- หน้าแรก
- ระบบฟื้นฟูบ้านเกิด สร้างอุตสาหกรรมสะท้านโลกด้วยเงินวันละหยวน
- บทที่ 8 - เพื่อนซี้วัยเด็ก... หลี่เหลย
บทที่ 8 - เพื่อนซี้วัยเด็ก... หลี่เหลย
บทที่ 8 - เพื่อนซี้วัยเด็ก... หลี่เหลย
พอได้ยินราคาประเมิน เสิ่นเฟิงก็ไม่ได้ขมวดคิ้วเลยสักนิด
ค่ารีโนเวทห้องคลีนรูมสี่แสนห้า บวกกับค่าปรับปรุงพื้นที่โรงงานอีกแสนห้า เบ็ดเสร็จก็แค่หกแสนหยวน แลกกับการได้อาคารโรงงานสามหลัง กับห้องคลีนรูมขนาดพันห้าร้อยตารางเมตรมาครอบครอง
พื้นที่โรงงานรวมแล้วไม่ต่ำกว่าแปดพันตารางเมตร... ลองดีดลูกคิดดูแล้ว โคตรจะคุ้มเลยล่ะ
แล้วเงินหกแสนสำหรับเสิ่นเฟิงในตอนนี้น่ะเหรอ... มันจะเรียกเงินได้ยังไง?
ถ้าเทียบกับเงินรางวัลตอบแทนวันละแปดหมื่นหยวน มันก็เป็นแค่ 'Passive Income' ที่ได้มาเปล่าๆ ในเวลาไม่ถึงแปดวันด้วยซ้ำ!
แต่ถึงอย่างนั้น เสิ่นเฟิงก็ไม่ได้ตอบตกลงไปในทันที ในเมื่อตอนนี้เขาสวมบทบาทเป็นนักธุรกิจแล้ว เขาจะยอมจ่ายตามที่อีกฝ่ายเรียกมารวดเดียวได้ยังไง
ต่อให้เงินพวกนี้จะเป็นเงินฟรีที่ระบบประเคนมาให้ก็เถอะ แต่ถ้าเขายอมตกลงง่ายๆ คนอื่นคงมองเขาเป็นไอ้หน้าโง่ให้หลอกฟันแน่ๆ
"ห้าแสน!" พอเสิ่นเฟิงหั่นราคาลงไปหนึ่งแสนรวดเดียว วิศวกรหวังถึงกับยิ้มเจื่อน
"ประธานเสิ่น พวกเราไม่ได้กะจะฟันกำไรคุณเลยนะครับ ไอ้หกแสนเนี่ยมันราคาต่ำสุดๆ แล้วจริงๆ!"
"ห้าแสน ราคานี้ไม่น้อยแล้วนะ ในเมื่อพวกคุณบอกเองว่าโครงสร้างหลักของโรงงานไม่มีปัญหาอะไร พวกคุณก็แค่ต้องไปซื้ออุปกรณ์นิดหน่อย แล้วก็เอามาซ่อมๆ ปะๆ แค่นั้นเองไม่ใช่เหรอ!" เสิ่นเฟิงต่อรอง
สุดท้าย... หลังจากลับฝีปากต่อรองกันอยู่ครึ่งชั่วโมง ค่าซ่อมแซมก็ไปจบที่ห้าแสนหกหมื่นหยวน
เอาเข้าจริง ถ้าเสิ่นเฟิงอยากจะกดราคาลงอีกสักหมื่นสองหมื่น มันก็ทำได้แหละ แต่มันไม่จำเป็นเลย... เสียเวลาทำมาหากินเปล่าๆ
หลังจากนั้น ทั้งสองฝ่ายก็เซ็นสัญญา แล้วเสิ่นเฟิงก็โอนเงินมัดจำล่วงหน้าไปสามสิบเปอร์เซ็นต์
ตามสัญญาคือ... อีกครึ่งเดือนให้หลัง เมื่อตรวจรับมอบงานโรงงานเสร็จเรียบร้อย ถึงจะยอมจ่ายเงินส่วนที่เหลือให้
ทันทีที่เสียงแจ้งเตือนเงินเข้าบัญชีดังขึ้น
"วิศวกรหวัง ผมโอนเงินมัดจำให้แล้วนะ ข้อเรียกร้องของผมมีเพียงอย่างเดียว—" เสิ่นเฟิงกวาดสายตาคมกริบ ชี้นิ้วไปยังโรงงานร้างที่ดูซอมซ่อด้านหลัง น้ำเสียงหนักแน่นเด็ดขาด
"เรื่องเงิน... ผมไม่หักคุณแม้แต่แดงเดียว แต่เรื่องเวลา... อีกสิบห้าวันต้องเสร็จ ผมต้องการเห็นห้องคลีนรูมระดับคลาสแสนตามมาตรฐานของรัฐ ที่สะอาดเอี่ยมอ่อง สว่างไสว และทันสมัยสุดๆ!"
วิศวกรหวังจ้องมองเด็กหนุ่มตรงหน้าที่อายุยังน้อยนิด แต่กลับกล้ามาตั้งโรงงานอิเล็กทรอนิกส์ในนิคมอุตสาหกรรมร้างแห่งนี้
"ประธานเสิ่น คุณวางใจได้เลย! บริษัทรับเหมาเจียงหวยไม่มีทางทำให้คุณผิดหวังแน่!" วิศวกรหวังคว้าหมวกนิรภัยขึ้นมาสวม ก่อนจะหันไปตะโกนสั่งพวกลูกน้องที่กำลังเดินสำรวจอยู่ในโรงงานสุดเสียง
"ไม่ต้องดูแล้ว! โทรเรียกคนมาเลย! รถแบ็กโฮ รถไถ เครื่องขัดพื้น... บ่ายนี้ต้องขนเข้ามาให้หมด! คืนนี้เราลุยกันเลย!"
สิ้นเสียงสั่งการของวิศวกรหวัง... โรงงานอิเล็กทรอนิกส์ที่หลับไหลมาเนิ่นนาน ก็เริ่มกลับมามีชีวิตชีวาอีกครั้ง
สองวันต่อมา... ในที่สุดใบอนุญาตประกอบธุรกิจของบริษัทก็ออก
ในขณะเดียวกัน โครงการรีโนเวทโรงงานก็กำลังดำเนินไปอย่างดุเดือด
ท่ามกลางเสียงคำรามกระหึ่มของรถแบ็กโฮและเครื่องขัดพื้น เสิ่นเฟิงยืนอยู่กลางลานกว้างที่ฝุ่นฟุ้งตลบ มองดูรถบรรทุกขนเศษซากปรักหักพังออกไปทีละคันๆ และท่อกรองอากาศชุดใหม่เอี่ยมอ่องที่กำลังถูกทอยยกเข้าไปในโรงงานหมายเลขสองทีละท่อน
ปัญหาเรื่องฮาร์ดแวร์ ใช้เงินฟาดลงไปก็จัดการได้ในพริบตาเดียว... แต่เรื่องซอฟต์แวร์ล่ะ?
เครื่องจักรมันต้องใช้คนคุม สายการผลิตก็ต้องใช้คนบริหาร
โดยเฉพาะไอ้เครื่อง SMT ที่มีความแม่นยำสูงลิบลิ่วเนี่ย ถ้าให้มือใหม่ที่ไม่รู้เรื่องรู้ราวไปกดปุ่มมั่วๆ ล่ะก็... แค่ตั้งค่าพารามิเตอร์ผิดไปแค่มิลลิเมตรเดียว ชิปที่แปะออกมาก็กลายเป็นเศษขยะไปแล้ว ความเสียหายระดับนี้สามารถลากโรงงานให้เจ๊งบ๊งได้เลยนะ
ยังไม่ต้องพูดถึงเรื่องที่ต้องไปรับมือกับพวกซัพพลายเออร์ชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์ต้นน้ำอีก เรื่องแบบนี้... มันต้องใช้ 'มือเก๋า' ที่รู้ลึกรู้จริง เชี่ยวชาญเทคโนโลยี แถมยังต้องเจนจัดในกฎปลาใหญ่กินปลาเล็กของวงการอิเล็กทรอนิกส์มาคอยคุมบังเหียนเท่านั้นแหละ
จะไปดึงตัวคนจากฝั่งทะเลงั้นเหรอ?
อย่าว่าแต่เรื่องน้ำไกลดับไฟใกล้ไม่ได้เลย พวกวิศวกรที่รับเงินเดือนสูงลิบลิ่วพวกนั้นน่ะ... ไม่มีทางชายตามองดินแดนกันดารอย่างตำบลเกาหลินหรอก
เสิ่นเฟิงจุดบุหรี่ขึ้นสูบ มองควันสีขาวที่ลอยคละคลุ้งไปในอากาศ จู่ๆ ภาพของผู้ชายอ้วนตุ๊ต๊ะคนหนึ่งก็แวบเข้ามาในหัว... หลี่เหลย
หมอนั่นคือเพื่อนซี้สมัยเด็กที่แก้ผ้าอาบน้ำมาด้วยกันกับเสิ่นเฟิง
ไอ้หมอนี่มันเป็นพวกเกลียดการเรียนมาตั้งแต่เด็ก เรียนยังไม่ทันจบมอต้นก็ดรอปเรียน แล้วก็พุ่งหลาวเข้าไปร่วมขบวนแห่แรงงานอพยพลงใต้ไปแล้ว
ตลอดสิบกว่าปีมานี้ ชีวิตของหลี่เหลยในย่านฮว๋าเฉียงเป่ย เมืองเผิงเฉิง เรียกได้ว่าผ่านร้อนผ่านหนาว คลุกฝุ่นล้มลุกคลุกคลานมาสารพัด
มันเริ่มตั้งแต่การเป็นพนักงานแพ็กของกระจอกๆ บนสายพาน แล้วก็ไต่เต้าไปเป็นช่างซ่อมมือถือในตลาดอิเล็กทรอนิกส์ไซ่เก๋อ รับวาดแผงวงจร PCB รับปรับจูนเครื่อง SMT ของยามาฮ่ามือสอง... ถึงขนาดเคยเช่า 'แผงลอยเมตรเดียว' เปิดร้านเป็นเถ้าแก่มาแล้วด้วย
ถ้าเป็นเรื่องฮาร์ดแวร์อิเล็กทรอนิกส์ล่ะก็... หลี่เหลยนับว่าเป็น 'อัจฉริยะภูธร' ที่เรียนรู้ด้วยตัวเองอย่างแท้จริง
หลับตาคลำยังรู้เลยว่าตัวเก็บประจุตัวไหนเป็นของห่วย แพรสายไฟเส้นไหนเป็นของย้อมแมว
ตอนที่อยู่เผิงเฉิงเมื่อปีที่แล้ว เสิ่นเฟิงยังชอบแวะไปกินเหล้ากับหลี่เหลยที่สลัมกลางเมืองในย่านไป๋สือโจวอยู่บ่อยๆ
ตอนนั้นหลี่เหลยยังมีความทะเยอทะยานอยากจะยิ่งใหญ่ในฮว๋าเฉียงเป่ยอยู่เลย ทั้งคู่มักจะไปนั่งเบียดกันอยู่ที่ร้านปิ้งย่างเล็กๆ กระดกเบียร์ถูกๆ พลางโม้เหม็นกันว่าในอนาคตจะโค่นพวกบริษัทใหญ่ๆ ให้ราบคาบยังไงบ้าง
แต่น่าเสียดาย... ที่ความจริงมันโหดร้ายเสมอ
เมื่อปีกว่าๆ ก่อน ตอนที่หลี่เหลยไปรับของ ดันโดนเถ้าแก่ขาใหญ่ของโรงงานเถื่อนหลอกขายสายไฟห่วยๆ จนสูญเงินไปตั้งสองแสนหยวน พอไปทวงถามความรับผิดชอบ กลับโดนกระทืบซะยับเยิน... แถมยังโดนเตะโด่งออกมาจากฮว๋าเฉียงเป่ยพร้อมกับกระเป๋าเดินทางเสื้อผ้าอีกต่างหาก
หลี่เหลยที่สิ้นหวังหมดกำลังใจ ก็ซมซานกลับมาบ้านเกิดที่ตำบลเกาหลินราวกับไก่ชนที่แพ้ราบคาบ
ตอนนี้ มันไปเช่าห้องแถวเล็กๆ ขนาดสิบตารางเมตรอยู่ข้างตลาดสดในตำบล เปิดร้านซ่อมเครื่องใช้ไฟฟ้าที่ร่อแร่เต็มทน วันๆ ก็คอยซ่อมทีวีเก่าๆ กับพัดลมพังๆ ให้ตาแก่ยายแก่ในตำบลเพื่อประทังชีวิตไปวันๆ
"หมอนี่แหละ!"
แววตาของเสิ่นเฟิงสว่างวาบ เขาอัดบุหรี่เข้าปอดเฮือกใหญ่ ก่อนจะกระทืบก้นบุหรี่ให้ดับ ล้วงมือถือออกมาเลื่อนหาเบอร์โทรศัพท์ที่ไม่ได้กดโทรออกเสียนาน แล้วกดโทรออกทันที