- หน้าแรก
- หลังจากที่ระบบผูกมัดผิดคนไว้กับข้า เส้นทางสู่ความเป็นอมตะของข้าก็เบี่ยงเบนไป
- บทที่ 3 ตอนนี้บิดากำลังของขึ้น!
บทที่ 3 ตอนนี้บิดากำลังของขึ้น!
บทที่ 3 ตอนนี้บิดากำลังของขึ้น!
บทที่ 3 ตอนนี้บิดากำลังของขึ้น!
เมืองชิงหยวน
แก๊งพยัคฆ์ดำ
ภายในโถงกว้างที่มีการคุ้มกันอย่างแน่นหนา
ลูกสมุนแก๊งพยัคฆ์ดำหน้าตาถมึงทึงคนหนึ่งสาวเท้าก้าวเข้ามาอย่างเร่งรีบ สีหน้าตื่นตระหนกพลางตะโกนบอกชายวัยกลางคนที่นั่งอยู่บนตำแหน่งประธานว่า
"หัวหน้า! เกิดเรื่องใหญ่แล้วขอรับ!"
เมื่อเห็นดังนั้น หลี่หู่ หัวหน้าแก๊งพยัคฆ์ดำก็ขมวดคิ้วแน่น ตวาดเสียงเย็นชาว่า
"เกิดเรื่องบ้าอะไรขึ้น ถึงได้แหกปากโวยวายไร้กฎระเบียบเช่นนี้!"
เดิมทีเขาเคยเป็นศิษย์สายนอกของสำนักเล็กๆ แห่งหนึ่ง แต่เนื่องจากพรสวรรค์ที่มีนั้นต้อยต่ำจนเกินไป อายุล่วงเลยเข้าวัยสามสิบก็ยังไม่สามารถทะลวงผ่านขอบเขตกลั่นปราณขั้นหกได้ ท้ายที่สุดจึงถูกเตะโด่งออกจากสำนัก ไม่มีทางเลือกอื่นนอกจากต้องซมซานกลับมาใช้ชีวิตในโลกโลกีย์
พลังฝีมือระดับขอบเขตกลั่นปราณขั้นห้าอาจจะดูไร้ค่าในโลกบำเพ็ญเพียร แต่หากนำมาวางไว้ในโลกของคนธรรมดา มันคือระดับยอดฝีมือที่หาตัวจับยากอย่างไม่ต้องสงสัย
ด้วยเหตุนี้ อาศัยพลังการฝึกตนและความโหดเหี้ยมอำมหิต หลี่หู่จึงสามารถรวบรวมลูกน้องได้นับร้อยคนในเวลาอันรวดเร็ว ก่อตั้งแก๊งพยัคฆ์ดำขึ้นมาและกลายเป็นผู้มีอำนาจเด็ดขาดในเมืองเล็กๆ อย่างเมืองชิงหยวน ทำตัวกร่างไม่ต่างอะไรกับฮ่องเต้ท้องถิ่น
เขามีอำนาจบารมีในแก๊งสูงมาก เพียงแค่ตวาดคำเดียวก็ทำเอาลูกน้องตรงหน้าหดหัวด้วยความกลัว ตัวสั่นงันงกขณะตอบกลับไปว่า
"ระ... เรียนหัวหน้า มีผู้บำเพ็ญเพียรไม่ทราบหัวนอนปลายเท้าบุกมาที่ด้านนอกขอรับ มันอ้างตัวว่าเป็นลูกพี่ลูกน้องของไอ้เด็กที่ชื่อฉีหยวน ปากก็พร่ำบอกว่าจะมาแก้แค้นให้ผู้เป็นน้อง ตอนนี้มันลงมือทำร้ายพี่น้องของเราบาดเจ็บไปหลายคนแล้วขอรับ"
"ผู้บำเพ็ญเพียรเรอะ?!"
เมื่อได้ยินคำนี้ ใจของหลี่หู่ก็กระตุกวูบ หนังตาเต้นตุบๆ
เขาไม่ได้สนใจหรอกว่าเหยื่อผู้เคราะห์ร้ายจะชื่อแซ่อะไร คนที่ตายด้วยน้ำมือของเขาทั้งทางตรงและทางอ้อมมีตั้งมากมายก่ายกอง ใครมันจะไปจำได้หมดทุกตัวคน
แต่ประเด็นคือผู้บำเพ็ญเพียรที่บุกมาถึงหน้าประตูตอนนี้ต่างหากที่ไม่รู้ว่ามาจากขุมกำลังไหน หากเผลอไปล่วงเกินตัวตนที่แข็งแกร่งเข้าล่ะก็ คราวนี้คงได้เกิดหายนะครั้งใหญ่แน่
ทว่าจากคำบอกเล่าของลูกสมุน ดูเหมือนพลังฝีมือของผู้มาเยือนจะไม่ได้เก่งกาจอะไรมากมายนัก ดีไม่ดีอาจจะเป็นแค่พวกเด็กอมมือที่เก่งแต่ปากก็เป็นได้
เหตุผลง่ายๆ เลยก็คือ หากอีกฝ่ายเป็นยอดฝีมือระดับสูงจริงๆ การจะมาแก้แค้นก็ไม่เห็นจะต้องทำอะไรให้มันยุ่งยาก แค่สะบัดมือทีเดียวก็ลบแก๊งพยัคฆ์ดำเล็กๆ ของเขาให้หายไปจากแผนที่ได้แล้ว
นอกจากนี้ ยอดยอดฝีมือที่แท้จริงส่วนใหญ่ล้วนหยิ่งยโส ไม่มีทางลดตัวลงมาเห็นพวกคนธรรมดาที่ไม่มีพลังยุทธ์อยู่ในสายตาหรอก
และการที่ไอ้หมอนั่นมาตะโกนท้าทายอยู่หน้าประตู แถมยังลงมือทุบตีลูกสมุนคนธรรมดาของเขา โดยที่ลงมือแค่ให้บาดเจ็บแต่ไม่ถึงตาย นั่นก็เป็นข้อพิสูจน์แล้วว่ามันไม่ได้มีเล่ห์เหลี่ยมล้ำลึกอะไร ความเด็ดขาดก็ไม่มากพอ ระดับพลังก็คงไม่สูงส่งไปถึงไหนหรอก
เพราะต่อให้ตีให้ตาย หลี่หู่ก็คงนึกไม่ถึงอยู่ดีว่า จะมียอดฝีมือระดับแก่นทองคำที่ว่างจัดจนวิ่งร่อมาถึงเมืองชายแดนห่างไกลความเจริญ เพื่อมาเล่นละครตบตาตัวประกอบระดับกลั่นปราณขั้นห้าอย่างเขา...
แม้จะคิดวิเคราะห์เช่นนั้น แต่หลี่หู่ก็ยังคงลุกขึ้นเดินเข้าไปในห้องด้านหลัง หยิบค้อนขนาดเล็กที่มีรูปร่างประหลาดตาออกมาจากช่องลับ แล้วยัดมันซ่อนไว้ในแขนเสื้ออย่างระมัดระวัง
เมื่อมีของวิเศษก้นหีบอยู่ในมือ เขาก็รู้สึกฮึกเหิมขึ้นมาทันที ร่างกายทะยานพุ่งออกไปยังโถงด้านหน้า พร้อมกับตะโกนสั่งการเสียงดังกังวานว่า
"ถ่ายทอดคำสั่งลงไป ให้พี่น้องทุกคนที่อยู่ในแก๊งมารวมตัวกัน ตามข้าออกไปดูหน้าไอ้โจรชั่วที่มันกล้ามาเหยียบจมูกพวกเราเสียหน่อย"
......
ในขณะเดียวกัน
บริเวณหน้าประตูใหญ่ของแก๊งพยัคฆ์ดำ
เปรี้ยง!
หลังจากเตะลูกกระจ๊อกแก๊งพยัคฆ์ดำที่ถือดาบพุ่งเข้ามาจนกระเด็นลอยละลิ่วไปแล้ว ฉีหยวนก็หรี่ตาลงเล็กน้อย เงยหน้าขึ้นมองป้ายชื่อแก๊งที่แขวนอยู่เหนือประตู ก่อนจะใช้นิ้วดีดออกไปเบาๆ
เพล้ง!
ป้ายไม้ร่วงหล่นลงมากระแทกพื้นแตกกระจายเป็นชิ้นเล็กชิ้นน้อยทันที
บริเวณโดยรอบมีลูกสมุนแก๊งพยัคฆ์ดำนอนร้องโอดโอยกลิ้งเกลือกอยู่บนพื้นเต็มไปหมด เสียงครางด้วยความเจ็บปวดดังระงมไปทั่ว
อาจเป็นเพราะชื่อเสียงอันฉาวโฉ่ของแก๊งพยัคฆ์ดำ หรือไม่ก็เพราะชาวบ้านกลัวจะโดนลูกหลงจากการปะทะกันครั้งใหญ่ บนถนนจึงไม่มีแม้แต่เงาของคนมุงดู พ่อค้าแม่ค้าต่างพากันเก็บแผงหนีไปตั้งแต่เนิ่นๆ ทั่วทั้งถนนเงียบสงัดจนน่ากลัว
เมื่อเห็นว่าพวกลูกกระจ๊อกที่เหลือไม่กล้าบุกเข้ามาอีก ฉีหยวนก็ยิ้มมุมปาก ค่อยๆ ก้าวเดินเข้าไปด้านในประตู พลางตะโกนลั่นด้วยน้ำเสียงยโสโอหังว่า
"สวีเปียว! รีบไสหัวออกมารับความตายเดี๋ยวนี้!"
"หากไม่ส่งตัวคนมา วันนี้ข้าจะกวาดล้างแก๊งพยัคฆ์ดำของพวกแกให้สิ้นซาก เพื่อทวงความยุติธรรมให้ลูกพี่ลูกน้องของข้า!"
ฉีเหยาเดินตามหลังเขามาติดๆ ใบหน้าจิ้มลิ้มเต็มไปด้วยความซาบซึ้งใจ
ถึงแม้นางจะไม่รู้ว่าการกระทำของยอดฝีมือลึกลับผู้นี้มีเจตนาแอบแฝงอะไรหรือไม่ แต่การที่เขาเป็นฝ่ายบุกมาหาเรื่องแก๊งพยัคฆ์ดำก่อน ดูยังไงก็เหมือนกับกำลังออกโรงปกป้องพี่ชายที่ตายไปแล้วของนางชัดๆ แล้วนางจะไม่ให้รู้สึกขอบคุณได้อย่างไร?
พี่ฉีช่างเป็นคนดีเสียจริงๆ
ทั้งสองเพิ่งจะก้าวเท้าผ่านประตูแก๊งพยัคฆ์ดำเข้ามา เสียงตวาดดุดันก็ดังลั่นขึ้น
"กล้ามาทำกร่างในถิ่นของแก๊งพยัคฆ์ดำ สงสัยจะเบื่อชีวิตแล้วสินะ?!"
สิ้นเสียง ชายฉกรรจ์หน้าตาดุดันหลายสิบคนก็กรูกันออกมาจากลานกว้างด้านหน้า
ผู้นำกลุ่มคือชายวัยกลางคนรูปร่างกำยำล่ำสัน สวมเสื้อแขนสั้นเผยให้เห็นกล้ามเนื้อเป็นมัดๆ ที่หน้าอกปักลวดลายพยัคฆ์ร้ายหน้าตาน่าเกรงขาม เขาคนนี้ก็คือ หลี่หู่ หัวหน้าแก๊งพยัคฆ์ดำนั่นเอง
หลังจากตรวจสอบระดับพลังของแขกผู้มาเยือนจนแน่ใจแล้ว หลี่หู่ก็ถอนหายใจด้วยความโล่งอก จิตสังหารในใจพุ่งปรี๊ดขึ้นมาทันที
ถุยเอ๊ย!
ไอ้เด็กเมื่อวานซืนนี่มีพลังแค่ขอบเขตกลั่นปราณขั้นสาม ทำมาเป็นอวดเก่งวางมาดใหญ่โต!
ตอนแรกก็นึกว่าจะเป็นตัวตึงที่รับมือยาก ที่ไหนได้ก็แค่ไอ้ลูกหมาไม่สิ้นกลิ่นน้ำนี่เอง!
หลี่หู่คิดในใจ พลางเอ่ยด้วยน้ำเสียงเย็นยะเยือกแฝงแววเย้ยหยันว่า
"ไอ้หนู ความกล้าของแกนี่ไม่เบาเลยนะ ถึงได้กล้ามาลูบคมแก๊งพยัคฆ์ดำของเราแบบนี้ ถ้าไม่รีบบอกเส้นสายภูมิหลังของแกมาให้ชัดเจน วันนี้แกคงไม่ได้เดินออกไปง่ายๆ แน่!"
ความหมายแฝงก็คือ ต้องการหยั่งเชิงดูว่าฉีหยวนมีเบื้องหลังอะไรหรือไม่
หากอีกฝ่ายมีเส้นสายใหญ่โต เขาก็คงต้องระวังตัวไว้บ้าง แต่ถ้าไม่ล่ะก็... หึหึ!
"เส้นสายภูมิหลังงั้นรึ?"
ฉีหยวนแค่นเสียงหัวเราะเยาะ เอ่ยด้วยน้ำเสียงดูถูกเหยียดหยามว่า
"บิดาผู้นี้คือเต้าจื่อแห่งดินแดนศักดิ์สิทธิ์ไท่เสวียน วันนี้ตั้งใจมาล้างแค้นให้ลูกพี่ลูกน้อง หากพวกแกยังไม่ยอมส่งตัวคนมา บิดาจะถล่มแก๊งกระจอกๆ ของพวกแกให้พังพินาศไปซะ!"
"ดินแดนศักดิ์สิทธิ์ไท่เสวียน?"
"เต้าจื่อ?"
"น้ำหน้าอย่างแกเนี่ยนะ? ฮ่าๆๆๆๆ—"
เมื่อได้ยินดังนั้น หลี่หู่ก็ชะงักไปครู่หนึ่ง ก่อนจะระเบิดเสียงหัวเราะออกมาจนตัวงอ ราวกับได้ยินเรื่องตลกที่ขำขันที่สุดในโลก หัวเราะจนแทบจะขาดใจตาย
พวกลูกสมุนแก๊งพยัคฆ์ดำคนอื่นๆ ก็พากันหัวเราะครืนตามไปด้วย บรรยากาศเต็มไปด้วยความรื่นเริงบันเทิงใจ
"ไอ้หนูเอ๊ย จะแต่งนิทานหลอกเด็กทั้งที ก็ช่วยแต่งให้มันดูสมจริงหน่อยเถอะ"
หลังจากหัวเราะจนพอใจแล้ว หลี่หู่ก็หยุดขำ สายตาที่จ้องมองฉีหยวนเต็มไปด้วยจิตสังหารอันดุร้าย
"ดินแดนศักดิ์สิทธิ์ไท่เสวียนน่ะเป็นขุมกำลังที่ยิ่งใหญ่ขนาดไหน อย่าว่าแต่ระดับเต้าจื่อเลย แค่ศิษย์รับใช้ปลายแถวโผล่มาสักคนก็บดขยี้แก๊งพยัคฆ์ดำของเราให้แหลกเป็นผุยผงได้แล้ว จะมาทำตัวเป็นนักเลงข้างถนนยืนด่าทออยู่หน้าบ้านแบบนี้ได้ยังไง"
"ถ้าข้าเชื่อแก ข้าก็คงตาบอดเต็มทีแล้ว!"
พูดจบ เขาก็สะบัดแขนขวาอย่างแรง เรียกของวิเศษที่ซ่อนอยู่ในแขนเสื้อออกมาใช้งานในชั่วพริบตา
"พี่น้องทั้งหลาย ลุย! สับไอ้โจรชั่วที่กล้าแอบอ้างเป็นเต้าจื่อแห่งดินแดนศักดิ์สิทธิ์ให้กลายเป็นหมูสับ แล้วเอาไปโยนให้หมากินซะ!"
"แต่แม่นางน้อยที่อยู่ข้างหลังนั่น ต้องจับเป็นมาให้ได้นะโว้ย ตอนนี้บิดากำลังของขึ้น อยากจะหาที่ระบายเต็มแก่แล้ว!"
ครืนน!!!
ค้อนสีดำทะมึนหลุดออกจากฝ่ามือ พริบตาเดียวก็ขยายขนาดใหญ่ขึ้นต้านลมพายุ ลอยละลิ่วพุ่งเข้าใส่ตำแหน่งที่ฉีหยวนยืนอยู่อย่างรุนแรง
"พี่ฉี ระวังเจ้าค่ะ!"
ฉีเหยาที่ยืนอยู่ด้านข้างตกใจจนร้องอุทานออกมา นางรีบขยับเข้าไปใกล้ฉีหยวนตามสัญชาตญาณ
ส่วนฉีหยวนนั้นแกล้งทำเป็นตกตะลึง ยืนอึ้งไปชั่วขณะ ก่อนจะ "ลุกลี้ลุกลน" ล้วงเอาถุงมิติสีเทาหม่นๆ ออกมาจากอกเสื้อ แล้วคว้าเอาโล่ขนาดเล็กสีทองคำแดงออกมาตั้งกางกั้นไว้เบื้องหน้า
ปัง!
เสียงปะทะดังสนั่นหวั่นไหว ของวิเศษที่หลี่หู่โจมตีเข้ามาถูกโล่ใบเล็กสะท้อนกลับไป แรงกระแทกยังส่งผลให้ลูกสมุนแก๊งพยัคฆ์ดำที่พุ่งเข้ามาถูกซัดกระเด็นถอยหลังไปตามๆ กัน
ส่วนทางด้านของฉีหยวนนั้น ร่างกายสั่นสะท้าน ถอยกรูดไปด้านหลังหลายก้าว ใบหน้าซีดเผือดไร้สีเลือด มุมปากมีรอยเลือดไหลซึมออกมาอย่าง "ถูกจังหวะ" พลังปราณระดับกลั่นปราณขั้นสามก็อ่อนโทรมลงอย่างเห็นได้ชัด
"หนีเร็ว!"
จากนั้น เขาก็คว้าแขนเสื้อของฉีเหยา สับตีนแตก "วิ่งหนีหัวซุกหัวซุน" มุ่งหน้าออกไปทางนอกเมือง
"มิน่าล่ะถึงได้กล้ามาท้าทายถึงที่ ที่แท้ไอ้เด็กนี่ก็มีของวิเศษคุณภาพดีติดตัวอยู่นี่เอง..."
เมื่อเห็นเช่นนั้น หลี่หู่ก็ไม่ได้ตกใจ กลับรู้สึกยินดีปรีดา ความโลภในใจพุ่งทะยานถึงขีดสุด เขาเร่งฟื้นฟูพลังปราณที่สูญเสียไปจากการใช้ของวิเศษเมื่อครู่ พลางตะโกนเร่งเร้าลูกน้องเสียงดังลั่น
"รีบตามมันไปให้เร็ว! ใครจับตัวไอ้เด็กนั่นมาได้ ข้าจะตบรางวัลให้อย่างงาม!"
ชั่วพริบตาเดียว คนของแก๊งพยัคฆ์ดำก็ยกโขยงกันออกมาจนหมดเกลี้ยง ภายใต้การนำของหลี่หู่ พวกมันต่างพากันไล่ล่าตามทิศทางที่ทั้งสองคนหลบหนีไปอย่างบ้าคลั่ง