- หน้าแรก
- หงษ์อัคคีมารผลาญพิภพ
- ตอนที่ 12 กลับโรงเรียน ฝึกพิเศษ
ตอนที่ 12 กลับโรงเรียน ฝึกพิเศษ
ตอนที่ 12 กลับโรงเรียน ฝึกพิเศษ
ตอนที่ 12 กลับโรงเรียน ฝึกพิเศษ
—วันรุ่งขึ้น
หม่าหงจวิ้นนอนหลับยาวไปจนถึงเที่ยงวัน หลังจากลุกขึ้นมาจากเตียง เขาก็รู้สึกสดชื่นกระปรี้กระเปร่าเป็นอย่างยิ่ง
หม่าหงจวิ้นเดินเข้าไปในลานบ้าน หยิบเนื้อจระเข้หงสาเกล็ดเพลิงออกมาส่วนหนึ่ง ล้างทำความสะอาด หั่นเป็นชิ้นๆ แล้ววางพักไว้ พอตกเย็น มารดาของหม่าหงจวิ้นก็นำเนื้อเหล่านั้นไปรังสรรค์เป็นอาหารหลากหลายจาน
“ท่านพ่อ ท่านแม่ นี่คือเนื้อของสัตว์วิญญาณระดับร้อยปี มันมาจากจระเข้หงสาเกล็ดเพลิงซึ่งมีสายเลือดของหงสา มันจะช่วยกระตุ้นพลังวิญญาณของพวกท่านได้ ลองทานดูสิขอรับ”
หม่าหงจวิ้นคีบเนื้อวางลงบนจานของพวกท่านคนละชิ้นขณะที่เอ่ยปากพูด
“ฮ่าๆๆ เนื้อสัตว์วิญญาณระดับร้อยปีงั้นรึ? ถ้าอย่างนั้นพ่อต้องขอลองชิมให้เต็มคราบเสียหน่อยแล้ว!!”
หม่าชิงเฟิงคีบเนื้อเข้าปากเคี้ยวกลืนในทันที
วินาทีนั้น เขาพลันสัมผัสได้ถึงกระแสพลังวิญญาณอันหนาแน่นหลั่งไหลผ่านร่างกาย นับตั้งแต่เขาบรรลุระดับ 19 เขาก็ติดค้างอยู่ที่คอขวดนี้มาโดยตลอด คาดไม่ถึงเลยว่าเนื้อเพียงคำเดียวจะสามารถทำให้เขารู้สึกได้ถึงพันธนาการที่เริ่มหลวมคลายลง
หลังจากหลี่มู่เจิน มารดาของหม่าหงจวิ้นได้ลิ้มลอง พลังวิญญาณของนางก็เพิ่มพูนขึ้นอย่างเด่นชัดเช่นกัน
ทั้งสองหันมาสบตากกัน ความตกตะลึงภายในใจนั้นมากมายจนยากจะเอ่ยออกมาเป็นคำพูด
จากนั้น ทั้งสามคนพ่อแม่ลูกก็เริ่มลงมือรับประทานอาหารมื้อใหญ่อย่างเอร็ดอร่อย
หนึ่งวันต่อมา หม่าชิงเฟิงบอกว่าเมื่อคืนนี้เขารู้สึกถึงพลังวิญญาณที่พวยพุ่งขึ้นมา เขาจึงลองโคจรพลังฝึกฝนและสามารถทะลวงผ่านเข้าสู่ระดับ 20 ได้สำเร็จ ทั้งสามคนต่างพากันดีใจเป็นล้นพ้น
หลังจากนั้น ทั้งสามคนก็เตรียมตัวและเดินทางไปยังป่าล่าวิญญาณด้วยกัน พวกเขาพบสัตว์วิญญาณระดับห้าร้อยปีตัวหนึ่ง นั่นคือราชสีห์เพลิงคลั่ง หม่าหงจวิ้นลงมือสยบมันด้วยตัวเอง และหม่าชิงเฟิงเป็นผู้ดูดซับวงแหวนวิญญาณ บรรลุสู่ระดับ 21 และกลายเป็นมหาวิญญาจารย์ได้สำเร็จ
หลังจากทุกคนกลับมาถึงบ้าน หม่าหงจวิ้นพักอยู่ต่ออีกประมาณสิบวันก็ถึงเวลาที่ต้องเดินทางจากไป หม่าชิงเฟิงและภรรยาต่างเข้าใจดีว่าการฝึกฝนของลูกชายนั้นสำคัญที่สุด พวกเขาจึงไม่ได้รั้งตัวเอาไว้ ทำเพียงแค่จัดเตรียมอาหารค่ำอันหรูหราเพื่อเลี้ยงส่ง
ในวันที่ต้องออกเดินทาง หม่าหงจวิ้นได้หยิบชุดเกราะอ่อนสองชุดออกมาจากอุปกรณ์วิญญาณแล้วยื่นให้บิดามารดา ชุดเกราะเหล่านี้ถูกสั่งทำขึ้นโดยใช้เกล็ดของจระเข้เกราะเกล็ดต้นน้ำที่เขาได้มาหลังจากได้วงแหวนวิญญาณวงที่สอง มันมีความเหนียวแน่นและยืดหยุ่นที่ยอดเยี่ยม สามารถต้านทานการโจมตีจากวิญญาจารย์ที่มีระดับต่ำกว่าสามวงแหวนลงไปได้
ในแถบนี้มีอัคราจารย์วิญญาณอยู่ไม่มากนัก ความปลอดภัยของทั้งสองคนจึงได้รับการรับประกัน ยิ่งไปกว่านั้น เมื่อหม่าชิงเฟิงเลื่อนขั้นเป็นมหาวิญญาจารย์ เขาก็จะสามารถไปรับเบี้ยหวัดเดือนละสิบเหรียญภูติทองได้ทุกเดือน ทำให้การใช้ชีวิตมีความมั่นคง หม่าหงจวิ้นจึงรู้สึกเบาใจลงมาก
ท่ามกลางคำสั่งเสียและคำกำชับซ้ำๆ ของบิดามารดา หม่าหงจวิ้นก็ออกเดินทางและมุ่งหน้ากลับสู่โรงเรียนสื่อไหลเค่อ
—โรงเรียนสื่อไหลเค่อ
หนึ่งวันต่อมา หม่าหงจวิ้นกลับมาถึงโรงเรียนสื่อไหลเค่อและตรงดิ่งไปยังห้องทำงานของอาจารย์ใหญ่เป็นอันดับแรก เมื่อเห็นว่าเป็นหม่าหงจวิ้นที่เดินเข้ามา ฟู่หลันเต๋อก็เอ่ยขึ้นว่า:
“กลับมาแล้วรึ พ่อแม่ของเจ้าสบายดีไหม”
“สบายดีมากขอรับอาจารย์ใหญ่ ท่านพ่อของข้าถึงกับทะลวงระดับกลายเป็นมหาวิญญาจารย์แล้วด้วย!”
“อืม ดีแล้ว ในเมื่อกลับมาแล้ว จากนี้ไปก็จงมุ่งมั่นกับการฝึกฝนให้ดี ส่วนเรื่องสนามประลองวิญญาจารย์ ข้าไม่แนะนำให้เจ้าไปบ่อยจนเกินไปนัก แต่ถ้าเจ้าอยากจะไปจริงๆ เจ้าควรจะเปลี่ยนไปใช้ตัวตนอื่น เพราะด้วยความแข็งแกร่งของเจ้าในตอนนี้ อัคราจารย์วิญญาณส่วนใหญ่ก็ไม่ใช่คู่ต่อสู้ของเจ้าแล้ว เจ้าต้องทุ่มเทสมาธิไปที่การฝึกปรือพลังวิญญาณเป็นหลัก”
ฟู่หลันเต๋อเอ่ยเตือนสติหม่าหงจวิ้นด้วยความหวังดี
“ข้าเข้าใจแล้วขอรับอาจารย์ใหญ่”
หม่าหงจวิ้นตอบรับ
หม่าหงจวิ้นเดินกลับไปยังหอพักห้องเดี่ยวของตนเอง นับตั้งแต่เพลิงมารของหม่าหงจวิ้นปะทุขึ้นในครั้งก่อนจนเกือบจะทำให้เอ้าซือข่าได้รับบาดเจ็บ เขาจึงได้เสนอขอแยกมาอยู่ห้องส่วนตัวเพียงลำพัง
หม่าหงจวิ้นนั่งลงบนเตียงนอน พลางขบคิดถึงแผนการฝึกฝนในช่วงเวลาต่อจากนี้
วันรุ่งขึ้น หม่าหงจวิ้นตื่นนอนและมานั่งที่โต๊ะข้างๆ เพื่อจดบันทึกแผนการฝึกฝนที่เขาคิดเอาไว้เมื่อคืนนี้
หัวข้อหลักๆ มีอยู่สามประการด้วยกัน:
ประการแรก คือการพัฒนาสมรรถภาพทางกาย วิธีการคือการทลายขีดจำกัดของตัวเองอย่างต่อเนื่องภายใต้แรงกดดันจากแรงโน้มถ่วงของอาจารย์เจ้า
ประการที่สอง คือการกดข่มการปะทุของเพลิงมาร แม้ว่าการปะทุของเพลิงมารจะอ่อนกำลังลงไปมากแล้ว ทว่าการจะสะกดมันด้วยพละกำลังของหม่าหงจวิ้นเพียงคนเดียวก็ยังคงเป็นเรื่องยาก วิธีการคือการตามหาน้ำพุเย็นและใช้พลังแห่งความเย็นเยือกเพื่อปลดปล่อยและกดข่มมันลงในยามที่เพลิงมารปะทุขึ้น
ส่วนเรื่องน้ำพุเย็นนั้น หม่าหงจวิ้นมีแผนการรองรับอยู่แล้ว ตามที่เขาได้ยินมา โรงประมูลเมืองสั่วทัวกำลังจะนำไขกระดูกน้ำแข็งยะเยือกพันปีชิ้นหนึ่งออกมาประมูล ตราบใดที่เขาซื้อมันมาได้ ไม่ว่าเอามันไปใส่ไว้ในน้ำพุแห่งใด น้ำพุแห่งนั้นก็จะกลายเป็นน้ำพุเย็นจัดทันที
ประการที่สาม คือการเคี่ยวกรำตัวเองผ่านการต่อสู้จริง เขาจะไปยังสนามประลองวิญญาจารย์ภายใต้ตัวตนอื่นเพื่อต่อสู้และขัดเกลาการประสานงานระหว่างทักษะวิญญาณและเทคนิคการต่อสู้ของตนเอง
หลังจากนั้น หม่าหงจวิ้นก็ไปหาเจ้าอู๋จี๋และบอกเล่าถึงเรื่องการฝึกซ้อมนี้ ซึ่งเจ้าอู๋จี๋ก็ตอบตกลงอย่างยินดี
—โรงเรียนสื่อไหลเค่อ ณ ลานกว้าง
“ข้าพร้อมแล้วขอรับอาจารย์เจ้า จัดมาได้เลย!!”
เมื่อหม่าหงจวิ้นตั้งท่าเตรียมพร้อมเสร็จสรรพ เขาก็เอ่ยบอกเจ้าอู๋จี๋
เจ้าอู๋จี๋พยักหน้ารับ จากนั้นก็ปลดปล่อยทักษะวิญญาณที่สามของตนเอง
“เสริมแรงโน้มถ่วง!!!”
แรงกดดันมหาศาลทับถมลงบนร่างของหม่าหงจวิ้นโดยตรง แม้หม่าหงจวิ้นจะสัมผัสได้ถึงแรงกดดันนั้น ทว่ามันก็ยังไม่รุนแรงเท่าใดนัก เขาจึงเอ่ยปากขึ้นอีกครั้ง:
“อาจารย์เจ้า เพิ่มแรงกดดันอีกขอรับ!!”
เมื่อได้ยินคำขอของหม่าหงจวิ้น เจ้าอู๋จี๋ก็พยักหน้าและเพิ่มการถ่ายเทพลังวิญญาณของตนเอง ทว่าเนื่องจากร่างกายของหม่าหงจวิ้นยังคงอยู่ในช่วงกำลังเจริญเติบโต แรงโน้มถ่วงจึงถูกเพิ่มขึ้นมาเพียงแค่สองเท่าเท่านั้น
หลังจากสัมผัสได้ถึงแรงโน้มถ่วงที่เพิ่มขึ้น หม่าหงจวิ้นวิ่งอยู่พักหนึ่งแล้วจึงเอ่ยขอให้เจ้าอู๋จี๋เพิ่มแรงกดดันขึ้นอีกรอบ เจ้าอู๋จี๋จึงอธิบายให้ฟังว่า:
“หงจวิ้น ร่างกายของเจ้าในตอนนี้ยังคงเติบโตไม่เต็มที่ แรงกดดันไม่ควรจะมากเกินไป มิฉะนั้นมันจะส่งผลกระทบต่อพัฒนาการของเจ้าได้”
เมื่อได้ยินดังนั้น หม่าหงจวิ้นก็พยักหน้ารับคำ เป็นความจริงที่เขาพิจารณาไม่รอบคอบเอง เขาไม่อยากกลายเป็นคนแคระแกร็นในอนาคต ดังนั้น เขาจึงก้มหน้าก้มตาและออกวิ่งต่อไป
ฟู่หลันเต๋อมองดูภาพเหตุการณ์นี้จากหน้าต่างห้องทำงานของเขา พลางรู้สึกปลาบปลื้มใจเป็นล้นพ้น ศิษย์ของเขาคนนี้ในอนาคตจะต้องไม่ธรรมดาอย่างแน่นอน และตำแหน่งของราชทินนามพรหมยุทธ์จะต้องมีที่ว่างให้เขาอย่างไม่ต้องสงสัย
จากนั้น เมื่อนึกอะไรบางอย่างขึ้นมาได้ เขาก็บินพุ่งออกไปด้านนอก
เพียงครู่เดียว ก็เห็นฟู่หลันเต๋อหิ้วปีกเอ้าซือข่าบินตรงมายังลานกว้าง เอ้าซือข่างุนงงสับสนไปหมด เขาเพิ่งจะยัดไส้กรอกเข้าปากไปแท้ๆ จู่ๆ ฟู่หลันเต๋อก็ฉุดเขาตัวลอยปลิวไปในอากาศ ไส้กรอกหักครึ่งทำเอาเอ้าซือข่ารู้สึกปวดใจเป็นยิ่งนัก
เมื่อมาถึงลานกว้าง เอ้าซือข่าเห็นหม่าหงจวิ้นกำลังฝึกซ้อมอย่างเอาเป็นเอาตายก็อดไม่ได้ที่จะรู้สึกเลื่อมใส ทว่าทำไมอาจารย์ใหญ่ถึงพกเขามาที่นี่ด้วยล่ะ? ลมเย็นยะเยือกพัดผ่าน เอ้าซือข่าตัวสั่นสะท้านขึ้นมาทันควัน และรู้สึกสังหรณ์ใจไม่ดีอย่างบอกไม่ถูก
และลางสังหรณ์ของเขาก็ถูกต้องแม่นยำ เพราะฟู่หลันเต๋อเอื้อมมือมาตบไหล่เขาเบาๆ แล้วเอ่ยว่า:
“เสี่ยวเอ้า ในฐานะวิญญาจารย์สายอาหาร สมรรถภาพทางกายของเจ้าอ่อนแอกกว่าวิญญาจารย์สายต่อสู้ทั่วไปมาก ดังนั้น หากในอนาคตเจ้าต้องเผชิญหน้ากับวิญญาจารย์สายต่อสู้ที่ทรงพลัง เจ้าจะตกอยู่ในอันตรายใหญ่หลวง”
“เพราะฉะนั้น นับจากนี้ไป เจ้าจงฝึกซ้อมร่วมกับหงจวิ้นภายใต้แรงโน้มถ่วงของอาจารย์เจ้าเพื่อพัฒนาสมรรถภาพทางกาย ในทุกๆ วัน เวลาที่เจ้าอยู่ภายใต้แรงโน้มถ่วงหนึ่งเท่าจะต้องไม่น้อยกว่าหนึ่งชั่วยาม!!!”
เอ้าซือข่ากลายเป็นหินไปในทันที!!!
ไม่มีทางน่า!
แรงโน้มถ่วงหนึ่งเท่า!!
หนึ่งชั่วยาม—นั่นมันตั้งสองชั่วโมงเลยนะ!!!
ร่างกายอันบอบบางของข้าจะทนรับไหวจริงๆ รึเนี่ย?!!!
เมื่อตั้งสติได้ เอ้าซือข่าก็รีบเอ่ยบอกฟู่หลันเต๋อทันที:
“อาจารย์ใหญ่ ข้าขอไม่วิ่งได้ไหมขอรับ?”
“อะไรนะ? เจ้ากำลังจะบอกว่าอยากจะวิ่งเพิ่มอีกครึ่งชั่วโมงงั้นรึ? ดี ไม่มีปัญหา ข้าต้องสนองความต้องการนั้นอยู่แล้ว”
ฟู่หลันเต๋อแกล้งทำเป็นตีความหมายผิดไปอย่างจงใจ โดยไม่เปิดโอกาสให้เอ้าซือข่าได้ทันตั้งตัว เขาเดินตรงดิ่งไปหาเจ้าอู๋จี๋แล้วเอ่ยว่า:
“อู๋จี๋ เจ้าเด็กเอ้าซือข่าคนนี้ก็อยากจะร่วมฝึกซ้อมกับเจ้าด้วยเหมือนกัน ยิ่งไปกว่านั้น เขาต้องการจะฝึกซ้อมวันละหนึ่งชั่วโมงครึ่งเลยทีเดียว เจ้าต้องช่วยอบรมสั่งสอนเขาให้ดีล่ะ”
เมื่อได้ยินคำพูดของฟู่หลันเต๋อ เจ้าอู๋จี๋หันไปมองเอ้าซือข่าที่กำลังยืนเอ๋ออยู่ไกลๆ ก็เข้าใจในทันที เขารับปากฟู่หลันเต๋อว่า:
“วางใจได้เลยลูกพี่ฟู่ ในเมื่อเสี่ยวเอ้ามีความมุ่งมั่นอันแรงกล้าขนาดนี้ ข้า เฒ่าเจ้า ย่อมต้องสนับสนุนอย่างแน่นอน!”
จากนั้นเขาก็ใช้พลังวิญญาณดึงตัวเอ้าซือข่าเข้ามาหาพลางระเบิดเสียงหัวเราะลั่น:
“เสี่ยวเอ้า หายากจริงๆ ที่เจ้าจะมีความคิดเช่นนี้ ดีมาก ดีมากเลย”
เอ้าซือข่าส่ายหัวดิกอย่างบ้าคลั่ง ทว่าเจ้าอู๋จี๋กลับไม่ได้สนใจ เขาปลดปล่อยแรงโน้มถ่วงหนึ่งเท่าลงบนตัวเอ้าซือข่าโดยตรง เอ้าซือข่าเซถลาร่างแทบล้มลงในทันที ก่อนจะเริ่มออกวิ่งด้วยสีหน้าที่เต็มไปด้วยความสิ้นหวัง
เอ้าซือข่าผู้แสนน่าสงสารทำได้เพียงเริ่มต้นการฝึกซ้อมอันแสนน่าเบื่อหน่ายเคียงข้างไปกับหม่าหงจวิ้น
จบตอน