- หน้าแรก
- สไนเปอร์ของฉันที่มีปากกระบอกกว้างสามกิโลเมตร
- บทที่ 3 - วิธีลอบสังหารแบบนี้ เพิ่งเคยได้ยินเป็นครั้งแรก
บทที่ 3 - วิธีลอบสังหารแบบนี้ เพิ่งเคยได้ยินเป็นครั้งแรก
บทที่ 3 - วิธีลอบสังหารแบบนี้ เพิ่งเคยได้ยินเป็นครั้งแรก
เฉินเจียงสะบัดหัวไล่ความมึนงงเพื่อให้สติกลับคืนมา แล้วรีบกวาดสายตามองไปรอบๆ อย่างรวดเร็ว
ดูเหมือนจะเป็นโกดังร้าง
พื้นรอบๆ มีฝุ่นหนาเตอะปกคลุมอยู่ มองเห็นรอยเท้าสะเปะสะปะมากมายได้อย่างชัดเจน น่าจะมีคนจำนวนไม่น้อยเพิ่งเดินผ่านโกดังนี้ไปเมื่อไม่นานมานี้
ดูทรงแล้วพวกนี้คงขี้เกียจน่าดู ขนาดทำความสะอาดยังไม่คิดจะทำ
"ที่นี่ที่ไหนเนี่ย?"
ปาโก่วกวาดสายตามองไปรอบๆ อย่างรวดเร็ว เมื่อแน่ใจว่าไม่มีอันตรายใดๆ แล้ว จึงถอนหายใจออกมาอย่างโล่งอก "พรสวรรค์นี่มหัศจรรย์เป็นบ้า ไม่คิดเลยว่าจะใช้แบบนี้ได้จริงๆ"
มาอยู่โลกนี้ได้สามเดือนแล้ว นี่เป็นครั้งแรกที่เขาได้ใช้พรสวรรค์ของตัวเอง ก็แหม เมื่อก่อนมีก้อนพลังงานให้ล้างผลาญเล่นเยอะขนาดนี้ที่ไหนล่ะ
ยิ่งไปกว่านั้น ก้อนพลังงานของพรรค์นี้ก็เป็นของควบคุมอย่างเข้มงวดอยู่แล้วด้วย
"ไม่รู้สิ"
เฉินเจียงส่ายหน้า ตอบอย่างเร่งรีบ "แต่รอยเท้าที่นี่เยอะมาก แถมยังดูใหม่ๆ อยู่เลย น่าจะเป็นโกดังที่มีเจ้าของ รีบหนีไปให้ไกลที่สุดจะดีกว่า ในโลกแบบนี้ พวกที่สามารถยึดครองโกดังใหญ่ขนาดนี้ได้ คงไม่ใช่พวกนักบุญแน่ๆ"
จากนั้นเขาก็กวาดสายตามองไปรอบๆ เพื่อมองหาประตูใหญ่ของโกดัง
ต้องรีบออกไปที่ถนนให้เร็วที่สุด ปล้นรถสักคัน แล้วหนีออกจากเมือง 18 ไปให้ไว ถึงจะถือว่าปลอดภัยจริงๆ
ส่วนเหตุผลที่ว่าทำไมถึงไม่ปล้นรถที่หน้าร้านไอเทมนั่นเลย
ก็เป็นเพราะระบบคอมพิวเตอร์ออนบอร์ดของรถทุกคันในเมือง 18 เชื่อมต่อกับสถานีบังคับใช้กฎหมาย และรถทุกคันที่ออกมาจากโรงงาน ทางสถานีก็แอบเจาะระบบทำช่องโหว่ระดับสูงสุดทิ้งเอาไว้หมดแล้ว
พูดง่ายๆ ก็คือ ถ้าพวกเขาปล้นรถแล้วหนีไปต่อหน้าต่อตาสถานีบังคับใช้กฎหมาย พวกนั้นก็แค่ใช้สิทธิ์ระดับสูงสุดสั่งดับเครื่องรถได้ง่ายๆ แล้วพวกเขาก็ต้องนอนรอความตายอยู่ตรงนั้นแหละ
นี่คือเหตุผลที่ว่าทำไมพวกเขาถึงต้องรอให้รถของหมาจื่อมารับ รถออฟโรดหุ้มเกราะของหมาจื่อเป็นรถดัดแปลงเถื่อน ไม่มีช่องโหว่ที่สถานีบังคับใช้กฎหมายทิ้งไว้
และเหตุผลที่ปาโก่วรู้สึกเสียดายก้อนพลังงานก้อนนั้นนักหนา ก็เพราะพวกเขาอยากมีรถที่ประกอบขึ้นเองมาตลอดน่ะสิ แบบนั้นจะทำงานสะดวกขึ้นเยอะ แถมยังเขี่ยหมาจื่อทิ้งไปได้เลย กวาดของที่ปล้นมาได้ไว้คนเดียว ไม่ต้องไปแบ่งให้หมาจื่อที่แทบไม่ต้องรับความเสี่ยงอะไรเลยไปฟรีๆ ตั้งครึ่งนึง
แต่ถ้าพวกเขาลงมือได้เด็ดขาดพอ ปล้นรถมาได้ก่อนที่สถานีบังคับใช้กฎหมายจะรู้ตัว ก็สามารถขับหนีไปได้สบายๆ ขอแค่ไม่โดนเพ่งเล็งก็ไม่มีปัญหา
ทว่า ในขณะที่ทั้งสองกำลังจะจากไปนั้นเอง
จู่ๆ สปอตไลท์หลายดวงบนเพดานโกดังก็สาดแสงลงมา ส่องสว่างโกดังที่เดิมทีเคยมืดสลัวให้สว่างเจิดจ้าราวกับตอนกลางวันในชั่วพริบตา
พวกเขาสามารถมองเห็นแม้กระทั่งฝุ่นละอองเล็กๆ ที่ปลิวว่อนอยู่ในลำแสงได้อย่างชัดเจน
"แปะ แปะ แปะ!"
ชายวัยกลางคนในชุดสูทสวมหมวกทรงกลมใบเล็ก เดินปรบมือเข้ามาอย่างมาดมั่น ท่ามกลางลูกน้องที่ถือปืนไรเฟิลขนาบข้าง เขาหยุดยืนห่างจากเฉินเจียงไม่ถึงห้าเมตร มองเฉินเจียงด้วยสายตาชื่นชม แล้วเอ่ยปากขึ้น
"พวกคุณ น่าจะเป็นคนของกลุ่มผู้สัญจรยามราตรีสินะ"
"ได้ยินชื่อเสียงของกลุ่มผู้สัญจรยามราตรีมานานแล้วว่า ไปมาไร้ร่องรอย คนธรรมดาไม่มีทางหาตัวเจอ บนโลกนี้ไม่มีที่ไหนที่พวกคุณเข้าไปไม่ได้ วันนี้ได้พบตัวจริง สมคำร่ำลือจริงๆ"
"โกดังแห่งนี้ของแก๊งหมาป่าเยือกเย็น ด้านนอกมีคนเฝ้าเวรยามอย่างแน่นหนาตั้งสามสิบกว่าคน พวกคุณยังสามารถลอบเข้ามาได้อย่างเงียบเชียบโดยไม่ทำให้ใครตื่นตัวได้เลย"
"ดี ดีมาก!"
ชายวัยกลางคนหน้าเหลี่ยมคนนี้เอ่ยชมเชยยกใหญ่ ก่อนจะส่งเสียงกระแอมเบาๆ แล้วปรบมือ ลูกน้องที่อยู่ด้านข้างก็ประคองบัตรเครดิตสีดำใบเล็กๆ ด้วยสองมือ ก้าวมาข้างหน้าหนึ่งก้าว
"นี่คือบัตรเครดิตที่ไม่ได้ตั้งรหัสป้องกันใดๆ ข้างในมีเงินอยู่ 1,000,000 พอยต์เครดิต เป็นราคาที่เราตกลงกันไว้"
"ในเมื่อพวกคุณมาแล้ว บัตรใบนี้ก็ยกให้พวกคุณ"
"ทำตามกฎของกลุ่มผู้สัญจรยามราตรี รับเงินก่อน ค่อยทำงาน"
"ภายในสามวัน ฉันต้องเห็นหัวของตาแก่นั่น มีปัญหาอะไรไหม?"
มาถึงตอนนี้ ปาโก่วยืนอึ้งแดกไปเรียบร้อยแล้ว นี่พวกเขาทะลุมิติหลงเข้ามาในสถานที่เจรจาซื้อขายของแก๊งมาเฟียหรือเปล่าเนี่ย แล้วไอ้ที่บอกว่าต้องเห็นหัวภายในสามวันมันคืออะไรวะ?
พวกตูไม่ใช่นักฆ่าเฟ้ย จำคนผิดแล้วพี่ชาย!
แต่ถ้าตอนนี้ขืนบอกไปว่าแค่ผ่านมาเฉยๆ ไม่มีเจตนาอื่น พวกคุณหาคนผิดแล้ว ขอตัวลาก่อน ไอ้พวกนี้มันจะเชื่อไหมล่ะ?
แล้วถ้าเชื่อ พวกมันจะยอมปล่อยให้พวกเขาเดินออกไปง่ายๆ หรือไง?
มุมปากของเฉินเจียงกระตุกเล็กน้อย จ้องมองแขกที่ไม่ได้รับเชิญที่จู่ๆ ก็โผล่มายัดเงินหนึ่งล้านพอยต์เครดิตใส่มือ เขาแข็งใจตอบกลับไปว่า "คน..."
เขาตั้งใจจะถ่วงเวลาดูก่อน เพื่อประเมินสถานการณ์
ก็แหงล่ะ เขาไม่ใช่นักฆ่าจากไอ้กลุ่มผู้สัญจรยามราตรีสับปะรังเคอะไรนั่นซะหน่อย ว่าแต่ชื่อกลุ่มนี่มันตั้งได้เห่ยชะมัด หยั่งกะพวกปัญญาอ่อน
แต่ยังไม่ทันที่เขาจะได้พูดอะไรต่อ
ก็เห็นชายวัยกลางคนที่เป็นหัวหน้าแก๊งคนนั้น มองไปที่ป้อมปืนกลหมุนอัตโนมัติดาบเหล็กกล้าที่ปาโก่วแบกอยู่บนบ่าแล้วชะงักไปนิดนึง ก่อนจะหัวเราะร่วนออกมา "ดูท่าฉันจะตาถั่วซะแล้ว ตอนแรกนึกว่าวิธีลอบสังหารของพวกคุณ จะเป็นแนวใส่ชุดดำพรางตัวใช้มีดใช้ดาบแบบโบราณๆ ซะอีก"
"ไม่นึกเลยว่า วิธีการลอบสังหารของพวกคุณ จะเป็นการแบกป้อมปืนกลหมุนอัตโนมัติมาด้วย"
"วิธีลอบสังหารแบบนี้ เพิ่งเคยได้ยินเป็นครั้งแรกจริงๆ"
"ก็จริงนะ ใช้ป้อมปืนกลหมุนอัตโนมัติแบบนี้ คงเอาหัวกลับมาไม่ได้หรอก ดีไม่ดีอาจจะไม่เหลือแม้แต่ซากศพด้วยซ้ำ"
"สมแล้วที่เป็นคนของกลุ่มผู้สัญจรยามราตรี"
"นับว่าเป็นการเปิดมิติใหม่ของการลอบสังหารจริงๆ"
"ถ้าอย่างนั้น ก็ไม่ต้องเอาหัวมันกลับมาหรอก แค่เอาคลิปวิดีโอตอนไอ้แก่หมาตายคาที่มาให้ฉันดูก็พอ ฉันแค่อยากมั่นใจว่าไอ้แก่หมานั่นมันตายชัวร์ๆ แค่นี้ทำได้ไหม?"
"..."
มุมปากของเฉินเจียงกระตุกอีกครั้ง เขาลอบชำเลืองมองป้อมปืนกลหมุนอัตโนมัติดาบเหล็กกล้าที่ปาโก่วแบกอยู่บนบ่าอย่างไม่ตั้งใจ อยู่ๆ ก็ไม่รู้จะสรรหาคำไหนมาพูดดี
ไอ้หมอนี่ตรงหน้าปักใจเชื่อไปแล้วว่าพวกเขาคือคนของกลุ่มผู้สัญจรยามราตรี
รู้สึกตะหงิดๆ ว่างานนี้ ท่าทางจะเหยียบตาปลาเข้าหลายตาเลยแฮะ
เขาสูดลมหายใจเข้าลึกๆ เตรียมจะเล่นละครตามน้ำไปให้เนียนๆ ในเมื่อดูเหมือนว่าไอ้หมอนี่จะไม่เคยเห็นหน้าตาที่แท้จริงของพวกผู้สัญจรยามราตรี งั้นก็น่าจะหลอกให้เชื่อได้อยู่
จากนั้นเขาก็ตีหน้าขรึม เอ่ยด้วยน้ำเสียงเรียบเฉย "ภายในสามวัน แกจะได้เห็นในสิ่งที่อยากเห็น"
"ดี คุยง่ายดี!"
ชายวัยกลางคนคนนี้ก็ไม่ใช่คนชอบเยิ่นเย้อ เขาโบกมือสั่งให้ลูกน้องเอาบัตรเครดิตที่ไม่มีการลงทะเบียนชื่อซึ่งมีเงินหนึ่งล้านพอยต์เครดิตอยู่ข้างใน พร้อมกับเมมโมรีการ์ดขนาดเท่าเล็บมือไปยื่นให้เฉินเจียง
"ในเมมฯ นี้ มีข้อมูลทุกอย่างของเป้าหมายที่จะต้องสังหารในครั้งนี้ รวมถึงหน้าตาและสถานที่ที่มันไปบ่อยๆ ด้วย"
ส่วนเฉินเจียงก็ตีหน้าขรึมรับบัตรเครดิตนิรนามกับเมมโมรีการ์ดมา วางมาดนิ่งขรึมพยักหน้าเบาๆ ไม่พูดอะไรต่อ หันหลังเดินออกจากโกดังไปทันที
เมื่อพ้นจากสายตาของคนพวกนั้นแล้ว
เฉินเจียงกับปาโก่วก็มองหน้ากัน ความหวาดเสียวแล่นปราดเข้าเกาะกุมหัวใจ แต่พวกเขาก็ไม่กล้าชักช้า รีบโบกรถคันหนึ่งที่วิ่งผ่านมา ยิงคนในรถจนสลบแล้วยัดใส่ท้ายรถ
จากนั้นทั้งสองก็ขึ้นไปขับรถ เหยียบคันเร่งมิดไมล์พุ่งทะยานออกนอกเมืองไปทันที
(จบแล้ว)