- หน้าแรก
- ป่วนยุคชิงฉบับโฮสต์ระบบ ขอเกษียณอย่างสงบไม่ได้หรือไง
- บทที่ 406 เมื่อกลับมาถึงจวน
บทที่ 406 เมื่อกลับมาถึงจวน
บทที่ 406 เมื่อกลับมาถึงจวน
บทที่ 406 เมื่อกลับมาถึงจวน
นางสั่งให้คนพาลูกๆ กลับไปยังเรือนพัก ซูเหยาเรียกหลานซิงมาซักถาม "สถานการณ์ในวังเป็นอย่างไรบ้าง?"
"เรียนนายหญิง พระสนมอูหย่าซื่อได้ยินมาว่าองค์ชายสามถูกกักบริเวณ ทั้งท่านอ๋องหย่งยังทรงเป็นที่โปรดปรานของฮ่องเต้อย่างมาก ความคิดของนางจึงเริ่มพลุ่งพล่านขึ้นมาอีกครั้ง หวังจะสานสัมพันธ์กับท่านอ๋องหย่งให้กลับมาดีดังเดิม เพื่อให้ท่านอ๋องช่วยกราบทูลฮ่องเต้ ฟื้นฟูตำแหน่งนายหญิงแห่งตำหนักหย่งเหอคืนมาเจ้าค่ะ"
ซูเหยาแค่นเสียงเย็นชาอย่างดูแคลน "แผนการของอูหย่าซื่อช่างยอดเยี่ยมยิ่งนัก ทว่ามันสายไปเสียแล้ว"
อิ้นเจินตัดใจจากอูหย่าซื่อมานานแล้ว การที่เขายังคงส่งของไปยังตำหนักหย่งเหอเป็นครั้งคราวในช่วงหลายปีมานี้ เป็นเพียงการแสดงความกตัญญูต่อหน้าฮ่องเต้คังซีเท่านั้น
สิ่งใดที่สูญเสียไปแล้ว ย่อมไม่มีวันได้กลับคืนมา
"สั่งการลงไปให้จับตาดูอูหย่าซื่อให้ดี อย่าให้นางส่งสิ่งใดออกมาได้ ตอนนี้ท่านอ๋องหย่งกำลังอยู่ในช่วงเวลาสำคัญ อย่าปล่อยให้นางมาก่อเรื่องวุ่นวายเด็ดขาด"
ขณะที่ซูเหยาพูด นางก็นึกขึ้นได้ว่าเพราะอูหย่าซื่อและองค์ชายแปดหมดความโปรดปรานจากฮ่องเต้คังซี องค์ชายสิบสี่จึงถูกฮ่องเต้ชิงชังไปด้วย และถูกส่งตัวไปยังมุกเดนเพื่อควบคุมการซ่อมแซมพระราชวังเก่า นางจึงกล่าวเสริมว่า "จับตาดูองค์ชายสิบสี่ไว้ด้วย หากเขามีการติดต่อกับองค์ชายแปดอีก ให้สกัดกั้นไว้ก่อนแล้วนำมาให้ข้า"
"เจ้าค่ะ"
ตั้งแต่วันนั้นเป็นต้นมา ซูเหยาก็เริ่มพาหงซวี่เข้าวังทุกวันเพื่อคอยดูแลไท่เฟยในช่วงที่ทรงประชวร
เนื่องจากฮ่องเต้คังซีมิได้มีรับสั่งถึงหงเซวียน ซูเหยาจึงไม่ได้พานางไปด้วย ด้วยเกรงว่าเด็กน้อยจะเบื่อหน่ายเมื่อต้องอยู่แต่ในจวนเพียงลำพัง และห่วงว่าอาจจะเกิดอันตรายขึ้นในขณะที่นางไม่อยู่ นางจึงให้หลานซิงและตงชิงพาหงเซวียนไปส่งที่คฤหาสน์โยวหราน พร้อมทั้งพาสโนว์บอลกับร้อยบารมีไปเป็นเพื่อนเล่นกับหงเซวียนด้วย
ไท่เฟยมีพระชนมายุกว่าเจ็ดสิบพรรษา ทรงใช้ชีวิตอย่างสุขสบายในวังหลวงจึงขาดการออกกำลังกาย ประกอบกับพระชนมายุที่มากขึ้นและพระทนต์ที่ร่วงโรย ทำให้พระองค์เสวยพระกระยาหารได้น้อยลงทุกที
นับตั้งแต่หวงกุ้ยเฟยซูฮุ่ยสิ้นพระชนม์ ไท่เฟยก็จมอยู่กับความเศร้าโศก พระวรกายจึงยิ่งอ่อนแอลง เพียงแค่ละเลยการดูแลเพียงนิดก็ประชวรได้ง่าย
ซูเหยารู้สึกสงสารผู้อาวุโสที่สูงศักดิ์ที่สุดแห่งต้าชิงพระองค์นี้ นางจึงมักจะทำของว่างสดใหม่สองสามอย่างไปถวายไท่เฟยที่ห้องเครื่องของตำหนักหนิงโส่วเป็นครั้งคราว
แน่นอนว่านางไม่ได้ผสมน้ำพุวิญญาณลงไป นั่นเป็นความลับของนาง
ทว่าแม้จะไม่ได้ใส่น้ำพุวิญญาณ อาหารที่รังสรรค์จากฝีมือของนางก็ยังถูกพระโอษฐ์ของไท่เฟยมากกว่าพระกระยาหารจำเจที่ห้องเครื่องหลวงทำถวายอยู่ดี
เมื่อมีหงซวี่คอยสร้างความสำราญพระทัย และมีอาหารของซูเหยาช่วยกระตุ้นความอยากพระกระยาหาร ประกอบกับเทียบยาจากหมอหลวง พระพลานามัยของไท่เฟยก็ค่อยๆ ดีขึ้นตามลำดับ
จนกระทั่งถึงวันที่ยี่สิบสี่เดือนสี่ พระพลานามัยของไท่เฟยก็กลับมาเป็นปกติ ฮ่องเต้คังซีจึงทรงมีพระเมตตา อนุญาตให้ซูเหยาและหงซวี่ไม่ต้องเข้าวังทุกวันอีกต่อไป
ด้วยความดีความชอบในการถวายการดูแลพระอาการประชวร ซูเหยาและหงซวี่จึงได้รับพระราชทานรางวัลกองโตอีกครั้ง
วันพรุ่งนี้เป็นวันประกาศผลการสอบเตี้ยนซื่อ แม้จะได้ยินจากน้องชายทั้งสองว่าการสอบผ่านในครั้งนี้น่าจะแน่นอนแล้ว แต่ซูเหยาก็ยังหวังให้พวกเขาสอบได้อันดับต้นๆ
อย่างไรเสีย ด้วยผลงานอันโดดเด่นของพี่ใหญ่และพี่รองที่ทำไว้ก่อนหน้า ผลการสอบเตี้ยนซื่อของเฟิงเซิงและมู่จินจึงเป็นที่จับตามองของบรรดาขุนนางที่มีบุตรสาวถึงวัยออกเรือน
ทั้งสองเก่งกาจทั้งบุ๋นและบู๊ รูปลักษณ์สง่างาม มาจากครอบครัวที่ซื่อสัตย์สุจริต และตระกูลก็กำลังเจริญรุ่งเรือง ยิ่งไปกว่านั้น พวกเขายังมีพี่สาวที่เป็นถึงพระชายาของท่านอ๋องหย่งและเป็นที่โปรดปรานอย่างยิ่ง แล้วในเมืองหลวงนี้จะมีผู้ใดเล่าที่ไม่อยากแต่งเข้าตระกูลหนิ่วฮู่ลู่?
ในเมื่อท่านอ๋องหย่งถือเป็นตัวเก็งสำหรับตำแหน่งรัชทายาทในสายตาขุนนางหลายคน ขุนนางที่ต้องการผูกมิตรกับเขา แต่ไม่สามารถส่งคนเข้าไปในจวนอ๋องหย่งได้โดยตรง จึงต้องหาเส้นทางอื่น นั่นคือการแต่งเข้าตระกูลหนิ่วฮู่ลู่
พูดตามตรง เฟิงเซิงและมู่จินนั้นมีความโดดเด่นในตัวเองอยู่แล้ว และด้วยชื่อเสียงอันดีงามของตระกูล ต่อให้ไม่ต้องพึ่งพาความเกี่ยวพันกับจวนอ๋องหย่ง บรรดาขุนนางที่รักและทะนุถนอมบุตรสาวก็ยังอยากจะให้พวกนางแต่งเข้าตระกูลหนิ่วฮู่ลู่อยู่ดี
ตั้งแต่เมื่อปีที่แล้ว ตอนที่เฟิงเซิงและมู่จินสอบผ่านการสอบเตี้ยนซื่อฝ่ายบู๊และคว้าตำแหน่งอู่จ้วงหยวนมาได้ เมื่อใดก็ตามที่พวกเขาไปร่วมงานเลี้ยง บรรดาสตรีในตระกูลหนิ่วฮู่ลู่ รวมถึงตัวซูเหยาเอง มักจะถูกผู้คนเข้ามาทาบทามและพยายามสอบถามเรื่องการแต่งงานของบุรุษทั้งสองอยู่เสมอ
ทว่าเฟิงเซิงและมู่จินต่างมุ่งมั่นเพียงแค่การทำผลงานให้ดีในการสอบเตี้ยนซื่อฝ่ายบุ๋น ยังไม่มีกะจิตกะใจจะคิดเรื่องความรัก พวกเขาจึงประกาศออกไปว่าจะพิจารณาเรื่องแต่งงานก็ต่อเมื่อผลการสอบเตี้ยนซื่อประกาศออกมาแล้วเท่านั้น