เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

บทที่ 5 สุดยอดคนคลั่งรักแห่งดินแดนศักดิ์สิทธิ์ไท่เสวียน

บทที่ 5 สุดยอดคนคลั่งรักแห่งดินแดนศักดิ์สิทธิ์ไท่เสวียน

บทที่ 5 สุดยอดคนคลั่งรักแห่งดินแดนศักดิ์สิทธิ์ไท่เสวียน


บทที่ 5 สุดยอดคนคลั่งรักแห่งดินแดนศักดิ์สิทธิ์ไท่เสวียน

"มาตามนัดจริงๆ ด้วยแฮะ"

เมื่อทอดสายตามองเรือเหาะที่กำลังพุ่งทะยานเข้ามาใกล้เรื่อยๆ ฉีหยวนก็หรี่ตาลง สีหน้าดูพิลึกพิลั่นอย่างบอกไม่ถูก

เหมือนกับที่เดาเอาไว้ไม่มีผิด บทละครที่ระบบจัดมาให้นั้นทั้งจำเจและน้ำเน่าสุดๆ ถ้าเอาไปแต่งเป็นนิยายก็คงเป็นนิยายขยะที่ไม่มีใครหลงเข้าไปอ่านเด็ดขาด

ตามสคริปต์ของระบบ หลังจากที่เจ้าของร่างเดิมพาน้องสาวหนีรอดจากการไล่ล่าของแก๊งพยัคฆ์ดำมาได้ ก็จะบังเอิญไปพบกับสตรีศักดิ์สิทธิ์จากดินแดนศักดิ์สิทธิ์หลิงหลง

จากนั้น ก็จะเป็นไปตามสูตรสำเร็จของนิยายสายขยะพลิกชะตาแทบทุกเรื่อง นั่นคือน้องสาวของร่างเดิมแท้จริงแล้วเป็นอัจฉริยะที่ซ่อนพรสวรรค์รากวิญญาณเอาไว้ สตรีศักดิ์สิทธิ์ที่บังเอิญผ่านมาเห็นเข้าจึงถูกตาต้องใจ และพานางกลับไปปลุกปั้นที่ดินแดนศักดิ์สิทธิ์หลิงหลงอย่างทะนุถนอม

ส่วนเจ้าของร่างเดิมที่เป็นขยะเดินดิน แถมยังเกิดมาผิดเพศ ก็ถูกสตรีศักดิ์สิทธิ์แห่งหลิงหลงรังเกียจเดียดฉันท์อย่างไร้เยื่อใย ทำได้เพียงยืนคอตกอยู่กับที่ เปลี่ยนความเศร้าโศกให้เป็นพลังความแค้น และสาบานว่าจะต้องตบหน้าพวกที่ดูถูกเขาทุกคนให้จงได้...

พล็อตเรื่องแบบนี้ หากเป็นในโลกก่อนของฉีหยวน คงถูกด่าว่าเป็นพล็อตน้ำเน่าเกรดสามที่เชยสะบัดและตกยุคไปเป็นสิบๆ ปีแล้ว

ทว่าความเป็นจริงมักจะพิลึกพิลั่นเสมอ ตั้งแต่ไอ้ระบบสมองกลวงนี่โผล่มา พฤติกรรมของเต้าจื่ออัจฉริยะอย่างเขาก็เริ่มผิดเพี้ยนตามไปด้วย

เฮ้อ เอาเถอะ เห็นแก่ผลประโยชน์ที่ระบบมอบให้มาตั้งมากมาย จะคิดเสียว่ากำลังเล่นเกมจำลองการบำเพ็ญเพียรอยู่ก็แล้วกัน วันๆ เอาแต่อุดอู้อยู่ในถ้ำฝึกวิชามันก็น่าเบื่อเหมือนกันนั่นแหละ

ในขณะที่ฉีหยวนกำลังพยายามหาเหตุผลเกลี้ยกล่อมตัวเอง เรือเหาะลำนั้นก็ร่อนลงมาจอดตรงหน้าพวกเขาทั้งสองคนพอดี

รูปลักษณ์ภายนอกของเรือวิญญาณลำนี้หรูหราฟู่ฟ่าถึงขีดสุด ตัวเรือแกะสลักลวดลายวิจิตรตระการตา บริเวณพื้นผิวเต็มไปด้วยอักขระสีทองอ่อนๆ ที่สลักเรียงรายกันอย่างหนาแน่น เชื่อมโยงกันเป็นค่ายกลป้องกันอันแข็งแกร่ง อีกทั้งยังมีข้อห้ามที่ใช้สกัดกั้นการสอดแนมจากสัมผัสเทวะ ทำให้ยากที่คนภายนอกจะมองทะลุเข้าไปเห็นภาพภายในได้

วินาทีต่อมา ประตูเรือก็เปิดออก ชายหญิงกลุ่มหนึ่งซึ่งมีกลิ่นอายไม่ธรรมดาก้าวเดินออกมา

ผู้ที่เดินนำหน้าสุดคือชายหนุ่มในชุดผู้บำเพ็ญเพียร เกล้าผมเป็นมวยสูง ใบหน้าเปี่ยมไปด้วยความองอาจผึ่งผาย ทว่าเขามีใบหน้ากว้าง หูใหญ่ หน้าผากนูนกว้าง คิ้วหนาสั้นและตรงทื่อ ให้ความรู้สึกแปลกประหลาดเหมือนคนยุคโบราณ

พูดง่ายๆ ก็คือ เป็นคนที่มีหน้าตาขี้เหร่แบบมีเอกลักษณ์นั่นเอง

ส่วนข้างกายเขามีหญิงสาวโฉมสะคราญผู้มีหน้าตางดงามล่มเมืองเดินเคียงคู่มาด้วย

หญิงสาวสวมชุดกระโปรงสีฟ้าครามดุจสายน้ำ เอวคอดกิ่วผูกด้วยสายรัดไหมสีหยกขาว รูปร่างหน้าตางดงามราวกับเทพธิดา ผิวพรรณขาวผ่องราวกับหิมะ ทั่วทั้งร่างแผ่ซ่านกลิ่นอายอันบริสุทธิ์ผุดผ่องเหนือโลกีย์

ราวกับนางเซียนจากวังจันทราบนสวรรค์ชั้นเก้าที่จุติลงมายังโลกมนุษย์ ทั้งสูงส่ง ศักดิ์สิทธิ์ และไร้ซึ่งมลทินใดๆ

เมื่อมีนางยืนเป็นจุดศูนย์กลาง ผู้บำเพ็ญเพียรหญิงคนอื่นๆ ที่เดิมทีก็มีหน้าตาสะสวยอยู่แล้ว กลับดูหมองหม่นไร้รัศมี กลายเป็นเพียงใบไม้เขียวที่คอยขับเน้นความงามของดอกไม้ไปโดยปริยาย

"ศิษย์น้องฉี เหตุใดเจ้าจึงมาอยู่ที่นี่ได้?"

เมื่อเห็นฉีหยวน ชายหนุ่มเพียงคนเดียวในกลุ่มก็เอ่ยปากถามขึ้นเป็นคนแรกด้วยสีหน้างุนงง

ผู้บำเพ็ญเพียรชายผู้นี้ไม่ใช่ใครที่ไหน แต่เป็นศิษย์พี่ร่วมสำนักของฉีหยวน นามว่า หลูฉางเฟิง ศิษย์เอกสายตรงของเจ้าสำนักแห่งดินแดนศักดิ์สิทธิ์ไท่เสวียนนั่นเอง

ส่วนหญิงงามหยดย้อยที่อยู่ข้างกายเขา ก็คือ เซียวเยว่นี สตรีศักดิ์สิทธิ์แห่งดินแดนศักดิ์สิทธิ์หลิงหลงคนปัจจุบัน

เซียวเยว่นีคือตัวแทนของดินแดนศักดิ์สิทธิ์หลิงหลงที่เดินทางมาร่วมพิธีแต่งตั้งเต้าจื่อโดยเฉพาะ บัดนี้เมื่อพิธีเสร็จสิ้น นางจึงเดินทางออกจากดินแดนศักดิ์สิทธิ์ไท่เสวียนเพื่อกลับไปยังสำนักของตน และบังเอิญผ่านมาทางเมืองชิงหยวนพอดิบพอดี

ตรงข้ามกับหลูฉางเฟิง ความสนใจของเซียวเยว่นีในยามนี้กลับพุ่งเป้าไปที่เด็กสาวธรรมดาที่หลบอยู่ด้านหลังของฉีหยวน ดวงตากลมโตแฝงแววประหลาดใจและสนใจใคร่รู้

ฉีหยวนยิ้มบางๆ ก่อนจะเอ่ยอธิบายว่า

"ที่แท้ก็ศิษย์พี่หลูและแม่นางเซียวนี่เอง ข้าบังเอิญออกเดินทางท่องเที่ยวผ่านมาทางนี้ และพบว่าที่นี่มีกลุ่มคนโฉดชั่วก่อกรรมทำเข็ญสร้างความเดือดร้อนให้ชาวบ้าน ข้าทนดูไม่ได้จึงลงมือกวาดล้างแก๊งพยัคฆ์ดำทิ้ง และถือโอกาสช่วยชีวิตแม่หนูน้อยคนนี้เอาไว้ด้วย"

นี่เป็นครั้งแรกที่ฉีเหยาได้เผชิญหน้ากับกลุ่มผู้บำเพ็ญเพียรที่ดูสูงส่งและเปล่งประกายเช่นนี้ พอนางได้ยินฉีหยวนพูดถึงตัวเอง ก็เกิดอาการประหม่าจนต้องกำชายเสื้อแน่น แทบจะมุดหน้าหนีลงไปในอ้อมอกด้วยความอึดอัดทำตัวไม่ถูก

"อ้อ ที่แท้ก็เป็นเช่นนี้นี่เอง ก็แค่พวกมดปลวกที่เกะกะลูกตา ฆ่าทิ้งไปก็ดีแล้ว ไม่ใช่เรื่องใหญ่อะไรหรอก"

เมื่อได้ยินคำอธิบายของฉีหยวน หลูฉางเฟิงก็พยักหน้ารับ ปัดตกเรื่องนี้ไปอย่างไม่ใส่ใจ ก่อนจะหันกลับไปมองเซียวเยว่นีอีกครั้ง พร้อมกับเอ่ยด้วยน้ำเสียงอ่อนโยนว่า

"แม่นางเซียว ในเมื่อคลื่นพลังเมื่อครู่นี้เป็นฝีมือของศิษย์น้องฉี เช่นนั้นพวกเราก็เดินทางกันต่อเถอะ ข้าจะไปส่งท่านอีกสักระยะหนึ่งก็แล้วกัน"

น้ำเสียงของเขาแฝงไปด้วยความประจบประแจงเอาใจอย่างปิดไม่มิด

ฉีหยวนฟังแล้วถึงกับขนลุกซู่

เดี๋ยวนะ ที่นี่อยู่ห่างจากประตูภูเขาของดินแดนศักดิ์สิทธิ์ไท่เสวียนตั้งกว่าแสนลี้ เอ็งเดินมาส่งแขกไกลขนาดนี้ก็ว่าบ้าบอพอแล้ว นี่เอ็งยังคิดจะไปส่งต่ออีกเรอะ...

ทว่าประโยคต่อมาของหลูฉางเฟิงกลับทำให้เขาต้องเบิกตาโพลงยิ่งกว่าเดิม

"แม่นางเซียว การเดินทางกลับดินแดนศักดิ์สิทธิ์หลิงหลงนั้นหนทางแสนยาวไกล ซ้ำบางพื้นที่ยังมีพวกมารร้ายออกอาละวาด พวกท่านที่เป็นสตรีล้วนเดินทางกันตามลำพังเกรงว่าอาจจะเกิดอันตรายได้ มิสู้ให้ข้าคอยติดตามอารักขา คุ้มครองพวกท่านกลับถึงสำนักอย่างปลอดภัย จะดีหรือไม่?"

หา?

ฉีหยวนถึงกับยืนอึ้งแดก

ถึงแม้เขาจะเคยได้ยินมาบ้างว่าหลูฉางเฟิงแอบมีใจให้สตรีศักดิ์สิทธิ์แห่งหลิงหลง แต่ก็ไม่นึกไม่ฝันเลยว่าจะคลั่งรักหนักหนาสาหัสถึงเพียงนี้

ไอ้หมอนี่มันเป็นยอดสุนัขเลียเจ้านายระดับไหนกันวะเนี่ย!

ระดับพลังของสตรีศักดิ์สิทธิ์หลิงหลงน่ะคือขอบเขตวิญญาณแรกกำเนิดขั้นปลายเชียวนะโว้ย แถมยังมีสุดยอดเคล็ดวิชาสืบทอดของดินแดนศักดิ์สิทธิ์ติดตัวอีกต่างหาก หากวัดกันที่พลังต่อสู้แล้ว ต่ำกว่าขอบเขตแปลงวิญญาณลงมาคือนางไร้เทียมทาน แล้วนางจะต้องการผู้คุ้มกันระดับวิญญาณแรกกำเนิดขั้นกลางอย่างเอ็งไปทำซากอะไร!

"คารวะท่านเต้าจื่อฉี"

เซียวเยว่นีพยักหน้าทักทายฉีหยวนเป็นมารยาท ก่อนที่ใบหน้าสวยงามจะแปรเปลี่ยนเป็นเย็นชา นางเอ่ยกับหลูฉางเฟิงด้วยน้ำเสียงหมางเมินว่า

"ดินแดนศักดิ์สิทธิ์หลิงหลงของเราไม่ได้มีดีแค่ชื่อ พวกเราสามารถดูแลตัวเองได้ ไม่รบกวนศิษย์น้องหลูให้ต้องลำบากไปส่งหรอก"

โลกใบนี้มีชื่อเรียกว่ามหาพิภพอวิ๋นเหมิง ภายในเป็นที่อยู่อาศัยของสรรพชีวิตนับล้านล้านและเผ่าพันธุ์ต่างๆ มากมายนับไม่ถ้วน พื้นที่กว้างใหญ่ไพศาลไร้ขอบเขต เผ่าพันธุ์มนุษย์เป็นเพียงแค่ส่วนเล็กๆ มุมหนึ่งของโลกใบนี้เท่านั้น

ในหมู่มนุษย์ นอกจากสำนักมารสองสามแห่งที่เร้นกายลึกลับไม่เป็นที่ยอมรับของสังคมแล้ว ขุมกำลังผู้บำเพ็ญเพียรอื่นๆ ล้วนยกย่องดินแดนศักดิ์สิทธิ์ทั้งเจ็ดให้เป็นผู้นำสูงสุด

ดินแดนศักดิ์สิทธิ์หลิงหลงในฐานะหนึ่งในเจ็ดดินแดนศักดิ์สิทธิ์ แม้ว่าลูกศิษย์ในสำนักล้วนเป็นสตรีทั้งหมด แต่ก็ก่อตั้งมาอย่างยาวนาน มีรากฐานล้ำลึก ทั้งยังมีปรมาจารย์ระดับมหายานคอยนั่งแท่นบัญชาการอยู่มากกว่าหนึ่งคน พลังอำนาจจึงไม่ได้ด้อยไปกว่าดินแดนศักดิ์สิทธิ์ไท่เสวียนเลยแม้แต่น้อย

การที่หลูฉางเฟิงใช้คำว่า "สตรีล้วน" และ "ต้องการผู้คุ้มกัน" มานิยามดินแดนศักดิ์สิทธิ์หลิงหลง การที่เซียวเยว่นีไม่โกรธจนพลิกหน้าใส่ตรงนั้นก็นับว่านางใจเย็นมากแล้ว แน่นอนว่านางย่อมไม่สบอารมณ์และไม่คิดจะปั้นหน้ายิ้มแย้มให้อีกฝ่าย

เมื่อกล่าวจบ เซียวเยว่นีก็เลิกสนใจอีกฝ่าย นางก้าวเท้าเบาหวิวเดินตรงเข้ามาหาฉีหยวน ก่อนจะเอ่ยด้วยสีหน้าจริงจังว่า

"ท่านเต้าจื่อฉี ข้าขอพูดตามตรง แม่หนูน้อยที่อยู่ด้านหลังท่านผู้นี้มีร่างกายที่พิเศษยิ่งนัก นางครอบครองพรสวรรค์รากวิญญาณซ่อนเร้นที่หาได้ยากยิ่ง ซึ่งมันช่างเข้ากันได้ดีกับเคล็ดวิชาสืบทอดบทหนึ่งในดินแดนศักดิ์สิทธิ์หลิงหลงของเราอย่างพอดิบพอดี ไม่ทราบว่าท่านพอจะอำนวยความสะดวก ให้นางฝากตัวเป็นศิษย์ของดินแดนศักดิ์สิทธิ์หลิงหลงได้หรือไม่?"

"หากท่านยินยอม ข้าจะถือว่าติดหนี้บุญคุณท่านครั้งหนึ่ง วันข้างหน้าจะต้องตอบแทนอย่างแน่นอน"

เมื่อได้ยินดังนั้น หัวใจของฉีหยวนก็กระตุกวูบ

เป็นไปตามที่ระบบบรรยายไว้ไม่มีผิด สตรีศักดิ์สิทธิ์หลิงหลงมองเห็นพรสวรรค์ที่ซ่อนอยู่ของฉีเหยาจริงๆ และต้องการดึงตัวนางเข้าสำนัก

ดูเหมือนว่านอกจากข้อมูลของเจ้าของร่างเดิมที่ผิดเพี้ยนไปไกลสุดกู่แล้ว ข้อมูลอื่นๆ ที่เกี่ยวกับตัวละครแวดล้อมกลับเป็นของจริงทั้งหมด

เมื่อเห็นฉีหยวนนิ่งเงียบไม่ยอมตอบ หลูฉางเฟิงที่ยืนอยู่ข้างๆ ก็อ้าปากค้าง ตาแทบถลนออกจากเบ้า

นั่นมันเป็นถึงหนี้บุญคุณของสตรีศักดิ์สิทธิ์หลิงหลงเชียวนะโว้ย เอ็งยังจะมามัวลังเลบ้าบออะไรอยู่อีก?

ถ้าเป็นข้าล่ะก็ คงได้นอนละเมอยิ้มแก้มปริไปสามวันเจ็ดวันแล้ว!

เมื่อคิดได้เช่นนี้ สายตาที่หลูฉางเฟิงมองฉีหยวนก็เต็มไปด้วยความอิจฉาริษยาและเคียดแค้น แทบอยากจะพุ่งเข้าไปบีบคออีกฝ่ายให้ตายแล้วสวมรอยแทนเสียให้รู้แล้วรู้รอด

แม้กระทั่งตอนที่โดนฉีหยวนแย่งตำแหน่งเต้าจื่อไป เขายังไม่เคยรู้สึกโกรธแค้นมากมายเท่านี้มาก่อนเลย

ในชั่วขณะนั้น หลูฉางเฟิงตกอยู่ในห้วงแห่งความสับสนวุ่นวายใจอย่างหนัก

ใจหนึ่งก็อยากให้ฉีหยวนเอ่ยปากปฏิเสธ เพื่อจะได้ล่วงเกินสตรีศักดิ์สิทธิ์หลิงหลงให้แตกหักกันไปเลย นางจะได้หันมามองเห็นความดีงามของเขาบ้าง แต่อีกใจหนึ่งก็กลัวว่าจะต้องทนเห็นสีหน้าผิดหวังของเทพธิดาในดวงใจ...

ในขณะที่หลูฉางเฟิงกำลังคิดฟุ้งซ่าน จู่ๆ ฉีหยวนก็เผยรอยยิ้มบางๆ ออกมา ก่อนจะกล่าวด้วยสีหน้าจริงใจว่า

"ต้องขออภัยด้วยแม่นางเซียว เสี่ยวเหยาไม่ใช่ทาสรับใช้ส่วนตัวของข้า ข้าไม่มีสิทธิ์ไปตัดสินอนาคตของนางหรอก จะเลือกเส้นทางไหน ควรให้นางเป็นคนตัดสินใจเองจะดีกว่า"

พูดจบ เขาก็หันไปมองฉีเหยาที่อยู่ด้านข้าง แล้วเอ่ยถามว่า

"เสี่ยวเหยา เจ้าเต็มใจที่จะไปเป็นศิษย์ของดินแดนศักดิ์สิทธิ์หลิงหลงหรือไม่?"

ฉีเหยาได้ยินดังนั้นก็ถึงกับตัวสั่นสะท้าน น้ำตาแห่งความซาบซึ้งใจเอ่อล้นเบ้า นางเงยหน้าขึ้นมองสตรีศักดิ์สิทธิ์หลิงหลงที่ยืนอยู่ไม่ไกล ก่อนจะตอบกลับด้วยน้ำเสียงหนักแน่นว่า

"พี่ฉี ข้า... ข้ายินดีที่จะไปเป็นศิษย์ของดินแดนศักดิ์สิทธิ์หลิงหลงเจ้าค่ะ มีเพียงวิธีนี้เท่านั้น ที่ข้าจะมีโอกาสได้ตอบแทนพระคุณของท่าน"

นางย่อมรู้ดีว่าดินแดนศักดิ์สิทธิ์หลิงหลงคือหนึ่งในขุมกำลังระดับสูงสุดของโลกบำเพ็ญเพียร การที่สตรีศักดิ์สิทธิ์มาออกปากเชิญชวนด้วยตัวเอง ยิ่งเป็นวาสนาอันยิ่งใหญ่ที่คนธรรมดามิอาจจินตนาการถึง

ดังนั้น แม้ว่าลึกๆ แล้วนางจะรู้สึกอาลัยอาวรณ์ไม่อยากจากฉีหยวนไป แต่เธอก็ตระหนักถึงช่องว่างความห่างชั้นระหว่างพวกเขาสองคนได้เป็นอย่างดี และการเข้าร่วมกับดินแดนศักดิ์สิทธิ์หลิงหลง ก็เป็นหนทางเดียวในตอนนี้ที่จะช่วยให้นางสามารถเปลี่ยนแปลงโชคชะตาของตนเองได้

"ดีมาก"

ฉีหยวนส่งยิ้มอ่อนโยนให้นาง ก่อนจะหันไปประสานมือคารวะเซียวเยว่นี พร้อมกล่าวว่า

"แม่นางเซียว วันข้างหน้าคงต้องรบกวนท่านช่วยดูแลเสี่ยวเหยาด้วยนะ"

อันที่จริง ต่อให้ฉีเหยาไม่ยอมตกลง เขาก็ต้องหาทางหว่านล้อมให้นางตอบตกลงจนได้นั่นแหละ

เดิมทีฉีหยวนตั้งใจว่าจะพาฉีเหยากลับไปเลี้ยงดูที่ดินแดนศักดิ์สิทธิ์ไท่เสวียน แต่ภารกิจใหม่ที่เพิ่งเด้งขึ้นมาก็ทำให้เขาล้มเลิกความคิดนั้นไปในทันที

ขืนไปบิดเบือนโชคชะตาของฉีเหยาให้ผิดเพี้ยนไปจากเดิมมากๆ ในอนาคตถ้าหากระบบดันมีภารกิจที่เกี่ยวกับน้องสาวของร่างเดิมโผล่มาอีก เขาจะไม่ต้องหัวหมุนเป็นไก่ตาแตกหรอกหรือ?

เพื่อความปลอดภัยและกันเหนียวไว้ก่อน ในระหว่างที่ยังศึกษาการทำงานของระบบได้ไม่ทะลุปรุโปร่ง การปล่อยให้ทุกอย่างเป็นไปตามน้ำก่อนน่าจะเป็นทางเลือกที่ดีที่สุด

บัดนี้นางเลือกทางเดินได้ถูกต้องแล้ว ก็ช่วยประหยัดแรงในการโน้มน้าวของเขาไปได้เยอะเลยทีเดียว

บนโลกนี้ยังมีบุรุษที่ให้เกียรติและเคารพการตัดสินใจของสตรีถึงเพียงนี้อยู่อีกหรือ?

เซียวเยว่นีชะงักไปเล็กน้อย ก่อนจะจ้องมองฉีหยวนด้วยสายตาลึกซึ้ง ความรู้สึกประทับใจพุ่งปรี๊ดขึ้นมาในใจ นางเอ่ยปากชื่นชมว่า

"ท่านเต้าจื่อฉี นึกไม่ถึงเลยว่าท่านอายุน้อยและมีตำแหน่งสูงส่งถึงเพียงนี้ แต่กลับมีความซื่อสัตย์จริงใจ ถึงกับใส่ใจในความคิดเห็นของเด็กสาวธรรมดาคนหนึ่ง ช่างหาได้ยากยิ่งนัก"

"ท่านวางใจเถอะ ตราบใดที่มีข้าอยู่ ข้าจะไม่มีวันยอมให้นางต้องตกระกำลำบากอย่างแน่นอน"

พูดจบ นางก็ส่งยิ้มหวานหยดย้อยให้กับฉีหยวน รอยยิ้มนั้นงดงามราวกับดอกไม้นับร้อยเบ่งบานพร้อมกัน นัยน์ตาสะท้อนประกายฉ่ำวาน สมบูรณ์แบบจนแทบจะทำให้ผู้คนลืมหายใจ

ต่อให้ฉีหยวนจะเป็นคนที่ผ่านโลกมาเยอะ ก็ยังอดไม่ได้ที่จะตาพร่าไปชั่วขณะ เขาแอบคิดในใจว่า

มิน่าล่ะ พวกคนช่างสอดรู้สอดเห็นถึงได้ยกย่องให้สตรีศักดิ์สิทธิ์หลิงหลงเป็นหญิงงามอันดับหนึ่งแห่งฝ่ายธรรมะ ถ้าจิตใจไม่นิ่งพอ มีหวังโดนตกเอาแน่ๆ

นางยิ้มแล้ว!

หลูฉางเฟิงจ้องมองเซียวเยว่นีที่กำลังยิ้มแย้มสดใสราวกับบุปผาแรกแย้มจนตาค้าง วิญญาณแทบจะหลุดออกจากร่าง

ไม่ใช่แค่เซียวเยว่นีเท่านั้น แม้แต่ผู้บำเพ็ญเพียรหญิงคนอื่นๆ จากดินแดนศักดิ์สิทธิ์หลิงหลง ก็ยังพากันส่งสายตาชื่นชมมาทางฉีหยวน ความเคารพเลื่อมใสฉายชัดอยู่บนใบหน้าอย่างปิดไม่มิด

"ขอบคุณท่านเต้าจื่อฉีที่ช่วยส่งเสริม เยว่นีสัญญาว่าวันข้างหน้าจะต้องตอบแทนบุญคุณอย่างงาม"

หลังจากกล่าวคำอำลากันพอเป็นพิธี กลุ่มหญิงสาวจากดินแดนศักดิ์สิทธิ์หลิงหลงก็พาตัวฉีเหยาที่ยังคงมีสีหน้าอาลัยอาวรณ์ขึ้นเรือเหาะทะยานจากไป ทิ้งให้หลูฉางเฟิงยืนแข็งทื่อเป็นหินอยู่ตรงนั้นโดยไม่มีใครเหลียวแล

"ศิษย์พี่หลู หากไม่มีธุระอะไรแล้ว ข้าน้อยขอตัวกลับสำนักก่อนนะขอรับ"

เมื่อเห็นดังนั้น ฉีหยวนก็ส่ายหัวเบาๆ ก่อนจะเอ่ยปากขอตัวลากลับ

ผ่านไปครู่ใหญ่ หลูฉางเฟิงถึงค่อยได้สติ เขายกมือขึ้นตบหน้าผากตัวเองดังฉาด พลางเอ่ยด้วยน้ำเสียงเสียใจสุดซึ้งว่า

"จริงด้วยสิ ข้าเป็นบุรุษอกสามศอก จะให้ไปปะปนอยู่บนเรือสำราญของพวกนางก็ดูจะไม่งาม มิน่าล่ะแม่นางเซียวถึงได้ปฏิเสธความหวังดีของข้า"

"ในเมื่อเป็นเช่นนี้ ข้าก็คงต้องแอบสะกดรอยตามไปเงียบๆ เพื่อให้แน่ใจว่าแม่นางเซียวจะเดินทางกลับถึงสำนักอย่างปลอดภัย... ศิษย์น้อง เจ้ารีบกลับไปก่อนเถอะ"

หลังจากพึมพำกับตัวเองเสร็จ เขาก็ไม่รอช้า พุ่งทะยานร่างขึ้นฟ้าใช้วิชาหลบหนีเหาะตามเรือลำนั้นไปติดๆ

เชี่ยเอ๊ย!

ฉีหยวนถึงกับมองตาปริบๆ ปกติแล้วศิษย์พี่ใหญ่หลูฉางเฟิงคนนี้ก็ดูเป็นผู้เป็นคนดีอยู่หรอกนะ พรสวรรค์ก็ไม่ได้ด้อยไปกว่าเขาเลย นึกไม่ถึงเลยว่าลึกๆ แล้วจะเป็นตัวตึงความกาวได้ถึงขนาดนี้

วินาทีนี้ เขาเข้าใจอย่างถ่องแท้แล้วว่าเหตุใดท่านอาจารย์ถึงได้มองข้ามหลูฉางเฟิง แล้วเลือกเขาขึ้นมาเป็นเต้าจื่อแทน

นี่มันสุดยอดนักเลียระดับพระกาฬเลยนี่หว่า!

ถ้าปล่อยให้ไอ้เวรนี่ขึ้นเป็นเจ้าสำนัก มีหวังคงได้ประเคนยกดินแดนศักดิ์สิทธิ์ไท่เสวียนทั้งสำนักใส่พานไปถวายหญิงแหงๆ...

จบบทที่ บทที่ 5 สุดยอดคนคลั่งรักแห่งดินแดนศักดิ์สิทธิ์ไท่เสวียน

คัดลอกลิงก์แล้ว