เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

บทที่ 6 เบื้องหลังความจริงช่างอบอุ่นหัวใจ

บทที่ 6 เบื้องหลังความจริงช่างอบอุ่นหัวใจ

บทที่ 6 เบื้องหลังความจริงช่างอบอุ่นหัวใจ


บทที่ 6 เบื้องหลังความจริงช่างอบอุ่นหัวใจ

ดินแดนศักดิ์สิทธิ์ไท่เสวียน

ท้องฟ้าเบื้องบนสูงส่งและกว้างใหญ่ เมฆหมอกทอประกายงดงามราวกับผ้าไหม

ปราณวิญญาณอันหนาแน่นควบแน่นจนกลายเป็นหมอกบางๆ ปกคลุมไปทั่วทั้งอาณาบริเวณอันกว้างใหญ่ไพศาลของดินแดนศักดิ์สิทธิ์ไท่เสวียน

เทือกเขาสูงตระหง่าน ตำหนักและหอคอยเรียงรายสลับซับซ้อน สัตว์วิเศษและสัตว์ประหลาดหายากวิ่งพล่านบินว่อนอยู่เต็มฟ้า ช่างเป็นภาพบรรยากาศดินแดนแห่งเซียนที่แสนจะตระการตา

ฉีหยวนเหยียบเมฆาพุ่งทะยานมาตลอดทาง เพียงไม่นานก็ทะลวงผ่านค่ายกลพิทักษ์สำนัก และมุ่งหน้าตรงไปยังยอดเขาที่ตั้งตระหง่านโดดเด่นอย่างรวดเร็ว

ยอดเขาลูกนั้นเห็นได้ชัดว่าสูงกว่ายอดเขาอื่นๆ ในละแวกเดียวกัน บรรยากาศเงียบสงบ ร่มรื่น และมีปราณวิญญาณหนาแน่นกว่าปกติ ซึ่งนั่นก็คือ 'ยอดเขาอวี้ฮวา' ถ้ำพำนักส่วนตัวของตำแหน่งเต้าจื่อนั่นเอง

ยอดเขาอวี้ฮวากินพื้นที่กว้างขวาง ภายในมีการติดตั้งข้อห้ามและค่ายกลต่างๆ ที่ใช้สำหรับช่วยในการฝึกฝนเอาไว้อย่างแน่นหนา

เพื่อรักษาสภาพการทำงานของค่ายกลเหล่านี้ให้สมบูรณ์ จะต้องผลาญหินวิญญาณจำนวนมหาศาลอยู่ตลอดเวลา ทรัพยากรที่ต้องใช้ไปในแต่ละวัน มีมูลค่ามากพอที่จะทำให้ผู้บำเพ็ญเพียรระดับแก่นทองคำที่ร่ำรวยคนหนึ่งถึงกับหมดเนื้อหมดตัวได้เลยทีเดียว นี่คือสิทธิพิเศษเหนือระดับที่ผู้ครองตำแหน่งเต้าจื่อแห่งขุมกำลังระดับซูเปอร์จะได้รับ

นอกจากนี้ ยังมีผู้อาวุโสฝ่ายบริหารและกลุ่มศิษย์รับใช้อีกจำนวนหนึ่ง คอยทำหน้าที่ดูแลจัดการธุระจิปาถะต่างๆ บนยอดเขาอวี้ฮวาแทนฉีหยวนด้วย

สรุปสั้นๆ ก็คือ หน้าที่เพียงอย่างเดียวของฉีหยวนในดินแดนศักดิ์สิทธิ์ไท่เสวียน ก็คือการปิดด่านบำเพ็ญเพียร และเติบโตแข็งแกร่งขึ้นให้เร็วที่สุดก็พอ

"ท่านเต้าจื่อกลับมาแล้ว!"

"คารวะท่านเต้าจื่อ!"

ศิษย์ของดินแดนศักดิ์สิทธิ์สองคนที่ยืนเฝ้าอยู่หน้าประตูถ้ำพำนัก เมื่อเห็นฉีหยวนก็รีบก้าวเข้ามาทำความเคารพอย่างนอบน้อม ไม่กล้าเสียมารยาทแม้แต่น้อย

"ตามสบาย"

ฉีหยวนพยักหน้าเบาๆ ก่อนจะเอ่ยสั่งการว่า "พวกเจ้าถอยไปก่อนเถอะ ไปบอกผู้อาวุโสเหลียงด้วยว่า หากไม่มีเรื่องคอขาดบาดตายจริงๆ ห้ามใครเข้ามารบกวนข้าเด็ดขาด"

"ขอรับ"

หลังจากที่ทั้งสองคนถอยออกไป ฉีหยวนก็เดินผ่านประตูถ้ำเข้าไปยังห้องเก็บตัวฝึกวิชาโดยตรง เขาทรุดตัวลงนั่งขัดสมาธิ ก่อนจะเปิดหน้าต่างระบบขึ้นมา

ก่อนหน้านี้เขาทำภารกิจสำเร็จไปสองรายการ ได้รับแต้มพลิกชะตามาทั้งหมด 150 แต้ม ซึ่งแต้มแค่นี้ไม่พอที่จะเอาไปแลกของมีค่าอะไรในร้านค้าได้เลย แต่สามารถเอามาใช้ทดลองฟังก์ชัน "รู้แจ้ง" ที่เพิ่งปลดล็อกมาใหม่ได้

"เปิดใช้งานฟังก์ชันรู้แจ้ง"

ฉีหยวนขยับความคิด รายชื่อเคล็ดวิชามากมายก็ปรากฏขึ้นมาในหัวทันที

[เคล็ดวิชาหยกไท่เสวียนส่องประกาย], [คัมภีร์กระบี่ทะลวงเมฆา], [เคล็ดวิชาหลอมเทวะครอบฟ้า], [วิชาฝ่ามือคว้าดาวไท่อี้]

นี่คือเคล็ดวิชาและพลังวิเศษทั้งสี่อย่างที่เขากำลังฝึกฝนอยู่ในปัจจุบัน ซึ่งทั้งหมดล้วนเป็นสุดยอดวิชาสืบทอดระดับท็อปของดินแดนศักดิ์สิทธิ์ไท่เสวียนทั้งสิ้น

หลังจากนิ่งเงียบไปครู่หนึ่ง เขาก็รวบรวมสมาธิ และท่องในใจว่า

"รู้แจ้ง [เคล็ดวิชาหยกไท่เสวียนส่องประกาย]"

เคล็ดวิชาหยกไท่เสวียนส่องประกายคือวิชาหลักที่เขาฝึกฝนอยู่ในตอนนี้ เรียกได้ว่าเป็นรากฐานสำคัญในการบรรลุเต๋าเลยก็ว่าได้ แน่นอนว่าต้องให้ความสำคัญกับการยกระดับวิชานี้เป็นอันดับแรก

ทันทีที่สิ้นความคิด ฉีหยวนก็ดำดิ่งเข้าสู่สภาวะรู้แจ้งอันลึกลับสุดหยั่งคาด ภาพตรงหน้าเริ่มพร่ามัว สัจธรรมแห่งมหาเต๋าราวกับกระแสน้ำเชี่ยวกรากที่หลั่งไหลเข้าสู่สมองของเขาอย่างไม่ขาดสาย

ปัญหาและข้อสงสัยหลายอย่างที่เขาเคยขบคิดไม่แตกมาโดยตลอด กลับถูกคลี่คลายลงอย่างง่ายดายในสภาวะนี้ ราวกับมีแสงสว่างวาบขึ้นในหัว สมองปลอดโปร่งโล่งสบาย

ประสบการณ์นี้มันช่างยอดเยี่ยมจนทำให้เขารู้สึกเบาสบายไปทั้งตัว หลงใหลเคลิบเคลิ้มจนถอนตัวไม่ขึ้น

ทว่าในขณะที่เขากำลังดื่มด่ำอยู่นั้น จู่ๆ ร่างกายก็สะดุ้งเฮือก และหลุดออกจากสภาวะรู้แจ้งอย่างกะทันหัน

ถึงแม้ความรู้สึกที่ต้องตื่นขึ้นมากลางคันมันจะชวนให้หงุดหงิดใจอยู่บ้าง แต่สิ่งที่หลงเหลืออยู่คือความตื่นตะลึงและตกใจมากกว่า

แต้มพลิกชะตา 150 แต้ม สามารถคงสภาวะรู้แจ้งเอาไว้ได้ไม่ถึงครึ่งลมหายใจด้วยซ้ำ แต่ผลลัพธ์ที่ได้กลับน่าสะพรึงกลัวยิ่งนัก มันถึงขั้นช่วยทลายคอขวดที่ยากที่สุดก่อนการทะลวงสู่ขอบเขตวิญญาณแรกกำเนิดให้เขาได้อย่างง่ายดาย

เนื่องจากก่อนหน้านี้ระดับพลังของเขาพัฒนาเร็วเกินไป ทำให้รากฐานวิถีเต๋าไม่ค่อยมั่นคงนัก ความเข้าใจในมหาเต๋าแห่งฟ้าดินก็ยังตื้นเขิน การจะควบแน่นวิญญาณแรกกำเนิดให้สมบูรณ์แบบได้ จำเป็นต้องใช้เวลาขัดเกลาอีกยาวนาน

นึกไม่ถึงเลยว่า สภาวะรู้แจ้งเพียงแค่ครึ่งลมหายใจ จะทำให้เขาได้รับประโยชน์มหาศาลขนาดนี้ อย่างน้อยก็ช่วยย่นระยะเวลาการฝึกฝนไปได้ถึงหนึ่งปีเต็ม

เมื่อรวมเข้ากับพรสวรรค์รากวิญญาณที่ถูกยกระดับขึ้นมาก่อนหน้านี้ ตอนนี้ฉีหยวนมีความมั่นใจเต็มเปี่ยม ว่าจะสามารถทะลวงขอบเขตวิญญาณแรกกำเนิดได้ในเวลาอันสั้น

[เคล็ดวิชาหยกไท่เสวียนส่องประกาย] เป็นเคล็ดวิชาอันล้ำลึกที่มุ่งตรงสู่มรรคาแห่งเซียนแท้จริง ถือเป็นคัมภีร์ศักดิ์สิทธิ์ประจำดินแดนศักดิ์สิทธิ์ไท่เสวียน หากไม่ใช่เจ้าสำนักถ่ายทอดให้ด้วยตัวเอง ผู้อื่นก็หมดสิทธิ์ที่จะได้เรียนรู้

ก่อนที่ผู้บำเพ็ญเพียรจะโบยบินขึ้นสู่สรวงสวรรค์ พวกเขาจะต้องก้าวผ่าน 9 ขอบเขตใหญ่ อันได้แก่ กลั่นปราณ, ก่อตั้งรากฐาน, แก่นทองคำ, วิญญาณแรกกำเนิด, แปลงวิญญาณ, หลอมความว่างเปล่า, ผสานวิถี, ข้ามทัณฑ์สวรรค์ และมหายาน

ผู้บำเพ็ญเพียรระดับวิญญาณแรกกำเนิดสามารถยืมพลังแห่งฟ้าดินมาใช้ได้ มีอายุขัยยืนยาวนับพันปี และได้รับการยกย่องให้เป็น 'เจินจวิน' (จอมคนแท้จริง)

ต่อให้อยู่ในดินแดนศักดิ์สิทธิ์ไท่เสวียน ผู้บำเพ็ญเพียรขอบเขตวิญญาณแรกกำเนิดก็ถือเป็นกองกำลังหลัก มีคุณสมบัติพอที่จะดำรงตำแหน่งผู้อาวุโสฝ่ายบริหารหรือผู้อาวุโสประจำยอดเขาต่างๆ ในสำนักฝ่ายในได้แล้ว

และฉีหยวนในฐานะเต้าจื่อ ไม่ใช่แค่ต้องทะลวงขอบเขตวิญญาณแรกกำเนิดให้ได้เท่านั้น แต่เขาจะต้องควบแน่นวิญญาณแรกกำเนิดที่มีคุณภาพสูงที่สุดให้ได้ มิเช่นนั้นจะถือว่าล้มเหลว!

ดังนั้น ก่อนหน้านี้เขาจึงระมัดระวังเรื่องการควบแน่นวิญญาณแรกกำเนิดเป็นอย่างมาก เพราะกลัวว่าจะเกิดข้อผิดพลาดขึ้น ทว่าตอนนี้เมื่อมีระบบคอยช่วยเหลือ มันก็กลายเป็นตัวช่วยที่คาดไม่ถึงเลยทีเดียว

เมื่อคิดถึงตรงนี้ เขาก็ดึงสติกลับมา และหันไปมองแผงภารกิจอย่างเงียบๆ

[.......ภาพความงดงามล่มเมืองของสตรีศักดิ์สิทธิ์หลิงหลงและคำพูดอันแสนเย็นชาของนางยังคงดังก้องอยู่ในหัวของท่านไม่ยอมจางหาย ท่านตัดสินใจที่จะลุกขึ้นสู้ ในเมื่อมีระบบติดตัว ขอเพียงแค่ทำภารกิจพลิกชะตาให้สำเร็จ ไม่ช้าก็เร็วจะต้องมีสักวันที่ท่านทำให้นางต้องหันกลับมามองท่านด้วยสายตาที่เปลี่ยนไปได้อย่างแน่นอน]

[เป้าหมายภารกิจ: โปรดทะลวงสู่ขอบเขตกลั่นปราณขั้นสองภายในหนึ่งเดือน และผ่านการทดสอบของหุบเขาลั่วอวิ๋น เพื่อกลายเป็นศิษย์รับใช้ให้จงได้]

[ความยากของภารกิจ: สามดาว (ระดับทั่วไป)]

[รางวัลที่ได้รับ: แต้มพลิกชะตา 100 แต้ม, โอสถคืนชีพระดับสูง 5 เม็ด, ของวิเศษระดับต่ำ 1 ชิ้น, เปิดใช้งานพื้นที่เก็บของส่วนตัวขนาด 300 ลูกบาศก์เมตรฟรี (ยังไม่สามารถใช้เก็บสิ่งมีชีวิตได้)]

เมื่อมองดูตัวอักษรเรืองแสงที่โผล่ขึ้นมาบรรทัดแล้วบรรทัดเล่า สีหน้าของฉีหยวนก็แข็งค้างไปทันที ตอนนี้เขาชักจะเริ่มสงสัยแล้วว่า หากเขายังขืนฝืนทำภารกิจบ้าบอพวกนี้ต่อไป สักวันหนึ่งเขาคงต้องเส้นเลือดในสมองแตกตายเพราะความหงุดหงิดเป็นแน่

ไอ้เรื่องการทะลวงขอบเขตกลั่นปราณขั้นสองน่ะยังพอทน แต่ไอ้เรื่องไปเป็นศิษย์รับใช้ของหุบเขาลั่วอวิ๋นเนี่ย มันคือเรื่องบ้าอะไรวะเนี่ย!

เขาไม่เคยแม้แต่จะได้ยินชื่อสำนักหุบเขาลั่วอวิ๋นอะไรนี่มาก่อนเลยด้วยซ้ำ เดาว่าคงเป็นสำนักเล็กๆ กระจอกๆ ที่แอบซ่อนตัวอยู่ตามซอกหลืบไหนสักแห่งแน่ๆ

สำนักเล็กๆ... ศิษย์รับใช้... นี่มันพล็อตเปิดตัวของพวกขยะชัดๆ

ที่บัดซบไปกว่านั้นก็คือ สถานะปัจจุบันของเขาคือเต้าจื่อแห่งดินแดนศักดิ์สิทธิ์ไท่เสวียนนะเว้ย การที่เขาแอบไปเข้าร่วมกับไอ้หุบเขาลั่วอวิ๋นอะไรนั่นเพื่อเป็นศิษย์รับใช้ มันจะไม่ถือว่าเป็นการทรยศสำนักหรอกรึ?

เวรเอ๊ย!!!

เขาไม่อยากจะจินตนาการเลยว่า ถ้าเกิดเรื่องนี้หลุดรอดออกไป มีหวังได้กลายเป็นข่าวใหญ่สะท้านฟ้า พาดหัวข่าวหน้าหนึ่งของหนังสือพิมพ์โลกบำเพ็ญเพียรอย่างแน่นอน —

ผิดคนช็อกวงการ! เต้าจื่อแห่งดินแดนศักดิ์สิทธิ์ไท่เสวียนทรยศสำนัก ยอมลดตัวไปเป็นศิษย์รับใช้ในสำนักกระจอก เบื้องหลังความจริงช่างอบอุ่นหัวใจ!ผิดคน

แค่คิดถึงภาพพาดหัวข่าวแบบนั้น ฉีหยวนก็อดไม่ได้ที่จะขนลุกซู่ และตัดสินใจอย่างเด็ดขาดในทันที

ไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้นก็ตาม ในระหว่างที่ทำภารกิจนี้ เขาห้ามให้ความลับเรื่องตัวตนเปิดเผยออกไปเด็ดขาด มิเช่นนั้นผลที่ตามมาคงเกินกว่าจะรับไหว

โชคดีที่ครั้งนี้ระบบให้เวลาเตรียมตัวตั้งหนึ่งเดือน เขาจึงมีเวลาพอที่จะจัดการเคลียร์ธุระในดินแดนศักดิ์สิทธิ์ให้เรียบร้อยเสียก่อน...

ในขณะที่เขากำลังครุ่นคิดอยู่นั้น จู่ๆ ก็มีเสียงทุ้มต่ำและเต็มไปด้วยความเคารพดังมาจากนอกประตู

"ท่านเต้าจื่อ ท่านเจ้าสำนักเรียกให้ท่านไปพบที่ตำหนักใหญ่ขอรับ"

ท่านอาจารย์เรียกพบ?

เมื่อได้ยินเช่นนั้น ฉีหยวนก็ชะงักไปเล็กน้อย ก่อนจะรีบผุดลุกขึ้น และรีบร้อนพุ่งทะยานมุ่งหน้าไปยังยอดเขาไท่เสวียนทันที

ครู่ต่อมา

ณ ภายในตำหนักหยกขาวอันวิจิตรตระการตาและดูน่าเกรงขาม

"ศิษย์คารวะท่านอาจารย์"

ทันทีที่ก้าวเท้าเข้ามา ฉีหยวนก็รีบค้อมตัวลงประสานมือคารวะชายชราในชุดนักพรตที่นั่งอยู่บนตำแหน่งประธานอย่างนอบน้อม

ชายชราสวมหมวกทรงดอกบัว รูปร่างผอมบาง หน้าตาดูเหมือนชายแก่ธรรมดาๆ ที่ไม่หลงเหลือกลิ่นอายของพลังปราณใดๆ แผ่ซ่านออกมาเลยแม้แต่น้อย ทว่าแท้จริงแล้วเขาคือตัวตนระดับยอดฝีมือขอบเขตผสานวิถีที่อยู่ยงคงกระพันมานานนับพันปี

เขาผู้นี้ก็คืออาจารย์ของฉีหยวนในชาตินี้ นักพรตเหิงเจิน เจ้าสำนักแห่งดินแดนศักดิ์สิทธิ์ไท่เสวียนนั่นเอง

ในเวลานี้ นักพรตเหิงเจินขมวดคิ้วมุ่น คล้ายกับกำลังครุ่นคิดอะไรบางอย่างอยู่

เมื่อเห็นอีกฝ่ายนิ่งเงียบไม่ยอมพูดอะไร จู่ๆ ในใจของฉีหยวนก็เกิดความรู้สึกหวาดหวั่นและกระวนกระวายขึ้นมาอย่างบอกไม่ถูก

การมีอยู่ของระบบถือได้ว่าเป็นความลับขั้นสุดยอดของเขาในตอนนี้ และนักพรตเหิงเจินซึ่งเป็นถึงยอดฝีมือระดับผสานวิถี ก็ยากจะการันตีได้ว่าจะไม่สังเกตเห็นความผิดปกติ หากถูกจับได้ขึ้นมาล่ะก็ ซวยแน่ๆ

ทว่าดูเหมือนความกังวลของฉีหยวนจะสูญเปล่า เพราะในไม่ช้านักพรตเหิงเจินก็ดึงสติกลับมา และค่อยๆ ยกมือขึ้น

"ลุกขึ้นเถอะ"

"เอ๊ะ?"

ทันใดนั้น นักพรตเหิงเจินก็เหมือนจะสังเกตเห็นอะไรบางอย่าง เขาจ้องมองฉีหยวนด้วยสายตาประหลาดใจ

"ไม่ได้เจอกันแค่ไม่กี่วัน พลังฝึกตนของเจ้าก้าวหน้าขึ้นรวดเร็วถึงเพียงนี้เชียวหรือ? เดิมทีอาจารย์คิดว่าเจ้าต้องใช้เวลาอีกอย่างน้อยสองปีถึงจะควบแน่นวิญญาณแรกกำเนิดได้ แต่ดูจากตอนนี้แล้ว เกรงว่าอีกไม่นานเจ้าก็คงจะทะลวงระดับได้แล้วกระมัง"

เมื่อได้ยินดังนั้น ฉีหยวนก็ยิ้มรับอย่างถ่อมตัว

"เมื่อไม่นานมานี้ศิษย์บังเอิญเกิดความรู้แจ้งขึ้นมา พลังจึงก้าวหน้าขึ้นมาเล็กน้อย เป็นแค่ความโชคดีเท่านั้นขอรับ"

นักพรตเหิงเจินพยักหน้าด้วยความพึงพอใจ "เด็กอย่างเจ้าก็ถือว่าพึ่งพาได้ ดีกว่าศิษย์พี่ที่ไม่ได้เรื่องของเจ้าตั้งเยอะ"

เมื่อได้ยินอาจารย์วิจารณ์ศิษย์พี่ใหญ่แบบตรงไปตรงมา มุมปากของฉีหยวนก็กระตุกยิกๆ พลางแอบคิดในใจว่า

หากท่านอาจารย์รู้ว่าเมื่อวานศิษย์คนนี้แอบไปทำเรื่องบ้าอะไรมาบ้าง ขืนรู้เข้า คำว่า 'ไม่ได้เรื่อง' คงไม่ได้ผูกขาดไว้ใช้กับศิษย์พี่ใหญ่แค่คนเดียวอีกต่อไป...

แม้ในใจจะแอบลอบถอนหายใจ แต่ภายนอกเขาก็ยังคงปั้นหน้านิ่ง เอ่ยตอบไปว่า

"ศิษย์พี่ใหญ่เปี่ยมด้วยพรสวรรค์และพรแสวง ฝึกฝนอย่างหนักหน่วง ศิษย์นั้นโง่เขลาเบาปัญญา มิกล้าเอาตัวเองไปเทียบชั้นกับศิษย์พี่หรอกขอรับ"

"เหอะ ไอ้เด็กนี่ เจ้าไปเรียนวิธีพูดจาลื่นไหลเป็นปลาไหลใส่สเก็ตแบบนี้มาจากไหนกัน"

เมื่อได้ยินคำพูดของฉลาดพูดของลูกศิษย์ นักพรตเหิงเจินก็อดไม่ได้ที่จะด่าปนหัวเราะ ก่อนจะปรับสีหน้าให้ขึงขัง และเอ่ยตักเตือนว่า

"ในเมื่อเจ้าก้าวขึ้นมานั่งตำแหน่งเต้าจื่อแล้ว คำพูดและการกระทำทุกอย่างของเจ้าล้วนเป็นตัวแทนของดินแดนศักดิ์สิทธิ์ไท่เสวียนทั้งสิ้น จงจดจำไว้ว่าต้องวางตัวให้สุขุมรอบคอบ ทำตัวให้อยู่ในกรอบในระเบียบ ห้ามทำอะไรที่เป็นการเสื่อมเสียชื่อเสียงของดินแดนศักดิ์สิทธิ์เด็ดขาด เข้าใจหรือไม่!"

"ศิษย์น้อมรับคำสั่งสอนขอรับ"

ฉีหยวนรีบขานรับด้วยน้ำเสียงหนักแน่นขึงขัง มีเพียงแต่เหงื่อเย็นๆ ในใจเท่านั้นที่แอบไหลซึมออกมา

จบบทที่ บทที่ 6 เบื้องหลังความจริงช่างอบอุ่นหัวใจ

คัดลอกลิงก์แล้ว