เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

ตอนที่ 9 ไม่ชอบคลุมถุงชน

ตอนที่ 9 ไม่ชอบคลุมถุงชน

ตอนที่ 9 ไม่ชอบคลุมถุงชน


ตอนที่ 9

ไม่ชอบคลุมถุงชน

หลังจากนั้นไม่นานมู่อวี้เฉิงก็จากไป

เสี่ยวเป่าถือนามบัตรของเขาเอาไว้อย่างมีความสุข

จนกระทั่งตกเย็น ถงเหมี่ยวเหมี่ยวมารับเสี่ยวเป่า

เสี่ยวเป่ากระโดดโลดเต้นออกมาจากประตูโรงเรียน “หม่ามี้~”

ขาสั้น ๆ วิ่งเข้าไปหาถงเหมี่ยวเหมี่ยวจนเสียงฝีเท้าดัง  ตึก ๆ

ถงเหมี่ยวเหมี่ยวจับตัวเจ้าลูกชายเอาไว้ มองดูรอยยิ้มที่สดใสกว่าผิดปกติและถามว่า “วันนี้มีความสุขเหรอ เกิดเรื่องอะไรดี ๆ ขึ้นอีกล่ะจ๊ะ?”

“หม่ามี้ วันนี้ผมเจอคุณลุงด้วย มันดีมากเลย แถมยังหล่อมาก หล่อกว่าผมอีก เสี่ยวเป่าอยากให้คุณลุงเป็นพ่อ” เสี่ยวเป่าเงยหน้ามองดูถงเหมี่ยวเหมี่ยวด้วยสายตาคาดหวัง

ถงเหมี่ยวเหมี่ยวและลูบผมที่ชี้โด่ชี้เด่อยู่บนหัวของเขา “ลูกมัวแต่คิดเรื่องนี้ไปมันก็ไม่มีประโยชน์อะไร ถ้าเกิดเขาไม่อยากเป็นล่ะ?”

“เสี่ยวเป่าเก่งมาก จะมีคนกล้าปฏิเสธได้ยังไง” เสี่ยวเป่าทำปากจู๋

ถงเหมี่ยวเหมี่ยวไม่ต้องการสานต่อหัวข้อนี้ เธอพาเขาเข้าไปในรถและพูดเปลี่ยนเรื่อง “ไปซื้อของกันเถอะ คืนนี้อยากกินอะไรจ๊ะ?”

เสี่ยวเป่ายังไม่มีสมาธิจดจ่อเพียงพอ ทำให้ความสนใจเบี่ยงเบนไปนึกถึงอาหารอร่อย ๆ

ถงเหมี่ยวเหมี่ยวยิ้มอ่อนโยนขณะมองดูเสี่ยวเป่าชี้รายการอาหาร

เธอมองว่าคำพูดของเสี่ยวเป่าเป็นเพียงเรื่องตลกของ เด็ก ๆ และไม่ได้เก็บมันมาใส่ใจนัก

...

ณ ห้องทำงานของมู่กรุ๊ป

มู่อวี้เฉิงได้รับโทรศัพท์จากแม่หลังจากที่นั่งลงได้ไม่นาน พวกเขาโทรมานัดหมายให้เขาเข้าไปรับประทานอาหารในร้านอาหารที่ถูกตกแต่งอย่างร่มรื่น

จนกระทั่งเวลาสิบเอ็ดโมงตัว มู่อวี้เฉิงไปปรากฏตัวที่ร้านอาหาร

แต่เขากลับต้องประหลาดใจเมื่อเห็นว่าพ่อแม่ของซ่งอวี่ซีกับซ่งอวี่ซีกำลังรวมอยู่ในห้องอาหารส่วนตัว

วันนี้ซ่งอวี่ซีสวมชุดกระโปรงรัดรูปมีสายคล้องคอสีฟ้าอ่อน ด้านนอกใส่เสื้อครอปกันลมสีน้ำตาลเข้ม

ใบหน้าเล็กขนาดเท่าฝ่ามือถูกแต่งแต้มสีสันอย่างประณีต ผมลอนสีน้ำตาลปลิวไสวไปทางด้านหลัง ดูสง่างามและมีเสน่ห์

“อวี๋เหยียน ไหน ๆ อวี้เฉิงก็มาแล้ว บอกให้พนักงานมาเสิร์ฟอาหารเถอะ” เจี้ยงไต้เอ๋อ แม่ของซ่งอวี่ซีพูดบอก

เธอยิ้มและมองเพื่อนสนิทที่นั่งฝั่งตรงกันข้าม

ผู้หญิงในวัยสี่สิบกว่าปีดูแลตัวเองอย่างดีจนรูปลักษณ์อ่อนเยาว์ลงเหมือนกับหญิงสาวอายุสามสิบต้น ๆ เท่านั้น

ลิ่นอวี๋เหยียนที่เป็นแม่ของมู่อวี้เฉิงพยักหน้าเห็นด้วย “ได้”

เธอดูอ่อนวัยกว่าเจี้ยงไต้เอ๋อมาก เธอสวมชุดกี่เพ้าปักลายพระจันทร์เสี้ยวสีทองขาว ใบหน้าถูกแต่งแต้มด้วยสีสันอ่อน ๆ ดูมีเสน่ห์เวลาที่พูดคุยและหัวเราะ

คนที่นางอยู่ข้างเธอคือมู่หงจวิ้นหรือพ่อของมู่อวี้เฉิง

ใบหน้าของผู้ชายคนนี้มีความเฉยเมยเหมือนกับมู่อวี้เฉิง แต่กลับดูสง่างามกว่าเล็กน้อย

เขาเหลือบมองมู่อวี้เฉิงที่ยืนอยู่หน้าประตู “มัวยืนทำอะไรอยู่? เจอผู้หลักผู้ใหญ่จะไม่ทักทายเลยหรือไง?”

มู่อวี้เฉิงขมวดคิ้ว หันไปสบตากับสามีภรรยาตระกูลซ่ง อย่างเย็น และพูดด้วยน้ำเสียงเฉยเมยว่า “สวัสดีครับคุณลุงซ่งคุณป้าเจี้ยง”

เขาไม่ได้สนใจไยดีกับสายตาที่คาดหวังของซ่งอวี่ซีที่นั่งอยู่ด้านข้างแม่

ซ่งอวี่ซีมองดูสีหน้าเย็นชาของเขาจากฝั่งตรงข้าม มือสองข้างอยู่ในโต๊ะกำหมัดแน่น แต่มุมปากกลับยกยิ้มอย่างเย้ายวน

ทั้งสองตระกูลเป็นเพื่อนที่ดีต่อกันมาโดยตลอด

ผู้ใหญ่ในครอบครัวทั้งสองต้องการให้พวกเขาแต่งงานปรองดองกันมาตลอดเพื่อกระชับสายสัมพันธ์ให้แน่นแฟ้นขึ้น

แต่มู่อวี้เฉิงกลับทำตัวยุ่งมาตลอดและไม่เคยมีทีท่าว่าจะสนใจอะไรเลย

เดิมทีเธอเพียงคิดว่าผู้ชายอย่างมู่อวี้เฉิงเป็นคนน่าเบื่อ ดังนั้นเธอจึงคอยปกป้องผู้ชายคนนี้และรอจนกว่าเขาจะอยากแต่งงาน

แต่การกลับมาของถงเหมี่ยวเหมี่ยวทำให้เธอรู้สึกวิตกกังวล

เธอไม่สามารถปล่อยปละละเลยความคิดของมู่อวี้เฉิงและรอคอยให้เขารู้สึกอยากจะแต่งงานได้อีกต่อไป

หลังจากที่กลับมาในวันนั้น เธอชักชวนพ่อให้นัดทานอาหารมื้อนี้ในทันที

ไม่กี่วินาทีต่อมาพนักงานก็ยกอาหารทั้งหมดเข้ามาเสิร์ฟ

ผู้ใหญ่จากทั้งสองครอบครัวพูดคุยระหว่างมื้ออาหารจนทำให้บรรยากาศดูอบอุ่น

พ่อซ่งมองดูท่านั่งหลังตรงของมู่อวี้เฉิงที่กำลังรับประทานอาหาร รูปลักษณ์ของเขาดูสง่างามจนสุดจะพรรณนา

ยิ่งมองดูมากเท่าไหร่ก็ยิ่งพึงพอใจมากเท่านั้น เขาหัวเราะฮ่าฮ่าและพูดชมเชย “หงจวิ้น อวี้เฉิงของพวกแกเนี่ยฝึกฝนวิชาจากพ่อจนเก่งกว่าพ่อแล้วนะ อายุเท่านี้ยังประสบความสำเร็จขนาดนี้ ทั้งหนุ่มทั้งมีอนาคตจริง ๆ! คนแก่อย่างพวกเราเทียบไม่ติดเลย”

“ก็แค่พอใช้ได้น่ะ” มู่หงจวิ้นยิ้มรับอย่างถ่อมตัว                แต่สายตากลับมองไปที่มู่อวี้เฉิงอย่างภาคภูมิใจ

ทว่าน้ำเสียงแกมไม่พอใจกลับดังก้องเข้ามาในรูหู “ใช้ได้อะไรกัน เจ้าเด็กบ้านี่เอาแต่ห่วงงาน ฉันไม่เห็นเขาจะสนใจเรื่องตัวเองเลย ปีนี้ก็อายุปายี่สิบเจ็ดแล้วยังไม่มีแฟนเป็นตัวเป็นตนสักที”

ลิ่นอวี๋เหยียนพูดและมองไปที่มู่อวี้เฉิงด้วยสายตาเคืองโกรธ

มู่อวี้เฉิงไม่ได้รู้สึกสะทกสะท้านอะไรและปริปากพูดว่า “ผู้ชายเขาก็มีครอบครัวตอนอายุสามสิบกันทั้งนั้น”

“ก็เพราะว่าพวกเขาต้องเริ่มทำธุรกิจกันก่อนถึงจะคิดมีครอบครัว แต่แกต้องมาเริ่มนั่งทำธุรกิจมั้ยล่ะ?” ลิ่นอวี๋เหยียนพูดตอบโต้อย่างไม่พอใจ

มู่อวี้เฉิงตอบกลับอย่างใจเย็น “ถึงผมจะไม่ต้องเริ่มทำธุรกิจ แต่ผมวางแผนจะขยายมู่กรุ๊ปให้เป็นสามเท่าภายในสิบปี”

“...” ลิ่นอวี๋เหยียนไม่สามารถตอบโต้อะไรได้คราวเมื่อถูกตอบโต้กลับ

เจี้ยนไต้เอ๋อได้จังหวะพูดแทรกขึ้นมา “เป็นผู้ชายรู้จักห่วงหน้าที่การงานมันก็ดี แต่ต้องใส่กับเรื่องราวสำคัญในชีวิตด้วย การอยู่ตัวคนเดียวมันไม่ได้ดีเสมอไป ไม่มีใครมารู้ร้อนรู้หนาวด้วยชีวิตจะเปล่าเปลี่ยวเอานะ”

เธอหันยิ้มให้ลิ่นอวี๋เหยียนอีกครั้ง “อวี๋เฉิงโตขนาดนี้ พวกคนแก่ก็เริ่มกังวลกันแย่แล้วว่าจะได้อุ้มหลานมั้ย?”

“นั่นน่ะสิ พวกคนเฒ่าคนแก่ที่บ้านก็เริ่มถามกันแล้วว่า อวี้เฉิงมีแฟนหรือยัง พอฉันตอบว่ายัง พวกเขาก็หาว่าพวกฉันเป็นพ่อแม่ประสาอะไรไม่รู้จักดูแลลูกให้ดี”

เจี้ยงไต้เอ๋อยิ้มกว้างและถามตามน้ำ “งั้นเธออยากได้คนแบบไหนมาเป็นสะใภ้ให้อวี้เฉิงล่ะ?”

“ฉันว่าหนูอวี่ซีก็เหมาะนะ”

ลิ่นอวี๋เหยียนจ้องมองซ่งอวี่ซีด้วยสายตาที่เต็มเปี่ยมไปด้วยความเอ็นดูจนไม่สามารถปิดบังได้

“คุณน้าหยอกหนูเล่นอีกแล้วนะคะ” ซ่งอวี่ซีกระทืบเท้าด้วยท่าทีเขินอาย แก้มสวยกลายเป็นสีแดงแปร๊ด

เธออดไม่ได้ที่จะหันไปมองมู่อวี้เฉิงด้วยสายตาชื่นชมและคาดหวัง

มู่อวี้เฉิงรู้สึกได้ถึงสายตาที่จ้องมองมา

และเข้าใจถึงจุดประสงค์ของการรับประทานอาหารในครั้งนี้ดี จึงพูดตอบอย่างใจเย็นว่า “ผมยังไม่ได้คิดเรื่องแต่งงานเลยครับ”

บรรยากาศโดยรวมเงียบสงัดทันทีเมื่อเขาพูดออกไปเช่นนั้น

รอยยิ้มบนใบหน้าของซ่งอวี่ซีแข็งค้าง ขณะที่ใบหน้าสวยดูน่าเกลียดขึ้นเรื่อย ๆ

แม้แต่คู่สามีภรรยาตระกูลซ่งยังรู้สึกอับอาย

ลิ่นอวี๋เหยียนเห็นเช่นนั้นจึงรีบพูดคลี่คลายบรรยากาศ

เธอตำหนิว่า “ถึงแกจะอยากพัฒนาบริษัท แต่ตอนนี้บริษัทมั่นคงมากแล้ว แกควรคิดถึงปัญหาของตัวเองก่อนมั้ย ถึงแกจะไม่รีบแต่พวกฉันรีบ ทำไมแกไม่หัดคิดถึงแม่กับพ่อแกบ้าง ไหนจะคุณปู่แกอีก ดูสิว่าเขาอยากอุ้มหลานจะแย่แค่ไหนแล้ว”

“...”

มู่อวี้เฉิงได้รับการฝึกฝนมาให้ห้ามเถียง จึงไม่สามารถปฏิเสธได้

ลิ่นอวี๋เฉิงพูดต่อ “อวี่ซีเป็นเด็กดี เหมาะสมกับแกในทุกด้าน ทำไมแกถึงไม่เข้าใจอะไรสักที?”

“...” มู่อวี้เฉิงยังคงทำตัวไม่แยแส

เขาไม่ชอบการแต่งงานแบบคลุมถุงชน

เมื่อหลายปีก่อนคุณปู่ของเขาตัดสินใจโดยที่ไม่ได้ปรึกษากันก่อน

แต่ตอนนี้เมื่อลองคิดดูอีกครั้ง...

เขาเม้มปากเป็นเส้นบางและพ่นน้ำเสียงเย็นชาออกมา “แม่ ผมอยากตัดสินใจเรื่องแต่งงานด้วยตัวเอง เพราะงั้นผมไม่รบกวนแม่กับคุณป้าเจี้ยงดีกว่าครับ”

เขาพูดและหยิบผ้าเช็ดปากมาซับที่มุมปาก จากนั้นจึงลุกขึ้นยืนอย่างไม่แยแส “ผมกินเสร็จแล้ว ที่บริษัทยังมีงานต้องทำต่อ ผมขอตัวก่อนนะครับ”

จบบทที่ ตอนที่ 9 ไม่ชอบคลุมถุงชน

คัดลอกลิงก์แล้ว