความสัมพันธ์ของชายหนุ่มคนนี้กับผู้อาวุโสโจวไม่ธรรมดา ที่เอ่ยปากถามก็แค่ต้องการการยืนยันให้แน่ชัดเท่านั้น
"เป็นครอบครัวเดียวกันก็ควรจะอยู่พร้อมหน้าพร้อมตา ในเมื่อเจ้าอุตส่าห์เดินทางมาถึงที่นี่ ข้าก็จะช่วยส่งเจ้าลงไปปรโลกเพื่อพบหน้าบิดาก็แล้วกัน"
ยังไม่ทันที่ชายหนุ่มผู้นั้นจะได้ทันตั้งตัว ร่างกายของเขาก็พลันแตกสลายกลายเป็นชิ้นเล็กชิ้นน้อยราวกับกระจกเงาที่ร่วงหล่น ก่อนจะอันตรธานหายไปอย่างไร้ร่องรอย โดยไม่เหลือแม้แต่หยดเลือดหรือร่องรอยใด ๆ ทิ้งไว้บนพื้นเลยสักนิด
ผู้อาวุโสฮู่ขวัญหนีดีฝ่อแทบสิ้นสติ วิธีการตายรูปแบบนี้มันแปลกประหลาดและน่าสยดสยองเกินไป เขาไม่รับรู้ด้วยซ้ำว่าอู๋หนิงลงมือตอนไหนและใช้วิชาอะไร!
"ดูเหมือนว่าวิญญาณของเขาจะแตกสลายไปแล้วด้วยแฮะ เกรงว่าคงไม่มีโอกาสได้เจอหน้าพ่อของเขาอีกรอบแล้วล่ะ... อามิตตพุทธ อโหสิกรรมให้ข้าด้วยละกัน" อู๋หนิงพึมพำกับตัวเอง นี่เป็นครั้งแรกในชีวิตที่เขาลงมือฆ่าคน แต่เขากลับไม่รู้สึกสะอิดสะเอียนหรืออึดอัดใจเลยแม้แต่น้อย
เหตุผลประการแรก เป็นเพราะระดับการฝึกตนที่พุ่งทะยานขึ้นอย่างมหาศาลได้หล่อหลอมจิตใจของเขาให้เปลี่ยนไปอย่างเงียบ ๆ ในสายตาของเขาในยามนี้ มนุษย์ธรรมดาหรือผู้ฝึกตนพวกนี้ก็อ่อนแอไม่ต่างจากมดปลวก ทำให้ความยำเกรงต่อชีวิตมนุษย์ลดน้อยถอยลงไป
และเหตุผลประการที่สอง วิธีการลงมือของเขานั้นหมดจดและไร้ซึ่งคราบเลือด ชายหนุ่มเพียงแค่ใช้พลังบดทำลายโมเลกุลในร่างกายของอีกฝ่ายให้สูญสลายไปเพื่อทำลายหลักฐาน เมื่อไม่เห็นภาพที่อุจาดตา จิตใจจึงไม่รู้สึกรู้สาอะไร
"เชี่ยเอ๊ย! ท่านซื่อจื่อโหดเหี้ยมเกินไปแล้ว! นี่ใช่ซื่อจื่อคนเดียวกับที่ข้ารู้จักจริง ๆ รึเปล่าวะเนี่ย?" หลี่หยวนเป่าพึมพำด้วยความช็อก
สวี่จื่อเชียนปิดปากเงียบกริบ สายตาที่มองตรงมายังอู๋หนิงเต็มไปด้วยประกายแห่งความกังขาและสืบค้น
ในขณะที่กลุ่มคนรับใช้และองครักษ์ในจวนอ๋องเยี่ยนต่างพากันจ้องมองมาด้วยความเลื่อมใสศรัทธาปนเปไปกับความอัศจรรย์ใจ
"ท่านผู้อาวุโส ได้โปรดไว้ชีวิตด้วยเถิด!"
"เรื่องทั้งหมดนี้มันเป็นเพราะโจวไห่กับลูกชายของมันทำตัวเหลวไหลไร้ยางอายอยู่ภายนอก จนมาล่วงเกินท่านผู้อาวุโสเข้า! เรื่องนี้ไม่ได้เกี่ยวข้องกับข้าผู้เฒ่าเลยแม้แต่น้อยนะขอรับ!"
เมื่อเห็นสายตาของอู๋หนิงตวัดหันมามอง ผู้อาวุโสฮู่ก็สั่นสะท้านไปทั้งร่าง เขาไม่สนศักดิ์ศรีของยอดฝีมืออีกต่อไป รีบกระเสือกกระสนคลานเข่าเข้ามาก้มกราบโขกศีรษะร้องห่มร้องไห้ขอชีวิตอย่างน่าเวทนา
เปลือกตาของอู๋หนิงกระตุกเบา ๆ ตาแก่คนนี้... ช่างไม่มีศักดิ์ศรีความเป็นผู้นำเอาเสียเลย
"วิหคฟ้าครามตัวนี้ คือสัตว์อสูรในพันธสัญญาของเจ้ารึเปล่า?" อู๋หนิงเอ่ยถามเสียงเรียบ
สีหน้าของผู้อาวุโสฮู่พลันเปลี่ยนไป วิหคขนสีน้ำเงินตัวนี้คือสหายร่วมรบที่ซื่อสัตย์ที่สุดของเขา มันติดตามเขามานานหลายทศวรรษ ความสัมพันธ์แนบแน่นยิ่งกว่าคนในครอบครัวเสียอีก
ทว่าในวินาทีถัดมา...
"ระดับการฝึกตนของท่านผู้อาวุโสนั้นสูงส่งล้ำเลิศ ท่วงท่าสง่างามประหนึ่งเซียนจุติลงมาจากสรวงสวรรค์ หากเจ้า 'เสี่ยวชิง' มีวาสนาได้ติดตามรับใช้ท่านผู้อาวุโส ย่อมถือเป็นบุญญาธิการอันล้นพ้นของมันแล้วขอรับ!"
ผู้อาวุโสฮู่เอ่ยด้วยน้ำเสียงจริงจังหนักแน่นและซาบซึ้ง ชายชรารีบสะบัดมือปลดพันธสัญญาสัตว์อสูรของตนเองออกทันที ทั้งที่ในใจเจ็บปวดรวดร้าวราวกับมีเลือดหลั่งไหล...