- หน้าแรก
- ลาภยศล้วนไม่เที่ยงครั้งนี้ข้าจึงขอไปเป็นเซียนผู้มีชีวิตยืนยาว
- บทที่ 19 - เงินซื้อชีวิต
บทที่ 19 - เงินซื้อชีวิต
บทที่ 19 - เงินซื้อชีวิต
เสียงพิณดังกังวานใส
ภายในคฤหาสน์ตระกูลลี่ อาจารย์สอนพิณที่ก่อนหน้านี้มีสีหน้ากลัดกลุ้มตอนฟังเหล่าลูกหลานตระกูลลี่ดีดพิณ บัดนี้สีหน้ากลับอ่อนโยนลง เด็กหนุ่มในชุดสีน้ำเงินเพียงแค่เริ่มดีดพิณ ท่วงทำนองก็แผ่ซ่านกว้างไกล แตกต่างจากคนธรรมดาสามัญอย่างสิ้นเชิง สีหน้าของผู้คนในห้องโถงก็เปลี่ยนไปเช่นกัน เหล่าเด็กหนุ่มสาวต่างเงียบกริบ ส่วนผู้อาวุโสก็หยุดพูดคุย บ้างก็ทำหน้าขรึมตั้งใจฟัง บ้างก็หลับตาพริ้มส่ายหน้าไปมาเบาๆ
เด็กหนุ่มในชุดสีน้ำเงินนั่งตัวตรงดีดพิณ หลุบตาลงอย่างสงบ เสียงพิณล่องลอยกังวาน
คนหนุ่มสาวหลับตาลง ราวกับได้เห็นภาพตนเองสอบขุนนางสำเร็จและสมหวังในปณิธาน
คนเฒ่าคนแก่รู้สึกเศร้าสร้อย คล้ายกับได้เห็นเรื่องราวร้อยแปดพันเก้าบนโลกมนุษย์ ได้เห็นความล้มเหลวที่ตนเคยพานพบ
ส่วนลี่อีเซียนก็หวนรำลึกถึงประสบการณ์มากมายตอนที่อยู่เมืองหลวง จนถึงกับตกตะลึงเหม่อลอยไปชั่วขณะ
ผู้คนในห้องโถงต่างดื่มด่ำไปกับเสียงพิณ ส่วนนักพรตที่อยู่ด้านนอกกลับรู้สึกว่าก้าวขาไม่ออก จะเข้าไปก็ไม่ได้ จะถอยก็ไม่ได้ คิ้วที่ยุ่งเหยิงขมวดเข้าหากันแน่น เดิมทีเขาเพียงแค่อยากจะมา 'ซื้อ' อายุขัยสักหน่อย แต่กลับนึกไม่ถึงว่าในครอบครัวที่ตนเลือกมานี้ จะมีผู้เยี่ยมยุทธ์ซ่อนตัวอยู่ด้วย
เขาครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะยกมือขึ้นตบหลังศีรษะตนเอง
อ้าปากพ่นลมดำสายหนึ่งออกมา ปกคลุมคฤหาสน์ตระกูลลี่ไว้ทั้งหลัง
จากนั้นก็มีภูตผีจากปรโลกปรากฏตัวขึ้นมาทีละตน พวกมันสวมชุดสีเหลืองหม่น รูปร่างท่อนบนชัดเจน ทว่าใบหน้ากลับเลือนราง ส่วนท่อนล่างตั้งแต่เอวลงไปนั้นโปร่งใสโดยสมบูรณ์ ในมือบ้างก็ถือโซ่ตรวน บ้างก็ถือดาบและกระบี่ ทำท่าจะพุ่งเข้าไปรุมล้อม พวกมันล้วนถูกบดบังลบเลือนสติสัมปชัญญะไปจนหมดสิ้น
นักพรตผู้นั้นยกมือขึ้นชี้ไปข้างหน้าแล้วกล่าว "ไป จงไปสกัดจับดวงวิญญาณของคนในบ้านหลังนี้มาให้หมด"
"ผู้ใดจับวิญญาณกลับมาได้หนึ่งดวง นักพรตผู้นี้จะลบชื่อให้ ปล่อยพวกเจ้ากลับคืนสู่ฟ้าดิน ไปแสวงหาอายุขัยในปรโลก"
"ต่อให้ไม่อาจมีชีวิตรอดต่อไปได้ แต่อย่างน้อยก็ไม่ต้องถูกทาสรับใช้อีกต่อไป"
ภูตผีเหล่านี้ก่อกวนสายลมหนาวเหน็บขึ้นมาในชั่วพริบตา พวกมันพุ่งทะยานเข้าไปในลานบ้าน ลมเย็นเยียบพัดโชย หากคนธรรมดาเข้ามาคงต้องรู้สึกหนาวสั่นไปถึงสันหลัง ร่างกายแข็งทื่อ พลังหยางถูกกดทับ ทว่าภูตผีเหล่านี้เพิ่งจะเหยียบย่างเข้ามาในลานบ้าน การเคลื่อนไหวก็เริ่มเชื่องช้าลง
ก้าวไปข้างหน้าสิบก้าว ปราณมรณะก็แตกซ่าน
ก้าวไปร้อยยี่สิบก้าว
เสียงพิณแว่วเข้าหู
ฟังเสียงพิณ ราวกับได้ใช้ชีวิตผ่านไปทั้งชาติ
แฝงไว้ด้วยฝันหวงเหลียง ความรู้สึกคล้ายฝันทว่าไม่ใช่ฝัน ฉีอู๋ฮั่วใช้จิตวิญญาณดั้งเดิมควบคุมโดยไม่รู้ตัว เมื่อแว่วเข้าหูภูตผีเหล่านี้ ผลลัพธ์จึงยิ่งรุนแรง ใบหน้าที่เลือนรางของภูตผีมากมายค่อยๆ ปรากฏหูตาจมูกปากขึ้นมา บ้างก็เป็นหญิงสาวหน้าตางดงาม บ้างก็เป็นชายร่างกำยำน่าเกรงขาม บ้างก็เป็นคนชรา มีรูปลักษณ์แตกต่างกันไป พวกมันคล้ายกับถูกจิตวิญญาณดั้งเดิมและห้วงอารมณ์ที่แฝงอยู่ในเสียงพิณปลุกสติสัมปชัญญะที่ถูกเวทมนตร์บดบังไว้ให้ตื่นขึ้น
นักพรตหน้าเปลี่ยนสี รีบสะบัดแขนเสื้ออย่างร้อนรน
ปลายแขนเสื้อนั้นม้วนตัววนไปมา ราวกับกลายเป็นกระสอบใบใหญ่ ลมดำพัดย้อนกลับ ดึงตัวภูตผีทั้งสิบกว่าตนนั้นกลับมาโดยตรง นักพรตเฒ่าลูบเคราแพะของตน หางตากระตุกไม่หยุด "เพียงแค่อาศัยการดีดพิณ ก็เกือบจะส่งวิญญาณผีสิบกว่าตนของข้าไปสู่สุคติแล้ว นี่มันเคล็ดวิชาของพุทธหรือของเต๋ากันแน่"
"จิตวิญญาณดั้งเดิมแข็งแกร่งถึงเพียงนี้ ซ้ำยังมีความรู้ความเข้าใจเช่นนี้อีก"
"ต้องเป็นผู้ที่เคยผ่านการใช้ชีวิตทางโลกมาแล้วแน่ๆ"
"เป็นยอดนักพรตจากสำนักใดมาอยู่ที่นี่กัน"
"ในสายธรรมที่มีเคล็ดวิชาเช่นนี้"
"เป็นสำนักฟางเซียนเต๋า หรือสำนักโหลวกวนเต๋า"
"หรือจะเป็นพุทธศาสนานิกายหินยานที่เน้นโปรดตนเองก่อนแล้วค่อยโปรดสรรพสัตว์"
"คงไม่ถึงกับมีผู้นำทางวิญญาณหรือยมทูตมานั่งจิบชาอยู่ที่นี่หรอกมั้ง ให้ตายเถอะ"
นักพรตเดินวนไปวนมา ก่อนจะกัดฟันกรอด "ช่างเถอะ หากเอาอายุขัยกลับมาไม่ได้ ข้าก็คงรอดยาก ไม่ว่าจะทางไหนก็ต้องตาย ไม่ว่าจะเป็นยอดนักพรตจากสำนักใดมาอยู่ที่นี่ ข้าก็ต้องเข้าไปพบหน้าเสียก่อนค่อยว่ากัน" จากนั้นเขาก็ร่ายเวทพรางตัว เดินไปข้างหน้าสองสามก้าว เมื่อหันกลับไปก็เห็นชายเสื้อของตนยังคงอยู่ด้านนอก ไม่ได้ถูกพรางไปด้วย มันห้อยต่องแต่งอยู่กลางอากาศ
นักพรตส่ายหน้าหัวเราะเยาะตนเอง "เฮ้อ อายุร้อยสามสิบปีแล้ว แต่ก็ยังขี้ขลาดอยู่ดี"
"ยังไม่รู้เลยว่าเป็นยอดนักพรตจริงหรือไม่"
"ก็ถูกทำให้ตกใจจนใช้เวทมนตร์ไม่ถูกเสียแล้ว"
"การบำเพ็ญเพียรนี่หนอ ... "
เขายื่นมือขวาออกไปคว้าชายเสื้อ แล้วออกแรงดึงสองสามครั้ง
ในสายตาคนนอก คงมองเห็นเศษผ้าที่แขวนอยู่กลางอากาศสั่นไหวสองสามครั้ง จากนั้นก็คล้ายกับถูกดึงจนตึง แล้วก็ฟึ่บ หายแว้บไปยังอีกที่หนึ่งจนมองไม่เห็นอีก นักพรตออกแรงมากเกินไปจนถลาไปข้างหน้าหลายก้าว เมื่อยืนทรงตัวได้ก็ปล่อยชายเสื้อลง ปรบมือหัวเราะอย่างได้ใจ "ฮ่า สำเร็จแล้ว"
จากนั้นก็ยกมือขึ้นจัดแจงเสื้อผ้าและหมวก จัดระเบียบปลายแขนเสื้อ
ดูไปแล้วช่างเหมือนนักพรตพเนจรจริงๆ
จากนั้นจึงเดินอาดๆ เข้าไปด้านใน
ก้าวข้ามฉากกั้นหินและทางเดินแคบๆ มีผู้คนเดินผ่านไปมา ทว่าทุกคนต่างมองไม่เห็นและไม่ได้ยินเสียงของเขา เขายังหยิบขนมจากโต๊ะของพ่อครัวที่กำลังทำอาหารมากินชิ้นหนึ่ง เมื่อเดินมาถึงหน้าห้องโถงใหญ่ เขาถึงได้รู้สึกตื่นเต้นขึ้นมา จัดแจงเสื้อผ้าอีกครั้ง มือขวาแตะที่ปลายแขนเสื้อ ประกายแสงจุดหนึ่งบินออกมาจากแขนเสื้อ มันขยายใหญ่ขึ้นเรื่อยๆ จนสุดท้ายกลายเป็นเทียบเชิญใบหนึ่ง เขาใช้สองมือประคองมันไว้
บนนั้นมีลวดลายเมฆาคล้ายลูกอ๊อดเขียนข้อความไว้หลายบรรทัด
ข้าน้อยผู้มีตำแหน่งนักพรตผู้น้อยนามว่า... ขอน้อมเกล้ากราบทูลแด่ไท่ซ่างเต้าจวินแห่งสวรรค์ชั้นเก้า ไท่ซ่างจ้างเหริน มหาเทพเซียนตูทั้งเก้า จิ่วชี่จ้างเหริน และมหาเทพทั้งสาม...
นี่คือที่มาของสายธรรมที่เขาสืบทอดมา ย่อมเป็นไปไม่ได้ที่จะได้รับการถ่ายทอดมาจากเทพเซียนผู้ยิ่งใหญ่เหล่านี้ แต่เป็นการนับย้อนขึ้นไปผูกโยงเอาเอง เวลาถ่ายทอดสายธรรมจะมีเทียบหยกเช่นนี้สามชุด ชุดหนึ่งเก็บไว้ที่สำนัก ชุดหนึ่งพกติดตัว ส่วนอีกชุดจะถูกเผาเป็นควันเพื่อรายงานต่อสวรรค์
เขาก้าวเดินไปข้างหน้าอย่างนอบน้อมและเคารพยำเกรง ก่อนจะกล่าว
"ไม่ทราบว่าผู้อาวุโสคือยอดนักพรตจากสถานที่ใด ข้าน้อยนักพรต ... "
ทั้งน้ำเสียงและท่าทางล้วนแสดงความเคารพและถ่อมตนอย่างยิ่ง
เมื่อเงยหน้าขึ้น ก็มองเห็นฉีอู๋ฮั่วที่กำลังดีดพิณอยู่
รอยยิ้มที่นักพรตผู้นี้ปั้นแต่งขึ้นมาพลันแข็งค้างในทันที เขาเบิกตากว้างราวกับถูกคนชกเข้าที่หน้าอย่างแรง สีหน้าบิดเบี้ยว เปลี่ยนจากความถ่อมตนที่แข็งค้างกลายเป็นความเย่อหยิ่งจองหอง แม้แต่แผ่นหลังที่เคยค่อมโค้งก็กลับยืดตรงขึ้นมาทันที กลิ่นอายเปลี่ยนไปในชั่วพริบตา "ที่แท้ ... "
เขามองดูเด็กหนุ่มแล้วแค่นหัวเราะเยาะ "เป็นแค่นักพรตนอกรีตที่บำเพ็ญแต่จิตวิญญาณ ไม่บำเพ็ญร่างกายหรอกหรือ"
"ก็แค่มีจิตวิญญาณดั้งเดิมแข็งแกร่งเท่านั้น หึ นักพรตผู้นี้ก็นึกว่าจะมีทักษะวิเศษอะไรเสียอีก"
"ทำเอาข้าตกใจแทบแย่"
เขาสะบัดแขนเสื้อ คลายเวทพรางตัวออกโดยตรง
ลี่เยวี่ยหลินกำลังดื่มด่ำไปกับเสียงพิณของฉีอู๋ฮั่ว หวนรำลึกถึงความสำเร็จในวัยเยาว์และความยากลำบากในวัยฉกรรจ์ ขณะที่กำลังรู้สึกสะท้อนใจอยู่นั้น จู่ๆ เขาก็มองเห็นนักพรตผู้หนึ่งปรากฏตัวขึ้นในห้องโถงใหญ่ของบ้านตน นักพรตสวมชุดที่ค่อนข้างขาดรุย ผมขาวโพลน ปิ่นไม้บนศีรษะชุ่มไปด้วยน้ำมัน ดูสกปรกซอมซ่อ หัวใจของลี่เยวี่ยหลินพลันหล่นวูบ
เขาหันไปมองน้องชายตามสัญชาตญาณ
ลี่อีเซียนถอยหลังไปทรุดตัวลงนั่งบนพื้นแล้ว เมื่อเห็นนักพรตผู้นี้ สีหน้าก็ซีดเผือด เอ่ยปาก "เจ้า เจ้า"
นักพรตประสานมือพร้อมรอยยิ้ม "วันนั้นเจ้ารับทองคำของข้าไปแล้ว"
"ข้าจึงมารับของแล้ว"
ลี่อีเซียนพูดตะกุกตะกัก "ข้า ข้าไม่ได้มอบสินค้าชิ้นนั้นให้เจ้าไปแล้วหรอกหรือ"
นักพรตหัวเราะกล่าว "อันนั้นให้มาแล้ว"
"แต่เงินที่ข้าให้เจ้าไป เดิมทีมันเป็นเงินของปรโลก"
"เจ้าเอาเงินของยมทูตไป"
"แถมยังเอาไปใช้จ่ายเองซะตั้งเยอะ"
"เจ้าไม่รู้หรือว่า ทองคำสิบตำลึงซื้ออายุขัยของเจ้าได้หนึ่งปี เจ้ามีอายุขัยห้าสิบปี ปีนี้อายุสามสิบห้า ทองคำร้อยห้าสิบตำลึงนี้ ก็คือเงินซื้อชีวิตของเจ้ายังไงล่ะ"
ลี่อีเซียนรู้สึกหนาววาบไปถึงสันหลัง มือเท้าเย็นเฉียบจนขยับตัวไม่ได้
ลี่เยวี่ยหลินพลันเอ่ยขึ้น "ช้าก่อน เงินนั้นยังไม่ได้ใช้จ่ายไปไหน ยังอยู่ที่นี่"
นักพรตเลิกคิ้ว "โอ้"
ลี่เยวี่ยหลินหยิบถุงใบหนึ่งออกมา ลุกขึ้นยืนประสานมือคารวะ "นี่คือทองคำของท่าน"
"ข้าใส่เพิ่มไปอีกสามสิบตำลึง ถือเสียว่าเป็นของขวัญแก่ท่านนักพรต ขอความกรุณาละเว้นน้องชายของข้าด้วยเถิด"
ลี่อีเซียนอึ้งไป "พี่ใหญ่ ... "
นักพรตหัวเราะลั่น "ช่างเป็นพี่น้องที่รักใคร่กลมเกลียวกันดีจริงๆ ไม่เลว ไม่เลว"
"แต่เจ้าลองดูก่อนเถิด ว่าสิ่งที่เจ้าหยิบออกมาคืออะไร"
ลี่เยวี่ยหลินชะงักไป จู่ๆ ก็คล้ายกับนึกอะไรขึ้นมาได้ รีบเปิดถุงนั้นดูอย่างรวดเร็ว ทองคำที่เตรียมไว้อย่างดีในตอนแรก บัดนี้กลับกลายเป็นถั่วเหลืองเต็มถุง เมื่อยกขึ้นเทลงบนพื้นก็ดังซู่ซ่า ส่วนนักพรตล้วงมือเข้าไปในอกเสื้อ หยิบถุงทองคำถุงหนึ่งออกมา มองดูเขาด้วยรอยยิ้ม
ลี่เยวี่ยหลินหลุดปากพูดออกมา "นี่มัน ... ทองคำของข้า"
จากนั้นก็รีบหยุดคำพูดและฝืนยิ้มประจบ "ไม่สิ ดูเหมือนว่าท่านนักพรตจะรับมันไว้แล้ว"
นักพรตหัวเราะฮ่าๆ
"ทองคำของเจ้าอะไรกัน นี่มันเป็นของที่นักพรตอย่างข้าเก็บได้บนพื้นต่างหาก มีใครบอกว่าเป็นของเจ้าหรือไง"
"เจ้า"
ลี่เยวี่ยหลินอ้อนวอน "ท่านนักพรต ... ขอความกรุณาละเว้นด้วย ขอเพียงท่านปล่อยน้องชายข้าไป ไม่ว่าคำขอใดข้าก็ยอมทำตามทั้งสิ้น"
นักพรตลูบเครากล่าว "จะให้ปล่อยเขาไปน่ะหรือ ก็ใช่ว่าจะไม่ได้หรอกนะ"
บนใบหน้าของลี่อีเซียนและลี่เยวี่ยหลินปรากฏความหวังขึ้นมาเล็กน้อย
นักพรตยกมือขึ้นชี้ตรงไปยังเด็กหนุ่มที่หยุดดีดพิณแล้วเอ่ยอย่างชัดถ้อยชัดคำ "ส่งมอบดวงจิตและจิตวิญญาณดั้งเดิมของเขามาให้ข้าสิ"
"ไม่เพียงแต่จะซื้อชีวิตน้องชายเจ้าได้เท่านั้น"
"นักพรตผู้นี้ยังจะมอบผลประโยชน์อันมหาศาลให้พวกเจ้าอีกด้วย"
"เป็นอย่างไรเล่า"
สีหน้าของลี่เยวี่ยหลินและลี่อีเซียนเปลี่ยนไปอย่างกะทันหัน
ลี่ผู่อวี้ร้องเสียงหลง "นี่ นี่จะเป็นไปได้อย่างไร"
นักพรตยิ้มกล่าว "หากไม่ยอม ลี่อีเซียนก็จงตามข้ามา"
ลี่อีเซียนมีสีหน้าสิ้นหวัง บนใบหน้าปรากฏความขัดแย้งอย่างหนัก สุดท้ายเขาก็หลับตาลง ถอนหายใจแล้วกล่าว
"เป็นเพราะข้าละโมบเอง ไม่เกี่ยวกับเด็กคนนั้น เจ้าพาข้าไปเถิด"
นักพรตหัวเราะเบาๆ ทว่าสายตายังคงจับจ้องไปที่ฉีอู๋ฮั่ว
ฉีอู๋ฮั่วกดสายพิณไว้ ทันใดนั้นเขาก็เอ่ยขึ้น "ข้าตกลง"
เขาเงยหน้าขึ้น มองดูนักพรตชราด้วยแววตาที่ดำมืดลึกล้ำ พลางกล่าว
"เพียงแต่ข้ารู้สึกสงสัยยิ่งนัก ว่าเจ้าจะนำจิตวิญญาณดั้งเดิมของข้าไปได้อย่างไร"
"ข้าบำเพ็ญเพียรมาได้ไม่นาน ยังไม่เคยเห็นวิธีการเช่นนี้มาก่อน"
"เจ้าช่วยขยับเข้ามาใกล้ๆ ให้ข้าได้เห็นกับตาตนเองหน่อยได้หรือไม่"
นักพรตเฒ่าหัวเราะลั่น "เจ้าเด็กนี่เจ้าเล่ห์นัก แต่เจ้าก็มีดีแค่เคล็ดวิชาบำรุงจิตวิญญาณเพียงเล็กน้อยเท่านั้น"
"ในเมื่อเป็นคำขอร้องของคนที่กำลังจะตาย ข้าก็ไม่ได้ใจแคบนักหรอก"
"จะให้เจ้าได้เห็นอิทธิฤทธิ์ของข้า จะได้ตายตาหลับ"
พูดจบเขาก็เดินเข้าไปหาด้วยความหยิ่งผยอง
"ข้าให้โอกาสเจ้า"
"เอาล่ะ จงดู"