- หน้าแรก
- โลกทั้งใบกลายเป็นเกมออนไลน์ ที่กฎการเล่นเปลี่ยนไปทุกเดือน
- บทที่ 32 - "อย่าละเว้นความดีเพียงเพราะเป็นเรื่องเล็กน้อย อย่า..."
บทที่ 32 - "อย่าละเว้นความดีเพียงเพราะเป็นเรื่องเล็กน้อย อย่า..."
บทที่ 32 - "อย่าละเว้นความดีเพียงเพราะเป็นเรื่องเล็กน้อย อย่า..."
ระหว่างที่พูด เขาก็เปิดเอฟเฟกต์สายฟ้าแลบแปลบปลาบในดวงตาต่อแบบเนียนๆ
เอฟเฟกต์ของฉายานี้ ไม่ได้ช่วยเพิ่มพลังต่อสู้ใดๆ ทั้งสิ้น
แต่ข้อดีคือมันไม่มีคูลดาวน์ เปิดใช้ได้เรื่อยๆ
ด้วยคติที่ว่ามีให้ใช้ก็ต้องใช้ให้คุ้ม เขาเลยเปิดเอฟเฟกต์ตาสายฟ้าของตัวเองทิ้งไว้ซะเลย
"พี่อี้ นี่มัน..."
หลาวทู่ที่ยืนอยู่ข้างๆ มองเฉินอี้ที่นั่งอยู่บนบัลลังก์น้ำแข็งสีเลือดด้วยความตกตะลึง อ้าปากค้างอยู่นานกว่าจะพึมพำออกมาได้
"นี่มันจะกาวเกินไปแล้วมั้ง"
ภาพตรงหน้า
ทำเอาคนพูดมากอย่างหลาวทู่ ถึงกับพูดไม่ออก ไม่รู้จะสรรหาคำไหนมาบรรยายความรู้สึกในใจตอนนี้ดี
ส่วนเฉินอี้กลับนั่งอารมณ์ดีอยู่บนบัลลังก์น้ำแข็ง หัวเราะหึๆ มองดูฝูงชนบนดาดฟ้าฝั่งตรงข้าม ที่กำลังคว้าอาวุธขึ้นมาด้วยสีหน้าหวาดผวาปนบ้าคลั่ง เตรียมจะสู้ยิบตา
สู้ไปเถอะ
ต่อให้ฆ่าทหารเกราะหนักของเขาจนหมด เขาก็แค่เสกขึ้นมาใหม่ได้สบายๆ
แค่พันกว่าพอยต์ ตอนนี้เขาไม่สะทกสะท้านเลยสักนิด
"พี่น้อง!"
หลิวอีโส่วชูดาบเล่มใหญ่ในมือ ค่อยๆ ก้าวถอยหลัง ปากสั่นระริกตะโกนเสียงหลง "ใจเย็นๆ ก่อน! สังคมแห่งสันติภาพ มีอะไรก็ค่อยๆ คุยกันดีกว่า!"
"เรามานั่งจับเข่าคุยกันก่อนเถอะ"
เขาไม่เคยคิดฝันมาก่อนเลย ว่าทั้งๆ ที่ไอเทมและสกิลถูกจำกัดการใช้งานไปแล้ว ทำไมเฉินอี้ถึงยังเสกของพวกนี้ออกมาได้อีก?
นี่มันไม่สมเหตุสมผลเลย!
ไม่เป็นวิทยาศาสตร์เอาซะเลย!
แต่ตอนนี้เขาไม่มีเวลามาคิดเรื่องพวกนั้นแล้ว ทหารเกราะหนักนับร้อยนายกำลังเดินไต่บันไดสวรรค์บุกเข้ามาหาพวกเขาแล้ว
สงครามกำลังจะปะทุ!
ไม่สิ... ถ้าจะพูดให้ถูก ต้องบอกว่าการสังหารหมู่กำลังจะเริ่มขึ้นต่างหาก!
ทหารเกราะหนักเหล่านั้นพุ่งเข้าใส่ฝูงชนอย่างไม่แยแสคมมีดดามดาบที่ฟาดฟันลงมาบนร่าง เพียงแค่วาดดาบออกไป ก็ฟันพวกลูกสมุนจนกระเด็นกระดอนไปคนละทิศคนละทาง!
ส่วนดาบของพวกมันที่ฟันใส่ทหารเกราะหนัก ก็แทบจะไม่ระคายผิวเลยด้วยซ้ำ!
ทำได้แค่ส่งเสียงดังเคร้งคร้างของโลหะกระทบกัน พร้อมกับประกายไฟที่กระเด็นออกมา ช่วยเพิ่มความดราม่าให้ฉากนี้ดูน่าเวทนาขึ้นไปอีกนิด
เวลาผ่านไปเพียงแค่หนึ่งนาที
พวกลูกสมุนที่ตามหลิวอีโส่วมา ต่างก็บาดเจ็บสาหัสล้มลงกองกับพื้นกันระเนระนาด ไม่ใช่ว่าไม่มีใครคุกเข่าขอร้องหรอกนะ แต่ทหารเกราะหนักพวกนี้ไม่มีจิตสำนึกเป็นของตัวเอง
จะไปฟังคำร้องขอชีวิตรู้เรื่องได้ยังไง
การคุกเข่าลงกับพื้น ไม่เพียงแต่จะไม่ทำให้พวกทหารใจอ่อน แต่กลับทำให้พวกมันฟันได้ถนัดมือขึ้นซะอีก
ฟันฉับเดียว ขาดกระจุย กรอบอร่อยเคี้ยวเพลิน
หลิวอีโส่วที่นอนจมกองเลือดด้วยใบหน้าสิ้นหวัง มองดูทหารเกราะหนักที่ล้อมรอบตัวเขา แววตาเต็มไปด้วยความสิ้นหวังและความเจ็บใจ
เขา... ไม่ยอมรับความพ่ายแพ้ครั้งนี้
กว่าเขาจะฝ่าฟันมาถึงจุดนี้ได้ ต้องเจออุปสรรคมาไม่รู้เท่าไหร่ เขาก็ผ่านมันมาได้หมด
ทำไมวันนี้เขาถึงต้องมาจบเห่ที่นี่ด้วยล่ะ
แถมยังเป็นการพ่ายแพ้แบบหมดรูป ไร้ทางสู้โดยสิ้นเชิง
ตอนนั้นเอง—
ทหารที่ล้อมเขาอยู่ จู่ๆ ก็แหวกทางออกสองข้าง แล้วค่อยๆ สลายตัวไป เขาเห็นผู้ชายคนนั้นที่บนหัวมีฉายาห้าอันลอยเด่น ค่อยๆ เดินลงมาจากบันไดสวรรค์ตรงมาหาเขา แววตาของเขาก็ฉายประกายแห่งความหวังขึ้นมาทันที เขารีบซ่อนความเคียดแค้นไว้ในใจ
แล้วรีบตะเกียกตะกายลุกขึ้นมา คุกเข่าโขกศีรษะให้เฉินอี้รัวๆ พร้อมกับตะโกนด้วยน้ำเสียงสั่นเครือ
"พี่น้อง!"
"ฉัน หลิวอีโส่ว คลุกคลีอยู่ในเมืองเหยียนเฉิงมานาน ถือว่าพอจะมีสมองและมีฝีมืออยู่บ้างนะ"
"อย่าฆ่าฉันเลย ต่อไปนี้ฉันจะขอเป็นลูกน้องนาย!"
"ลูกสมุนของฉันพวกนี้ ต่อไปก็ให้นายสั่งการได้เลย สถานการณ์วันข้างหน้าจะยิ่งเลวร้ายลงเรื่อยๆ มีคนคอยรับใช้สักกลุ่มยังไงก็เป็นเรื่องดีนะ"
"ต่อไปนี้นายก็คือลูกพี่ของพวกเรา พวกเราจะจงรักภักดีต่อนายจนตัวตาย!"
"พวกแก ว่างั้นมั้ยล่ะ?"
พวกลูกสมุนที่บาดเจ็บสาหัสล้มอยู่บนพื้น ที่ยังพอมีแรงเหลือ ต่างก็เค้นพลังเฮือกสุดท้าย กัดฟันทนเจ็บตะโกนประสานเสียงตอบรับ "ใช่ครับ!"
"..."
และในเวลานี้—
เฉินอี้เพิ่งจะเดินลงมาจากบันไดสวรรค์ มาถึงดาดฟ้าของเอนเตอร์เทนเมนต์ KTV เขาใช้มือเดียวค้ำไม้เท้าคริสต์มาส เหยียบอยู่บนวงแหวนเวทสีแดง ทอดสายตามองคนที่นอนกองอยู่บนพื้นด้วยความรู้สึกหลากหลาย
"อย่าละเว้นความดีเพียงเพราะเป็นเรื่องเล็กน้อย อย่า..."
ยังไม่ทันที่เฉินอี้จะพูดจบ ประกายแห่งความหวังในดวงตาของหลิวอีโส่วก็ยิ่งเปี่ยมล้น เขาซ่อนความดูแคลนไว้มิดชิด พยักหน้ารัวๆ ด้วยความตื่นเต้น
"ใช่ครับ อย่าทำความชั่วเพียงเพราะเป็นเรื่องเล็กน้อย"
"พี่น้องพูดถูกแล้วครับ เป็นพวกเราเองที่ล่วงเกินพี่น้องก่อน!"
เฉินอี้ปรายตามองหลิวอีโส่วที่นอนอยู่บนพื้นด้วยสายตาแปลกๆ ก่อนจะพูดเสียงเย็น "...ประโยคหลังมันต้องบอกว่า อย่าละทิ้งผลประโยชน์เพียงเพราะมันน้อยนิด ต่างหากล่ะ"
"ความรู้เรื่องคำคมสุภาษิตยังน้อยไปหน่อยนะ"
"หลาวทู่ ลากพวกมันไปกองรวมกันที เดี๋ยวฉันจะเล่าเรื่องผีให้พวกมันฟัง ส่วนนายก็คอยทำสเปเชียลเอฟเฟกต์ประกอบอยู่ข้างๆ ละกัน"
"จัดไปพี่"
ครึ่งชั่วโมงต่อมา
เฉินอี้ถึงได้ปัดมือด้วยความพึงพอใจ มองดูหีบสมบัติที่ปรากฏขึ้นตรงหน้า แล้วหัวเราะออกมาอย่างอารมณ์ดี
"แบบนี้สิถึงจะเรียกว่าใช้ของคุ้มค่า"
[เหตุการณ์พิเศษ: หีบสมบัติวัฏสงสาร]
[เมื่อสถานที่ใดสถานที่หนึ่ง มีผู้เสียชีวิตจากการละเมิดกฎเดือนพฤษภาคมพร้อมกันมากกว่า 10 คนขึ้นไป จะมีโอกาสระดับหนึ่งที่จะทริกเกอร์เหตุการณ์นี้]
โชคดีทีเดียว ที่เขาทริกเกอร์เหตุการณ์นี้สำเร็จ
การรักษาสถานะความกลัวเป็นศูนย์ จะทำให้เปิดหีบสมบัติได้ 100% แถมรางวัลยังติดคริติคอลด้วย!
เหมือนคราวก่อนเลย
รับทรัพย์ 10,000 พอยต์เน้นๆ
ตอนนี้ยอดพอยต์คงเหลือของเขาคือ 230,209 พอยต์ แค่ค่าไลฟ์สดก็ได้มาตั้ง 216,000 พอยต์แล้ว
แถมเขายังมีแต้มสะสมจากคะแนนสังหารอีก 970,000 แต้มที่ยังไม่ได้ใช้เลยนะ
แต้มสะสมพวกนี้สามารถเอาไปแลกของรางวัลในกิจกรรม "ผู้รุกรานจากต่างดาว" ได้
และแต้มสะสมยังสามารถแลกเป็นพอยต์ได้ในอัตราส่วน 1:1 อีกด้วย
ตอนแรกเขากะว่าพอกลับถึงเมืองเหยียนเฉิง จะหาที่ปลอดภัยๆ จัดการแลกแต้มพวกนี้ให้หมด แต่โดนพวกเอนเตอร์เทนเมนต์ KTV นี่ถ่วงเวลาไปซะก่อน
แต่ก็ยังดีที่ตอนนี้จัดการเสร็จแล้ว
วินาทีที่พวกนี้ตายเรียบ
โดมแสงของลานประลองก็สลายหายไป
เฉินอี้ปรายตามองลงไปข้างล่าง จู่ๆ ก็รู้สึกว่ามีอะไรแปลกๆ เขาขมวดคิ้วก้มดูนาฬิกาข้อมือ แล้วก็เพิ่งจะนึกขึ้นได้!
เมื่อกี้เขาอยู่ในลานประลองตั้งเกือบชั่วโมง
แต่เวลาข้างนอกกลับผ่านไปแค่หนึ่งวินาทีเท่านั้น
หมายความว่าตอนที่ลานประลองเปิดใช้งาน เวลาข้างนอกจะหยุดเดินงั้นเหรอ?
พูดแบบนั้นอาจจะไม่ค่อยสมเหตุสมผลเท่าไหร่ น่าจะเรียกว่าตอนลานประลองเปิดใช้งาน พวกเขากลุ่มนี้ถูกเหวี่ยงออกไปนอกกระแสเวลา พอการประลองจบลง ถึงจะถูกโยนกลับเข้ามาในกระแสเวลาเส้นเดิมมากกว่า
"อืม..."
หลาวทู่ก็จับสังเกตได้เหมือนกัน พยักหน้าอย่างใช้ความคิด "ถ้าเป็นแบบนี้ ต่อให้เกมนี้จะมีวิกฤตอีกกี่ครั้ง มนุษย์ก็ไม่มีทางสูญพันธุ์แล้วล่ะ"
"ทำไมล่ะ?"
"ก็ลองคิดดูสิพี่อี้ พอเผ่าพันธุ์มนุษย์เจอวิกฤต ก็แค่ไปรวบรวมไอเทมลานประลองมาสัก 1,000 ชิ้น เตรียมเสบียงอาหารกับน้ำไว้ให้พร้อม แล้วจัดผู้ชายล่ำๆ 1,000 คน กับสาวสวยๆ 1,000 คน ยัดเข้าไปในแต่ละลานประลอง"
"ให้คนพวกนั้นไปปั๊มลูกกันข้างใน"
"พอเวลาในลานประลองผ่านไปสัก 100 ปี โลกภายนอกก็ผ่านไปแค่ไม่กี่สิบวินาที"
"ถึงตอนนั้น ลานประลองทั้ง 1,000 แห่งก็จะถูกปลดล็อก แล้วมนุษย์วัยรุ่นนับแสนๆ คน ก็จะกลับเข้าสู่สมรภูมิรบได้อีกครั้ง!"
"รับรองว่าสืบสายเลือดกันไปได้ไม่มีวันหมดสิ้น!"
เฉินอี้เหลือบมองหลาวทู่ด้วยสายตาเซ็งๆ ก่อนจะเริ่มลงมือปลดทิ้งเศษสกิลและไอเทมที่ตกอยู่ข้างศพพวกนั้นมาเก็บไว้เอง
แล้วลอบหนีออกจากที่นั่นอย่างเงียบเชียบ
ถ้าไม่มีอะไรผิดพลาด เขาน่าจะได้กลับมาที่นี่อีกรอบ
เพราะพอกรมบังคับใช้กฎหมายมาเจอที่นี่ ก็คงต้องเรียกเขามาเก็บศพอยู่ดี ถึงตอนนั้นก็จะได้ฟันกำไรอีกต่อ
แถมยังถือโอกาสทวงค่าแรง 3,000 พอยต์ของเหตุการณ์ในโรงหนังคราวก่อนด้วยเลย
เห็นเขาบอกว่าอาชีพเสริมที่ดีที่สุดของนิติเวช ก็คือการเป็นนักฆ่านี่แหละ
ดึกๆ เป็นนักฆ่ารับเงินจากผู้จ้างวาน
กลางวันมาผ่าตัดชันสูตรศพที่ตัวเองเป็นคนฆ่าเมื่อคืนเพื่อรับเงินเดือน
ก็ไม่รู้เหมือนกันนะ ว่าระบบเงินเดือนของนิติเวชนี่ เขาจ่ายเงินตามจำนวนศพที่ผ่าหรือเปล่า
(จบแล้ว)