เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

35-36

35-36

35-36


บทที่ 35 หน่วยลาดตระเวนคุกชั้นสอง ผู้คุ้มกันคุกหลี่ผิงเฟิง!

หลังจากเดินลัดเลาะไปตามโถงทางเดินที่ทั้งแคบและหนาวเหน็บของคุกเทียนอวี้ได้ไม่ถึงสิบเมตร เส้นทางก็เปลี่ยนเป็นบันไดวนทอดตัวดิ่งลึกลงไปเบื้องล่าง

ยิ่งก้าวลงไปลึกเท่าไหร่ จงฉางเซิงก็ยิ่งสัมผัสได้ถึงอุณหภูมิที่ลดฮวบลงทุกขณะ

ขุมพลังแห่งความหนาวเหน็บและรังสีอำมหิตที่แฝงตัวอยู่ในคุกเทียนอวี้ ทวีความเข้มข้นขึ้นกว่าคุกชั้นแรกอย่างเห็นได้ชัด

"เจ้าคงสัมผัสได้แล้วสินะ ว่ากลิ่นอายแห่งกรรมและจิตสังหารของที่นี่ รุนแรงกว่าคุกชั้นที่หนึ่งมากนัก คนธรรมดาไม่มีทางทนอยู่ที่นี่ได้นานหรอก!"

"ต่อให้เป็นผู้คุมคุกระดับก่อเกิดขั้นแปดหรือขั้นเก้า หากรั้งอยู่ที่นี่นานเกินไป ร่างกายก็จะได้รับความเสียหายจนไม่อาจฟื้นฟูได้!"

"ด้วยเหตุนี้ พัศดีที่รับหน้าที่เฝ้าเวรยามในคุกชั้นที่สอง จึงล้วนแต่ต้องเป็นยอดฝีมือระดับกำเนิดก่อนขึ้นไปทั้งสิ้น!"

"พูดง่ายๆ ก็คือ เมื่อลงมาอยู่คุกชั้นที่สอง เจ้าก็ต้องกลับไปทำงานจับกังเฝ้าคุกเหมือนเดิม ไม่มีอิสระเดินเพ่นพ่านได้ตามใจชอบเหมือนตอนอยู่คุกชั้นแรกอีกแล้ว!"

จงฉางเซิงประสานมือหัวเราะร่วน "ขอบพระคุณใต้เท้าที่ชี้แนะ ข้าน้อยสืบรู้เรื่องพวกนี้มาหมดแล้วขอรับ!"

"ฮ่าๆๆ ดีมาก!"

"ลูกผู้ชายตัวจริง ต้องรู้จักยืดหยุ่น รู้จักอ่อนก้มรู้จักแข็งขืน!"

เจียงซานเตาหัวเราะเบาๆ

ไม่นานนัก ทั้งสองก็เดินมาจนสุดทางของบันไดวน

ที่ปลายทางปรากฏบานประตูบานหนึ่ง พร้อมกับร่างของชายสองคนยืนเฝ้าอยู่หน้าประตู

เพียงแค่ปรายตามองเครื่องแบบที่พวกเขาสวมใส่ จงฉางเซิงก็รู้ทันทีว่าทั้งสองคนนี้คือพัศดีประจำคุกชั้นที่สอง

แม้จะเพิ่งได้ยินเจียงซานเตาบอกมาหมาดๆ ว่าพัศดีในคุกชั้นสองมีหน้าที่แค่ทำเรื่องจับกังใช้แรงงาน

แต่พอมาเห็นกับตาว่าพัศดีระดับหัวกะทิสองคนต้องมายืนเฝ้าประตูเป็นยาม จงฉางเซิงก็อดไม่ได้ที่จะลอบเดาะลิ้นด้วยความทึ่ง

พัศดีเชียวนะ! นั่นคือตัวตนที่อยู่ในระดับกำเนิดก่อนเชียวนะเว้ย!

ถ้าเป็นที่คุกชั้นแรก พัศดีระดับนี้คือผู้มีอำนาจล้นมือ เป็นรองก็แค่ผู้บัญชาการอย่างเจียงซานเตาเท่านั้น

คิดไม่ถึงเลยว่า พอลงมาที่นี่ กลับต้องมาลดตัวเป็นยามเฝ้าประตู ไม่ก็เด็กส่งข้าวกล่องให้นักโทษ สถานะแทบไม่ต่างอะไรกับผู้คุมคุกกิ๊กก๊อกในชั้นแรก หรือเผลอๆ อาจจะต่ำต้อยกว่าพวกผู้คุมคุกชั้นล่างสุดด้วยซ้ำ!

'เหตุผลเดียวที่พวกระดับกำเนิดก่อนยังยอมเบียดเสียดแย่งกันลงมาที่นี่ ร้อยทั้งร้อยคงเป็นเพราะหวังอยากได้คำชี้แนะจากยอดฝีมือระดับปรมาจารย์เป็นแน่!'

แน่นอนว่า เหตุผลที่ว่ามานั้น ไม่ได้นับรวมจงฉางเซิงเข้าไปด้วย

สำหรับคนที่มีระบบสุดโกงคอยซัพพอร์ตอย่างเขา คำชี้แนะจากระดับปรมาจารย์เป็นแค่เรื่องไร้สาระ

เป้าหมายเดียวของเขา คือการลงมาเก็บเกี่ยวแต้มลงชื่อจากพวกนักโทษชั่วช้าในคุกชั้นสองต่างหาก

เจียงซานเตาล้วงป้ายคำสั่งออกมาจากอกเสื้อ พัศดีที่เฝ้าประตูทั้งสองเห็นดังนั้นก็รีบหลีกทางให้ทันที พร้อมกับออกแรงผลักบานประตูเหล็กดำทมิฬที่หนักอึ้งให้เปิดออก เสียงบานพับเสียดสีกันดังกึกก้อง

สิ่งแรกที่พุ่งชนสายตา คือตัวอักษร 'เฉิน' ขนาดมหึมา!

จงฉางเซิงทอดสายตามองลึกเข้าไปในความมืดมิดของคุกเทียนอวี้ สภาพแวดล้อมราวกับถูกปกคลุมด้วยหมอกทึบสีดำ แม้จะใช้สายตาอันแหลมคมของเขาในตอนนี้ ก็ยังมองไม่เห็นจุดสิ้นสุด

ห้องขังจำนวนนับไม่ถ้วนตั้งเรียงรายเป็นระเบียบยาวเหยียด

ทว่า ขนาดของห้องขังแต่ละห้อง ดูจะกว้างขวางกว่าคุกชั้นแรกอยู่ไม่น้อย

ตรวนและโซ่ตรวนบนตัวนักโทษที่พอจะมองเห็นได้ลางๆ ก็ดูเหมือนจะไม่ได้หล่อขึ้นจากเหล็กธรรมดา แต่ตีขึ้นจากโลหะที่แข็งแกร่งและทนทานกว่ามาก

"หึหึ"

ราวกับจะอ่านความสงสัยในใจของจงฉางเซิงออก เจียงซานเตาก็เอ่ยอธิบาย "คุกเทียนอวี้ชั้นที่สองนี้ ถูกแบ่งออกเป็นแปดแดน ได้แก่ 'ฟ้า, ดิน, ดำ, เหลือง, ตะวัน, จันทรา, ดารา, และ ฤกษ์'"

"แดนที่เรากำลังยืนอยู่ตอนนี้ คือแดนฤกษ์ อย่างที่เจ้าเห็น นักโทษที่ถูกขังอยู่ในแดนนี้ ถือว่ามีระดับพลังอ่อนด๋อยที่สุดในบรรดาคุกชั้นที่สองแล้ว"

"ยิ่งเดินลึกเข้าไปทางทิศเหนือ ระดับความโหดของนักโทษก็จะยิ่งสูงขึ้น กองกำลังเฝ้าระวังของคุกเทียนอวี้ก็จะยิ่งหนาแน่นตามไปด้วย"

จงฉางเซิงอุทาน "ใต้เท้าเจียง ถ้าเป็นแบบนั้น คุกชั้นสองคงกว้างใหญ่กว่าคุกชั้นแรกมากทีเดียวสินะขอรับ!"

"ฮ่าๆๆ เจ้าพูดถูกแล้ว"

เจียงซานเตาหัวเราะร่วน "แค่แดนย่อยๆ แดนเดียวในคุกชั้นที่สอง พื้นที่ก็กว้างขวางสูสีกับคุกชั้นแรกทั้งชั้นแล้ว ถ้ารวมพื้นที่ทั้งหมดของชั้นสองล่ะก็ กว้างใหญ่ไพศาลกว่ากันลิบลับ!"

เดินเข้าไปได้ไม่กี่ก้าว ก็ปรากฏร่างของผู้คุ้มกันคุกหน้าหนวดเคราครึ้ม สะพายดาบยาว นำขบวนพัศดีอีกนับสิบคนเดินสวนมา

ผู้คุ้มกันคุกหน้าหนวดหันไปสั่งการลูกน้องสองสามประโยค ปล่อยให้คนอื่นไปลาดตระเวนต่อ ส่วนตัวเองก็แยกตัวเดินตรงดิ่งมาหาเจียงซานเตาและจงฉางเซิง

เมื่อมาถึง ผู้คุ้มกันคุกผู้นั้นก็รีบประสานมือคารวะเจียงซานเตา พร้อมฉีกยิ้มกว้าง "พี่เจียงลงทุนมาส่งเด็กใหม่ด้วยตัวเองเลยรึเนี่ย ร้อยวันพันปีไม่เคยเห็น!"

จากนั้นเขาก็ตวัดสายตามาสำรวจจงฉางเซิงด้วยความสนใจ

เมื่อเห็นว่าจงฉางเซิงสบตากลับอย่างนิ่งสงบ ไร้ซึ่งท่าทีหวาดกลัวหรือลุกลี้ลุกลน แววตาของเขาก็ฉายแววชื่นชมออกมาวูบหนึ่ง

เจียงซานเตาหัวเราะ "ไม่ปิดบังพี่สวี ข้าถูกใจไอ้หนูนี่มาก วันหน้าหากมันต้องทำงานในคุกชั้นสอง ข้าคงต้องรบกวนพี่สวีช่วยดูแลมันด้วย!"

"ฮ่าๆๆ รับบัญชาขอรับ!"

ทั้งสองยืนคุยสัพเพเหระกันอีกสองสามประโยค ผู้คุ้มกันคุกระดับปรมาจารย์แซ่สวีผู้นั้นก็ขอตัวผละไปปฏิบัติหน้าที่ต่อ

"นั่นแหละคือหน่วยลาดตระเวน!"

เจียงซานเตาชี้มือไปทางแผ่นหลังของผู้คุ้มกันคุกแซ่สวีพลางอธิบาย "ในคุกชั้นที่สองนี้ แต่ละแดนจะมีหน่วยลาดตระเวนแบบนี้เดินตรวจตราวนลูปไปมาอยู่หลายชุด!"

จงฉางเซิงพยักหน้ารับรู้ เดินตามเจียงซานเตาต่อไปอีกระยะหนึ่ง ก็สวนกับหน่วยลาดตระเวนอีกชุด

'ดูท่า ระบบรักษาความปลอดภัยของคุกชั้นสองนี่ จะเข้มงวดกว่าคุกชั้นแรกหลายเท่าตัวจริงๆ!'

ก็ไม่แปลกหรอก ในเมื่อพวกที่โดนขังอยู่ที่นี่ล้วนเป็นพวกเดนมนุษย์สุดอำมหิต แถมไอ้ตัวที่อ่อนแอที่สุดก็ยังมีพลังระดับกำเนิดก่อนเข้าไปแล้ว

การจัดเวรยามเข้มงวดเบอร์นี้ ย่อมเป็นเรื่องที่สมเหตุสมผลที่สุด

ใช้เวลาเดินเท้าประมาณครึ่งก้านธูป ทั้งสองก็มาถึงแดนดำ ซึ่งเป็นพื้นที่รับผิดชอบใหม่ของจงฉางเซิง

พัศดีที่เข้าเวรอยู่แถวนั้น พอเห็นเจียงซานเตาเดินมาแต่ไกล ก็รีบหันหลังวิ่งกลับไปรายงานทันที

ไม่นานนัก ผู้คุ้มกันคุกสะพายดาบคนหนึ่งก็เดินก้าวฉับๆ ออกมาจากห้องหมายเลขสามของแดนเซวียน

'หน้าคุ้นๆ แฮะ เหมือนเคยเห็นที่ไหน?'

จงฉางเซิงมองชายที่กำลังเดินตรงเข้ามา จู่ๆ ก็รู้สึกคุ้นหน้าคุ้นตาอย่างประหลาด แต่ก็นึกไม่ออกว่าเคยเจอกันที่ไหน

เขาจึงได้แต่สงบปากสงบคำ เดินตามหลังเจียงซานเตาไปเงียบๆ

"น้องหลี่!"

เจียงซานเตายิ้มกว้างทักทาย "ข้าเอาไอ้หนูนี่มาฝากไว้กับเจ้าแล้วนะ"

ผู้คุ้มกันคุกผู้นั้นปรายตามองจงฉางเซิงแวบหนึ่ง ก่อนจะพยักหน้ารับ

"ลำบากพี่เจียงแล้ว"

เจียงซานเตาโบกมือยิ้มๆ "งั้นข้าขอตัวกลับก่อนล่ะ"

ก่อนจะหันหลังกลับ ริมฝีปากของเจียงซานเตาก็ขยับมุบมิบ ส่งเสียงผ่านลมปราณมากระซิบข้างหูจงฉางเซิง

"นับแต่นี้ไป เจ้าจงประจำการอยู่ที่แดนเซวียน คอยติดตามหลี่ผิงเฟิงผู้นี้ไว้ให้ดี"

"เชื่อข้า นี่คือตัวเลือกที่สมบูรณ์แบบที่สุดสำหรับเจ้าแล้ว!"

ไม่ทันที่จงฉางเซิงจะได้ตอบรับ เจียงซานเตาก็เดินลิ่วจากไปไกลแล้ว

'ตามติดหมอนี่ คือทางเลือกที่เพอร์เฟกต์ที่สุดของข้า?'

จงฉางเซิงกวาดตามองประเมินผู้คุ้มกันคุกตรงหน้าตั้งแต่หัวจรดเท้า พริบตานั้น หน้าต่างสถานะของหลี่ผิงเฟิงก็เด้งพรวดขึ้นมาตรงหน้า

[ชื่อ: หลี่ผิงเฟิง]

[ระดับกรรม: บุญหนึ่งดาว]

[การบ่มเพาะ: ปรมาจารย์ ขั้นหก]

ไร้ซึ่งแต้มบาป กดเช็คอินไม่ได้... จงฉางเซิงแอบถอนหายใจด้วยความเซ็ง

แต่สิ่งที่ทำให้เขาคาใจยิ่งกว่า คือไอ้หลี่ผิงเฟิงคนนี้มันมีดีอะไร เจียงซานเตาถึงได้เจาะจงฝากฝังเขาไว้กับคนคนนี้?

ระดับพลังปรมาจารย์ขั้นหก แม้จะถือว่าไม่กากในหมู่ผู้คุ้มกันคุก แต่ก็ไม่ใช่ระดับท็อปเทียร์แน่นอน

แถมดูลักษณะภายนอก หมอนี่ก็ดูธรรมดาๆ ไม่ได้มีรัศมีความเก่งกาจอะไรเปล่งประกายออกมาเลย

"ตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไป เจ้าพักอยู่ที่ห้องหมายเลขยี่สิบเจ็ดแดนเซวียน แล้วก็มาเดินลาดตระเวนตรวจตราแดนเซวียนร่วมกับข้า!"

"รับทราบขอรับ ใต้เท้า"

"นี่กุญแจห้อง เดี๋ยวเจ้าค่อยเอาไปเก็บของ ตอนนี้ตามข้ามาก่อน..."

บทที่ 36 หอเก็บคัมภีร์วิถียุทธ ผู้พิทักษ์หอระดับมหาปรมาจารย์ ฟ่านหย่งเหนียน!

หลี่ผิงเฟิงไปยืนดักอยู่หน้าโถงทางเดินของแดนเซวียน แล้วตบมือแปะๆ สองครั้ง

เพียงอึดใจ พัศดีนับสิบคนก็แห่กันเดินออกจากห้องพักของตัวเอง มายืนตั้งแถวเรียงหน้ากระดานอย่างเป็นระเบียบต่อหน้าเขา

หลี่ผิงเฟิงชี้มือไปทางจงฉางเซิงแล้วเอ่ยแนะนำตัว

"นี่คือจงฉางเซิง พัศดีที่เพิ่งเลื่อนขั้นขึ้นมาจากคุกชั้นที่หนึ่ง ต่อไปนี้พวกเจ้าต้องทำงานร่วมกัน!"

จงฉางเซิงรีบก้าวออกมาด้านหน้า ฉีกยิ้มประจบประแจงแล้วพ่นคำพูดสวยหรูตามสคริปต์ 'ผู้น้อยเพิ่งมาใหม่ ขอฝากเนื้อฝากตัวด้วยขอรับ' บลาๆๆ

พวกลูกน้องพัศดีของหลี่ผิงเฟิงก็รู้หลบเป็นปีกรู้หลีกเป็นหาง รีบกรูกันเข้ามาล้อมหน้าล้อมหลังทักทายทำความรู้จัก

คนที่ไต่เต้าจนมาเป็นพัศดีในคุกเทียนอวี้ได้ ไม่มีใครโง่สักคน

ทุกคนรู้ดีแก่ใจว่า การรับน้องพัศดีเข้าใหม่ทั่วๆ ไป ไม่มีทางที่ผู้คุ้มกันคุกระดับปรมาจารย์จะลดตัวลงมาเรียกทุกคนมารวมตัวเพื่อต้อนรับแบบนี้หรอก

แม้หลี่ผิงเฟิงจะไม่ได้พูดอะไรมาก แต่การกระทำของเขา มันก็ชัดเจนว่ากำลังออกหน้าคุ้มครองเด็กใหม่คนนี้อยู่

เห็นได้ชัดว่า ไอ้หนุ่มพัศดีหน้ามนนามว่าจงฉางเซิงคนนี้ ต้องมีเส้นสายใหญ่โตหนุนหลังอย่างแน่นอน

ในเมื่อเป็นแบบนี้ ใครจะกล้าทำตัวงี่เง่าใส่ล่ะ

ถ้าขืนทำตัวมีปัญหา ก็เท่ากับหักหน้าใต้เท้าหลี่ผิงเฟิงผู้เป็นเจ้านายโดยตรงน่ะสิ

หลังจากยืนปั้นหน้าคุยกันจนน้ำลายแห้งไปเกือบชั่วยาม

หลี่ผิงเฟิงที่ดูเหมือนจะมีความอดทนสูงลิ่ว รอจนจงฉางเซิงผูกมิตรกับทุกคนจนครบถ้วนกระบวนความ ถึงได้สั่งแยกย้าย ปล่อยให้จงฉางเซิงยืนรั้งท้ายอยู่กับเขาสองคน

จงฉางเซิงเป็นคนฉลาด ย่อมสัมผัสได้ถึงการดูแลเอาใจใส่อย่างออกนอกหน้าของผู้คุ้มกันคุกคนนี้

แต่ในมุมมองของเขา คงเป็นเพราะบารมีของเจียงซานเตาแผ่ซ่านมาถึง หมอนี่ก็เลยต้องเกรงใจเป็นธรรมดา จึงไม่ได้คิดอะไรให้ลึกซึ้งไปกว่านั้น

"ตามข้ามา"

หลี่ผิงเฟิงยังคงรักษาคอนเซปต์เสือยิ้มยาก หน้าตายไร้อารมณ์ แม้แต่น้ำเสียงก็ยังเย็นชาไร้ความรู้สึก

จงฉางเซิงไม่อยากเซ้าซี้ จึงได้แต่เดินตามก้นหลี่ผิงเฟิงไปเงียบๆ

เดินมาได้พักใหญ่ ทั้งสองก็มาหยุดอยู่หน้าอาคารไม้เตี้ยๆ สองชั้นหลังหนึ่ง

"ใต้เท้า ที่นี่คือ?"

"ที่นี่คือหอเก็บคัมภีร์วิถียุทธของคุกชั้นที่สอง"

หลี่ผิงเฟิงอธิบาย "ภายในนี้ รวบรวมคัมภีร์วิถียุทธเอาไว้หลายพันเล่ม ซึ่งทั้งหมดล้วนได้มาจากการรีดเค้นบีบบังคับเอาจากพวกนักโทษที่ถูกขังอยู่ที่นี่"

"ที่นี่ เจ้าสามารถหาเคล็ดวิชาตั้งแต่ระดับเก้าไปจนถึงระดับสี่ได้นับพันวิชา ไม่ว่าจะเป็นวิชาตัวเบา วิชากายา เพลงดาบ เพลงกระบี่ หรือแม้วิชาสายลวงจิตลวงใจ ก็มีครบจบในที่เดียว แถมยังมีคัมภีร์บ่มเพาะพลังระดับเหลืองและระดับดำ รวมถึงพวกตำราจิปาถะอย่างตำราฮวงจุ้ย อักขระยันต์ การหลอมศาสตรา การปรุงโอสถ ค่ายกล หรือแม้แต่วิชาลี้ลับต่างๆ ก็มีให้ศึกษา"

"ผู้ใดก็ตามที่รับราชการอยู่ในคุกชั้นที่สองนี้ สามารถนำผลงานหรือเงินตรา มาแลกเปลี่ยนเป็นสิทธิ์ในการเข้าถึงคัมภีร์เหล่านี้ได้!"

จงฉางเซิงพยักหน้ารับเบาๆ แต่ในใจกลับแอบเบะปาก

'ไอ้พวกวิชากิ๊กก๊อกกับคัมภีร์ฝึกพลังในหอนี้ มันขยะชัดๆ สำหรับข้า!'

'แต่ไอ้พวกตำราจิปาถะนี่แหละ น่าสน เผื่อจะได้เก็บเกี่ยวความรู้รอบตัวมาประดับสมองบ้าง'

แม้หอเก็บคัมภีร์วิถียุทธจะอัดแน่นไปด้วยสรรพวิชาที่ขูดรีดมาจากนักโทษ แต่วิชาที่ระดับสูงสุดก็แค่ระดับสี่ ส่วนคัมภีร์บ่มเพาะพลังก็ตันแค่ระดับดำ

วิชาระดับท็อปๆ คงโดนส่งลงไปเก็บในหอคัมภีร์คุกชั้นล่างๆ หมดแล้ว แน่นอนว่าพัศดีต๊อกต๋อยอย่างเขายังไม่มีสิทธิ์เข้าถึง

ว่ากันด้วยเรื่องคัมภีร์บ่มเพาะพลัง เคล็ดวิชาเทพคชสารสยบนรกที่เขากำลังฟาร์มอยู่ มันคือวิชาระดับไร้เทียมทาน

คำว่า 'ไร้เทียมทาน' มันก็บอกอยู่แล้วว่าเหนือกว่าทุกสิ่ง จงฉางเซิงเดาว่า ดีไม่ดีวิชานี้อาจจะทรงพลังยิ่งกว่าคัมภีร์ประจำราชวงศ์ที่ฮ่องเต้ต้าโจวฝึกอยู่ด้วยซ้ำ เขาจึงไม่จำเป็นต้องไปเหลียวแลคัมภีร์ขยะพวกนั้นให้เสียสายตา

ส่วนเรื่องวิชาต่อสู้ ตอนนี้เขามีวิชาระดับหนึ่ง สอง สาม ขั้นสมบูรณ์ ตุนไว้ในคลังเพียบ แถมยังมีวิชาระดับปฐพีที่ทะลวงถึงขอบเขตบรรลุมรรคอีกตั้งสองวิชา

การเสียเวลาไปนั่งอ่านวิชาระดับสี่ลงไป มันคือการเอาทองไปแลกขี้ชัดๆ!

แต่ในทางกลับกัน ความรู้เกี่ยวกับโลกเก้าทวีปและประวัติศาสตร์วิถียุทธของจงฉางเซิงนั้นเข้าขั้นวิกฤต

สิ่งที่เขารู้ ส่วนใหญ่ก็งมๆ เอาจากในคุกเทียนอวี้ทั้งนั้น โลกภายนอกเขาแทบจะมืดแปดด้าน!

จงฉางเซิงหวังลึกๆ ว่าในกองตำราจิปาถะพวกนั้น จะมีพวกแผนที่ภูมิศาสตร์ บันทึกบุคคลสำคัญ หรือพงศาวดารประวัติศาสตร์ เพื่อให้เขาได้เปิดโลกทัศน์และรับรู้ข้อมูลของโลกเก้าทวีปที่ทั้งลี้ลับและแข็งแกร่งนี้บ้าง

คิดแบบนี้แล้ว ความน่าสนใจของหอเก็บคัมภีร์วิถียุทธก็พุ่งปรี๊ดขึ้นมาทันที

เอาเข้าจริง ตอนนี้เขายังไม่รู้ด้วยซ้ำว่า ระดับที่อยู่เหนือมหาปรมาจารย์ขึ้นไป มันเรียกว่าระดับอะไรกันแน่

"ใต้เท้า แล้วข้าต้องไปแลกสิทธิ์เข้าหอคัมภีร์นี่ที่ไหนหรือขอรับ?"

หลี่ผิงเฟิงเหมือนจะรอคำถามนี้อยู่แล้ว เขาล้วงมือเข้าไปในอกเสื้อ หยิบป้ายไม้สีดำสนิทที่ทำจากไม้เหล็กออกมา

บนป้ายนั้น สลักตัวอักษร 'สาม' เอาไว้ตัวเบ้อเริ่ม!

"ใช้ป้ายนี้ เจ้าสามารถเข้าไปอ่านคัมภีร์ในหอได้สามครั้ง!"

"แต่ละครั้ง มีกำหนดเวลาจำกัดแค่หนึ่งวันเต็ม!"

"สิทธิ์พวกนี้ ข้ายกให้ ถือซะว่าเป็นการตอบแทนที่เจ้าช่วยชีวิตพี่ใหญ่ข้า หลี่ผิงเหลย เอาไว้ก็แล้วกัน!"

"วันหน้า หากเจ้าอยากจะเข้าไปอ่านคัมภีร์อีก เจ้าต้องจ่ายเงินห้าหมื่นตำลึง หรือไม่ก็ใช้ผลงานระดับสี่ แลกกับสิทธิ์การเข้าอ่านหนึ่งครั้ง!"

จงฉางเซิงพอจะเข้าใจระบบการแบ่งเกรดผลงานอยู่บ้าง

ผลงานระดับสี่ ก็เทียบเท่ากับการจับกุมนักโทษระดับกำเนิดก่อนได้หนึ่งคน

สำหรับจงฉางเซิงร่างทองในตอนนี้ การจับกุมนักโทษระดับนั้นมันง่ายยิ่งกว่าปอกกล้วยเข้าปาก

แต่สำหรับพัศดีระดับกำเนิดก่อนขั้นสี่ทั่วๆ ไป การไปไล่จับนักโทษที่ระดับพลังเท่ากัน มันคือการเอาชีวิตไปทิ้งชัดๆ

และในวินาทีนั้นเอง จงฉางเซิงก็เก็ตทันที ว่าทำไมเจียงซานเตาถึงทิ้งท้ายคำพูดแบบนั้นไว้ก่อนจากไป

'ที่แท้ก็คุ้นหน้าแบบนี้นี่เอง ไอ้หลี่ผิงเฟิงคนนี้ ที่แท้ก็เป็นน้องชายของหลี่ผิงเหลย ผู้คุ้มกันคุกที่ข้าบังเอิญช่วยชีวิตไว้นี่หว่า!'

หลี่ผิงเฟิงคงสังเกตเห็นประกายความอยากรู้อยากเห็นในตาของจงฉางเซิง จึงเอ่ยด้วยน้ำเสียงราบเรียบ "วันนี้เจ้าเพิ่งมาถึง ข้าจะอนุญาตให้เจ้าพักผ่อนหนึ่งวัน พรุ่งนี้เช้าค่อยมารายงานตัวให้ตรงเวลา ถึงตอนนั้นข้าจะพาเจ้าไปเดินทำความรู้จักระบบระเบียบในคุกชั้นสองนี้เอง!"

"ขอบพระคุณใต้เท้าขอรับ!"

จงฉางเซิงรับป้ายไม้มาไว้ในมือ แล้วหมุนตัวเดินตรงดิ่งไปที่หอเก็บคัมภีร์วิถียุทธทันที

"ขอเตือนไว้ก่อน หอคัมภีร์นั่นมียอดฝีมือระดับมหาปรมาจารย์คอยเฝ้าอยู่ ห้ามนำคัมภีร์ใดๆ ออกมาเด็ดขาด จำไว้ให้ดี อย่าได้คิดเล่นตุกติกเป็นอันขาด!"

"ขอบพระคุณใต้เท้าที่ชี้แนะขอรับ"

จงฉางเซิงพยักหน้ารับคำ

แน่นอน ต่อให้หลี่ผิงเฟิงไม่ขู่ เขาก็ไม่ได้คิดจะขโมยคัมภีร์ขยะพวกนั้นออกไปอยู่แล้ว

เมื่อเดินไปถึงหน้าหอเก็บคัมภีร์วิถียุทธ เขาก็พบกับชายชราคนหนึ่งนั่งหลับตาพริ้มอยู่บนโขดหินหน้าประตู นิ่งสนิทประดุจรูปปั้น

'ตาเฒ่าคนนี้สินะ มหาปรมาจารย์ที่หลี่ผิงเฟิงพูดถึง!'

พริบตาเดียว หน้าต่างสถานะของชายชราก็เด้งขึ้นมา

[ชื่อ: ฟ่านหย่งเหนียน]

[ระดับกรรม: บาปสองดาว]

[การบ่มเพาะ: มหาปรมาจารย์ ขั้นห้า]

จงฉางเซิงลอบสะดุ้งในใจ

'บาปสองดาวเลยรึ'

แต่เขาไม่ได้แสดงอาการอะไรออกไป ทำเพียงแค่เดินเข้าไปลอบลงชื่อจากชายชราเงียบๆ กวาดแต้มกรรมมาได้เจ็ดแสนหนึ่งหมื่นแต้ม พร้อมกับวิชาระดับสองขั้นสมบูรณ์มาอีกหนึ่งวิชา ช่างคุ้มค่ายิ่งนัก!

"ไอ้หนู มีป้ายเบิกทางไหม?"

ชายชราเอนหลังพิงกรอบประตู ยังคงรักษาท่าทีหลับตาปี๋ ไม่ยอมลืมตาขึ้นมามองแม้แต่นิดเดียว

จงฉางเซิงไม่ถือสา หยิบป้ายไม้เหล็กขึ้นมา ยื่นไปจ่อตรงหน้าชายชรา

ชายชราไม่แม้แต่จะปรายตามอง เพียงแค่ยื่นมือเหี่ยวๆ ออกมาลูบผ่านป้ายไม้นั้นเบาๆ ตัวอักษร 'สาม' บนป้าย พลันเปลี่ยนเป็นตัวอักษร 'สอง' ในพริบตา!

"เอาล่ะ เข้าไปได้!"

"จำไว้ เวลาของเจ้ามีแค่หนึ่งวันเต็มเท่านั้น!"

"ถ้าเกินเวลาเมื่อไหร่ ข้าจะหักสิทธิ์เจ้าไปอีกหนึ่งครั้ง!"

"รับทราบขอรับ!"

จงฉางเซิงพยักหน้ารับคำ รับป้ายไม้คืนมา แล้วเดินก้าวอาดๆ เข้าไปในหอเก็บคัมภีร์วิถียุทธ

เมื่อแผ่นหลังของจงฉางเซิงลับหายเข้าไปในอาคาร ชายชราร่างผอมเกร็งที่นั่งอยู่หน้าประตู ถึงได้ค่อยๆ ลืมตาขึ้นมาช้าๆ

"หึหึ!"

"อายุแค่นี้ แต่กลับได้ลงมาประจำการในคุกชั้นสองแล้ว นับว่าเป็นต้นกล้าชั้นดีจริงๆ!"

"ในยุคสมัยที่วุ่นวายเช่นนี้ หวังเพียงว่าเจ้าจะรีบเติบโตแข็งแกร่งขึ้น อย่าได้ด่วนตายไปซะก่อนล่ะ!"

ชายชราถอนหายใจเฮือกใหญ่ ยกแขนขึ้นกอดอก พิงกรอบประตู แล้วหลับตาลงดำดิ่งสู่ห้วงนิทราอีกครั้ง

จบบทที่ 35-36

คัดลอกลิงก์แล้ว