- หน้าแรก
- เมื่อนิ้วทองคำของบุตรชายหลอมรวมกับของข้า
- บทที่ 16: ฉันยอมเป็นแม่ม่ายไปตลอดชีวิตดีกว่า
บทที่ 16: ฉันยอมเป็นแม่ม่ายไปตลอดชีวิตดีกว่า
บทที่ 16: ฉันยอมเป็นแม่ม่ายไปตลอดชีวิตดีกว่า
บทที่ 16: ฉันยอมเป็นแม่ม่ายไปตลอดชีวิตดีกว่า
เรื่องเงินบำนาญ เมื่อเฉิงหงอิงเข้ามาจัดการ ชิวอีนั่วก็ไม่กล้าปฏิเสธอีกต่อไป
อย่างมาก ถ้าวันหน้าเซ่าเฉิงหยวนกลับมา เธอค่อยหักส่วนที่เป็นค่าเบี้ยเลี้ยงของเขาออก แล้วคืนเงินที่เหลือให้ก็แล้วกัน
เพียงแต่การต้องควักเงินออกจากกระเป๋าตัวเอง มันก็ทำใจลำบากอยู่สักหน่อย
ชิวอีนั่วรั้งให้โจวอันปังอยู่กินข้าวด้วยกันที่บ้าน พอตกบ่าย ทหารติดตามของเขาก็หอบนมผงหลายถุง รวมถึงไข่ ปลา และเนื้อสัตว์กลับมาให้อีกมากมาย
"อาจารย์คะ ของพวกนี้มีค่าเกินไป ฉันรับไว้ไม่ได้หรอกค่ะ"
เห็นดังนั้น เฉิงหงอิงก็ทั้งร้อนรนและโมโห นังเด็กนี่บ้าไปแล้วหรือไง ถึงได้ผลักไสของดีๆ แบบนี้ไป?
วันข้างหน้ายังมีเรื่องให้ต้องใช้เงินอีกมาก ตอนนี้มีอะไรเก็บได้ก็ต้องเก็บไว้ให้มากที่สุดสิ
ชิวอีนั่วเมินเฉยต่อผู้เป็นแม่ แถมยังถลึงตาใส่เธออีกต่างหาก
โจวอันปังแสร้งทำเป็นไม่เห็นปฏิกิริยาระหว่างสองแม่ลูก "ภรรยาอาหยวน อาจารย์ก็ไม่ได้มีอะไรจะช่วยเธอได้มากมายนักหรอก เพราะฉะนั้นไม่ต้องเกรงใจฉันเลย"
"อาจารย์คะ ไม่ได้จริงๆ ค่ะ ข้าวของเครื่องใช้ทุกบ้านต่างก็ขาดแคลน อาจารย์เอากลับไปเถอะค่ะ!" สมัยนี้จะซื้ออะไรก็ต้องใช้คูปอง แถมบางอย่างก็ต้องไปต่อแถวรอตั้งแต่เช้าตรู่ การที่โจวอันปังหาซื้อของมาได้มากมายขนาดนี้ในเวลาเพียงครึ่งค่อนวัน เขาคงต้องบากหน้าไปขอความช่วยเหลือจากคนอื่นและเสียเงินไปไม่ใช่น้อยแน่
"ภรรยาอาหยวน ถ้าเธอไม่ยอมให้อาจารย์ทำอะไรเพื่อช่วยบ้างเลย ใจฉันคงไม่สงบแน่!"
เมื่อเห็นดวงตาที่แดงก่ำและสัมผัสได้ถึงความรู้สึกผิดอย่างลึกซึ้งของเขา ชิวอีนั่วก็รู้สึกลำบากใจที่จะปฏิเสธอีกต่อไป
เอาไว้ผ่านไปสักพัก เธอค่อยส่งของพื้นเมืองไปให้อาจารย์ทางไปรษณีย์ก็แล้วกัน ความสัมพันธ์จะยั่งยืนได้ก็ต่อเมื่อมีการตอบแทนซึ่งกันและกัน
สมัยที่ชิวอีนั่วทำงานเป็นเซลส์ เธอเก่งเรื่องการรักษาคอนเนคชันเป็นพิเศษ
เส้นสายสายสัมพันธ์ไม่ใช่สิ่งที่จะมาสร้างเอาตอนที่ลำบาก แต่มันต้องได้รับการดูแลรักษามาอย่างยาวนาน เมื่อถึงคราวที่คุณต้องการความช่วยเหลือจริงๆ อีกฝ่ายก็จะยินดีหาทางช่วยคุณแม้ว่าคุณจะไม่ได้เอ่ยปากขอก็ตาม
จะหาว่าเธอหน้าเงินหรือเย็นชาก็ช่าง แต่หลังจากที่ได้ลิ้มรสความสว่างและความมืดมนของโลกใบนี้มาแล้ว เธอหวาดกลัวการต้องต่อสู้เพียงลำพังและเดินอย่างโดดเดี่ยวมากกว่าสิ่งใด
ก่อนกลับ โจวอันปังเป็นฝ่ายให้ที่อยู่และเบอร์โทรศัพท์กับเธอก่อนที่เธอจะทันได้เอ่ยปากขอเสียอีก "ภรรยาอาหยวน ถ้าเธอมีความลำบากอะไร ติดต่อฉันได้ตลอดเวลาเลยนะ ตราบใดที่มันยังอยู่ในขอบเขตความสามารถของฉันและไม่ผิดกฎหมายบ้านเมือง ฉันจะช่วยเหลืออย่างสุดความสามารถ"
"ขอบคุณค่ะ อาจารย์"
หลังจากเดินไปส่งโจวอันปังแล้ว เหอจื่อชิงก็เลี่ยงออกไปเพื่อให้สองแม่ลูกได้คุยกันเป็นการส่วนตัว
สองแม่ลูกเผชิญหน้ากันท่ามกลางความเงียบ คนหนึ่งเอาแต่ร้องห่มร้องไห้ไม่หยุดราวกับว่าชีวิตนี้ขาดผู้ชายแล้วจะอยู่ไม่ได้ ส่วนอีกคนได้แต่นวดขมับที่ปวดตุบๆ ของตัวเอง "แม่คะ เลิกร้องไห้สักทีได้ไหม?"
เฉิงหงอิง: "...นังเด็กบ้า แกคิดว่าฉันร้องไห้ให้ใครล่ะ?"
เมื่อเห็นลูกสาวเงียบไปอีก ไม่แม้แต่จะปริปากพูดด้วยสักคำ อารมณ์ของเฉิงหงอิงก็ปะทุขึ้นมาอีก "ฉันรู้อยู่แล้วว่านังเด็กอย่างแกต้องผูกใจเจ็บ โทษว่าฉันลำเอียงรักแต่น้องชายแกมาตั้งแต่เด็ก แต่ฉันเคยปล่อยให้แกอดข้าวอดน้ำหรือยังไง?"
"ก็ไม่เคยหรอกค่ะ เพียงแต่ของกินไม่ดีเท่าเขา เสื้อผ้าก็ไม่ดีเท่าเขาก็แค่นั้นเอง"
เฉิงหงอิงถึงกับจุกอก คำพูดของเด็กคนนี้ยังคงแทงใจดำจนเถียงไม่ออกเหมือนเคย
"บ้านไหนๆ เขาก็เป็นแบบนี้กันทั้งนั้นแหละ? อีกอย่าง น้องชายแกก็เป็นหลานชายสืบสกุลคนเดียวของตระกูลชิว การที่ฉันจะลำเอียงรักเขามากหน่อย มันก็ใช้เงินของปู่กับย่าแกทั้งนั้น ส่วนเศษเงินที่ฉันประหยัดอดออมมาได้ก็เอามาใช้กับแกหมดนี่ไง"
นั่นก็เป็นเรื่องจริง ในยุคข้าวยากหมากแพงที่ทุกบ้านต่างต้องทนหิว การที่เจ้าของร่างเดิมยังพอได้กินอิ่มท้องภายใต้ร่มเงาของผู้เป็นแม่ ก็ถือว่าโชคดีกว่าลูกสาวบ้านอื่นมากนัก
เพราะเด็กสาวเหล่านั้นต้องทำงานหนักไม่แพ้กัน แต่กลับไม่ได้กินข้าวอิ่มท้องเลยด้วยซ้ำ
เมื่อเห็นว่าผู้เป็นแม่กำลังจะยกมือขึ้นปาดน้ำตาอีกรอบ ชิวอีนั่วก็โพล่งออกไปตามสัญชาตญาณแทบจะทันที "สหายเฉิงหงอิง บนหน้าแม่มีรอยตีนกาตั้งเยอะแยะแถมผิวก็ไม่ได้ขาวเนียน ร้องห่มร้องไห้แบบนี้ดูไม่น่าทะนุถนอมเอาซะเลยนะ"
พอพูดจบ เธอก็ชะงักไปเสียเอง
ประโยคเหล่านี้มันคุ้นปากเสียจนเหมือนกับว่าเคยพูดมาแล้วนับครั้งไม่ถ้วน
ในขณะที่เฉิงหงอิงปรี๊ดแตก เธอลุกพรวดขึ้นมาแล้วฟาดฝ่ามือหนาๆ ลงบนแผ่นหลังของลูกสาวดังเพียะ "นังเด็กบ้า ทำไมปากคอถึงได้ร้ายกาจแบบนี้! ใครๆ ก็บอกว่าแกความจำเสื่อม แต่ฉันว่าแกเสแสร้งแกล้งทำล่ะสิไม่ว่า ถ้าไม่ได้แกล้ง แล้วแกจะมาหลอกด่าฉันฉอดๆ แบบนี้ได้ยังไง?"
โดนฟาดไปสองทีเล่นเอาเธอแทบกระอักเลือด เธอรีบร้องขอความปรานีทันที "โอ๊ย! เลิกตีฉันได้แล้ว ซี่โครงจะหักหมดแล้วเนี่ย ถ้าพังขึ้นมาฉันก็ให้นมลูกไม่ได้กันพอดี..."
พอได้ยินประโยคทิ้งท้าย เฉิงหงอิงก็ยอมชักมือกลับทันที
"นังเด็กเวร ถ้าแกกล้าปีนเกลียวฉันอีกล่ะก็ รอให้หลานหย่านมเมื่อไหร่ คอยดูเถอะว่าฉันจะจัดการแกยังไง"
เก่งแต่ขู่ล่ะสิ!
ความคิดนี้ผุดขึ้นมาจากจิตใต้สำนึก ทำเอาชิวอีนั่วถึงกับแปลกใจตัวเองเหมือนกัน
หลังจากสงบสติอารมณ์ลงได้ เฉิงหงอิงก็อดไม่ได้ที่จะปล่อยโฮออกมาอีกครั้ง พร้อมกับดึงลูกสาวเข้าไปกอดไว้แน่น "ลูกสาวที่น่าสงสารของแม่ ช่างอาภัพอะไรอย่างนี้! ต้องมาเสียผัวไปตั้งแต่อายุยังน้อย แล้ววันข้างหน้าแกจะใช้ชีวิตยังไง? น้องชายของแกก็พึ่งพาอะไรไม่ได้ แล้วต่อไปแกจะหันหน้าไปพึ่งใคร?"
ชิวอีนั่วกะพริบตาปริบๆ ความรู้สึกตื้นตันบางอย่างเอ่อท้นขึ้นมาในดวงตา
เธอมั่นใจเต็มเปี่ยมว่านี่คือความรู้สึกส่วนลึกของเจ้าของร่างเดิมที่หลงเหลืออยู่
เจ้าของร่างเดิมนั้นทั้งรักและชังแม่ของตัวเอง เธอรู้ดีว่าแม่ก็รักเธอ แต่แค่รักน้องชายมากกว่า เธอจึงไม่เคยปล่อยวางเรื่องนี้ได้ลงจริงๆ เสียที
เธอลูบแผ่นหลังที่สั่นเทาของผู้เป็นแม่เบาๆ "เอาเถอะน่า ก็แค่ผู้ชายตายไปคนเดียว ไม่ใช่เรื่องคอขาดบาดตายซะหน่อย วันข้างหน้าชีวิตเราต้องดีขึ้นแน่นอน ฉันมีลูกชายตั้งสองคนคอยเลี้ยงดูยามแก่เฒ่า ชีวิตคงไม่มีอะไรดีไปกว่านี้แล้วล่ะ"
"นังเด็กคนนี้นี่ วันๆ เอาแต่ยั่วโมโหฉัน! กว่าแกลูกจะโต แกก็แก่หง่อมหมดความสวยไปแล้ว ถึงตอนนั้นต่อให้เป็นของเหลือเดนของคนอื่น แกก็ยังหาไม่ได้เลย ตอนนี้ที่แกยังสาวอยู่ ถ้าเจอผู้ชายดีๆ ก็หัดเก็บไปคิดทบทวนดูให้ดีเสียบ้าง"
ผู้หญิงตัวคนเดียวลำพังเลี้ยงลูกคนเดียวก็ว่าลำบากแล้ว แต่นี่มีลูกชายถึงสองคน พอวันหน้าเด็กพวกนั้นต้องแต่งงานแต่งการ ก็ล้วนมีแต่เรื่องต้องใช้เงินเป็นเบี้ยทั้งนั้น
ลูกสาวของเธอยังอายุน้อยแค่นี้ ไม่สมควรต้องมาถูกภาระอันหนักอึ้งบดขยี้เลยจริงๆ
ถ้าน้องชายของลูกไม่โง่เขลาวิ่งขึ้นไปบนเขาจนตกหน้าผา พ่อของเด็กก็คงไม่คิดจะขายลูกสาวกินเพื่อเอาเงินหรอก
ป่านนี้ก็คงได้ตบแต่งกับลูกชายบ้านติงไปแล้ว แต่พอคิดถึงยายแก่บ้านติงที่ทำตัวงี่เง่าเรื่องสินสอดทองหมั้น เธอก็ล้มเลิกความคิดนั้นไปอย่างสิ้นเชิง
ล้วนเป็นเวรกรรมแท้ๆ!
"ช่างเถอะค่ะ! ถ้าต้องไปเจอผู้ชายสันดานแบบพ่อ ฉันยอมเป็นแม่ม่ายไปตลอดชีวิตยังจะดีซะกว่า"
"นังนี่!"
เฉิงหงอิงรู้สึกว่าดวงของเธอกับลูกสาวคนนี้ชงกันอย่างแรง คุยกันแค่ไม่กี่คำก็ทำเอาอกสั่นขวัญแขวนแทบกระอักเลือด
สองแม่ลูกจ้องหน้ากันอยู่นานสองนาน ก่อนที่ผู้เป็นแม่จะเอ่ยถามอย่างระมัดระวัง "แกความจำเสื่อมจริงๆ เหรอ?"
"เรื่องความจำเสื่อมน่ะจริงค่ะ แต่ฉันพอนึกบางเรื่องออกตอนที่คลอดลูกแล้ว"
"งั้นแกยังจำลูกชายบ้านติงคนนั้นได้อยู่ไหม?"
ติงจื่อซวี่ที่เป็นพระเอกของเรื่องคือบุคคลอันตรายอันดับหนึ่ง เธอต้องถอยห่างออกมาให้ไกลที่สุดเท่าที่จะทำได้ และจะยอมให้ผัวเมียคู่นั้นมาเอาเปรียบคนในครอบครัวของเธอไม่ได้เด็ดขาด
ถ้าอยากมีชีวิตที่สุขสบาย ก็หัดดิ้นรนเอาเองสิ!
ถ้าคิดจะหลอกใช้เธอเป็นบันไดปีนป่ายล่ะก็ ฝันไปเถอะ!
เธอส่ายหน้า "จำไม่ได้ค่ะ ใครเหรอคะ?"
เฉิงหงอิงลอบถอนหายใจด้วยความโล่งอกอย่างประหลาด สมัยก่อนสองครอบครัวแทบจะมองหน้ากันไม่ติดเพราะเรื่องสินสอด การที่ลูกสาวจำไม่ได้น่ะถือว่าดีที่สุดแล้ว
โดยเฉพาะอย่างยิ่งตอนนี้ลูกสาวของเธอเคยผ่านการแต่งงานและมีลูกติดถึงสองคน ขืนกลับไปหาลูกชายบ้านติงในสภาพนี้ มีหวังได้โดนแม่ของทางนั้นด่าเช็ดเอาแน่ๆ
"จำไม่ได้ก็ช่างมันเถอะ ยังไงก็ไม่ใช่คนสลักสำคัญอะไร ว่าแต่เด็กที่ชื่อชิงชิงนั่นใครกันล่ะ? มาคอยช่วยเลี้ยงลูกให้แบบนี้ นิสัยใจคอเชื่อถือได้แน่เหรอ?"
ชิวอีนั่วอธิบายประวัติของเหอจื่อชิงให้ฟัง "แม่แค่บอกไปว่าเป็นญาติห่างๆ ของบ้านเราก็พอ ระวังอย่าพูดให้หลุดปากเชียวล่ะ"
"นี่แกจ้างหล่อนมาด้วยเงินงั้นเหรอ?"