- หน้าแรก
- คู่มือเอาตัวรอดของฮูหยินเอก
- บทที่ 11 โรงขนมอบแห่งฮูหยินสาม
บทที่ 11 โรงขนมอบแห่งฮูหยินสาม
บทที่ 11 โรงขนมอบแห่งฮูหยินสาม
อีกด้านหนึ่ง จูหมิงหลีพาสาวใช้ตัวน้อยเริ่มต้นจากการอบขนมขั้นพื้นฐานที่สุด พร้อมทั้งทดลองและบันทึกเวลาการอบที่ดีที่สุด ขนมที่ออกมาแห้งเกินไปหรือชื้นเกินไปล้วนใช้ไม่ได้
รายการจัดซื้อก็ต้องส่งออกไปด้วย ต้องหาพ่อค้าชาวหูเพื่อซื้อนมและผลิตภัณฑ์จากนม หาพ่อค้าทางใต้เพื่อซื้อสาหร่ายทะเล อีกทั้งยังต้องส่งคนไปคุยกับคนขายหมู ว่าจะสามารถตอนหมูตัวผู้ได้หรือไม่
ในยุคนี้เทคนิคตอนหมูยังไม่ได้แพร่หลายเต็มที่ ช่างฝีมือหายาก อาศัยเพียงการสืบทอดกันมาเท่านั้น ดังนั้นเนื้อหมูส่วนใหญ่จึงมาจากหมูที่ไม่ได้ตอน กลิ่นสาบคาวรุนแรงจนแทบทนไม่ได้
ยิ่งไปกว่านั้น อาหารผัดก็ยังไม่ถือกำเนิด เนื้อหมูมันเยิ้มที่นึ่งออกมาพร้อมน้ำมันและกลิ่นคาว หากจะได้รับความนิยมก็คงแปลกแล้ว
แต่ก็ใช่ว่าทุกคนจะไม่ชอบกินหมู ยังมีคนที่ชอบรสชาติแบบนี้อยู่ ดังนั้นเนื้อหมูจึงไม่ได้หาซื้อยาก ซูตงพัวเคยกล่าวไว้ว่า “หมูที่หวงโจวดีเยี่ยม ราคาถูกยิ่งกว่าดินโคลน คนร่ำรวยไม่ยอมกิน คนยากจนกลับทำไม่เป็น” นับว่าน่าเสียดายวัตถุดิบจริง ๆ
เมื่อหาหมูตัวผู้ที่ผ่านการตอนไม่ได้ ก็ทำได้เพียงจัดการเนื้อหมูให้ดี หลีกเลี่ยงกลิ่นสาบคาวให้มากที่สุด อย่างเช่นหมูหย็อง ความทรงจำในวัยเด็กนี้ เมื่อผ่านการอบจนฟูเบา ก็ช่วยลดกลิ่นคาวของเนื้อได้อย่างมาก แม้แต่เด็กเล็กที่ลิ้นไวต่อรสก็ยังชอบกิน เพียงเท่านี้ก็พอพิสูจน์เสน่ห์ของมันได้แล้ว
แม้ในยุคหลังจะพบเห็นได้ทั่วไป แต่มีคำกล่าวว่าเพิ่งถูกคิดค้นขึ้นในช่วงปลายราชวงศ์ชิง ส่วนในยุคที่จูหมิงหลีอยู่ ทุกวันนี้ยังไม่มีแม้แต่เงา พ่อค้าชาวหูเล่นกับผลิตภัณฑ์จากนมจนแตกแขนงสารพัดรูปแบบแล้ว ครีม เนย และชีสที่จูหมิงหลีต้องการ เพียงอธิบายเล็กน้อย อีกฝ่ายก็สามารถนำสินค้าออกมาได้ ต่อให้หาไม่ได้ก็ไม่เป็นไร จูหมิงหลีก็ทำเองได้
อย่างเช่นนมเข้มข้นที่แยกตัวออกมาก่อนหลังการแช่เย็น นั่นไม่ใช่นมเข้มข้นแบบที่ร้านชานมยุคใหม่ขาดไม่ได้หรอกหรือ? นางทุ่มตัวอยู่ในโรงขนมอบเล็ก ๆ แห่งนั้นอย่างเต็มที่
หากผู้ดูแลคนใดอยากหาตัวนาง เพียงเดินไปยังเรือนนั้น ก็จับตัวคนได้แน่นอน แล้วทุกคนก็เดินออกมาพร้อมกลิ่นหอมหวานเข้มข้นติดตัว เพียงกลิ่นของของหวานก็เพียงพอจะทำให้ผู้คนอารมณ์ดีได้แล้ว แบบนี้ดีกว่าเครื่องหอมราคาแพงลิบลิ่วเสียอีก ช่วงนี้แม้แต่ความฝันของสาวใช้ตัวน้อยยังทั้งหวานทั้งนุ่มละมุน
ผู้ที่ชอบเดินเล่นตามถนนของกินย่อมรู้ดีว่า กลิ่นที่ยั่วยวนและติดทนนานที่สุด นอกจากเต้าหู้เหม็นทอดน้ำมันเดือดพล่าน ก็คือกลิ่นจากร้านขนมหวานที่กำลังอบอยู่
จวนเสิ่นกว้างใหญ่ ระยะห่างระหว่างเรือนก็ไกล แม้จะเป็นเช่นนี้ เสิ่นหลิงอี๋ที่กำลังเดินเล่นในสวนยามบ่ายก็ยังถูกกลิ่นล่อลวงมาถึงที่นี่ จูหมิงหลีกำลังอินสุด ๆ
ช่วงนี้ของใหม่ออกจากเตาแทบทุกวัน แค่ชิมก็ทำให้นางอิ่มจนแทบไม่ไหวแล้ว
“ท่านอาสะใภ้เจ้าคะ?” เสิ่นหลิงอี๋โผล่ศีรษะเข้ามาอย่างระมัดระวัง
ด้านหลังนาง สาวใช้ตัวน้อยกำลังกระซิบกระซาบ พลางกลืนน้ำลายอึก ๆ จูหมิงหลีหันมาเห็นนาง ก็ไม่เกรงใจ รีบดึงตัวเข้ามาในทันที “เร็ว ๆ ๆ ชิมหน่อย ให้ความเห็นข้าที”
เสิ่นหลิงอี๋ยังไม่ทันถามอะไร ริมฝีปากก็ถูกส่งทาร์ตไข่อุ่นนุ่มเข้ามาแล้ว กลิ่นหอมอบอวล
เพียงฟันแตะลงไป ชั้นแป้งกรอบด้านนอกก็ร่วงกรุย ๆ ไส้ด้านในยังสั่นดึ๋งอยู่ ลื่นนุ่มจนละลายเป็นกลิ่นนมหอมเข้มบนปลายลิ้น ทุกคำพูดของเสิ่นหลิงอี๋ถูกกลืนกลับลงไปหมด
นางมองจูหมิงหลีอย่างตกตะลึง ดวงตาเต็มไปด้วยความยินดีจากการได้กินของหวาน
ทาร์ตไข่สมแล้วที่เป็นขนมคลาสสิก จัดการหัวใจเด็กสาวได้อยู่หมัดในคำเดียว
“อร่อยยิ่งกว่าขนมมังกรหงส์ผลึกของร้านขนมที่ดีที่สุดในเมืองหลวงเสียอีก!”
นางมอบคำชื่นชมสูงสุดให้ทันที ใช่ว่าเสิ่นหลิงอี๋ไม่เคยกินของดี เพียงแต่ร้านขนมชื่อดังมักต้องต่อแถวรอเสมอ กว่าบ่าวหรือสาวใช้จะซื้อกลับมาถึงมือ นานจนขนมเย็นไปแล้ว ไม่มีแรงกระแทกจากกลิ่นหอมสดใหม่อีกต่อไป
ช่วงนี้ทุกคนต่างสงสัยว่าที่นี่กำลังทำอะไรกันอยู่ วันนี้ในที่สุดก็เข้าใจ และผลลัพธ์ยังเกินคาดเสียด้วย! หลังรีบกลืนอีกครึ่งคำลงไป นางจึงเอ่ยถามด้วยดวงตาเปล่งประกาย
“นี่เป็นสูตรขนมจากเจียงหนานหรือเจ้าคะ?”
จูหมิงหลีกล่าวว่า “จะว่าอย่างนั้นก็ได้กระมัง”
หากล่องเรือลงใต้ไปจนถึงโปรตุเกส ก็นับว่าเป็นเจียงหนานอยู่ล่ะนะ เสิ่นหลิงอี๋รับทาร์ตไข่อีกครึ่งจากมือจูหมิงหลี ความอยากกินร้องระงมอยู่ในท้อง แต่ก็เขินเกินกว่าจะยัดเข้าปากจนหมดต่อหน้าอีกฝ่าย
จึงรีบเปลี่ยนเรื่องถามว่า “ทั้งนุ่มทั้งกินง่าย เด็กผู้ใหญ่ล้วนกินได้ ไม่ทราบว่าท่านอาสะใภ้ยังเหลืออีกหรือไม่ ข้าอยากนำไปให้ท่านย่าชิมด้วยเจ้าค่ะ”
เดิมทีจูหมิงหลีอยากบอกว่าผู้สูงวัยกินหวานมากไม่ค่อยดี แต่พอนึกถึงคนแก่ยุคหลังที่ชอบดื่มนมเปรี้ยวหวาน ๆ ขึ้นมา อายุปูนนี้แล้ว อยากกินอะไรก็กินเถอะ จูหมิงหลีชื่นชมความใส่ใจของเสิ่นหลิงอี๋ จึงให้แม่ครัวตัวน้อยนำชุดที่เพิ่งออกจากเตาใส่กล่องอาหาร
“ข้าจะให้คนไปส่ง ดูก่อนว่าท่านแม่จะชอบรสหรือไม่”
“ข้าไปส่งเองเถิด พอดีข้าว่างอยู่”
เสิ่นหลิงอี๋รีบรับไปทันที ในที่สุดก็เผยความสดใสร่าเริงอย่างเด็กสาวออกมา
“เยอะขนาดนี้เลย! ดีจริง ๆ!”
หากท่านย่าไม่กิน เช่นนั้นนางก็ได้แบ่งเยอะเลย… อ๊ะ จะคิดเช่นนี้ได้อย่างไรกัน
ช่างเป็นเด็กสาวไร้เดียงสาน่าเอ็นดูจริงๆ จูหมิงหลีอดตบไหล่นางเบา ๆไม่ได้ ไม่เป็นไร ต่อไปคงไม่มีทางปล่อยให้นางว่างแล้ว สิ่งที่นางอยากทำมีมากมาย ตอนนี้กำลังขาดคนพอดี
วัฒนธรรมขนมหวานในยุคนี้ไม่ได้ล้าหลังเลย
ทาร์ตไข่ใช้วัตถุดิบเรียบง่าย รสชาติก็ไม่ได้แปลกใหม่มากนัก จึงไม่ต้องกลัวตลาดไม่ตอบรับ
แต่จูหมิงหลีไม่มีทางพอใจเพียงเท่านี้ ในเมื่อเตาอบแบบง่าย ๆ ก็ทำขึ้นมาแล้ว หากไม่ทำขนมสักหลายสิบหรือเป็นร้อยชนิด ก็เสียทีที่เกิดมาแล้ว การอบขนมปังเป็นงานใช้เทคนิค ทั้งความชื้น อุณหภูมิ และขนาดของก้อนแป้งล้วนสำคัญ
จูหมิงหลีทำสมุดเล่มเล็กขึ้นมาเอง อบหนึ่งครั้งก็จดข้อมูลหนึ่งครั้ง เตาอบดินขนาดต่างกันห้าเตาเรียงแถวเริ่มทำงานพร้อมกัน จากแรกเริ่มที่แม่ครัวตัวน้อยเต็มไปด้วยความฮึกเหิม จนท้ายที่สุดเริ่มหมดกำลังใจ มองขนมปังที่วางกองอยู่บนโต๊ะครัว บ้างไหม้แห้ง บ้างแฉะชื้น เป็นผลงานล้มเหลวทั้งสิ้น จนพวกนางปวดใจแทบหยดเลือด
ในตอนแรก พวกนางหวาดกลัวฐานะของจูหมิงหลี แต่หลังใช้ชีวิตร่วมกันเช้าเย็นอยู่ในโรงขนมหวานแห่งนี้หลายวัน ความระมัดระวังเกินเหตุค่อย ๆ ลดลง เผยความกล้าและความสดใสของเด็กสาวออกมาตามธรรมชาติ
“ฮูหยิน ยังจะทำต่ออีกหรือเจ้าคะ?” ขนมปังสีทองอีกเตาหนึ่งออกมาแล้ว เหล่าแม่ครัวตัวน้อยน้ำลายแทบไหลด้วยความอยากกิน ผลคือจูหมิงหลีผ่าขนมปังดู ด้านนอกกรอบเกินไป แต่ด้านในสุดยังชื้นนุ่มอยู่ ไม่ได้!
ไม่รู้ว่าใครกลืนน้ำลายดัง “อึก” ขึ้นมา จูหมิงหลีจึงเพิ่งตระหนักว่านี่เป็นการทรมานสาวใช้ตัวน้อยเหล่านี้จริง ๆ นางอธิบายว่า “ด้านในยังไม่สุก กินไม่ได้ รอให้มีชุดแรกที่สำเร็จแล้ว ข้าสัญญาว่าจะให้พวกเจ้าคนละก้อน ดีหรือไม่?”