- หน้าแรก
- เมื่อพวกหน้าไม่อายจะฮุบสมบัติฉันจึงต้องหาตั๋วเบิกทางเข้าเขตทหาร
- บทที่ 10 - ทำไมถึงมาอยู่บนกระดาษแผ่นนี้ได้
บทที่ 10 - ทำไมถึงมาอยู่บนกระดาษแผ่นนี้ได้
บทที่ 10 - ทำไมถึงมาอยู่บนกระดาษแผ่นนี้ได้
บทที่ 10 - ทำไมถึงมาอยู่บนกระดาษแผ่นนี้ได้
จั่วฮุ่ยถือกระดาษสองแผ่น พิจารณาดูอย่างละเอียด บนหน้ากระดาษมีรายชื่อและตัวเลขเขียนอัดแน่นไปหมด ดูคล้ายกับสมุดจดบันทึกอะไรบางอย่าง
ในบรรดารายชื่อคนพวกนั้น จั่วฮุ่ยรู้จักอยู่แค่คนเดียว นั่นคือวิศวกรหลิวของโรงงานเครื่องจักร และที่จำได้ก็เป็นเพราะวิศวกรหลิวมักจะเป็นคนสุดท้ายที่มาต่อแถวรับอาหารเสมอ
คนในโรงอาหารต่างก็พูดกันว่า วิศวกรหลิวเป็นวิศวกรที่ขยันทำงานที่สุดในบรรดาวิศวกรทั้งหมด เอาแต่ขลุกตัวอยู่ในโรงปฏิบัติงานทั้งวัน ถึงได้มาต่อคิวกินข้าวเป็นคนสุดท้ายทุกที
คนที่ตั้งใจทำงานขนาดนี้ ทำไมชื่อถึงมาปรากฏอยู่บนกระดาษแผ่นนี้ได้ล่ะ?
จั่วฮุ่ยบอกไม่ถูกเหมือนกันว่าทำไม แต่สัญชาตญาณบอกเธอว่าเรื่องนี้มีลับลมคมใน รายชื่อพวกนี้ต้องมีปัญหาแน่ๆ ไม่อย่างนั้นจางชุนไหลคงไม่กระวนกระวายตามหากระดาษแผ่นนี้ขนาดนี้หรอก
เมื่อคิดได้แบบนี้ จั่วฮุ่ยก็รู้สึกว่าควรจะส่งมอบกระดาษแผ่นนี้ออกไป ถ้าหากมันเป็นเอกสารสำคัญระดับชาติ จะปล่อยให้มันวางฝุ่นเกาะอยู่ในมือเธอเฉยๆ ก็คงไม่เกิดประโยชน์
แต่จะเอาไปส่งให้ใครดีล่ะ?
ตั้งแต่เกิดมาจนป่านนี้ เธอยังไม่เคยรู้จักคนใหญ่คนโตคนไหนเลย
ส่งไปให้ฝ่ายคุ้มกันของโรงงานเครื่องจักรงั้นเหรอ?
จั่วฮุ่ยส่ายหน้า บนกระดาษแผ่นนี้มีรายชื่อคนของโรงงานเครื่องจักรอยู่ด้วย ถ้าเกิดความลับรั่วไหลขึ้นมาจะทำยังไงล่ะ?
ส่งไปให้กรมตำรวจดีไหม?
จั่วฮุ่ยกัดริมฝีปากล่าง เธอไม่รู้จักใครในกรมตำรวจเลย ไม่รู้ด้วยซ้ำว่าจะพาลเอาตัวเองไปซวยด้วยหรือเปล่า
ทันใดนั้น ดวงตาของเธอก็สว่างวาบขึ้นมา เธอสามารถเอากระดาษแผ่นนี้ไปให้เหอเหยี่ยนได้นี่นา!
เธอไว้ใจเหอเหยี่ยน!
ถ้ากระดาษแผ่นนี้เกี่ยวข้องกับเรื่องสำคัญระดับชาติจริงๆ ก็ยังสามารถช่วยให้เหอเหยี่ยนสร้างผลงานความดีความชอบได้อีกต่างหาก
ยิ่งคิดจั่วฮุ่ยก็ยิ่งรู้สึกว่านี่เป็นความคิดที่เยี่ยมยอดที่สุด ดวงตาของเธอเปล่งประกาย
เอาตามนี้ก็แล้วกัน เอากระดาษแผ่นนี้ไปมอบให้เหอเหยี่ยน
แต่ไม่นานเธอก็ต้องกลับมาขมวดคิ้วอีกครั้ง เธอไม่รู้ว่าจะไปตามหาตัวเหอเหยี่ยนได้ที่ไหนน่ะสิ
จั่วฮุ่ยคิดไปคิดมา จึงตัดสินใจคัดลอกข้อความบนกระดาษเก็บไว้ก่อนหนึ่งฉบับ นำต้นฉบับไปซ่อนไว้ แล้วค่อยออกไปตามหาตัวเหอเหยี่ยน
หลังจากกลับมาเกิดใหม่ เธอเคยเจอเหอเหยี่ยนแค่สองที่เท่านั้น ที่แรกคือแถวๆ บ้านของจางชุนไหล ส่วนอีกที่คือที่เพิงพักของผู้อาวุโสจ้าว
ตอนนี้เธอรู้แล้วว่าจางชุนไหลมีปัญหา การแวะไปแถวบ้านเขาคงไม่ปลอดภัย เธอจึงตัดสินใจไปเสี่ยงดวงที่บ้านผู้อาวุโสจ้าวแทน ถือโอกาสไปเยี่ยมเยียนผู้อาวุโสจ้าวด้วยเลย
จั่วฮุ่ยแวะไปที่ร้านอาหารของรัฐ ซื้อซาลาเปาไส้เนื้อมาห้าลูก กับหมูสามชั้นน้ำแดงอีกหนึ่งกล่อง ก่อนจะเดินตรงไปที่บ้านผู้อาวุโสจ้าว
เธอจำได้ว่าในชาติก่อน ผู้อาวุโสจ้าวเคยบอกว่าชอบซาลาเปาไส้เนื้อกับหมูสามชั้นน้ำแดงของร้านอาหารของรัฐมากที่สุด เพียงแต่ด้วยสถานะพิเศษ ประกอบกับเงินและตั๋วที่มีจำกัด ท่านจึงไม่ได้กินของอร่อยๆ พวกนี้มาหลายปีแล้ว
ตอนนี้จั่วฮุ่ยไม่ขาดแคลนเงินและตั๋ว ย่อมอยากให้ผู้อาวุโสจ้าวได้กินของดีๆ เพื่อบำรุงสุขภาพร่างกายให้แข็งแรง
เดินมาใกล้จะถึงห้องน้ำสาธารณะ เธอก็เห็นชายสวมปลอกแขนแดงสองคนเดินตีหน้ายักษ์ออกมา
"ดูท่าไอ้แก่่นั่นจะไม่มีของดีเหลืออยู่แล้วจริงๆ ว่ะ"
"อุตส่าห์กะว่าจะรีดเอาเหล้าดองกระดูกเสือมาให้ลุงฉันสักหน่อย จะได้ช่วยฝากฝังเรื่องงานให้"
"งั้นเอาไว้พวกเราค่อยกลับมาใหม่"
"เดี๋ยวฉันไปสืบดูก่อน ลองให้คนอื่นหาวิธีดู"
"หึๆ ขอแค่ไอ้แก่นั่นกล้าหยิบออกมาสักนิด เหล้าดองกระดูกเสือนั่นก็ต้องเสร็จพวกเราแน่"
สองคนนั้นมองหน้ากันแล้วหัวเราะร่า ก่อนจะกอดคอกันเดินจากไป
จั่วฮุ่ยยืนมองทั้งสองคนเดินลับสายตาไป ถึงได้เดินต่อไปยังเพิงพักของผู้อาวุโสจ้าว
ที่หน้าเพิงพัก ผู้อาวุโสจ้าวกำลังล้างหน้าล้างมืออยู่ พอเห็นจั่วฮุ่ยก็ไม่แม้แต่จะปรายตามอง หมุนตัวเดินกลับเข้าเพิงไปเปลี่ยนเสื้อผ้าเป็นชุดสีซีดที่มีรอยปะเต็มไปหมด แล้วเอาชุดที่เพิ่งถอดโยนลงกะละมังน้ำ
"ผู้อาวุโสจ้าวคะ ให้ฉันช่วยซักให้นะคะ"
จั่วฮุ่ยรีบเข้าไป ยัดซาลาเปาในมือส่งให้ผู้อาวุโสจ้าว แล้วลงมือซักเสื้อผ้าให้ชายชรา
ผู้อาวุโสจ้าวที่เพิ่งจะโดนสองคนนั้นดูถูกเหยียดหยามและใช้กำลังฉุดกระชากลากถูเมื่อครู่ ก็หมดเรี่ยวแรงไปนานแล้ว เขาไม่ได้แย่งคืนมา ปล่อยให้จั่วฮุ่ยจัดการไป ส่วนตัวเองก็นั่งนิ่งๆ อยู่บนก้อนหินใหญ่หน้าเพิงพัก
รอจนจั่วฮุ่ยซักผ้าเสร็จ นำไปตากบนราว ผู้อาวุโสจ้าวถึงได้พูดขึ้น "ฉันไม่รักษาโรคให้ใครทั้งนั้นแหละ เธอกลับไปเถอะ"
จั่วฮุ่ยพยักหน้า ไม่ได้พูดเรื่องรักษาโรค แต่กลับพูดถึงสองคนเมื่อครู่ขึ้นมาแทน
"ผู้อาวุโสจ้าวคะ สองคนนั้นอยากได้เหล้าดองกระดูกเสือ น่าจะหาคนที่ผู้อาวุโสไว้ใจมาหลอกล่อเอาแน่ๆ ผู้อาวุโสต้องระวังตัวให้ดีนะคะ"
ผู้อาวุโสจ้าวส่ายหน้า "ฉันไม่มีเหล้าดองกระดูกเสืออะไรนั่นหรอก"
จั่วฮุ่ยรู้ดีว่าผู้อาวุโสจ้าวยังมีเหล้าดองกระดูกเสือซ่อนอยู่ แถมยังมีสมุนไพรล้ำค่าอีกตั้งเยอะ ในชาติก่อน ก็เพราะของพวกนี้นี่แหละที่นำภัยมาสู่ตัว จนผู้อาวุโสจ้าวต้องถูกจับไปประจานซ้ำแล้วซ้ำเล่า
"ผู้อาวุโสจ้าวคะ เหล้าดองกระดูกเสือเป็นของล้ำค่าขนาดนั้น ถ้าใครมีไว้ครอบครอง ก็ต้องซ่อนไว้อย่างมิดชิด ไม่ยอมให้คนอื่นล่วงรู้แน่นอน ต่อให้เป็นคนที่คุ้นเคยกัน ก็ห้ามเอาออกมาให้เห็นเด็ดขาดนะคะ"
จั่วฮุ่ยเอ่ยเตือน เพื่อป้องกันไม่ให้ผู้อาวุโสจ้าวต้องพบจุดจบเหมือนในชาติก่อน เพราะความไว้ใจคนผิดจนนำหายนะมาสู่ตนเอง
เมื่อได้ยินประโยคนี้ ผู้อาวุโสจ้าวถึงยอมเงยหน้ามองจั่วฮุ่ย "ตกลงเธอไม่ได้มาเชิญฉันไปรักษาโรคให้เหรอ?"
ถ้าใช่ ทำไมถึงพูดเรื่องนี้ล่ะ? เพื่อให้ได้รับความไว้วางใจจากเขางั้นเหรอ?
จั่วฮุ่ยหันซ้ายหันขวาก่อนจะกระซิบเสียงเบา "ฉันมั่นใจว่าพ่อฉันโดนลอบวางยาพิษค่ะ แต่พอไปตรวจที่โรงพยาบาล หมอกลับตรวจไม่พบอะไรเลย ฉันเลยอยากจะขอร้องให้ผู้อาวุโสจ้าวช่วยไปตรวจอาการพ่อฉันหน่อยน่ะค่ะ"
ดวงตาของเธอเต็มไปด้วยความหวัง หรือว่าผู้อาวุโสจ้าวจะยอมรับปากไปตรวจอาการให้แล้ว?
ผู้อาวุโสจ้าวสบตาจั่วฮุ่ย นึกถึงลูกสาวของตัวเองขึ้นมา มีแวบหนึ่งที่เขาอยากจะตอบตกลง
แต่ไม่นานเขาก็ได้สติ ส่ายหน้าปฏิเสธ "ฉันบอกแล้วไง ว่าฉันรักษาโรคไม่เป็น"
แววตาของจั่วฮุ่ยฉายแววผิดหวัง แต่เธอก็รู้ว่าสถานการณ์ในชาตินี้กับชาติก่อนแตกต่างกัน ผู้อาวุโสจ้าวคงไม่ยอมใจอ่อนง่ายๆ แน่
เธอจึงเปลี่ยนเรื่องถามถึงเหอเหยี่ยนแทน
แววตาของผู้อาวุโสจ้าวเต็มไปด้วยความหวาดระแวง "ไอ้หนุ่มนั่นเพิ่งมาที่นี่แค่ครั้งเดียว ฉันจะไปรู้ได้ยังไงว่าเขาไปมุดหัวอยู่ที่ไหน"
จั่วฮุ่ย: ……
เธออยากจะบ้าตายชะมัด ทำไมผู้อาวุโสจ้าวที่ทั้งรอบรู้และมีอารมณ์ขันในชาติก่อน ถึงได้กลายมาเป็นตาแก่หัวรั้นที่หวาดระแวงคนอื่นไปทั่วแบบนี้ในชาตินี้นะ?
"ข้าวของพวกนี้เธอเอากลับไปเถอะ วันหลังไม่ต้องมาที่นี่อีกแล้ว"
ผู้อาวุโสจ้าวยื่นของในมือส่งคืนให้จั่วฮุ่ย
จั่วฮุ่ยหมุนตัวออกวิ่งทันที ทิ้งท้ายไว้ประโยคเดียว "อีกสองสามวันฉันจะมาเก็บปิ่นโตนะคะ"
ผู้อาวุโสจ้าววิ่งตามมาสองก้าวก็หยุดชะงัก หันมองซ้ายมองขวา แล้วหอบซาลาเปากับปิ่นโตข้าวกลับเข้าเพิงพักไป
เขาไม่รู้จักจั่วฮุ่ย แต่เมื่อสองวันก่อน เหอเหยี่ยนตั้งใจจะให้จั่วฮุ่ยมาคอยดูแลเขา คิดว่าเหอเหยี่ยนกับจั่วฮุ่ยน่าจะรู้จักกัน ซาลาเปากับหมูสามชั้นน้ำแดงพวกนี้ คงจะกินได้แหละมั้ง?
ผู้อาวุโสจ้าวลังเลอยู่สองนาที สุดท้ายก็หรี่ตากินซาลาเปาอย่างเอร็ดอร่อย
จั่วฮุ่ยวิ่งออกห่างมาไกลพอสมควร เมื่อเห็นว่าผู้อาวุโสจ้าวไม่ได้วิ่งตามมา ก็ลังเลว่าจะไปตามหาเหอเหยี่ยนที่ไหนดี
สัญชาตญาณบอกเธอว่ากระดาษสองแผ่นนั้นสำคัญมาก ไม่ควรจะเก็บไว้กับตัวนานเกินไป แต่ตอนนี้ยังเป็นตอนกลางวันแสกๆ ถ้าเธอขืนไปป้วนเปี้ยนแถวบ้านที่เคยเจอเหอเหยี่ยน ดูยังไงก็ไม่ค่อยดีเท่าไหร่
จั่วฮุ่ยจึงตัดสินใจกลับบ้านไปก่อน รอจนกินมื้อค่ำเสร็จ ทุกคนเตรียมจะเข้านอน เธอถึงแอบย่องออกจากบ้านไปอย่างเงียบๆ
เวลานั้นเพิ่งจะทุ่มครึ่ง ท้องฟ้ายังมืดไม่สนิทดี แต่บนถนนก็ไม่มีคนเดินพลุกพล่านแล้ว
ถ้าไม่ใช่เพราะจั่วฮุ่ยที่เพิ่งเกิดใหม่มีประสาทสัมผัสฉับไว แถมพละกำลังก็เพิ่มขึ้นมหาศาล เธอก็คงไม่กล้าออกมาเดินเพ่นพ่านเวลาแบบนี้หรอก
ตลอดทาง จั่วฮุ่ยคอยหันกลับไปมองเป็นระยะๆ เพื่อให้แน่ใจว่าไม่มีใครตามมา
กว่าเธอจะเดินมาถึงที่หมาย ท้องฟ้าก็มืดสนิทลงพอดี
จั่วฮุ่ยเดินไปแอบฟังอยู่นอกบ้านของจางชุนไหลก่อน เมื่อไม่ได้ยินเสียงความเคลื่อนไหวใดๆ จึงหันไปทางบ้านข้างๆ
มือของเธอชะงักค้างอยู่ที่ประตูครู่หนึ่ง ก่อนจะดึงกลับมา ช่างเถอะ ไม่เคาะประตูล่ะ ปีนเข้าไปเลยดีกว่า
จั่วฮุ่ยหันมองซ้ายมองขวา เมื่อเห็นว่าไม่มีใคร ก็กระโดดปีนข้ามกำแพงเข้าไป
ในจังหวะเดียวกันนั้นเอง ที่หน้าประตูห้อง "ซ่า..." น้ำขันหนึ่งถูกสาดรดลงมาจากหัวของเหอเหยี่ยน
จั่วฮุ่ยและเหอเหยี่ยนต่างสบตากันนิ่งงัน