- หน้าแรก
- คู่มือเอาตัวรอดของฮูหยินเอก
- บทที่ 13 หญิงสาวแห่งตระกูลจู
บทที่ 13 หญิงสาวแห่งตระกูลจู
บทที่ 13 หญิงสาวแห่งตระกูลจู
ชุยจิงจ้าวคิดว่า แม่ครัวต้องนำเรื่องนี้ไปรายงานนายแห่งจวนเสิ่นแน่นอน เสิ่นเหล่าฟูเหรินอายุมากเพียงนั้นแล้ว ไม่รู้ว่ายังมีใจคิดผูกสัมพันธ์อันดีอยู่หรือไม่ จะว่าไปเสิ่นซานหลางนับว่าเป็นผู้มีความสามารถที่หาได้ยากในคนรุ่นหนุ่ม เพียงแต่สถานการณ์ของเขา...
เขาคิดเช่นนี้ สหายเก่าของเขาก็กำลังครุ่นคิดเรื่องเดียวกัน ทั้งสองต่างคิดว่าจวนเสิ่นคงต้องหารือกันอีกนาน บางทีอาจมาหาถึงที่ในวันมะรืน แต่ยังไม่ทันผ่านไปนาน บ่าวรับใช้ก็เข้ามารายงานว่า ทางจวนเสิ่นส่งนามบัตรมาถึงเรือนเฝ้าประตูแล้ว
“เอ๊ะ?” ชุยจิงจ้าวประหลาดใจอยู่บ้าง เขาครุ่นคิดอย่างละเอียดในใจ ก่อนคาดเดาว่า “คงเป็นคุณหนูน้อยที่เสิ่นต้าเย่ทิ้งไว้”
แม้จะไม่มีความสัมพันธ์ส่วนตัวกับจวนเสิ่น แต่ในเมืองหลวงหากเอ่ยถึงตระกูลเสิ่น ผู้ใดจะไม่กล่าวชื่นชมเรื่องความภักดีและคุณธรรม ดังนั้นเขาจึงมีความประทับใจต่อทายาทผู้ซื่อสัตย์ของตระกูลเสิ่นอยู่ไม่น้อย
ชุยจิงจ้าวไม่มีบุตรสาว ภรรยาเฒ่าออกหน้ารับรองก็ชวนกระอักกระอ่วน ได้แต่ให้หลานสาวที่สหายเก่าเหยียนหงเจิ้งพามาช่วยต้อนรับแทนชั่วคราว
เหยียนหงเจิ้ง ปรมาจารย์แห่งวงวรรณกรรม ใครก็ตามที่เป็นผู้ศึกษาเล่าเรียน ล้วนไม่มีผู้ใดไม่รู้จักชื่อของเขา เพียงแต่ช่วงวัยหนุ่มเขาลาออกจากตำแหน่งราชการ เอาแต่เที่ยวกินดื่มเสพสุข บัดนี้อายุมากแล้ว จึงค่อยปักหลักอยู่ในเมืองหลวง ไม่ออกท่องไปทั่วหล้าอีก
นิสัยของเขาสบาย ๆ และเกียจคร้าน หลายปีมานี้จึงให้หลานสาวเหยียนชีเหนียงติดตามอยู่ข้างกาย ทำหน้าที่จดบันทึก ถ้อยความความคิดอ่านและบทกวีที่สั่งสมมาหลายปี
ตอนจูหมิงหลีพาคนมาถึงจวนชุย เหยียนชีเหนียงยังคงจัดระเบียบบันทึกที่เขียนไว้เมื่อวานอยู่
ทั้งสองฝ่ายเมื่อพบหน้ากันต่างก็ชะงักไปครู่หนึ่ง เหยียนชีเหนียงคิดว่าคนที่มาคือคุณหนูน้อยแห่งเรือนใหญ่ตระกูลเสิ่น ส่วนจูหมิงหลีกลับคิดว่าคนที่จะออกมาต้อนรับนางคงเป็นเหล่าฟูเหรินผู้หนึ่ง
เหยียนชีเหนียงลุกขึ้นมาต้อนรับ จูหมิงหลีจึงพบอย่างประหลาดใจว่า ดวงตาของเหนียงจื่อผู้นี้ไร้ประกายอย่างยิ่ง ที่แท้สายตาสั้นหนักมาก กิริยาท่าทางของนางเป็นความสง่างามที่มีเพียงบุตรสาวสายตรงของตระกูลใหญ่ผู้ได้รับการอบรมอย่างเต็มกำลังเท่านั้นจึงจะมีได้ ทุกอิริยาบถเปิดเผยและเป็นธรรมชาติ หลังพูดคุยกันไม่กี่ประโยค ทั้งสองก็เข้าใจฐานะของอีกฝ่าย
เหยียนชีเหนียงยิ้มให้จูหมิงหลี เชิญให้นางนั่งจิบชาไปก่อน ส่วนตนจะกลับมาในไม่ช้า
จูหมิงหลีมองน้ำชาที่ใส่เครื่องปรุงหลากชนิดจนเต็มถ้วย นางไม่มีทางพลาดเป็นครั้งที่สองเด็ดขาด อีกด้านหนึ่ง เหยียนชีเหนียงเดินไปหาท่านปู่ด้วยสีหน้าโมโห เพียงไม่กี่ประโยคก็เล่าเรื่องราวทั้งหมดจบ ทั้งสองจึงนึกขึ้นได้ว่า เสิ่นซานหลางแต่งภรรยาแล้วจริงๆอีกฝ่ายเป็นลูกหลานตระกูลจู
ท่านปู่ของจูหมิงหลีและเหยียนหงเจิ้งต่างก็เป็นบุคคลมีชื่อเสียงในวงวรรณกรรม ย่อมรู้จักกัน เพียงแต่ความสัมพันธ์ธรรมดาเท่านั้น เพราะทั้งคู่ต่างเป็นคนที่เที่ยวไปทั่วทุกสารทิศ
แต่เรื่องนี้ไม่ได้ขัดขวางให้เขาตบต้นขาแล้วกล่าวว่า “ที่แท้ก็คุณหนูน้อยตระกูลจู เช่นนี้นับไปนับมา ก็ถือเป็นลูกหลานข้าได้เช่นกัน” จะนับอย่างไรนั้นไม่สำคัญ เมืองฉางอันเป็นสถานที่ที่ขว้างก้อนอิฐไปก็โดนขุนนางเจ็ดคน ญาติของเจ้า ศิษย์ของข้า อย่างไรก็โยงสัมพันธ์กันได้ ยิ่งไม่ต้องพูดถึงว่าเหยียนหงเจิ้งเดิมทีก็รู้จักท่านปู่ของจูหมิงหลีอยู่แล้ว
เมื่อเป็นลูกหลานของคนรู้จัก เช่นนั้นก็ไม่มีอะไรต้องหลีกเลี่ยง อีกทั้งยุคนี้เรื่องต้องห้ามก็มีไม่มาก งานเลี้ยงดื่มสุราที่ชายหญิง เด็กผู้ใหญ่ สูงศักดิ์หรือต่ำต้อยนั่งปะปนกันยังมีเลย การที่คนรุ่นเยาว์เช่นนี้มาหา ก็ทำตัวตามสบายเถิด
ก่อนจูหมิงหลีจะมา นางได้ถามเสิ่นหลิงอี๋เกี่ยวกับสถานการณ์ของจวนข้างเคียงไว้แล้ว เรื่องที่ชุยจิงจ้าวกับเหยียนหงเจิ้งเป็นสหายสนิทนั้น ชาวเมืองฉางอันล้วนรู้กันดี ดังนั้นจูหมิงหลีและเสิ่นหลิงอี๋จึงเดาว่า หนึ่งในสองคนนี้ต้องเป็นเหยียนหงเจิ้ง
เมื่อทั้งสองมาถึงห้องโถงด้านหน้า จูหมิงหลีก็มองแวบเดียวก็แยกทั้งสองออกได้
บนตัวชุยจิงจ้าวมีความน่าเกรงขามเฉพาะตัวของขุนนางชั้นสูง กล่าวง่าย ๆ ก็คือ มีกลิ่นอายขุนนางฝังลึกไปทั้งตัว ส่วนเหยียนหงเจิ้งกลับมีความสบายอารมณ์แบบ “บัณฑิตผู้สูงส่งย่อมมีเสน่ห์ในตนเอง” เขายิ้มแย้มอารมณ์ดี
จูหมิงหลีคารวะทั้งสองตามลำดับ ต่อหน้าบุคคลมีชื่อเสียงที่ชาวเมืองฉางอันผู้ศึกษาเล่าเรียนล้วนใฝ่ฝันจะได้พบ นางกลับวางตัวได้อย่างไม่ถ่อมตนและไม่หยิ่งผยอง “ข้ามาเยือนโดยพลการ รบกวนทั้งสองท่านแล้วจริง ๆ”
ชุยจิงจ้าวยังไม่ทันเอ่ยปาก เหยียนหงเจิ้งก็โบกมือใหญ่ทันที “ไม่ต้องมากพิธี ตอนเจ้ายังเล็ก ข้ายังเคยอุ้มเจ้าอยู่เลย” จูหมิงหลีเงยหน้ามองเขาด้วยความสงสัย เขาจึงรีบเปลี่ยนคำพูด “อุ้มพี่ชายของหลางจวินในจวนเจ้าน่ะ” เสิ่นต้าเย่เขาเคยอุ้มจริง ๆ ต่อมาจึงเดินทางไปหลิ่งหนาน เลยไม่ได้ทันช่วงวัยเด็กของจูหมิงหลี
จูหมิงหลีนิ่งเงียบไปครู่หนึ่ง ก่อนเปลี่ยนหัวข้อสนทนา “ท่านชุยกับท่านเหยียนสนใจวิธีทำขนมหวาน ส่วนข้าก็อยากรู้ความคิดเห็นของทั้งสองท่านเช่นกัน จึงนำขนมบางส่วนมาเยือนถึงจวน หวังว่าทั้งสองท่านจะช่วยชี้แนะได้บ้าง”
ในหมู่ชนชั้นสูง คนที่ชอบกินดื่มเที่ยวเล่นมีไม่น้อย แต่คนที่ชอบศึกษาและครุ่นคิดเรื่องอาหารกลับมีไม่มาก โดยเฉพาะคุณหนูน้อยอย่างจูหมิงหลีที่ลงมือทำเองและคิดค้นวิธีขึ้นมาเอง
เหยียนหงเจิ้งเกิดความสนใจ จึงเดินเข้ามาช้า ๆ จูหมิงหลีเปิดกล่องอาหารออก บนถาดจัดวางขนมเค้กและขนมปังชิ้นเล็กหลายชนิดอย่างประณีต ยุคนี้มีขนมที่รูปร่างคล้ายเค้กอยู่บ้าง แต่ล้วนเป็นขนมนึ่ง คล้ายขนมฟูหรือข้าวนึ่งของยุคปัจจุบัน ไม่เหมือนเค้กอบ
ยังไม่ต้องพูดถึงรสชาติ เพียงดูจากภายนอก เนื้อในของเค้กเป็นสีเหลืองนม ด้านนอกมีสีเหลืองทองอ่อน เพียงสีสันเช่นนี้ก็นับว่าแปลกใหม่พอแล้ว
เค้กถูกทำเสร็จตั้งแต่หลายวันก่อน ดังนั้นจึงมีรูปแบบหลากหลายกว่าเดิม มีทั้งเค้กธรรมดา แบบทาแยม แบบไส้ผลไม้ แบบทาครีม แล้วก็แบบผสมทั้งหวานและเค็มอย่างขนมปังหมูหย็องชิ้นเล็ก ซึ่งในยุคหลังได้รับความนิยมอย่างมาก ไม่รู้ว่าในยุคนี้ผู้คนจะยอมรับได้เพียงใด
ครีมกับแยมล้วนเป็นเครื่องปรุงที่พบได้ทั่วไป แต่หมูหย็องกับสาหร่ายกลับหาได้ไม่บ่อย ทั้งสองอย่างต้องผ่านการอบ มีเพียงที่จูหมิงหลีเท่านั้นที่มี ถือเป็นของเฉพาะตัวโดยแท้
ขนมปังเพิ่งทำสำเร็จในวันนี้ ยังไม่ทันได้ใส่เครื่องต่าง ๆ ลงไป แต่จูหมิงหลีก็มีความคิดมากมายแล้ว ทั้งขนมปังม้วนหมูหย็องสลัดแฮมหั่นเต๋าแบบโบราณ ขนมปังไข่แดงเค็ม ขนมปังไส้ถั่วแดง ขนมปังน้ำผึ้ง ขนมปังกระเทียม...
จูหมิงหลียกมือทำท่าเชื้อเชิญ เหยียนหงเจิ้งจึงหยิบตะเกียบขึ้นมาชิมอย่างเปิดเผยตรงไปตรงมา
เขาเริ่มจากชิมเค้กชิ้นเล็กธรรมดาที่ง่ายที่สุดก่อน เพียงคำเดียวก็ทำให้ตื่นตะลึงอย่างยิ่ง นุ่มฟูและเหนียวนุ่มกว่าขนมนึ่ง อีกทั้งยังหอมกลิ่นนมเต็มเปี่ยม แต่กลับไม่มีคาวเลย ราวกับกำลังกินก้อนเมฆรสหวาน เหยียนหงเจิ้งพยักหน้าขึ้นลงแรง ๆ “อืม!”
เขาใช้ศอกกระทุ้งสหาย “เจ้าลองดูสิ”
ชุยจิงจ้าวมีนิสัยไม่เหมือนเขา เป็นคนจริงจังเคร่งขรึม ได้ยินดังนั้นจึงพยักหน้าให้จูหมิงหลีอย่างสุภาพก่อนค่อยลงมือ ชิมเพียงคำเดียวก็ให้ความเห็นว่า “ทั้งสี กลิ่น และรสชาติ ล้วนแปลกใหม่”
เวลานี้เหยียนหงเจิ้งชิมทั้งแบบแยมและแบบครีมหมดแล้ว แรงพยักหน้าของเขายิ่งมากขึ้นเรื่อย ๆ สุดท้ายก็มาถึงขนมปังหมูหย็องชิ้นเล็ก
จูหมิงหลีมองเขาด้วยความคาดหวังปนกังวล ทันทีที่เข้าปาก คราวนี้เขาไม่ได้ร้อง “อืม!” อีก