- หน้าแรก
- ลาภยศล้วนไม่เที่ยงครั้งนี้ข้าจึงขอไปเป็นเซียนผู้มีชีวิตยืนยาว
- บทที่ 1 - เด็กหนุ่มเชิงเขา
บทที่ 1 - เด็กหนุ่มเชิงเขา
บทที่ 1 - เด็กหนุ่มเชิงเขา
"สิ่งที่ฟ้ากำหนดเรียกว่าธรรมชาติ การคล้อยตามธรรมชาติเรียกว่ามรรคา การบำเพ็ญมรรคาเรียกว่าการศึกษา มรรคาเป็นสิ่งที่ไม่สามารถละทิ้งได้แม้เพียงชั่วครู่ หากละทิ้งได้ย่อมไม่ใช่มรรคา"
"ดังนั้นวิญญูชนพึงระแวดระวังในสิ่งที่ตนมองไม่เห็น พึงเกรงกลัวในสิ่งที่ตนไม่ได้ยิน ไม่มีสิ่งใดปรากฏชัดเจนไปกว่าสิ่งที่ถูกปิดบัง ไม่มีสิ่งใดเปิดเผยไปกว่าสิ่งที่เล็กน้อย ดังนั้นวิญญูชนพึงระวังตนแม้ในยามอยู่ลำพัง"
ริมฝั่งจงโจว ท่ามกลางวงล้อมของขุนเขา แว่วเสียงท่องหนังสือเจื้อยแจ้วลอยมาให้ได้ยิน เดินตามเสียงนั้นไปข้างหน้าหลายสิบก้าวจะพบป่าไผ่ร่มรื่น ระเบียงทางเดินคดเคี้ยว และเรือนไผ่หลังหนึ่งตั้งตระหง่านอยู่ มองเข้าไปด้านในเห็นเด็กหนุ่มหลายสิบคนกำลังสวดท่องตำราของปราชญ์โบราณ ต่างส่ายหน้าไปมาด้วยความตั้งอกตั้งใจยิ่ง
ชายสวมชุดบัณฑิตสีเขียววัยราวสี่สิบปีนั่งอยู่เบื้องบน เขาตั้งใจฟังเสียงเล็กแหลมของเด็กๆ เหล่านี้ หลังจากให้เด็กท่องจำอยู่หลายรอบ เขาก็เริ่มอธิบายความหมายที่แฝงอยู่ในตำรา และถ่ายทอดความรู้ให้แก่เด็กน้อยเหล่านี้อย่างละเอียดถี่ถ้วน
จนกระทั่งดวงตะวันลอยสูงขึ้น เสียงพิณก็ดังแว่วมาจากลานหลังเรือนไผ่ บัณฑิตชุดเขียวจึงหยุดการบรรยาย เขากล่าวปิดการสอนของวันนี้ด้วยรอยยิ้มและสั่งการบ้านไว้เล็กน้อย
เหล่าเด็กนักเรียนต่างส่งเสียงเจี๊ยวจ๊าวแล้วแยกย้ายกันไป
บ้างก็เริ่มวิ่งเล่น บ้างก็จับกลุ่มพูดคุยเรื่องแผนการในวันหยุด
ในบรรดาเด็กเหล่านี้มีไม่น้อยที่สวมใส่เสื้อผ้าแพรพรรณและมาจากครอบครัวที่มีฐานะดี ทว่าผู้เป็นอาจารย์ที่ใช้เพียงปิ่นไม้ปักผมกลับหันไปมองด้านข้างป่าไผ่ เขาเห็นต้นไผ่สีเขียวขนาดเท่าข้อมือสั่นไหวเบาๆ จึงเผยรอยยิ้มแล้วลุกเดินออกไป
ริมหน้าต่างไม่มีใครอยู่แล้ว แต่บนต้นไผ่สูงจากพื้นราวหกฉื่อกลับมีกระต่ายตัวอ้วนท้วนแขวนอยู่ อาจารย์ยื่นมือไปจับดู กระต่ายตัวนี้อ้วนพีและมีน้ำหนักพอสมควร ตอนนี้ใกล้จะเข้าสู่ฤดูหนาวแล้ว เพื่อให้รอดพ้นจากหน้าหนาวกระต่ายส่วนใหญ่จึงกินจนอ้วนท้วนสมบูรณ์ หากนำไปผัดน้ำมันร้อนๆ ทานคู่กับหน่อไม้ฤดูหนาวคงจะมีรสชาติยอดเยี่ยมยิ่งนัก
เสียงพิณค่อยๆ เงียบลง เสียงฝีเท้าดังเข้ามาใกล้ พร้อมกับเสียงของภรรยาที่ดังขึ้นจากเบื้องหลัง
"เด็กคนนั้นอีกแล้วหรือ"
"ชื่อว่า ... ฉีอู๋ฮั่วใช่หรือไม่"
บัณฑิตชุดเขียวตอบรับคำหนึ่ง เมื่อเงยหน้าขึ้นยังพอมองเห็นแผ่นหลังของเด็กหนุ่มคนหนึ่งอยู่ลิบๆ ตรงทางเดินจากเรือนไผ่กลางเขาแห่งนี้มุ่งสู่เมืองเล็กๆ เชิงเขา เด็กคนนั้นสวมเสื้อผ้าชุดผ้าป่านสีน้ำตาลอ่อนธรรมดา มองจากด้านหลังก็ดูเรียบง่าย ทว่าแผ่นหลังกลับยืดตรงสง่างาม
พายุหิมะเริ่มก่อตัวขึ้นลางๆ ท่ามกลางลมหนาวและหิมะบนภูเขา เด็กหนุ่มคนนั้นก็ค่อยๆ เดินห่างออกไปจนลับสายตา
หญิงสาวผู้ถือกำเนิดในตระกูลใหญ่ ทว่าภายหลังต้องเผชิญกับเรื่องราวมากมายจนทำให้มีนิสัยเข้มงวดและเด็ดขาดขึ้นบ้าง เม้มริมฝีปากเบาๆ เธอยอมอ่อนลงเล็กน้อยซึ่งหาได้ยากยิ่งและเอ่ยขึ้น "เหตุใดเขาต้องลำบากถึงเพียงนี้ ท่านพี่ก็อนุญาตให้เขามานั่งฟังการสอนได้แล้ว แต่เขากลับไม่ยอมรับความหวังดี ทั้งที่ชีวิตความเป็นอยู่ก็ขัดสน แต่ก็ยังอุตส่าห์นำของพวกนี้มาให้อีก"
เสียงของเธอชะงักไปครู่หนึ่ง ก่อนจะแฝงไปด้วยความรู้สึกผิดเล็กน้อย "หรือว่าเขายังโกรธเคืองเรื่องที่ข้าเคยทำตัวไม่ดีกับเขาเมื่อปีก่อน"
ชายชุดเขียวหัวเราะเบาๆ แล้วปลอบใจ "เขาไม่ใช่คนนิสัยเช่นนั้นหรอก"
"ข้าเคยถามเขาเหมือนกันว่าเหตุใดจึงไม่ยอมเข้ามาเรียนด้านใน ตอนแรกข้าคิดว่าเป็นเพียงเพราะเด็กน้อยรักศักดิ์ศรี ข้ามั่นใจในความรู้ความสามารถของตนเอง อีกทั้งยังเคยเป็นถึงนายอำเภอ จัดการคดีความมาแล้วนับร้อยคดี ย่อมต้องเกลี้ยกล่อมเด็กตัวเล็กๆ คนหนึ่งได้แน่ แต่สุดท้ายข้ากลับทำไม่สำเร็จ ซ้ำยังถูกเขาทำให้พูดไม่ออกเสียอีก"
น้ำเสียงของเขาหยุดลงเล็กน้อย
ภรรยามองเขาด้วยความสงสัย "เด็กคนนั้นพูดว่าอะไรหรือ"
บัณฑิตชุดเขียวลูบเคราแล้วกล่าว
"เขาบอกว่าสรรพสิ่งบนโลกนี้ ไม่หวั่นเกรงความขาดแคลนแต่หวั่นเกรงความไม่เป็นธรรม ทุกสิ่งต้องตั้งอยู่บนความยุติธรรม"
"ในเมื่อข้ารับค่าเล่าเรียนจากครอบครัวของเด็กๆ เหล่านี้แล้วจึงอนุญาตให้พวกเขาเข้ามาเรียนได้ และก็มีเด็กบางคนที่ครอบครัวไม่ได้ร่ำรวยอะไร ต้องกัดฟันทนส่งลูกมาเรียนหนังสือ หากข้าสงสารและให้เขาเข้ามาเรียนฟรีๆ ครอบครัวของเด็กเหล่านั้นย่อมต้องมีความขุ่นเคืองใจบ้าง"
"และนั่นก็จะเป็นผลเสียต่อชื่อเสียงของข้าด้วย"
"เขาบอกว่าการที่เขามาเรียนรู้ตัวหนังสือจากข้า แต่กลับทำให้ข้าต้องเสื่อมเสียเพื่อผลประโยชน์ของเขานั้น เป็นสิ่งที่กระทำไม่ได้เด็ดขาด"
"ส่วนของพวกนี้ ถือว่าเป็นค่าเล่าเรียนที่เขามอบให้ข้า"
ภรรยาอดประหลาดใจไม่ได้ "ไม่หวั่นเกรงความขาดแคลนแต่หวั่นเกรงความไม่เป็นธรรม ... คำพูดเช่นนี้ เด็กน้อยในเมืองเล็กๆ จะพูดออกมาได้อย่างไรกัน"
ชายชุดเขียวกล่าวตอบ "นั่นน่ะสิ แต่เขาก็ดื้อรั้นเอาการเลยเชียวล่ะ"
"ข้าเคยไปถามชาวบ้านในเมืองมาแล้ว เขาไม่ใช่คนที่นี่แต่กำเนิด"
"เขาอพยพมาพร้อมกับผู้ลี้ภัยตอนที่จิ่นโจวเกิดภัยพิบัติเมื่อห้าปีก่อน โลกนี้ช่างโหดร้ายนัก เพื่อเอาชีวิตรอดผู้คนมากมายยอมทำทุกอย่าง แต่เด็กที่ยังคงความซื่อตรงเด็ดเดี่ยวและใฝ่รู้เช่นนี้ หาได้ยากยิ่งนัก"
เขาลังเลอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะเอื้อมมือไปกุมมือภรรยาแล้วกล่าวด้วยน้ำเสียงอ่อนโยน "ฮูหยิน พอพ้นปีใหม่ไปแล้วข้าตั้งใจจะจัดการประลองความรู้ของเหล่านักเรียน หากเขามีความรู้ความสามารถจริงๆ ข้าก็จะรับเขาเป็นศิษย์ วันข้างหน้าจะเสนอชื่อเขาให้ไปสอบรับราชการ คนมีความสามารถเช่นนี้ไม่ควรต้องมาตกระกำลำบากอยู่กลางป่าเขา เจ้าเห็นว่าอย่างไร"
หญิงสาวค้อนสามีไปวงหนึ่งแล้วกล่าว "การเสนอชื่อผู้มีความรู้ ย่อมเป็นหน้าที่ของบัณฑิตเช่นท่านอยู่แล้ว หากเขามีความสามารถจริงแล้วท่านไม่เสนอชื่อ นั่นต่างหากที่เรียกว่าละเว้นการปฏิบัติหน้าที่ ข้ายินดีจะติดต่อญาติพี่น้อง เพื่อหาคู่ครองที่ดีให้กับเขาด้วย"
บัณฑิตชุดเขียวดีใจยิ่งนัก เขาดึงภรรยาเข้ามากอด เรื่องราวนี้ขอละไว้เพียงเท่านี้ก่อน
เด็กหนุ่มคนนั้นเดินออกจากสถานศึกษา เขาคิดทบทวนเนื้อหาที่อาจารย์สอนในวันนี้อยู่ในใจ และฝึกฝนวิธีเขียนรวมถึงความหมายของตัวอักษรเหล่านั้นเงียบๆ เดินไปเดินมาก็เข้ามาในภูเขาโดยไม่รู้ตัว พายุหิมะระลอกนี้ไม่หนักหนานัก ดูเหมือนจะเป็นหิมะจากยอดเขาอื่นที่ถูกลมพัดพามา บัดนี้ลมค่อยๆ สงบลงแล้ว
เมื่อตอนที่เขายังเด็ก บ้านเกิดประสบภัยพิบัติครั้งใหญ่ พืชผลปลูกไม่ขึ้น โรคระบาดและปีศาจออกอาละวาด พ่อแม่มอบเสบียงอาหารที่เหลือเพียงน้อยนิดให้เขา เขาจึงรอดชีวิตมาได้อย่างหวุดหวิด เขาปะปนมากับกลุ่มผู้ลี้ภัยรอนแรมมาจนถึงที่นี่ โชคดีที่เมืองนี้ยอมรับเขาไว้ เขาจึงได้มีที่พักพิง
การที่ไม่มีพ่อแม่หรือผู้อาวุโสคอยดูแล เดิมทีเขาอาจจะต้องกลายเป็นพวกอันธพาลข้างถนนไปแล้ว แต่ตั้งแต่ยังเล็กเขามักจะฝันเห็นเรื่องราวประหลาดอยู่เสมอ โลกในความฝันมีนกเหล็กพุ่งทะยานขึ้นสู่ท้องฟ้า ผู้คนเดินขวักไขว่ไปมา ตึกระฟ้าตั้งเรียงรายแน่นขนัดอยู่ในเมือง และยังมีตัวอักษรทรงเหลี่ยมอีกมากมาย
เขาหลงลืมเรื่องราวในความฝันไปมาก แต่ก็ยังมีอีกหลายเรื่องที่ยังจดจำได้
โดยเฉพาะตัวอักษรทรงเหลี่ยมเหล่านั้น
การศึกษาไม่อาจหยุดนิ่งได้
บัณฑิตไม่อาจไม่เข้มแข็งและเด็ดเดี่ยว ภาระนั้นหนักอึ้งและหนทางยังอีกยาวไกล
ราวกับมีเสียงคอยท่องประโยคเหล่านี้ให้ฟัง เขาเสมอมักรู้สึกว่าสิ่งเหล่านี้ในความฝันมีความสำคัญต่อเขามาก ดังนั้นเขาจึงเชื่อมั่นในหลักคำสอนเหล่านี้อย่างหมดใจ
วันนี้อากาศหนาวเย็น เกรงว่าหลังจากนี้จะมีพายุหิมะตกหนักจนปิดภูเขา เขาจึงต้องเก็บฟืนให้มากขึ้นเพื่อเตรียมไว้สำหรับผ่านพ้นฤดูหนาวที่กำลังจะมาถึง ฉีอู๋ฮั่วสะพายตะกร้าไม้ไผ่เดินขึ้นเขาไปทีละก้าว นานๆ ครั้งก็ยังเก็บลูกสนที่ร่วงหล่นลงมาได้ โชคดีไม่เบา วันนี้เขาเก็บฟืนจนเต็มตะกร้าเร็วกว่าปกติถึงหนึ่งชั่วยามครึ่ง กะดูแล้วน่าจะพอให้ผ่านพ้นพายุหิมะระลอกนี้ไปได้ เขาจึงค่อยๆ หมุนตัวเดินกลับ
แต่ไม่รู้ว่าตั้งแต่เมื่อใดที่ภูเขาแห่งนี้ถูกปกคลุมไปด้วยหมอกยามค่ำคืน
ฉีอู๋ฮั่วเป็นเพียงมนุษย์ธรรมดาไม่อาจรับรู้ได้ แต่จิตวิญญาณของเขาแตกต่างจากคนทั่วไป จึงพอจะสัมผัสได้ถึงความผิดปกติอยู่บ้าง เขาขมวดคิ้วเล็กน้อย มือถือท่อนไม้ที่ยาวและตรง ค่อยๆ เดินลงไปตามทางลาดเขา หากเป็นคนธรรมดาทั่วไปคงเดินลงเขาไปโดยไม่รู้ตัว แต่จิตวิญญาณของเขาแข็งแกร่งกว่าหลายเท่า การเดินสะเปะสะปะกลับทำให้เขาหลงเข้าไปในอีกเส้นทางหนึ่ง
เมื่อหันกลับไปก็ไม่พบทางเดินเสียแล้ว
เดินไปได้ไม่ถึงร้อยก้าว จู่ๆ เขาก็ได้ยินเสียงแหบพร่าดังขึ้น เป็นเสียงร้องเพลงพร้อมกับจังหวะเคาะ เสียงนั้นทั้งแก่ชราและดังกังวาน ราวกับเสียงโลหะกระทบกัน แต่กลับมีความใสกระจ่างดุจหยก ไม่ทำให้รู้สึกระคายหูเลยแม้แต่น้อย
ดินแดนจงโจวมีเรื่องประหลาดมากมาย ฤดูหนาวมีแมลงที่ส่องแสงสว่างไสวราวกับแสงเทียน
แสงนั้นหมุนวนและดับลงเมื่อเข้ามาใกล้
ฉีอู๋ฮั่วชะงักฝีเท้า เขาเดินลึกเข้ามาในหุบเขาโดยไม่รู้ตัว ไม่รู้เลยว่ารอบกายมีทั้งแมลงและนกบินตามติด ในม่านหมอกยามค่ำคืนมีเสือร้ายหลุบตาลง สรรพสัตว์และวิญญาณทั้งหลายล้วนอยู่ที่นี่ ได้ยินเพียงเสียงขับขานบทกวีที่ชัดเจนขึ้นเรื่อยๆ พร้อมกับเสียงตบมือเป็นจังหวะและเสียงร้องเพลงที่ดังกังวาน
"ไร้ธุลีโลกีย์แปดเปื้อนกาย
ศิษย์เซียนชุมนุมเต็มหอตำหนัก
เสื้อผ้าอาภรณ์เจือสีสันเมฆหมอก
ไม้เท้าเกือกรองเท้าเคียงคู่กายาท่องวารีเมฆา
ขลุ่ยเหล็กเป่าขวางจันทร์เหนือนที
แขนเสื้อกวาดต้อนวสันต์แห่งแดนเซียน
บัดนี้แขกสิบทิศมาชุมนุม
รอดูว่าผู้ใดคือต้งปิน"
"โอ๊ะ"
"มีแขกมาเสียแล้ว"
"แขกตัวน้อย โปรดเข้ามาคุยกันหน่อยเถิด"