เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

บทที่ 32 - ดึงตัวคนเก่ง!

บทที่ 32 - ดึงตัวคนเก่ง!

บทที่ 32 - ดึงตัวคนเก่ง!


ทีมวิจัยที่ฮุ่ยจื้อเทคโนโลยีเพิ่งก่อตั้งขึ้นมา แทบทั้งหมดล้วนเป็นมหาบัณฑิตและดุษฎีบัณฑิตด้านไมโครอิเล็กทรอนิกส์จากมหาวิทยาลัยเหอกงต้าและมหาวิทยาลัยจงเคอ

และอัญมณีเม็ดงามที่เปล่งประกายที่สุดในรายชื่อนี้ และเป็นคนที่เสิ่นเฟิงให้ความสำคัญมากที่สุด ก็คือดอกเตอร์คนหนึ่ง

บัณฑิตปริญญาเอกหมาดๆ สาขาไมโครอิเล็กทรอนิกส์และโซลิดสเตตอิเล็กทรอนิกส์ จากมหาวิทยาลัยจงเคอ — ถังซิน

เมื่อนึกถึงใบหน้าในรูปถ่ายของผู้ชายสวมแว่นกรอบดำหนาเตอะ ผมเผ้าชี้ฟูเล็กน้อย แต่แววตากลับฉายชัดถึงความมุ่งมั่นและดื้อรั้นอย่างสุดขีด

มุมปากของเสิ่นเฟิงก็อดไม่ได้ที่จะกระตุกยิ้มขึ้นมา

ถังซิน อายุ 28 ปี เป็นคนเมืองเจียงหวยแต่กำเนิด

เขาคือตัวตนระดับ "สัตว์ประหลาด" ในแวดวงวิชาการ

ประวัติการศึกษาของถังซิน เรียกได้ว่าเป็นบันทึกพงศาวดารของอัจฉริยะขนานแท้

เขาเรียนปริญญาตรีที่ภาควิชาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีอิเล็กทรอนิกส์ มหาวิทยาลัยจงเคอ และด้วยผลงานกวาดรางวัลชนะเลิศระดับชาติในการแข่งขันออกแบบอิเล็กทรอนิกส์สำหรับนักศึกษาแบบทิ้งห่างคู่แข่งจากมหา'ลัยชื่อดังอื่นๆ อย่างไม่เห็นฝุ่น เขาจึงได้รับโควตาเรียนต่อปริญญาโทควบปริญญาเอกในสถาบันเดิมทันที

หัวข้อหลักที่เขามุ่งเน้นคือ "การออกแบบวงจรรวมแบบแอนะล็อกประสิทธิภาพสูงและชิปจัดการพลังงาน (PMIC)"

แต่สิ่งที่น่ากลัวกว่านั้นคืออาจารย์ที่ปรึกษาของเขา

อาจารย์ที่ปรึกษาปริญญาเอกของเขา คือเสาหลักแห่งวงการเซมิคอนดักเตอร์และไมโครอิเล็กทรอนิกส์ของหลงกั๋ว ผู้เชี่ยวชาญพิเศษแห่งสถาบันวิจัยไมโครอิเล็กทรอนิกส์ สถาบันบัณฑิตวิทยาศาสตร์จีน — นักวิชาการ อู๋ติ่งปัง!

นักวิชาการอู๋ติ่งปังคือหนึ่งในผู้บุกเบิกวงการออกแบบชิปของหลงกั๋ว ตลอดชีวิตของเขารับลูกศิษย์ปริญญาเอกเพียงหยิบมือเดียวเท่านั้น

และถังซิน ก็คือ "ศิษย์คนสุดท้าย" เพียงคนเดียวที่นักวิชาการอู๋รับเข้ามาในช่วงห้าปีที่ผ่านมา

ระหว่างเรียนปริญญาเอก ถังซินในฐานะผู้เขียนหลัก ได้ตีพิมพ์บทความวิจัยระดับท็อปเกี่ยวกับการออกแบบโครงสร้างวงจรลดแรงดันไฟฟ้าความถี่สูงถึงสองฉบับติดกัน ในการประชุมวิชาการระดับโลกด้านวงจรโซลิดสเตต (ISSCC ซึ่งได้รับการยกย่องว่าเป็นเสมือนโอลิมปิกของวงการวงจรรวม) จนสร้างความฮือฮาในวงการอย่างมหาศาล

เขาคือสุดยอดอัจฉริยะที่เกิดมาเพื่อวงจรไฟฟ้าและชิปอย่างแท้จริง

แต่ทำไมอัจฉริยะที่พร้อมจะบินไปรับเงินเดือนหลักแสนเหรียญที่ซิลิคอนแวลลีย์ในอเมริกา หรือไปรับเงินเดือนหลักล้านที่หัวเว่ยหรือ DJI ในเผิงเฉิงได้ทุกเมื่อ...

ถึงยอมกลับมาอยู่ที่เมืองเจียงหวย เมืองเล็กๆ ระดับสาม ที่เรียกได้ว่าเป็น "ทะเลทรายอุตสาหกรรม" ในด้านเซมิคอนดักเตอร์กันล่ะ?

ความจริงแล้ว ในใจของถังซินเต็มไปด้วยความขมขื่น

เมื่อเดือนที่แล้ว เฮดฮันเตอร์จากบริษัทควอลคอมม์ในซิลิคอนแวลลีย์ และบริษัทใหญ่ในประเทศหลายแห่ง โทรศัพท์มาหาเขาจนสายแทบไหม้ ข้อเสนอที่ยื่นมาแต่ละอย่างล้วนล่อตาล่อใจทั้งนั้น แต่เขากลับปฏิเสธไปทั้งหมด

เหตุผลนั้นเรียบง่ายและน่าเศร้าเหลือเกิน

พ่อแม่ของถังซินเป็นอดีตคนงานโรงงานเครื่องจักรในเมืองเจียงหวยที่ถูกเลิกจ้าง ทั้งชีวิตนี้พวกเขาต้องทุ่มเทหยาดเหงื่อแรงกายทั้งหมดเพื่อส่งเสียลูกชายอัจฉริยะคนนี้ให้ได้เรียนหนังสือ

แม่ของเขาทำงานหนักมาตลอดจนป่วยเป็นโรคข้ออักเสบรูมาตอยด์รุนแรงและหัวใจล้มเหลว ส่วนพ่อก็เป็นหมอนรองกระดูกทับเส้นประสาทอย่างหนักจากการทำงานหนักในโรงงานสมัยหนุ่มๆ ถึงขั้นลุกจากเตียงเองไม่ได้

'ต้นไม้ต้อบการความสงบแต่ลมไม่หยุดพัด ลูกอยากตอบแทนคุณแต่พ่อแม่ไม่อยู่แล้ว' นี่คือความกลัวที่ฝังรากลึกที่สุดในใจของหนุ่มวิศวะคนนี้

เขาไม่ยอมทิ้งพ่อแม่ที่ป่วยหนักไว้ที่บ้านเกิด แล้วตัวเองหนีไปเสวยสุขอยู่อีกซีกโลกหนึ่ง หรือเมืองหลวงที่ไกลออกไปเป็นพันลี้เด็ดขาด

เขาอยากอยู่เมืองเจียงหวย ทำงานวิจัยไปพร้อมๆ กับดูแลพ่อแม่ไปด้วย

แต่เมืองเจียงหวยมีอะไรล่ะ?

นอกจากโรงงานประกอบเครื่องใช้ไฟฟ้าระดับล่างไม่กี่แห่ง ก็ไม่มีบริษัทไหนเลยที่มีศักยภาพพอจะรองรับการออกแบบชิปอิสระได้!

ความสามารถล้นเหลือของเขา จินตนาการอันล้ำเลิศเกี่ยวกับโครงสร้างชิปของเขา เมื่อมาอยู่ที่นี่ก็ไม่ต่างอะไรกับวิชาฆ่ามังกร ที่เก่งแค่ไหนก็ไม่มีมังกรให้ฆ่า

ในตอนที่ถังซินกำลังจมดิ่งสู่ความสิ้นหวัง ถึงขั้นเตรียมจะยอมแพ้เพื่อพ่อแม่ ไปทำงานเป็นวิศวกรซ่อมบำรุงธรรมดาๆ เช้าชามเย็นชามที่การไฟฟ้าท้องถิ่น...

อีเมลเชิญสัมภาษณ์งานจากฮุ่ยจื้อเทคโนโลยีก็ถูกส่งเข้ามาในอินบ็อกซ์ของเขา

ตอนแรก ถังซินไม่ได้สนใจเลยสักนิด

โรงงานรับจ้างประกอบแผงวงจรที่เพิ่งเปิดใหม่ อาศัยเครื่องวางอุปกรณ์มือสองหากินเนี่ยนะ กล้าดีปากเก่งบอกว่าจะออกแบบชิปอิสระในเมืองเจียงหวย?

นี่มันเรื่องตลกขบขันระดับโลกชัดๆ!

จนกระทั่งเมื่อครึ่งเดือนก่อน ถังซินกะว่าจะลองแวะมาดูแบบ "ขำๆ" ที่ฮุ่ยจื้อเทคโนโลยี

แต่คนที่มาต้อนรับเขา ไม่ใช่ฝ่ายบุคคล กลับเป็นประธานบริษัท เสิ่นเฟิง และผู้จัดการโรงงาน หลี่เหลย

เสิ่นเฟิงจ้องลึกเข้าไปในดวงตาของถังซิน แววตาของเขาคมกริบดุจเปลวเพลิง

"ถังซิน ฉันรู้ว่าคนเก่งระดับนาย การต้องมาจมปลักอยู่ที่เจียงหวยมันเสียของแค่ไหน"

"แต่ไม่ว่าจะยังไง เจียงหวยก็คือบ้านเกิดของนาย พ่อแม่ของนายก็อยู่ที่นี่ เพราะงั้นฉันอยากให้นายให้โอกาสเจียงหวย ให้โอกาสฮุ่ยจื้อสักครั้ง"

"ถ้านายอยู่ที่นี่ ฉันขอรับปากเลยว่า อีกไม่นาน ฉันจะให้ผลตอบแทนที่ดีที่สุดในหลงกั๋ว และแพลตฟอร์มการทดลองฮาร์ดแวร์ที่ดีที่สุดในโลกแก่นาย"

ถังซินได้ยินแบบนั้นก็แค่นยิ้มขื่นๆ

"ประธานเสิ่นครับ การทำอุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์ขั้นสูงมันไม่ใช่การต่อเลโก้นะครับ แต่มันคือ 'ศิลปะแห่งการเผาเงิน'"

"แค่สั่งผลิตชิปต้นแบบครั้งเดียวก็ปาเข้าไปสิบล้านแล้ว ไหนจะต้องจ่ายค่าลิขสิทธิ์ซอฟต์แวร์ EDA อีกสารพัด โรงงานรับจ้างผลิตเล็กๆ ไม่มีปัญญาเล่นเกมนี้หรอกครับ"

"พูดตรงๆ นะครับ ถ้าพ่อแม่ผมไม่ได้ป่วยหนัก ผมคงไม่มานั่งสัมภาษณ์ที่นี่หรอก"

"เมื่อไม่นานมานี้ เฮดฮันเตอร์จากควอลคอมม์ที่ซิลิคอนแวลลีย์ แล้วก็บริษัทใหญ่ๆ ในประเทศเพิ่งโทรหาผมด้วยซ้ำ!"

สรุปสั้นๆ คือ เขามองไม่เห็นอนาคตของฮุ่ยจื้อเทคโนโลยีเลยสักนิด

พอได้ฟังเหตุผลของถังซิน เสิ่นเฟิงก็นิ่งคิดไปครู่หนึ่ง ก่อนจะเอ่ยขึ้น

"เอาแบบนี้ ดร.ถัง นายลองทำงานที่นี่ดูสักครึ่งปีก่อน ถ้าผ่านไปครึ่งปีแล้วนายรู้สึกว่าฮุ่ยจื้อเทคโนโลยีกับฉันไม่มีอนาคต นายเดินออกไปได้ทุกเมื่อ! ฉันจะไม่รั้งนายไว้เด็ดขาด!"

เสิ่นเฟิงลุกขึ้นยืน สองมือยันโต๊ะทำงาน ยื่นข้อเสนอด้วยน้ำเสียงหนักแน่น

"ส่วนเรื่องค่าตอบแทน ฮุ่ยจื้อเทคโนโลยีจะจ่ายให้นายเดือนละ 40,000 หยวน! หลังหักภาษี! สิ้นปีมีเงินปันผลจากโปรเจกต์ให้ด้วย!"

"ไม่แค่นั้น ค่ารักษาพยาบาลพ่อแม่นายทั้งหมด กองทุนสวัสดิการพนักงานที่ฮุ่ยจื้อเทคโนโลยีตั้งขึ้นจะรับผิดชอบเบิกจ่ายให้เต็มจำนวน ฉันจะให้คนจัดการย้ายท่านทั้งสองไปอยู่ห้องผู้ป่วยพิเศษสำหรับวีไอพีที่โรงพยาบาลประชาชนประจำเมืองเดี๋ยวนี้เลย!"

ตอนที่ตัวเลข "40,000" (ประมาณ 192,000 บาท) และคำว่า "เบิกจ่ายเต็มจำนวน" หลุดออกมาจากปากเสิ่นเฟิง หลี่เหลยที่ยืนอยู่ข้างๆ ถึงกับสูดลมหายใจเฮือกใหญ่ด้วยความตกตะลึง

ถึงแม้เงินเดือนสี่หมื่นหยวนจะเทียบไม่ได้กับเงินเดือนหลักแสนหลักล้านเหรียญที่ซิลิคอนแวลลีย์ แต่มันก็สูสีกับวิศวกรระดับสูงในบริษัทใหญ่ๆ เลยนะ

อย่าลืมสิว่า นี่คือเมืองเจียงหวยในปี 2016!

เมืองเล็กๆ ระดับสี่ ที่เงินเดือนเฉลี่ยของพนักงานทั่วไปอยู่แค่สามพันหยวนเท่านั้น

เงินเดือนสี่หมื่นหยวนที่นี่ มันคือตัวเลขระดับมหาเศรษฐีชัดๆ!

เทียบเท่ากับการได้เงินเดือนหลักแสนหลักล้านในเมืองหลวงเลยทีเดียว!

นี่ไม่ใช่แค่เรื่องเงิน แต่มันคือความเคารพและความเด็ดขาดที่เสิ่นเฟิงมีต่อความรู้และผู้มีความสามารถในระดับที่เหนือกว่าอย่างเทียบไม่ติด

ถังซินนิ่งอึ้งไปอย่างสมบูรณ์ เขาไม่นึกฝันเลยว่าประธานเสิ่นจะกล้ายื่นข้อเสนอแบบนี้ให้

ถึงเขาจะไม่ได้ซาบซึ้งจนถึงขั้นก้มหัวยอมศิโรราบ แต่ความเคารพที่ประธานเสิ่นคนนี้มอบให้ ก็ทำให้เขารู้สึกตื้นตันใจไม่น้อย

"ประธานเสิ่น..." ถังซินสูดลมหายใจลึก "ขอเวลาผมโทรศัพท์สักครู่นะครับ"

"ตามสบายเลย!" เสิ่นเฟิงตอบ

ที่โถงทางเดิน ถังซินยืนคิดอยู่ครู่หนึ่ง เขาถือมือถือเดินออกจากห้องทำงาน แล้วกดโทรหาอาจารย์อู๋ติ่งปัง ผู้มีพระคุณที่อยู่ไกลถึงมหาวิทยาลัยจงเคอ

"อาจารย์ครับ ผมคงไม่ได้ไปซิลิคอนแวลลีย์ แล้วก็ไม่ได้ไปมณฑลกว่างตงแล้วล่ะครับ"

ถังซินกำมือถือแน่น เอ่ยเสียงแผ่ว

"ผมพบบริษัทเอกชนแห่งหนึ่งในเมืองเจียงหวยบ้านเกิดผม ถึงพวกเขาจะเป็นแค่โรงงานรับจ้างผลิตเล็กๆ แต่เถ้าแก่ให้ข้อเสนอผมดีมาก แถมยังให้เกียรติผมสุดๆ อาจารย์ก็รู้ว่าพ่อแม่ผมสุขภาพไม่ค่อยดี ถ้าผมไปต่างถิ่น คงดูแลพวกท่านลำบาก..."

"ที่สำคัญที่สุด เถ้าแก่ที่นี่บอกว่า ถ้าผมอยู่ไปสักครึ่งปีแล้วไม่อยากทำต่อ เขาพร้อมจะปล่อยผมไปทุกเมื่อครับ!"

ปลายสายเงียบไปพักใหญ่ นักวิชาการอู๋เข้าใจสถานการณ์ของลูกศิษย์คนนี้ดี

"เมืองเจียงหวยงั้นเหรอ? โรงงานรับจ้างผลิตเนี่ยนะ!" เสียงของนักวิชาการอู๋ดังกังวานราวกับระฆัง

"เสี่ยวถัง เธอแน่ใจแล้วเหรอว่าจะทำแบบนี้ การไปซิลิคอนแวลลีย์มันคือโอกาสทองเลยนะ ความก้าวหน้าทางซอฟต์แวร์และฮาร์ดแวร์ในต่างประเทศ มันเทียบไม่ได้กับในประเทศเราหรอกนะ ถ้าเธอไปที่นั่น เธอจะได้เรียนรู้เทคโนโลยีล้ำสมัยอีกเยอะแยะ แต่เมืองเจียงหวย... ที่นั่นเรียกได้ว่าเป็นทะเลทรายเทคโนโลยีเลยก็ว่าได้!"

เมื่อได้ยินดังนั้น ถังซินก็เกิดความลังเลใจขึ้นมาเล็กน้อย เขารู้ดีว่าโอกาสนั้นมีความหมายต่อเขามากแค่ไหน

แต่พอภาพพ่อแม่ที่ป่วยหนักลอยเข้ามาในหัว เขาก็รู้ตัวว่าเขาไม่อาจทิ้งพวกท่านไปอเมริกาเพียงลำพังได้

และเขาก็นึกถึงคำพูดของประธานเสิ่นที่บอกว่า ให้โอกาสเจียงหวย ให้โอกาสบริษัทนี้สักครั้ง

ในที่สุด ถังซินก็ตัดสินใจเด็ดขาด

"ขอโทษครับอาจารย์ ที่ทำให้ผิดหวัง แต่ผมตัดสินใจแล้วว่าจะขออยู่ที่นี่ชั่วคราวก่อนครับ!"

นักวิชาการอู๋จึงกล่าวตอบ

"เสี่ยวถัง ในเมื่อเธอตัดสินใจแน่วแน่แล้ว ในฐานะครู ฉันก็คงไม่ห้ามเธอหรอก"

"ถ้าเธอมีปัญหาอะไรที่เจียงหวย มาหาฉันได้ตลอดเวลานะ!"

จบบทที่ บทที่ 32 - ดึงตัวคนเก่ง!

คัดลอกลิงก์แล้ว