เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

47-48

47-48

47-48


บทที่ 47 ไอเด็กนี่มันมีจิตมารฝังลึก มีกลิ่นอายของปรมาจารย์มารในอดีตชัดๆ!

จะปล่อยให้นางทำสำเร็จไม่ได้เด็ดขาด!

ในขณะที่ฉีหยวนกำลังคิดหาทางหนีทีไล่อยู่นั้น จี้ฉานเอ๋อร์ก็คลี่รอยยิ้มบางๆ ออกมา น้ำเสียงของนางแฝงความนัยบางอย่างเอาไว้

"ศิษย์น้องฉี ศิษย์พี่มีคำถามอยากจะถามเจ้าสักสองสามข้อ หวังว่าเจ้าจะตอบตามความเป็นจริงนะ"

เพื่อที่จะทดสอบธาตุแท้และนิสัยใจคอที่แท้จริงของคนตรงหน้า ในครั้งนี้นางจึงจงใจไม่ใช้ 'เคล็ดวิชามายาเซินหลัวลวงหยิน' เพื่อสะกดจิตเขา

เพราะเมื่อมนุษย์ถูกสะกดวิญญาณ กระบวนการคิดจะได้รับผลกระทบอย่างหนัก สันดานดิบก็จะเลือนหายไปเกินครึ่ง หากเป็นเช่นนั้นนางย่อมไม่ได้ข้อมูลที่ถูกต้องแม่นยำ

"คำถามอะไรงั้นหรือขอรับ? ศิษย์พี่เชิญถามมาได้เลย ศิษย์น้องคนนี้รู้สิ่งใดก็จะตอบสิ่งนั้น ไม่มีปิดบังแน่นอน"

แม้ปากของฉีหยวนจะรับคำอย่างดิบดี แต่ในใจกลับยกระดับการป้องกันขึ้นไปอีกขั้น

อีนังมารร้ายนี่จงใจมาหยั่งเชิงกันแบบนี้ เดาได้เลยว่าต้องตั้งใจถามคำถามแปลกๆ เพื่อยั่วเย้าอารมณ์เขาแน่ๆ ถือโอกาสสร้างบรรยากาศให้พาไป

ในเวลาหน้าสิ่วหน้าขวานแบบนี้ เขาจะยอมใจแตกไม่ได้เด็ดขาด

พี่ชายคนนี้เป็นถึงเต้าจื่อแห่งดินแดนศักดิ์สิทธิ์ผู้สูงส่งนะโว้ย! หากพลาดท่าเสียทีโดนอีนังแม่มดนี่สูบหยางเก็บเกี่ยวไป นอกจากจะสูญเสียพลังหยางอันบริสุทธิ์แล้ว หากเรื่องนี้แดงออกไป มีหวังได้กลายเป็นตัวตลกให้คนเขาหัวเราะเยาะกันทั้งโลกบำเพ็ญเพียรแหงๆ!

เมื่อเห็นฉีหยวนให้ความร่วมมือเป็นอย่างดี จี้ฉานเอ๋อร์ก็เผยรอยยิ้มพึงพอใจ ก่อนจะเอ่ยถามด้วยน้ำเสียงล่องลอย

"ได้ยินมาว่าศิษย์น้องฉีถือกำเนิดในตระกูลใหญ่ของโลกมนุษย์ ในตระกูลมีพี่น้องมากมาย แต่เพราะถูกแม่เลี้ยงกีดกันรังแก เจ้าจึงตัดสินใจหนีออกจากบ้านมาเป็นผู้บำเพ็ญเพียรพเนจร"

"สมมติว่ามีอยู่วันหนึ่ง ศัตรูคู่อาฆาตของเจ้าจับเอาชีวิตของคนในตระกูลมาเป็นข้อต่อรองข่มขู่ หากเจ้าไม่ยอมทำตามที่มันสั่ง คนในตระกูลของเจ้าทั้งหมดจะต้องถูกสังหารหมู่ ข้าอยากรู้ว่า เจ้าจะยอมสละชีวิตของตัวเองเพื่อแลกกับความปลอดภัยของคนทั้งตระกูลหรือไม่?"

เมื่อได้ยินคำถามนี้ ฉีหยวนก็ชะงักไปครู่หนึ่ง ก่อนจะถึงบางอ้อในทันที

มารดามันเถอะ กะไว้แล้วไม่มีผิด!

นี่มันข่มขู่กันหน้าด้านๆ เลยนี่หว่า!

อีนังมารร้ายตนนี้นึกจะเอาชีวิตของคนในตระกูลมาบีบบังคับให้เขายอมจำนนงั้นสิ!

แม้ในประโยคจะมีคำว่า 'สมมติ' แปะหน้ามาด้วย แต่เจตนาแอบแฝงนั้นชัดเจนจนแทบจะทิ่มตาบอด...

ตอนที่เขากรอกประวัติเข้าสำนัก เขาแค่ยืมเอาปูมหลังของเจ้าของร่างเดิมมาสวมรอยส่งๆ ไปเท่านั้น คิดไม่ถึงเลยว่าอีนังมารนี่จะมองว่ามันเป็นจุดอ่อนของเขา

สมกับที่เป็นศิษย์พรรคมาร ทำทุกอย่างเพื่อบรรลุเป้าหมาย เลวทรามต่ำช้าได้โล่จริงๆ

ตอนแรกก็นึกว่าจะมาไม้อ่อนยั่วยวนให้หลงเสน่ห์ ที่ไหนได้ ดันกะจะเล่นไม้แข็งบีบบังคับกันเลยเรอะ!

แต่น่าเสียดายที่นางคำนวณพลาดไปเรื่องหนึ่ง!

ชีวิตของคนในตระกูลของเจ้าของร่างเดิม มันไปเกี่ยวส้นตีนอะไรกับเขาล่ะ?

ถ้าเป็นเจ้าของร่างเดิมมาฟังเอง ก็อาจจะมีลังเลใจบ้าง แต่สำหรับเขาน่ะเรอะ... ใครจะอยู่ใครจะตายก็ช่างหัวมันสิวะ!

คนเดียวในตระกูลที่พอจะมีความผูกพันกับเขาอยู่บ้างก็คือฉีเหยา ซึ่งตอนนี้นางก็ไปเป็นศิษย์อยู่ที่ดินแดนศักดิ์สิทธิ์หลิงหลงแล้ว และดินแดนศักดิ์สิทธิ์หลิงหลงก็ไม่ใช่สำนักปลายแถวระดับสามอย่างหุบเขาลั่วอวิ๋น ต่อให้ให้อีนังมารนี่กินดีหมีหัวใจเสือมาสักร้อยดวง นางก็ไม่มีปัญญาแอบลอบเข้าไปก่อเรื่องในดินแดนศักดิ์สิทธิ์ได้หรอก

แล้วเขาจะต้องไปกลัวหาหอกอะไรล่ะ!

เมื่อคิดได้ดังนั้น กระดูกสันหลังของฉีหยวนก็ยืดตรงขึ้นมาทันที เขาเชิดหน้าตอบกลับด้วยน้ำเสียงฉะฉานและชอบธรรม

"คนในตระกูลที่ทำให้ข้าต้องมานั่งลำบากใจ ถือว่าไม่ใช่คนในตระกูลที่ดี ในเมื่อเป็นเช่นนั้น ข้าจะไปใส่ใจความเป็นตายของพวกมันทำไม ใครคิดจะเอาชีวิตของคนในตระกูลมาข่มขู่ข้าล่ะก็ บอกเลยว่าฝันกลางวันไปเถอะ"

ได้ยินคำตอบนี้ ดวงตาของจี้ฉานเอ๋อร์ก็สว่างวาบ

ไอ้เด็กนี่จิตใจเย็นชาราวกับเหล็กกล้า ไร้ซึ่งความผูกพันและเยื่อใย ทัศนคติและวิถีปฏิบัติช่างสอดคล้องกับหลักการของพรรคศักดิ์สิทธิ์อย่างสมบูรณ์แบบ ถือเป็นบุคลากรชั้นยอดที่หาตัวจับยาก!

แม้นางจะถูกอกถูกใจกับคำตอบนี้มากเพียงใด แต่ภายนอกนางก็ยังคงตีหน้าขรึม และเอ่ยถามจี้ต่อ

"แต่ถึงอย่างไร พวกเขาก็เป็นสายเลือดตระกูลเดียวกับเจ้านะ หากพวกเขาต้องมาตายเพราะเจ้า เจ้าจะไม่รู้สึกผิดบาปในใจเลยงั้นหรือ?"

ฉีหยวนได้ฟังก็หัวเราะร่วน ตอบกลับอย่างไม่ยี่หระ

"ข้าไม่ได้เป็นคนลงมือฆ่าพวกเขาสักหน่อย แล้วข้าจะต้องไปรู้สึกผิดทำไม?"

"ถ้าจะโทษ ก็ต้องไปโทษไอ้ศัตรูที่มันอำมหิตผิดมนุษย์นู่น"

"สิ่งที่ข้าพอจะทำให้ได้ก็คือ หลังจากเรื่องจบ ข้าจะไปตามล่าลากคอไอ้ศัตรูเวรนั่น ส่งมันลงนรกไปคุกเข่าโขกหัวขอขมาต่อหน้าผีสางเทวดาและบรรพชนตระกูลฉีด้วยตัวมันเอง เพื่อชดใช้หนี้เลือดที่มันก่อไว้... ดีกว่ามานั่งโทษตัวเองหรือรู้สึกผิดแบบไร้สาระไปวันๆ!"

"กล่าวได้ดี!"

จี้ฉานเอ๋อร์ยิ่งฟังก็ยิ่งชื่นชมในตัวฉีหยวนมากขึ้นไปอีก ความมุ่งมั่นที่จะดึงตัวเขาเข้าร่วมพรรคเงาทมิฬยิ่งทวีขึ้น

กล่าวได้ดีบ้าอะไรของเจ้าเนี่ย?

ฉีหยวนขมวดคิ้วด้วยความงุนงง มองหน้านางด้วยสายตาไม่เข้าใจ

วินาทีต่อมา จี้ฉานเอ๋อร์ก็ทำท่าครุ่นคิดเล็กน้อย ก่อนจะตั้งคำถามข้อต่อไป

"หากเจ้ากำลังบำเพ็ญเคล็ดวิชาลึกลับแขนงหนึ่ง และเงื่อนไขในการบรรลุวิชาขั้นสุดยอดก็คือ เจ้าต้องลงมือสังหารสตรีที่ตนเองรักที่สุด เจ้าจะเลือกทางใด?"

นี่มันคำถามผีบ้าอะไรวะเนี่ย?

เขาขมวดคิ้วเป็นปม ใช้ความคิดอยู่ครู่หนึ่งจึงตอบกลับ

"หากการฆ่าสตรีที่รักที่สุดหนึ่งคน สามารถทำให้วิชาของข้ารุดหน้าไปได้หนึ่งขั้นล่ะก็... ข้าจะเริ่มจากการกิน 'โอสถตัดสวาท' เข้าไปก่อน เพื่อลบความรู้สึกรักใคร่ทั้งหมดทิ้งให้สิ้นซาก"

จี้ฉานเอ๋อร์ดูเหมือนจะไม่ค่อยพอใจกับคำตอบนี้นัก "เพราะเหตุใด? หรือว่าเจ้าไม่อยากกลายเป็นยอดฝีมือผู้แข็งแกร่งงั้นหรือ?"

ฉีหยวนปั้นหน้าจริงจังสุดขีด แล้วอธิบายตรรกะของตนเอง

"อยากสิ! เพราะงั้นหลังจากกินโอสถตัดสวาทเข้าไปแล้ว ข้าก็จะกิน 'โอสถล็อกรัก' ตามเข้าไปติดๆ เพื่อสะกดจิตตัวเองให้ตกหลุมรักศัตรูผู้หญิงของข้าอย่างหัวปักหัวปำ จากนั้น... ข้าก็จะลงมือฆ่านางทิ้งซะ"

"พอกำจัดไปได้หนึ่งคน ข้าก็จะกินโอสถตัดสวาทเพื่อล้างความรู้สึกทิ้งอีกรอบ แล้วก็กินโอสถล็อกรักซ้ำ เข้าไปตกหลุมรักศัตรูผู้หญิงคนต่อไป แล้วก็ลงมือฆ่านางทิ้งอีก... ข้าจะทำเช่นนี้ซ้ำไปเรื่อยๆ จนกว่าจะฆ่าศัตรูผู้หญิงทิ้งให้หมดโลก..."

พี่ชายคนนี้เป็นผู้ชายที่เจ้าคิดเจ้าแค้นขนาดนี้แหละ เป็นไงล่ะอีนังมารร้าย ฟังแล้วขนลุกซู่เลยล่ะสิ!

มันมีลูกเล่นแบบนี้ด้วยเรอะ?!

จี้ฉานเอ๋อร์รู้สึกเหมือนสมองประมวลผลไม่ทัน นางจ้องมองฉีหยวนด้วยสายตาว่างเปล่าไปพักใหญ่ แววตาของนางเต็มไปด้วยความประหลาดใจขั้นสุด และยังแอบแฝงไปด้วย... ความหวาดหวั่น เล็กๆ

โอสถตัดสวาท มีสรรพคุณช่วยให้ผู้ใช้ตัดขาดจากกิเลสตัณหาและความรัก ไร้ซึ่งความรู้สึกใดๆ

โอสถล็อกรัก มีสรรพคุณทำให้ผู้ใช้ตกหลุมรักเป้าหมายที่กำหนดไว้อย่างถอนตัวไม่ขึ้นในชั่วพริบตา

แต่นางคิดไม่ถึงฝันเลยว่า ไอ้โอสถขยะสองชนิดนี้

 มันจะถูกเอามาคอมโบใช้แบบทะลุปล้องโลกแตกได้ขนาดนี้!

บุรุษผู้นี้น่าสะพรึงกลัวเกินไปแล้ว หากปล่อยให้เขาเติบใหญ่กลายเป็นยอดฝีมือในวันข้างหน้า ใครก็ตามที่ตั้งตัวเป็นศัตรูกับเขา คงต้องกินไม่ได้นอนไม่หลับไปตลอดชีวิตเป็นแน่...

เมื่อดึงสติกลับมาได้ นางก็พยายามกดข่มอารมณ์ที่พลุ่งพล่านเอาไว้ แล้วเอ่ยถามด้วยน้ำเสียงที่เต็มไปด้วยความรู้สึกซับซ้อน

"คำถามสุดท้าย... หากอุดมการณ์ของเจ้าไม่เป็นที่ยอมรับของคนทั่วไป ทุกคนต่างพากันโดดเดี่ยวและตั้งป้อมต่อต้านเจ้า โลกทั้งใบหันหลังและตั้งตัวเป็นศัตรูกับเจ้า"

"เมื่อถึงเวลานั้น เจ้าจะยอมละทิ้งอุดมการณ์ของตนเอง แล้วโอนอ่อนผ่อนตามกลมกลืนไปกับกระแสโลกหรือไม่?"

แม้พรรคเงาทมิฬจะมีชื่อเสียงโด่งดังในด้านความเหี้ยมโหด แต่ในความเป็นจริงแล้ว พวกเขาถูกตราหน้าว่าเป็นพวกสวะสังคมเสียมากกว่า ในโลกบำเพ็ญเพียรที่เชิดชูฝ่ายธรรมะเป็นหลัก พวกเขาเปรียบเสมือนหนูตามท่อที่โดนไล่ตีทุกครั้งที่โผล่หัว

การทำชั่วสักครั้งไม่ใช่เรื่องยาก แต่การยืนหยัดทำชั่วไปตลอดชีวิตต่างหากที่ยากลำบาก

มนุษย์ทุกคนล้วนมีความต้องการลึกๆ ที่จะได้รับการยอมรับจากผู้อื่น การที่ต้องเดินออกจากบ้านแล้วโดนคนทั้งโลกด่าทอสาปแช่งทุกวัน ย่อมทำให้สภาพจิตใจย่ำแย่

หากจิตใจที่ฝักใฝ่ในวิถีมารไม่แข็งแกร่งพอ ในอนาคตก็มีสิทธิ์ที่จะทนแรงกดดันไม่ไหวและทรยศต่อพรรคศักดิ์สิทธิ์ได้ ต่อให้ขี้ขลาดจนไม่กล้าทรยศ แต่การเก็บกดความเครียดสะสมไว้นานวันเข้า สภาพจิตใจก็ต้องพังทลาย สถานเบาก็คือธาตุไฟเข้าแทรก สถานหนักก็คือตัวระเบิดตาย

ดังนั้น สำหรับศิษย์ของพรรคศักดิ์สิทธิ์แล้ว คำถามข้อที่สามนี้จึงมีความสำคัญมากที่สุด

นางจะถามเรื่องพวกนี้ไปทำไมกัน?

ฉีหยวนชะงักไปเล็กน้อย เขาเงียบไปอึดใจหนึ่ง ก่อนจะเอ่ยตอบด้วยน้ำเสียงหนักแน่นเด็ดขาด

"หากอุดมการณ์ของข้าไม่เป็นที่ยอมรับของโลกใบนี้ล่ะก็... คนที่ผิดย่อมไม่ใช่ข้า แต่เป็นไอ้โลกเฮงซวยใบนี้ต่างหาก!"

"สิ่งที่ข้าต้องทำก็คือ การรื้อโครงสร้างและดัดแปลงโลกใบนี้เสียใหม่ ข้าจะสถาปนาตัวเองขึ้นเป็นผู้สร้างระเบียบโลกใหม่ ไม่ว่าจะเป็นผู้บำเพ็ญเพียรที่อยู่บนฟ้า หรือมนุษย์เดินดินที่อยู่เบื้องล่าง ทุกตัวตนจะต้องก้มหัวยอมรับอุดมการณ์ของข้าแต่โดยดี!"

ซี้ดดด...

เมื่อได้ยินคำตอบนี้ จี้ฉานเอ๋อร์ก็ถึงกับสูดลมหายใจเข้าลึกด้วยความหนาวเหน็บ ภายในใจบังเกิดคลื่นพายุลูกใหญ่โหมกระหน่ำอย่างรุนแรง

ความทะเยอทะยานอันบ้าคลั่ง ความเจ้าคิดเจ้าแค้นที่ไม่ยอมอ่อนข้อให้ใคร... ทั้งหมดนี้เป็นข้อพิสูจน์ชั้นดีว่า ไอเด็กนี่มันมีจิตมารฝังลึก ซ้ำยังมีกลิ่นอายความยิ่งใหญ่คล้ายคลึงกับปรมาจารย์มารในอดีตกาลไม่มีผิดเพี้ยน!

หากสามารถดึงตัวเพชรเม็ดงามระดับนี้เข้าสู่พรรคศักดิ์สิทธิ์ได้สำเร็จ ในวันข้างหน้าเขาจะต้องกลายเป็นขุมกำลังที่แข็งแกร่งที่สุดของนางในพรรคอย่างแน่นอน!

บทที่ 48 ภารกิจสั่งทำพิเศษสินะ?

เมื่อเห็นสีหน้าของจี้ฉานเอ๋อร์ที่ดูเหมือนจะช็อกตาตั้งกับคำตอบของตนเอง ฉีหยวนก็ลอบถอนหายใจด้วยความโล่งอก

ได้ผลเว้ยเฮ้ย!

เมื่อกี้เขาเพิ่งจะสวมบทบาทปั้นแต่งตัวเองให้กลายเป็นไอ้บ้าโรคจิตที่ไร้จุดอ่อน เจ้าคิดเจ้าแค้น และมีอาการหลงตัวเองขั้นสุดยอด... แค่นี้ก็คงเพียงพอที่จะทำให้ฝั่งตรงข้ามรู้สึกกระอักกระอ่วนจนกลืนไม่ลงแล้วมั้ง...

"ศิษย์พี่หญิงเจิน?"

ฉีหยวนลองหยั่งเสียงเรียกเบาๆ จี้ฉานเอ๋อร์ก็สะดุ้งสุดตัวหลุดจากภวังค์ นางตวัดสายตาลึกล้ำจ้องมองเขา ก่อนจะเอ่ยด้วยน้ำเสียงอ่อนโยน

"ศิษย์น้องฉี คำตอบของเจ้านั้นน่าประทับใจมาก ศิษย์พี่ถูกใจสุดๆ ขอเพียงเจ้ายึดมั่นในอุดมการณ์ของตนเองต่อไป อนาคตของเจ้าจะต้องรุ่งโรจน์อย่างหาที่เปรียบไม่ได้แน่... เอาล่ะ นี่ก็เริ่มสายแล้ว ศิษย์พี่คงต้องขอตัวกลับก่อน"

หากเทียบกับตอนแรกที่คุยกัน น้ำเสียงของนางในตอนนี้ช่างหวานหยดย้อย นุ่มละมุนเสียจนทำให้ร่างกายของฉีหยวนถึงกับเกร็งกระตุกขึ้นมาเล็กน้อย

ฉีหยวนพยักหน้ารับ พลางเอ่ยส่งแขกตามมารยาท

"เดินทางปลอดภัยนะขอรับ ศิษย์พี่!"

หลังจากจี้ฉานเอ๋อร์เดินลับตาไป ฉีหยวนก็ยกมือขึ้นปาดเหงื่อที่ไม่มีอยู่จริงบนหน้าผาก แล้วพ่นลมหายใจออกมายาวเหยียด

อีนังนี่มันมาแบบไม่ประสงค์ดีจริงๆ ด้วย!

โชคดีนะที่เขาหัวไวเอาตัวรอดมาได้หวุดหวิด ไม่อย่างนั้น พลังหยางอันบริสุทธิ์ที่เขาสั่งสมมาถึงสองภพชาติคงได้ถูกสูบจนแห้งเหือดไปแล้ว

ต้องขอบคุณไอ้ระบบหมาๆ ที่ทำให้เขาต้องโยนยางอายทิ้งไปจนหมดสิ้น ตอนนี้สิ่งที่หลงเหลืออยู่ให้หวงแหนก็มีแค่พรหมจรรย์นี่แหละ

เขายังไม่ได้ทันได้ไปหาสาวงามล่มเมืองที่รู้ใจมาเปิดประสบการณ์บำเพ็ญคู่แบบโรแมนติกน้ำตาซึมเลยนะเว้ย ขืนต้องมาเสียความซิงให้อีนังมารหน้าตาจืดชืดนี่ มันจะไปคุ้มกันได้ยังไง!

เป็นลูกผู้ชายออกไปท่องยุทธภพ ต้องรู้จักป้องกันตัวเองให้ดี!

......

หลังจากก้าวเท้าออกจากเรือนพักของฉีหยวน จี้ฉานเอ๋อร์ก็ยังคงเก็บเอาบทสนทนาเมื่อครู่มาขบคิดซ้ำไปซ้ำมา ภายในใจของนางยังคงปั่นป่วนไม่อาจสงบลงได้

เมื่อครู่นี้ บุรุษผู้นั้นไม่เพียงแต่จะตอบคำถาม 'แบบทดสอบศิษย์พรรคมารสามข้อ' ที่นางเตรียมมาอย่างพิถีพิถันได้อย่างไร้ที่ติ แต่ทัศนคติของเขายังพุ่งทะลุเพดานมาตรฐานคำตอบที่ถูกต้องไปไกลลิบ

สมแล้วที่เป็นบุตรแห่งมารโดยกำเนิด น่าสะพรึงกลัวอะไรเช่นนี้!

แม้พรสวรรค์ด้านรากวิญญาณจะดูอ่อนด้อยไปสักหน่อย แต่นั่นก็ไม่ใช่ปัญหาใหญ่อะไร

หากเทียบกับเคล็ดวิชาของพวกฝ่ายธรรมะจอมปลอมที่เน้นการฝึกปรือแบบค่อยเป็นค่อยไปแล้ว เคล็ดวิชาของพรรคศักดิ์สิทธิ์นั้นเน้นความก้าวหน้าอย่างรวดเร็ว ก้าวร้าวและดุดันเป็นทุนเดิมอยู่แล้ว คติประจำใจคือ 'ตราบใดที่ยังฝึกไม่ตาย ก็ฝึกให้ตายกันไปข้าง' ซึ่งแนวทางแบบนี้มันเข้ากันได้ดีกับผู้บำเพ็ญเพียรที่มีพรสวรรค์ระดับกลางๆ

ยิ่งไปกว่านั้น พรรคศักดิ์สิทธิ์ก็เป็นถึงขั้วอำนาจใหญ่ ย่อมมีเคล็ดวิชาลับมากมายที่สามารถผลักดันให้คนผลัดกระดูกเปลี่ยนเส้นเอ็น ยกระดับพรสวรรค์รากวิญญาณได้แบบฝืนลิขิตฟ้า แม้เคล็ดวิชาเหล่านั้นจะมาพร้อมกับผลข้างเคียงที่รุนแรงหรือต้องจ่ายค่าตอบแทนที่สูงลิ่ว แต่ขอเพียงมีความมุ่งมั่น ต่อให้เป็นเศษขยะรากวิญญาณสี่ธาตุ ก็ยังมีสิทธิ์พลิกชะตากลายเป็นอัจฉริยะได้

เมื่อคิดมาถึงตรงนี้ ดวงตาของจี้ฉานเอ๋อร์ก็หรี่ลง นางตัดสินใจอย่างเด็ดขาดในชั่วพริบตา

อัจฉริยะระดับนี้ การต้องมาจมปลักอยู่ในสำนักฝ่ายธรรมะจอมปลอมกระจอกๆ อย่างหุบเขาลั่วอวิ๋น ถือเป็นการทิ้งขว้างของดีอย่างน่าเสียดาย สภาพแวดล้อมแบบนี้มีแต่จะทำลายจิตใจอันยอดเยี่ยมของเขาให้สูญเปล่า

มีเพียงพรรคศักดิ์สิทธิ์เท่านั้น ที่จะเป็นเวทีอันคู่ควรให้เขาได้เฉิดฉายอย่างแท้จริง

ทว่า ตอนนี้นางยังต้องทุ่มเทสมาธิทั้งหมดไปที่การดูแลสมุนไพรหมื่นปีต้นนั้น จึงยังไม่มีเวลาว่างพอจะไปคลุกคลีตีโมงกับเขามากนัก คงต้องรอให้เก็บเกี่ยวสมุนไพรเสร็จสิ้นเสียก่อน ถึงจะเดินหน้าชักชวนเขาเข้าพรรคอย่างเต็มกำลัง

.......

"เฮ้ยๆ ดูสิ! ไอ้หมอนั่นใช่ฉีต้า ศิษย์รับใช้ที่เพิ่งจะถล่มการประลองศิษย์สายนอกจนพังพินาศคนนั้นหรือเปล่า?"

"ใช่จริงๆ ด้วย! ไอ้ปีศาจตัวนี้นี่แหละที่เปลี่ยนการประลองอันศักดิ์สิทธิ์ให้กลายเป็นมหกรรมต้มตุ๋นครั้งใหญ่ ข้าอยู่ในเหตุการณ์ตลอด เห็นกับตาเลยว่ามันทำอะไรลงไป ข้าล่ะช็อกจนวิญญาณแทบหลุด"

"เอ๊ะ! ตอนที่ข้าเห็นมันครั้งล่าสุด มันยังอยู่แค่ขอบเขตกลั่นปราณขั้นที่ห้าอยู่เลยนี่หว่า ทำไมถึงทะลวงระดับไปถึงขั้นที่หกได้เร็วขนาดนี้วะ?"

"เจ้าโง่เอ๊ย! ก็ตอนจบงานประลอง สำนักประเคนโอสถรวมปราณให้มันเป็นกระบุงไม่ใช่เรอะ อาศัยยาดันขนาดนั้น การจะทะลวงขึ้นขั้นหกมันก็แค่เรื่องหมูๆ นั่นแหละ"

"จึ๊ๆๆ ไอ้หมอนี่มันยังมีสัตว์เลี้ยงอสูรระดับก่อตั้งรากฐานคอยคุ้มกะลาหัวอีกต่างหาก ดวงมันจะดีเกินไปแล้ว น่าอิจฉาชะมัด..."

ทันทีที่ฉีหยวนก้าวเท้ามาถึงหน้าหอประเมินผลงาน เขาก็ตกเป็นเป้าสายตาของฝูงชนในทันที เสียงซุบซิบนินทาดังเซ็งแซ่ไปทั่วบริเวณ

แม้ชื่อเสียงของเขาในหมู่ศิษย์สายนอกจะเหม็นโฉ่จนแทบจะเดินตลาดไม่ได้ แต่ผู้คนที่มีสิทธิ์มายืนออเพื่อรับภารกิจที่หอประเมินผลงานแห่งนี้ ล้วนแต่เป็นศิษย์สายในกันทั้งสิ้น ดังนั้น สายตาที่มองมาจึงไม่ได้แฝงรังสีอำมหิตอะไรมากมาย ส่วนใหญ่จะหนักไปทางความอยากรู้อยากเห็นและตั้งข้อสงสัยเสียมากกว่า

ฉีหยวนเปิดโหมดหูทวนลม เมินเฉยต่อเสียงนินทรารอบข้าง แล้วเดินดิ่งเข้าไปยังจุดแจกจ่ายภารกิจของสำนักทันที

หอประเมินผลงานถือเป็นหนึ่งในหน่วยงานที่มีอำนาจเบ็ดเสร็จในหุบเขาลั่วอวิ๋น มีหน้าที่รับผิดชอบในการประกาศแจกจ่ายภารกิจ ติดตามตรวจสอบความคืบหน้าในการบำเพ็ญเพียรของศิษย์ และพิจารณาให้รางวัลหรือบทลงโทษอย่างเป็นระบบ

ภารกิจของสำนักถูกแบ่งออกเป็นสองประเภทหลักๆ

ประเภทแรกคือ ภารกิจปราบปรามแบบเปิดกว้าง ซึ่งจะถูกแปะประกาศหลาไว้บนกระดานข่าวหน้าหอประเมินผลงาน เนื้อหางานก็มีตั้งแต่ล่าสัตว์อสูรที่ออกอาละวาด ตามหาสมุนไพรหายาก ไปจนถึงการกวาดล้างโจรชั่ว เป็นต้น ศิษย์สายในสามารถเลือกรับงานเหล่านี้ได้ตามความสมัครใจเพื่อแลกกับรางวัล

ส่วนประเภทที่สองคือ ภารกิจไฟลต์บังคับที่สำนักจะยัดเยียดให้ศิษย์แต่ละคนโดยตรง ภารกิจประเภทนี้มักจะถูกใช้เพื่อทดสอบฝีมือศิษย์สายในหน้าใหม่ ระดับความยากมักจะไม่ค่อยสูงนัก แต่ค่าตอบแทนกลับงดงามจนน่าตกใจ ถือเป็นโปรโมชั่นสวัสดิการสำหรับเด็กใหม่โดยเฉพาะ

เมื่อทำภารกิจเหล่านี้สำเร็จ ผู้ทำก็จะได้รับ 'แต้มผลงาน' เป็นสิ่งตอบแทน

แต้มผลงานเปรียบเสมือนสกุลเงินหลักในเขตศิษย์สายใน ขอเพียงมีแต้มสะสมมากพอ ก็สามารถนำไปเดินช้อปปิ้งในหอเก็บสมบัติ แลกเปลี่ยนเป็นหินวิญญาณ เคล็ดวิชา โอสถ ยันต์เวท หรือแม้แต่ของวิเศษได้อย่างอิสระ

ในดินแดนศักดิ์สิทธิ์ไท่เสวียนเองก็มีหน่วยงานลักษณะนี้เช่นกัน เรียกว่า 'วิหารภารกิจ' ซึ่งแต้มผลงานของดินแดนศักดิ์สิทธิ์นั้นมีมูลค่าสูงลิบลิ่ว ของรางวัลที่แลกได้ก็เลิศเลอเพอร์เฟกต์เหนือกว่าสำนักไก่กาอย่างหุบเขาลั่วอวิ๋นหลายขุม ต่อให้เอาไปใช้จ่ายในโลกภายนอก ก็ยังถือว่าเป็นสกุลเงินที่ได้รับการยอมรับอย่างกว้างขวาง

แต่ในฐานะเต้าจื่อแห่งดินแดนศักดิ์สิทธิ์ ฉีหยวนไม่เคยต้องลดตัวลงไปวิ่งทำภารกิจเหมือนพวกศิษย์ปลายแถว ตรงกันข้าม เขาอยู่ในจุดสูงสุดของห่วงโซ่อาหาร เป็นฝ่ายที่คอยโยนภารกิจให้คนอื่นทำต่างหาก

ในดินแดนศักดิ์สิทธิ์ เขาสามารถสั่งงานหรือตั้งภารกิจให้ศิษย์คนอื่นๆ ไปทำได้อย่างตามใจชอบ โดยตั้งรางวัลเป็นแต้มผลงานล่อใจ

เพียงไม่นาน ฉีหยวนก็เดินเข้ามาถึงโถงหนังสืออันกว้างขวางด้านข้างของหอประเมินผลงาน ซึ่งเป็นสถานที่สำหรับจ่ายแจกภารกิจภาคบังคับ

ทันทีที่ก้าวเท้าข้ามธรณีประตู เขาก็ปะทะเข้ากับร่างอันคุ้นเคยที่นั่งเด่นเป็นสง่าอยู่หลังโต๊ะทำงาน สายตาเย็นเยียบดุจน้ำแข็งของหมอนั่นกำลังจ้องเขม็งมาทางเขา ชายคนนั้นก็คือ อินหง ศิษย์ผู้คุมกฎแห่งหอประเมินผลงานที่เพิ่งจะไปหาเรื่องเขาถึงเรือนพักเมื่อวานนี้นั่นเอง

เมื่อเห็นฉีหยวนปรากฏตัว ประกายตาของอินหงก็วาวโรจน์ไปด้วยรังสีสังหาร เขาหยิบหยกบันทึกข้อมูลม้วนหนึ่งขึ้นมาจากโต๊ะด้วยใบหน้าเรียบตึงไร้อารมณ์ ก่อนจะเอ่ยเสียงเรียบ

"ฉีต้า นี่คือภารกิจสำนักประจำตัวเจ้าในรอบนี้ กำหนดเวลาทำให้เสร็จสิ้นภายในหนึ่งเดือน หากเลยกำหนดจะถือว่าภารกิจล้มเหลวโดยอัตโนมัติ และเจ้าจะต้องถูกหักแต้มผลงานสิบเท่าของรางวัลที่จะได้รับ"

ฉีหยวนรับหยกบันทึกมาสแกนดูข้อมูลคร่าวๆ ในใจก็สว่างวาบขึ้นมาทันที

อย่างที่คิดไว้ไม่มีผิด นี่มันเควสที่ 'สั่งทำพิเศษ' มาเพื่อส่งเขาไปตายชัดๆ!

แม้รายละเอียดผิวเผินจะดูเหมือนภารกิจทั่วไป แต่เนื้อแท้กลับซุกซ่อนเจตนาร้ายกาจเอาไว้ คงกะจะอาศัยจังหวะที่เขาพลังตบะยังอ่อนด้อย ลอบสังหารเขาทิ้งให้สิ้นซากล่ะสิ

สถานที่ปฏิบัติภารกิจคือเมืองผู่โจว ซึ่งตั้งอยู่รอบนอกของเทือกเขาชางหลาน ตั้งแต่ต้นปีเป็นต้นมา มีข่าวลือหนาหูว่ามีผู้บำเพ็ญเพียรที่เดินทางผ่านไปมาสูญหายอย่างไร้ร่องรอยอยู่บ่อยครั้ง หลังจากเจ้าเมืองสืบสวนจนจนปัญญา ก็ต้องส่งหนังสือมาขอความช่วยเหลือจากหุบเขาลั่วอวิ๋น

หลังจากหอประเมินผลงานได้รับแจ้งเรื่อง ก็ได้ออกภารกิจนี้ไป และมีศิษย์สายในสองคนรับงานนี้เดินทางไปยังเมืองผู่โจว แต่สุดท้ายทั้งคู่ก็หายสาบสูญไปอีกตามเคย

และเป้าหมายในภารกิจของเขาครั้งนี้ ก็คือการตามหาตัวศิษย์ร่วมสำนักสองคนที่หายตัวไป พร้อมทั้งสืบสวนหาความจริงเบื้องหลังคดีผู้บำเพ็ญเพียรสูญหายให้กระจ่าง

ไม่นับเรื่องที่ว่าระยะเวลาภารกิจถูกหั่นจากสามเดือนเหลือแค่เดือนเดียว ไอ้ภารกิจตามหาคนหายที่ดูเหมือนจะง่ายนี่แหละ ตัวอันตรายที่สุด

ศิษย์สองคนที่รับงานไปก่อนหน้านี้ ล้วนแต่เป็นยอดฝีมือระดับกลั่นปราณขั้นสมบูรณ์ทั้งสิ้น แต่พวกเขากลับหายตัวไปอย่างลึกลับ ชัดเจนว่าโอกาสรอดชีวิตแทบจะริบหรี่

การที่อินหงใช้อำนาจบาตรใหญ่ในหอประเมินผลงาน ยัดเยียดภารกิจนรกแตกนี้ให้กับ 'ไก่อ่อนระดับกลั่นปราณขั้นที่หก' อย่างเขา ไม่ต้องเดาก็รู้ว่ามันคิดจะทำอะไร

ที่เลวร้ายและเจ้าเล่ห์ไปกว่านั้นก็คือ ตระกูลหวังของหวังลู่ชวน ก็คือเจ้าถิ่นผู้ทรงอิทธิพลที่คุมจมูกเมืองผู่โจวอยู่นั่นแหละ! ได้ข่าวว่าในตระกูลหวังมีปรมาจารย์ระดับแก่นทองคำคอยนั่งแท่นเป็นเสาหลักอยู่ด้วย การจะขยี้ 'มดปลวกระดับกลั่นปราณ' สักตัวให้ตายคาตีนในถิ่นตัวเองนั้นง่ายยิ่งกว่าปอกกล้วยเข้าปาก แถมรับรองได้เลยว่าจะไม่มีการทิ้งหลักฐานใดๆ สาวมาถึงตัวได้แน่นอน

แม้ตระกูลหวังอาจจะยังไม่รู้เบื้องลึกเบื้องหลังว่าหวังลู่ชวนตายด้วยน้ำมือเขา แต่พวกมันคงไม่ตะขิดตะขวงใจที่จะจับคู่อริของลูกหลานตัวเองมาเชือดทิ้งเพื่อระบายอารมณ์หรอก...

"ฉีต้า ถ้าเจ้าปอดแหกนักล่ะก็ จะขอยกเลิกภารกิจนี้ก็ได้นะ แค่ยอมจ่ายค่าปรับมาห้าพันแต้มผลงานก็พอ"

เมื่อเห็นฉีหยวนเอาแต่เงียบ อินหงก็ทำหน้าเย้ยหยัน มั่นใจว่าจับจุดตายของอีกฝ่ายได้แล้ว มันพูดจาข่มขวัญด้วยความย่ามใจ "แน่นอนว่า ในเดือนหน้าก็ยังมีภารกิจชิ้นใหม่รอเจ้าอยู่อีก และข้ากล้าเอาหัวเป็นประกันเลยว่า ภารกิจชิ้นต่อไป จะต้องโหดหินกว่าภารกิจในมือเจ้าตอนนี้เป็นสิบเท่า!"

"อ้อ แล้วก็อย่าลืมล่ะว่า ตอนนี้แต้มผลงานของเจ้ามีค่าเท่ากับศูนย์ หากโดนสั่งปรับห้าพันแต้ม เจ้าก็จะกลายเป็นลูกหนี้ของสำนักทันที และถ้าเจ้าหาแต้มมาใช้หนี้ไม่ทันตามกำหนดล่ะก็... ผลที่ตามมามันจะสยดสยองจนเจ้าคาดไม่ถึงเลยล่ะ!"

จบบทที่ 47-48

คัดลอกลิงก์แล้ว