- หน้าแรก
- ชีวิตเกิดใหม่ของมหาปราชญ์โอสถหมื่นปี ขอใช้สกิลปรุงยาสุดโกงตบเกรียนคนทั้งใต้หล้า
- บทที่ 34 - พาลหาเรื่อง
บทที่ 34 - พาลหาเรื่อง
บทที่ 34 - พาลหาเรื่อง
บทที่ 34 - พาลหาเรื่อง
ภายใต้สายตาที่เต็มไปด้วยความหวาดผวาของผู้คน แววตาของม่ออวิ๋นก็เลื่อนลอยไร้แวว ร่างของเขาค่อยๆ ล้มพับลงไปกับพื้น
ห้วงคำนึงแตกสลาย ดวงวิญญาณดับสูญ!
ในวินาทีนี้ทั่วทั้งร้านค้าของตระกูลหลี่มีเพียงเสียงร่างของม่ออวิ๋นกระแทกพื้นเท่านั้น บรรยากาศเงียบสงัดลงจนน่าขนลุก ไร้ซึ่งสรรพเสียงใดๆ เล็ดลอดออกมา
ไม่มีผู้ใดล่วงรู้เลยว่าแท้จริงแล้วเกิดอะไรขึ้นในช่วงเวลาเสี้ยววินาทีนั้น ม่ออวิ๋นไม่สามารถลุกขึ้นมาบอกเล่าความจริงให้ตระกูลหลินฟังได้อีกต่อไปแล้ว!
ในชั่วพริบตาก่อนที่ห้วงคำนึงจะแตกสลาย ไม่มีใครล่วงรู้ซึ้งถึงความน่าสะพรึงกลัวของฉินอี้เฉินได้ดีไปกว่าเขาอีกแล้ว
"นี่... นี่มันเกิดเรื่องอะไรขึ้นกันแน่?"
เมื่อมองดูร่างของม่ออวิ๋นที่นอนทอดกายอยู่เบื้องหน้า ภายในดวงตาของหลินสืออวิ่นนอกจากความตกตะลึงแล้ว สิ่งที่มีมากกว่าก็คือความแตกตื่นและคลางแคลงใจ
นักปรุงโอสถระดับหนึ่งที่ก้าวเท้าแตะถึงขอบเขตของระดับแรกเริ่มแล้ว กลับถูกทะลวงห้วงคำนึงจนวิญญาณแตกสลายตกตายไปในระหว่างการประลองโอสถกับศิษย์ฝึกหัดที่ยังไม่ได้แม้แต่จะควบแน่นไข่มุกวิญญาณเนี่ยนะ?
"จิ๊ๆ กระจอกชะมัด คนของตระกูลหลินนี่มีแต่พวกเก่งแต่ชื่อจริงๆ"
เยี่ยเหลียงเฉินเป็นคนแรกที่ดึงสติกลับมาได้
ทว่าถึงกระนั้น ภายในใจของเขาก็ยังคงรู้สึกตื่นตระหนกไม่น้อยไปกว่าใครๆ เลย
"มานี่หน่อย เอาไอ้ขยะนี่ออกไปทิ้งซะ ปัดโธ่เอ๊ย ซวยชะมัด"
เขายกมือขึ้นบีบจมูกพลางทำหน้าขยะแขยง ชี้มือไปยังคราบปัสสาวะและอุจจาระที่เรี่ยราดออกมาจากร่างของม่ออวิ๋นเนื่องจากห้วงคำนึงถูกทำลาย พร้อมกับร้องตะโกนโวยวายเสียงดัง
ท้ายที่สุด ในขณะที่หลินสืออวิ่นยังคงยืนอึ้งทำอะไรไม่ถูก องครักษ์ของตระกูลเยี่ยหลายคนก็เดินเข้ามาหิ้วปีกร่างของม่ออวิ๋นออกไปโยนทิ้งไว้ด้านนอก
"ม่ออวิ๋น... ตายแล้วงั้นรึ?"
จนกระทั่งบัดนี้ ฝูงชนถึงเพิ่งจะตื่นจากภวังค์ นัยน์ตาทุกคู่ฉายแววตื่นตระหนกหวาดผวาออกมาให้เห็น
"เขา... ถึงกับสังหารม่ออวิ๋นเลยรึ?"
สายตาที่เต็มไปด้วยความเคลือบแคลงสงสัยกวาดมองไปที่ร่างของฉินอี้เฉิน แต่ละคนต่างรู้สึกไม่อยากจะเชื่อในสิ่งที่ตาเห็น
ต้องรู้ก่อนนะว่า การควบแน่นไข่มุกวิญญาณได้กับไม่ได้นั้น มันคือสองแนวคิดที่แตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง
พลังจิตวิญญาณของศิษย์ฝึกหัดหลอมโอสถที่ยังไม่ได้ควบแน่นไข่มุกวิญญาณนั้น เปรียบเสมือนหมอกควันที่ล่องลอยอยู่ทั่วไป มันไม่มีความหนาแน่นเลยแม้แต่น้อย ยิ่งไม่ต้องพูดถึงเรื่องการสร้างความเสียหาย
และนี่ก็เป็นสาเหตุที่ทำให้ผู้ที่ยังไม่ได้ควบแน่นไข่มุกวิญญาณ ไม่สามารถหลอมโอสถได้
เพราะเมื่อใดที่พลังจิตวิญญาณหลุดลอยออกจากห้วงคำนึง ส่วนใหญ่ก็จะระเหยหายไปกับสายลม ไม่สามารถรวบรวมให้เป็นกลุ่มก้อนได้เลย แล้วจะเอาพลังที่ไหนไปใช้หลอมโอสถเล่า?
ทว่าเมื่อควบแน่นไข่มุกวิญญาณได้สำเร็จ สถานการณ์ก็จะเปลี่ยนไปอย่างสิ้นเชิง
ไข่มุกวิญญาณเปรียบเสมือนจุดศูนย์กลางของแรงโน้มถ่วง มันจะดึงดูดพลังจิตวิญญาณที่กระจัดกระจายอยู่ในห้วงคำนึงให้มารวมตัวกัน และด้วยแรงดึงดูดของไข่มุกวิญญาณนี่เอง นักปรุงโอสถจึงสามารถค่อยๆ เรียนรู้เทคนิคการควบคุมพลังจิตวิญญาณได้
สิ่งที่ฉินอี้เฉินทำลงไปนั้น ถือเป็นการฉีกกฎเกณฑ์แห่งความเป็นจริงอย่างสิ้นเชิง
แม้ว่าผู้คนที่มุงดูอยู่จะไม่รู้ว่าเขาทำสิ่งนั้นได้อย่างไร ทว่าเสียงอุทานด้วยความทึ่งก็ยังคงดังขึ้นอย่างต่อเนื่อง
ในขณะเดียวกัน มันก็เป็นการดับความคิดของใครบางคนไปด้วย
พูดเป็นเล่นไป ขนาดม่ออวิ๋นยังตกอยู่ในสภาพน่าสมเพชเช่นนี้ หากพวกเขายังดึงดันจะเสนอหน้าออกไปรับหน้าอีก นั่นมันไม่เรียกว่าโง่เขลาหรอกหรือ?
"ฉินอี้เฉิน..."
ภายในใจของหลี่หลิงเยี่ยนเต้นรัวด้วยความตื่นเต้น หน้าอกอันอวบอิ่มของนางกระเพื่อมขึ้นลงอย่างรุนแรง
แม้ว่านางจะรู้ซึ้งถึงความไม่ธรรมดาของฉินอี้เฉินดี ทว่านางก็ไม่คาดคิดมาก่อนเลยว่า ฉินอี้เฉินจะสามารถสังหารม่ออวิ๋นลงได้อย่างง่ายดายถึงเพียงนี้
"อะแฮ่ม ทุกท่านโปรดอยู่ในความสงบ"
เจ้าอ้วนเยี่ยกระแอมไอสองสามครั้ง กวาดสายตามองไปทั่วบริเวณ และเมื่อเห็นหลินสืออวิ่นที่กำลังยืนหน้าซีดเผือดจิตใจเลื่อนลอย มุมปากของเขาก็ยกขึ้นเป็นรอยยิ้มบางๆ
"การประลองโอสถสิ้นสุดลงแล้ว ผลลัพธ์คงไม่ต้องให้ข้าเป็นคนประกาศแล้วมั้ง"
เมื่อได้รับการเตือนสติจากเขา ฝูงชนจึงเพิ่งนึกถึงเดิมพันที่ตกลงกันไว้ก่อนเริ่มการประลองขึ้นมาได้
ผลลัพธ์เช่นนี้ ไม่เท่ากับว่าตระกูลหลินไม่เพียงแต่จะต้องสูญเสียอัจฉริยะนักปรุงโอสถไปหนึ่งคนเท่านั้น แต่ยังต้องชดใช้ด้วยร้านค้าในทำเลทองอีกหนึ่งแห่งเลยงั้นหรือ?
ในเวลานี้เองที่หลินสืออวิ่นเพิ่งจะได้สติกลับคืนมา
"เดี๋ยวก่อน!"
ในจังหวะที่เยี่ยเหลียงเฉินกำลังจะสั่งให้หลินสืออวิ่นทำตามสัญญาที่ให้ไว้ เขาก็ก้าวออกมายืนขวางเอาไว้เสียก่อน
ม่ออวิ๋นจะตายก็ช่างปะไร แต่ร้านค้านี้จะยอมเสียไปไม่ได้เด็ดขาด!
ต้องรู้ไว้ว่าร้านค้าในทำเลทองแห่งนี้ สามารถสร้างผลกำไรให้ตระกูลหลินได้ถึงหนึ่งในสิบของรายได้ทั้งหมดในแต่ละปีเลยทีเดียว
นี่คือความสูญเสียครั้งใหญ่หลวงที่ไม่อาจประเมินค่าได้!
"หลินสืออวิ่น เจ้าหมายความว่าอย่างไร?"
เมื่อถูกขัดจังหวะขณะกำลังพูด เยี่ยเหลียงเฉินก็แสดงความไม่พอใจออกมาอย่างชัดเจน เขาเบิกตาถลึงใส่พลางตวาดลั่น
"หึ!"
หลินสืออวิ่นแค่นเสียงเย็นชาโดยไม่มีทีท่าว่าจะยอมถอย เขาชี้หน้าฉินอี้เฉินพร้อมกับด่าทอด้วยความเกรี้ยวกราด
"เยี่ยเหลียงเฉิน เสียแรงที่เจ้าเกิดมาเป็นถึงคุณชายตระกูลเยี่ย หรือว่าเจ้าจะมองไม่ออกว่าไอ้เด็กนั่นมันโกง?"
เอาเรื่องโกงมาอ้างอีกแล้ว
ใช่แล้ว มันต้องโกงแน่ๆ!
มิเช่นนั้นไอ้เด็กที่ยังไม่ได้ควบแน่นไข่มุกวิญญาณ จะไปเอาชนะม่ออวิ๋นได้อย่างไร?
เขาปักใจเชื่ออย่างหัวชนฝา
"โกงงั้นรึ? ข้าไม่เห็นจะสังเกตเห็นเลย หลินสืออวิ่น นี่เจ้ากำลังตั้งแง่สงสัยข้า กำลังลบหลู่ความน่าเชื่อถือของตระกูลเยี่ยงั้นรึ? เจ้าเชื่อหรือไม่ว่าข้ามีวิธีนับร้อยที่จะบี้เจ้าให้ตาย!"
สีหน้าของเยี่ยเหลียงเฉินดำมืดลงในทันที
ตระกูลเยี่ยของพวกเขาเติบโตขึ้นมาได้จากกิจการโรงประมูล สิ่งที่พวกเขาให้ความสำคัญและหวงแหนมากที่สุดก็คือชื่อเสียงและวิสัยทัศน์อันกว้างไกล
ทว่าในเวลานี้กลับมีคนมาตั้งข้อสงสัยในความน่าเชื่อถือของพวกเขาต่อหน้าธารกำนัล เขาย่อมต้องเดือดดาลเป็นธรรมดา
ต่อให้อีกฝ่ายจะเป็นถึงหลินสืออวิ่นก็ตาม
หากไม่ให้คำอธิบายที่สมเหตุสมผลแก่เขา เขาก็ไม่รังเกียจที่จะเปิดศึกกับตระกูลหลินเลยสักนิด
เมื่อได้ยินเยี่ยเหลียงเฉินพุ่งเป้ามาที่ตน หลินสืออวิ่นก็แอบสบถด่ามารดามันอยู่ในใจ
เขาไปลบหลู่ความน่าเชื่อถือของตระกูลเยี่ยตั้งแต่เมื่อไหร่กัน?
ทว่าสำหรับนิสัยใจคอของเยี่ยเหลียงเฉินนั้น เขารู้จักดีเป็นอย่างยิ่ง หากยังดึงดันจะเถียงกันในประเด็นนี้ต่อไป ไม่แน่ว่าไอ้อ้วนสารเลวนี่อาจจะทำเรื่องที่บ้าระห่ำเกินขอบเขตขึ้นมาจริงๆ ก็ได้
เขารู้ดีแก่ใจว่าแม้ตระกูลของตนจะไม่หวาดหวั่นต่อตระกูลเยี่ย ทว่าในตอนนี้ตระกูลหลินและตระกูลหลี่ได้แตกหักกันจนไม่อาจประสานรอยร้าวได้อีกแล้ว หากในเวลานี้ตระกูลเยี่ยเลือกที่จะเข้าข้างตระกูลหลี่ มันก็จะเป็นผลเสียต่อตระกูลหลินอย่างมหาศาล
"คุณชายเยี่ย... ท่านก็ย่อมรู้ดีว่าม่ออวิ๋นมีฝีมืออยู่ในระดับใด ในเมืองเซวียนอวิ๋นแห่งนี้ นอกจากผู้อาวุโสเพียงไม่กี่ท่านนั้นแล้ว จะมีใครหน้าไหนสามารถกดข่มเขาได้อีก?"
สุดท้ายหลินสืออวิ่นก็จำต้องยอมอ่อนข้อให้ เขาเอ่ยกับเยี่ยเหลียงเฉินด้วยน้ำเสียงหนักแน่น
"เจ้าหมายความว่าอย่างไร?"
เยี่ยเหลียงเฉินหรี่ตาแคบลงจ้องมองเขา
"หากในการประลองโอสถครั้งนี้ ม่ออวิ๋นถูกสังหารด้วยน้ำมือของมันจริงๆ หลินสืออวิ่นผู้นี้ก็ไม่มีอะไรจะแก้ตัว ข้ายินดีจะมอบโฉนดร้านค้าให้ด้วยสองมือของข้าเอง"
พูดจบ สายตาของหลินสืออวิ่นก็กวาดมองไปที่ฉินอี้เฉินและหลี่หลิงเยี่ยนสลับกันไปมา เขากัดฟันกรอดพลางเอ่ยขึ้น
"แต่ข้าเกรงว่าจะมีคนถ่อยบางคน ที่เห็นแก่ประโยชน์จากร้านค้าของตระกูลหลิน จนแอบเล่นตุกติกอยู่ลับๆ น่ะสิ!"
คำพูดของเขามีความหมายแฝงอยู่อย่างชัดเจน เป้าหมายของเขาชี้เป้าไปที่... หรั่นรุ่ย!
แม้ว่าในเวลานี้หรั่นรุ่ยจะไม่ได้อยู่ที่นี่ ทว่าหากวัดกันที่ความแข็งแกร่งซึ่งเป็นที่ประจักษ์โดยทั่วไปแล้ว ในบรรดาคนของตระกูลหลี่ ผู้ที่สามารถทำลายห้วงคำนึงของม่ออวิ๋นได้ ก็เห็นจะมีเพียงหรั่นรุ่ยที่เป็นถึงปรมาจารย์นักปรุงโอสถระดับสองเท่านั้น
ผู้คนที่อยู่รอบๆ ต่างก็เริ่มพูดคุยซุบซิบนินทากันอีกครั้ง ความเคลือบแคลงสงสัยเริ่มก่อตัวขึ้นในใจ
ตระกูลหลี่มีแรงจูงใจในการลงมือจริงๆ แถมการกระทำนี้ยังเป็นการกำจัดม่ออวิ๋นให้พ้นทาง พร้อมกับยึดครองร้านค้าของตระกูลหลินมาได้ในคราวเดียวกัน เรียกว่ายิงปืนนัดเดียวได้นกถึงสองตัว
"หลินสืออวิ่น เจ้าอย่ามาใส่ร้ายป้ายสีกันนะ ม่ออวิ๋นไร้ฝีมือเอง พอพ่ายแพ้แล้วกลับคิดจะเบี้ยวหนี้!"
เมื่อได้ยินเสียงวิพากษ์วิจารณ์เหล่านั้น ใบหน้าของหลี่หลิงเยี่ยนก็แดงก่ำด้วยความโกรธ
"ข้าเบี้ยวหนี้งั้นรึ?"
หลินสืออวิ่นทำตัวก้าวร้าวคุกคาม เขาก้าวเท้าไปข้างหน้าหนึ่งก้าว
"หลี่หลิงเยี่ยน ข้าว่าพวกเจ้าต่างหากที่กินปูนร้อนท้อง! ไอ้หนูสกปรกที่ซ่อนตัวอยู่ในมุมมืดนั่น เพื่อผลประโยชน์เพียงเล็กน้อย ถึงกับยอมทิ้งหน้าตาอันแก่ชราของตัวเองเลยเชียวรึ..."
"คุณชายเยี่ย ท่านต้องให้ความเป็นธรรมแก่ตระกูลหลินของข้าด้วยนะ!"
เขาแสร้งทำเป็นโอดครวญร้องขอความเป็นธรรม
"เจ้า..."
เยี่ยเหลียงเฉินทนดูต่อไปไม่ไหว ในจังหวะที่เขากำลังจะยกเท้าถีบไอ้สวะนี่ให้กระเด็น ฉินอี้เฉินก็ก้าวเดินออกมาพลางกล่าวด้วยน้ำเสียงเรียบเฉย
"ปล่อยให้ข้าจัดการเองเถอะ!"
[จบแล้ว]