- หน้าแรก
- สไนเปอร์ของฉันที่มีปากกระบอกกว้างสามกิโลเมตร
- บทที่ 25 - "วิญญูชนแก้แค้น สิบปีก็ยังไม่สาย"
บทที่ 25 - "วิญญูชนแก้แค้น สิบปีก็ยังไม่สาย"
บทที่ 25 - "วิญญูชนแก้แค้น สิบปีก็ยังไม่สาย"
เปลวไฟพัดพลิ้วไหวออกไปทางด้านนอกของถ้ำเบาๆ
เมื่อเห็นเช่นนั้น เฉินเจียงก็ถอนหายใจออกมาอย่างโล่งอก "ไฟลอยออกไปข้างนอก โอกาสสูงมากที่จะเป็นถ้ำตัน ไม่มีทางเข้าออกทางอื่นอีก"
หลังจากนั้น เขาก็จัดการเอาป้อมปืนกลดาบเหล็กกล้าออกมาวางไว้ด้านข้าง ปิดปากถ้ำแห่งนี้เอาไว้
แล้วก็ล้วงเอาระเบิดควันน้ำตาออกมาจากกระเป๋าเสื้อสามลูก โยนเล่นในมือสองสามทีก่อนจะเดาะลิ้นเบาๆ "ต้องยอมรับเลยนะ ว่าไอเทมใช้แล้วทิ้งพวกนี้มันใช้ดีจริงๆ"
ตราบใดที่ถ้ำนี้ไม่มีทางเข้าออกทางอื่น ทุกอย่างก็ง่ายดายขึ้นเยอะ
ที่เขาเป็นกังวลที่สุด ก็คือกลัวว่าจะมีรอดชีวิตหลุดรอดไปได้สักคนสองคน แล้ววันดีคืนดีก็โผล่มาแทงข้างหลังเขาทีเถอะ
อันที่จริงจะใช้วิธีจุดไฟรมควันบังคับให้พวกนั้นหนีออกมาก็ได้ แต่สถานที่แห่งนี้ดันอยู่ติดกับแหล่งกบดานของผู้เล่นมนุษย์ที่ไม่รู้ว่าเป็นมิตรหรือศัตรู และไม่รู้ด้วยว่ามีจำนวนคนอยู่มากน้อยแค่ไหน แถมด้านหลังก็ยังเป็นดินแดนรกร้างที่เต็มไปด้วยสัตว์กลายพันธุ์อีก
ถ้าเกิดทำเสียงดังเอิกเกริกเกินไป ก็ไม่รู้หรอกนะว่าไอ้คนกลุ่มนี้มันจะรอดหรือตาย แต่พวกเขาสองคนเนี่ยแหละที่น่าจะหนีรอดยาก
หลังจากนั้น เฉินเจียงกับปาโก่วก็หันมาสบตากัน
โดยไม่มีความลังเลแม้แต่น้อย พวกเขาเปิดใช้งานป้อมปืนกลดาบเหล็กกล้า พร้อมกับขว้างระเบิดควันน้ำตาทั้งสามลูกในมือเข้าไปในส่วนลึกของถ้ำอย่างสุดแรง
ระเบิดควันกระดอนชนกำแพงถ้ำ ก่อนจะกลิ้งกุกกักๆ ลึกเข้าไปด้านใน
และในขณะเดียวกัน ภายในถ้ำ
คนกลุ่มนั้นกำลังสุมหัวคุยกันด้วยสีหน้าเคียดแค้นและโกรธจัด
"ลูกพี่ ความแค้นนี้เราจะปล่อยผ่านไปไม่ได้นะเว้ย ถ้าไม่ใช่เพราะพวกเรามีพรสวรรค์เผ่ามนุษย์ทำให้มีชีวิตที่สองล่ะก็ งานนี้พวกเราคงได้ตายโหงอยู่ที่นั่นจริงๆ แล้ว!"
"ใช่เลย พวกเราอุตส่าห์หยิบยื่นไมตรีจิตให้ หวังดีแท้ๆ แต่พวกมันล่ะ? ไม่พูดพร่ำทำเพลงก็สาดกระสุนใส่กันเลย"
"พอได้แล้ว!"
ผู้ชายคนที่เป็นหัวหน้าตวาดเสียงกร้าวด้วยใบหน้าถมึงทึง "จะเอาอะไรไปแก้แค้น? ไอเทมทุกอย่างตกอยู่ที่นั่นหมดแล้ว"
"ไอ้ป้อมปืนนั่นพวกมึงก็เห็นกันเต็มสองตา จะเอาอะไรไปกันกระสุนมัน เอาหัวหรือไง?"
"แต่ความแค้นครั้งนี้ พวกเราจะจดจำเอาไว้"
"วิญญูชนแก้แค้น สิบปีก็ยังไม่สาย"
"มันต้องใช้สมองเข้าสู้ เข้าใจไหม?"
"เสี่ยวซื่อ แกไปตามหากุ้นเอ๋อร์เย๋ที่ซ่อนตัวอยู่ในเหมืองร้างนั่น บอกเขาว่าเราเจอผู้เล่นเผ่ามนุษย์คนนึง มีพรสวรรค์ที่สามารถใช้เศษไอเทมพังๆ อัปเกรดอาวุธปืนได้ รับรองว่าเขาต้องสนใจมากแน่ๆ"
"เสี่ยวอู่ แกไปเขียนจดหมาย เอาหินก้อนนึงห่อไว้ แล้วขว้างเข้าไปในห้อง รปภ. ของลานขยะนั่น บอกไปเลยว่าไอ้หมอนั่นเป็นผู้เล่นเผ่ามนุษย์"
"ถึงจะไม่รู้ว่ามันเข้าไปทำอะไรในลานขยะนั่น แต่การที่มันสามารถเดินไปมาหาสู่กับพวกเผ่าจักรกลได้อย่างหน้าตาเฉยแบบนั้น มันต้องปกปิดตัวตนว่าเป็นผู้เล่นเผ่ามนุษย์เอาไว้แน่ๆ"
"แล้วก็เธอด้วย"
ชายคนนั้นหันไปมองหญิงสาวที่อยู่ข้างๆ น้ำเสียงของเขาอ่อนโยนลงเล็กน้อย "ทำไมครั้งนี้พรสวรรค์ของเธอถึงไม่ได้ผล? เธอไปตรวจสอบดูสิว่ามันเกิดอะไรขึ้นกันแน่"
เขาไม่ได้พูดถึงพรสวรรค์ของหญิงสาวคนนี้ออกมาตรงๆ
ก็แหงล่ะ ผู้ชายรอบตัวเขาพวกนี้ ล้วนถูกดึงดูดมารวมตัวกันได้ก็เพราะพรสวรรค์ของยัยผู้หญิงคนนี้นี่นา ขืนพูดออกไปตรงๆ ก็วงแตกสิ
แค่ดูจากสีหน้าท่าทางของผู้ชายพวกนี้ ที่แม้ปากจะพร่ำบอกว่าเคียดแค้น แต่แววตากลับแฝงไปด้วยความหวาดกลัว ก็รู้แล้วว่าจริงๆ พวกมันน่ะขยาดผู้ชายคนนั้นจะแย่ ที่ปากเก่งไม่อยากยอมรับ ก็แค่ไม่อยากเสียฟอร์มต่อหน้าผู้หญิงที่ตัวเองชอบเท่านั้นแหละ
เขาอาศัยวิธีนี้ รวบรวมลูกน้องมาไว้ข้างกายได้ตั้งมากมาย
แต่ก็ไม่รู้เหมือนกันว่าทำไม คราวนี้พรสวรรค์ของเธอถึงได้ไร้ผลขึ้นมาดื้อๆ
ทว่าในวินาทีนั้นเอง—
จู่ๆ ก็มีเสียงระเบิดดังทึบๆ ขึ้นหลายครั้งภายในถ้ำ
ชายผู้เป็นหัวหน้าชะงักไปเล็กน้อย สัญชาตญาณสั่งให้เขาหันไปมองต้นเสียงทันที และเขาก็ได้เห็นภาพระเบิดควันที่กำลังพ่นควันขาวฟุ้งกระจายออกมาอย่างรวดเร็ว
เพียงเสี้ยววินาที
เขาก็ได้สติกลับมา รีบทิ้งตัวหมอบลงกับพื้นแล้วคำรามลั่น "เอามือปิดปากปิดจมูกไว้ รีบซ่อนตัว รอจนกว่าพวกมันจะบุกเข้ามา!"
ชัดเจนเลยว่า มีคนคิดจะเล่นงานพวกเขา
ถึงจะไม่รู้ว่าเป็นฝีมือของใคร แต่ทางออกที่ดีที่สุดในตอนนี้ ก็คือการซ่อนตัว รอให้พวกนั้นบุกเข้ามา แล้วค่อยสวนกลับให้ตายในดาบเดียว
ในชั่วพริบตา—
เหล่าชายฉกรรจ์ที่ผ่านความเป็นความตายในดินแดนรกร้างมาตลอดสามเดือน พวกเขาไม่ใช่ไก่อ่อนให้ใครมาเชือดเล่นง่ายๆ ต่างก็แยกย้ายกันไปซ่อนตัวตามมุมมืดต่างๆ ภายในถ้ำ มือก็คว้าก้อนหินขึ้นมากำไว้แน่น หลบมุมเตรียมพร้อม
อาวุธปืนและไอเทมของพวกเขา ตกอยู่ที่จุดที่พวกเขาตายครั้งแรกหมดแล้ว
ตอนนี้ สิ่งเดียวที่พอจะใช้เป็นอาวุธได้ ก็มีแค่ก้อนหินที่เก็บได้แถวนี้เท่านั้น
ทว่า หลังจากรอคอยอย่างอดทนมานานกว่าสิบวินาที
ก็ไม่มีวี่แววว่าคนข้างนอกจะบุกเข้ามาเลยแม้แต่น้อย
แต่ทว่า—
พวกเขาทนรับสภาพไม่ไหวอีกต่อไปแล้ว
ดวงตาทุกคู่แดงก่ำ น้ำตาไหลพรากไม่หยุด แถมควันสีขาวที่สูดดมเข้าไปในปอด ก็ให้ความรู้สึกเหมือนสูดเอาเถ้าภูเขาไฟเข้าไปอย่างไรอย่างนั้น
ทุกครั้งที่หายใจ มันจะปวดแสบปวดร้อนไปหมด
แถมยังรู้สึกวิงเวียนศีรษะอีกต่างหาก
ขืนเป็นแบบนี้ต่อไป พวกเขาทนได้อีกไม่นานแน่
ชายผู้เป็นหัวหน้าตัดสินใจเด็ดขาด เขาเบิกตาที่แดงก่ำ อ้าปากไอค่อกแค่กๆ ไม่หยุดพลางคำรามลั่น "บุกออกไปสู้ตายกับพวกมันเลย ขืนอยู่ต่อ พวกเราได้สำลักควันตายกันหมดแน่!"
และในเวลาเดียวกัน บริเวณปากถ้ำด้านนอก
เฉินเจียงกับปาโก่วไม่ได้โผล่หน้าเข้าไปดูสถานการณ์ภายในถ้ำเลยแม้แต่น้อย พวกเขาเพียงแค่ยืนประจำที่อยู่คนละฝั่ง กำปืนในมือแน่น เฝ้ารอคอยอย่างใจเย็น
ในที่สุด—
หลังจากระเบิดควันทำงานไปได้ไม่นานนัก
ก็มีเสียงฝีเท้าที่สับสนวุ่นวายและเร่งรีบดังแว่วมาจากในถ้ำ
พร้อมกันนั้น ป้อมปืนที่ตั้งตระหง่านอยู่ตรงทางเข้าถ้ำ ก็เริ่มหมุนกระบอกปืนช้าๆ ก่อนจะปลดปล่อยอำนาจการยิงออกมาอย่างบ้าคลั่ง ประกาศให้โลกรู้ถึงมนต์เสน่ห์อันน่าสะพรึงกลัวของอาวุธปืน!
"ปัง ปัง ปัง!!!"
กระสุนแสงพุ่งทะยานออกไปเป็นเส้นตรง สาดกระหน่ำเข้าไปในถ้ำอย่างไม่ขาดสายราวกับคลื่นพายุ
"ฉึก! ฉึก!"
เสียงกระสุนพุ่งทะลวงเข้าเนื้อหนัง ดังก้องสลับกับเสียงกรีดร้องโหยหวนด้วยความเจ็บปวดทรมาน
ผ่านไปประมาณหนึ่งถึงสองนาที เสียงทุกอย่างก็เงียบสงบลง
ส่วนเฉินเจียงกับปาโก่ว ก็ยังคงยืนนิ่งอยู่ด้านนอกถ้ำ
ถึงตอนนี้ควันเริ่มพวยพุ่งออกมาจากปากถ้ำแล้ว โชคดีที่ฟ้ามืดสนิท เลยมองไม่เห็นชัดเจนนัก
เมื่อรอจนกลุ่มควันเริ่มจางลงไปมากแล้ว
เฉินเจียงกับปาโก่วจึงกระชับปืนในมือ ก้าวเท้ายาวๆ เดินเข้าไปในถ้ำ เพื่อปิดบัญชีศพพวกนั้น
บริเวณปากทางเข้าถ้ำ มีซากศพกองทับถมกันอยู่ประมาณเจ็ดแปดศพ ดูออกเลยว่าพวกเขาถูกป้อมปืนกลดาบเหล็กกล้ากราดยิงจนตายเรียงตัว ขณะที่กำลังพยายามวิ่งฝ่าออกไปข้างนอก
"หนึ่งศพ"
เฉินเจียงยกปืนไรเฟิลในมือขึ้นด้วยสีหน้าเรียบเฉย เดินแจกกระสุนเจาะกะโหลกศพแต่ละศพเรียงตัวไปเรื่อยๆ พลางนับตัวเลขในใจเบาๆ
"สองศพ"
"สามศพ"
"..."
เพียงไม่นาน
เฉินเจียงและปาโก่วก็เดินปิดบัญชีศพมาจนถึงบริเวณกลางถ้ำ
ศพส่วนใหญ่ตายตั้งแต่ตอนที่พยายามวิ่งฝ่ากระสุนออกไป มีผู้ชายไม่กี่คนที่ขี้ขลาดเกินกว่าจะกล้าวิ่งฝ่าออกไปจนสลบเหมือดอยู่ภายในถ้ำ และในตอนนี้ พวกเขาก็ถูกเฉินเจียงส่งลงนรกไปทีละคนในขณะที่ยังหมดสติอยู่นั่นแหละ
"สิบหกศพงั้นเหรอ?"
เฉินเจียงขมวดคิ้ว สีหน้าเริ่มเคร่งเครียดขึ้นมาเล็กน้อย เขากวาดสายตาสำรวจไปรอบๆ ถ้ำอย่างละเอียดอีกครั้ง
มันเป็นถ้ำตันจริงๆ ไม่มีทางเข้าออกอื่นอีกแล้ว
แต่ตอนที่พวกนั้นตายในรอบแรก เขาอุตส่าห์นับจำนวนศพไว้แล้วว่ามีทั้งหมดสิบเจ็ดศพ
ทำไมตอนนี้ถึงมีแค่สิบหกล่ะ? หนีรอดไปได้คนนึงเหรอ?
และในตอนนั้นเอง—
เขาก็ได้ยินเสียงที่เบาแสนเบาดังขึ้นมา
"ชะ... ช่วยฉันด้วย!"
เฉินเจียงหันขวับไปมองตามเสียงทันที เขาเห็นหญิงสาวคนที่เดินเข้ามาหาพวกเขาเพียงลำพังในตอนแรก ซ่อนตัวอยู่ตรงซอกหลืบของผนังหิน ใบหน้าของเธอซีดเผือดไร้สีเลือด ชะโงกหน้าออกมามองเฉินเจียงกับปาโก่วด้วยความหวาดกลัว
เธออ้อนวอนขอร้องชีวิตด้วยสีหน้าน่าสงสาร "ปล่อยฉันไปเถอะนะคะ ฉันยอมให้ทุกอย่างที่คุณต้องการเลย"
เมื่อเห็นว่ามุมปากของเฉินเจียงยกยิ้มขึ้นเล็กน้อย ในใจของเธอก็แอบมีความหวังขึ้นมา เธอรีบพูดต่อทันที "รับรองว่า... ฉันจะไม่ทำให้คุณผิดหวังแน่นอนค่ะ"
เฉินเจียงเดินตรงเข้าไปหยุดยืนอยู่ห่างจากผู้หญิงคนนั้นประมาณสามก้าว เขายกปืนไรเฟิลในมือขึ้น เล็งไปที่หัวของเธอ แล้วเหนี่ยวไกเบาๆ
"ปัง"
"สิบเจ็ดศพ"
"ฟู่!"
เฉินเจียงถอนหายใจออกมาอย่างโล่งอก
ทีนี้ก็หมดเรื่องต้องกังวลว่าจะมีภัยมาถึงตัวในภายหลังแล้ว
คืนนี้นอนหลับฝันดีได้สักที
(จบแล้ว)