เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

บทที่ 8 - เพื่อนซี้วัยเด็ก... หลี่เหลย

บทที่ 8 - เพื่อนซี้วัยเด็ก... หลี่เหลย

บทที่ 8 - เพื่อนซี้วัยเด็ก... หลี่เหลย


พอได้ยินราคาประเมิน เสิ่นเฟิงก็ไม่ได้ขมวดคิ้วเลยสักนิด

ค่ารีโนเวทห้องคลีนรูมสี่แสนห้า บวกกับค่าปรับปรุงพื้นที่โรงงานอีกแสนห้า เบ็ดเสร็จก็แค่หกแสนหยวน แลกกับการได้อาคารโรงงานสามหลัง กับห้องคลีนรูมขนาดพันห้าร้อยตารางเมตรมาครอบครอง

พื้นที่โรงงานรวมแล้วไม่ต่ำกว่าแปดพันตารางเมตร... ลองดีดลูกคิดดูแล้ว โคตรจะคุ้มเลยล่ะ

แล้วเงินหกแสนสำหรับเสิ่นเฟิงในตอนนี้น่ะเหรอ... มันจะเรียกเงินได้ยังไง?

ถ้าเทียบกับเงินรางวัลตอบแทนวันละแปดหมื่นหยวน มันก็เป็นแค่ 'Passive Income' ที่ได้มาเปล่าๆ ในเวลาไม่ถึงแปดวันด้วยซ้ำ!

แต่ถึงอย่างนั้น เสิ่นเฟิงก็ไม่ได้ตอบตกลงไปในทันที ในเมื่อตอนนี้เขาสวมบทบาทเป็นนักธุรกิจแล้ว เขาจะยอมจ่ายตามที่อีกฝ่ายเรียกมารวดเดียวได้ยังไง

ต่อให้เงินพวกนี้จะเป็นเงินฟรีที่ระบบประเคนมาให้ก็เถอะ แต่ถ้าเขายอมตกลงง่ายๆ คนอื่นคงมองเขาเป็นไอ้หน้าโง่ให้หลอกฟันแน่ๆ

"ห้าแสน!" พอเสิ่นเฟิงหั่นราคาลงไปหนึ่งแสนรวดเดียว วิศวกรหวังถึงกับยิ้มเจื่อน

"ประธานเสิ่น พวกเราไม่ได้กะจะฟันกำไรคุณเลยนะครับ ไอ้หกแสนเนี่ยมันราคาต่ำสุดๆ แล้วจริงๆ!"

"ห้าแสน ราคานี้ไม่น้อยแล้วนะ ในเมื่อพวกคุณบอกเองว่าโครงสร้างหลักของโรงงานไม่มีปัญหาอะไร พวกคุณก็แค่ต้องไปซื้ออุปกรณ์นิดหน่อย แล้วก็เอามาซ่อมๆ ปะๆ แค่นั้นเองไม่ใช่เหรอ!" เสิ่นเฟิงต่อรอง

สุดท้าย... หลังจากลับฝีปากต่อรองกันอยู่ครึ่งชั่วโมง ค่าซ่อมแซมก็ไปจบที่ห้าแสนหกหมื่นหยวน

เอาเข้าจริง ถ้าเสิ่นเฟิงอยากจะกดราคาลงอีกสักหมื่นสองหมื่น มันก็ทำได้แหละ แต่มันไม่จำเป็นเลย... เสียเวลาทำมาหากินเปล่าๆ

หลังจากนั้น ทั้งสองฝ่ายก็เซ็นสัญญา แล้วเสิ่นเฟิงก็โอนเงินมัดจำล่วงหน้าไปสามสิบเปอร์เซ็นต์

ตามสัญญาคือ... อีกครึ่งเดือนให้หลัง เมื่อตรวจรับมอบงานโรงงานเสร็จเรียบร้อย ถึงจะยอมจ่ายเงินส่วนที่เหลือให้

ทันทีที่เสียงแจ้งเตือนเงินเข้าบัญชีดังขึ้น

"วิศวกรหวัง ผมโอนเงินมัดจำให้แล้วนะ ข้อเรียกร้องของผมมีเพียงอย่างเดียว—" เสิ่นเฟิงกวาดสายตาคมกริบ ชี้นิ้วไปยังโรงงานร้างที่ดูซอมซ่อด้านหลัง น้ำเสียงหนักแน่นเด็ดขาด

"เรื่องเงิน... ผมไม่หักคุณแม้แต่แดงเดียว แต่เรื่องเวลา... อีกสิบห้าวันต้องเสร็จ ผมต้องการเห็นห้องคลีนรูมระดับคลาสแสนตามมาตรฐานของรัฐ ที่สะอาดเอี่ยมอ่อง สว่างไสว และทันสมัยสุดๆ!"

วิศวกรหวังจ้องมองเด็กหนุ่มตรงหน้าที่อายุยังน้อยนิด แต่กลับกล้ามาตั้งโรงงานอิเล็กทรอนิกส์ในนิคมอุตสาหกรรมร้างแห่งนี้

"ประธานเสิ่น คุณวางใจได้เลย! บริษัทรับเหมาเจียงหวยไม่มีทางทำให้คุณผิดหวังแน่!" วิศวกรหวังคว้าหมวกนิรภัยขึ้นมาสวม ก่อนจะหันไปตะโกนสั่งพวกลูกน้องที่กำลังเดินสำรวจอยู่ในโรงงานสุดเสียง

"ไม่ต้องดูแล้ว! โทรเรียกคนมาเลย! รถแบ็กโฮ รถไถ เครื่องขัดพื้น... บ่ายนี้ต้องขนเข้ามาให้หมด! คืนนี้เราลุยกันเลย!"

สิ้นเสียงสั่งการของวิศวกรหวัง... โรงงานอิเล็กทรอนิกส์ที่หลับไหลมาเนิ่นนาน ก็เริ่มกลับมามีชีวิตชีวาอีกครั้ง

สองวันต่อมา... ในที่สุดใบอนุญาตประกอบธุรกิจของบริษัทก็ออก

ในขณะเดียวกัน โครงการรีโนเวทโรงงานก็กำลังดำเนินไปอย่างดุเดือด

ท่ามกลางเสียงคำรามกระหึ่มของรถแบ็กโฮและเครื่องขัดพื้น เสิ่นเฟิงยืนอยู่กลางลานกว้างที่ฝุ่นฟุ้งตลบ มองดูรถบรรทุกขนเศษซากปรักหักพังออกไปทีละคันๆ และท่อกรองอากาศชุดใหม่เอี่ยมอ่องที่กำลังถูกทอยยกเข้าไปในโรงงานหมายเลขสองทีละท่อน

ปัญหาเรื่องฮาร์ดแวร์ ใช้เงินฟาดลงไปก็จัดการได้ในพริบตาเดียว... แต่เรื่องซอฟต์แวร์ล่ะ?

เครื่องจักรมันต้องใช้คนคุม สายการผลิตก็ต้องใช้คนบริหาร

โดยเฉพาะไอ้เครื่อง SMT ที่มีความแม่นยำสูงลิบลิ่วเนี่ย ถ้าให้มือใหม่ที่ไม่รู้เรื่องรู้ราวไปกดปุ่มมั่วๆ ล่ะก็... แค่ตั้งค่าพารามิเตอร์ผิดไปแค่มิลลิเมตรเดียว ชิปที่แปะออกมาก็กลายเป็นเศษขยะไปแล้ว ความเสียหายระดับนี้สามารถลากโรงงานให้เจ๊งบ๊งได้เลยนะ

ยังไม่ต้องพูดถึงเรื่องที่ต้องไปรับมือกับพวกซัพพลายเออร์ชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์ต้นน้ำอีก เรื่องแบบนี้... มันต้องใช้ 'มือเก๋า' ที่รู้ลึกรู้จริง เชี่ยวชาญเทคโนโลยี แถมยังต้องเจนจัดในกฎปลาใหญ่กินปลาเล็กของวงการอิเล็กทรอนิกส์มาคอยคุมบังเหียนเท่านั้นแหละ

จะไปดึงตัวคนจากฝั่งทะเลงั้นเหรอ?

อย่าว่าแต่เรื่องน้ำไกลดับไฟใกล้ไม่ได้เลย พวกวิศวกรที่รับเงินเดือนสูงลิบลิ่วพวกนั้นน่ะ... ไม่มีทางชายตามองดินแดนกันดารอย่างตำบลเกาหลินหรอก

เสิ่นเฟิงจุดบุหรี่ขึ้นสูบ มองควันสีขาวที่ลอยคละคลุ้งไปในอากาศ จู่ๆ ภาพของผู้ชายอ้วนตุ๊ต๊ะคนหนึ่งก็แวบเข้ามาในหัว... หลี่เหลย

หมอนั่นคือเพื่อนซี้สมัยเด็กที่แก้ผ้าอาบน้ำมาด้วยกันกับเสิ่นเฟิง

ไอ้หมอนี่มันเป็นพวกเกลียดการเรียนมาตั้งแต่เด็ก เรียนยังไม่ทันจบมอต้นก็ดรอปเรียน แล้วก็พุ่งหลาวเข้าไปร่วมขบวนแห่แรงงานอพยพลงใต้ไปแล้ว

ตลอดสิบกว่าปีมานี้ ชีวิตของหลี่เหลยในย่านฮว๋าเฉียงเป่ย เมืองเผิงเฉิง เรียกได้ว่าผ่านร้อนผ่านหนาว คลุกฝุ่นล้มลุกคลุกคลานมาสารพัด

มันเริ่มตั้งแต่การเป็นพนักงานแพ็กของกระจอกๆ บนสายพาน แล้วก็ไต่เต้าไปเป็นช่างซ่อมมือถือในตลาดอิเล็กทรอนิกส์ไซ่เก๋อ รับวาดแผงวงจร PCB รับปรับจูนเครื่อง SMT ของยามาฮ่ามือสอง... ถึงขนาดเคยเช่า 'แผงลอยเมตรเดียว' เปิดร้านเป็นเถ้าแก่มาแล้วด้วย

ถ้าเป็นเรื่องฮาร์ดแวร์อิเล็กทรอนิกส์ล่ะก็... หลี่เหลยนับว่าเป็น 'อัจฉริยะภูธร' ที่เรียนรู้ด้วยตัวเองอย่างแท้จริง

หลับตาคลำยังรู้เลยว่าตัวเก็บประจุตัวไหนเป็นของห่วย แพรสายไฟเส้นไหนเป็นของย้อมแมว

ตอนที่อยู่เผิงเฉิงเมื่อปีที่แล้ว เสิ่นเฟิงยังชอบแวะไปกินเหล้ากับหลี่เหลยที่สลัมกลางเมืองในย่านไป๋สือโจวอยู่บ่อยๆ

ตอนนั้นหลี่เหลยยังมีความทะเยอทะยานอยากจะยิ่งใหญ่ในฮว๋าเฉียงเป่ยอยู่เลย ทั้งคู่มักจะไปนั่งเบียดกันอยู่ที่ร้านปิ้งย่างเล็กๆ กระดกเบียร์ถูกๆ พลางโม้เหม็นกันว่าในอนาคตจะโค่นพวกบริษัทใหญ่ๆ ให้ราบคาบยังไงบ้าง

แต่น่าเสียดาย... ที่ความจริงมันโหดร้ายเสมอ

เมื่อปีกว่าๆ ก่อน ตอนที่หลี่เหลยไปรับของ ดันโดนเถ้าแก่ขาใหญ่ของโรงงานเถื่อนหลอกขายสายไฟห่วยๆ จนสูญเงินไปตั้งสองแสนหยวน พอไปทวงถามความรับผิดชอบ กลับโดนกระทืบซะยับเยิน... แถมยังโดนเตะโด่งออกมาจากฮว๋าเฉียงเป่ยพร้อมกับกระเป๋าเดินทางเสื้อผ้าอีกต่างหาก

หลี่เหลยที่สิ้นหวังหมดกำลังใจ ก็ซมซานกลับมาบ้านเกิดที่ตำบลเกาหลินราวกับไก่ชนที่แพ้ราบคาบ

ตอนนี้ มันไปเช่าห้องแถวเล็กๆ ขนาดสิบตารางเมตรอยู่ข้างตลาดสดในตำบล เปิดร้านซ่อมเครื่องใช้ไฟฟ้าที่ร่อแร่เต็มทน วันๆ ก็คอยซ่อมทีวีเก่าๆ กับพัดลมพังๆ ให้ตาแก่ยายแก่ในตำบลเพื่อประทังชีวิตไปวันๆ

"หมอนี่แหละ!"

แววตาของเสิ่นเฟิงสว่างวาบ เขาอัดบุหรี่เข้าปอดเฮือกใหญ่ ก่อนจะกระทืบก้นบุหรี่ให้ดับ ล้วงมือถือออกมาเลื่อนหาเบอร์โทรศัพท์ที่ไม่ได้กดโทรออกเสียนาน แล้วกดโทรออกทันที

จบบทที่ บทที่ 8 - เพื่อนซี้วัยเด็ก... หลี่เหลย

คัดลอกลิงก์แล้ว