เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

บทที่ 10 เพลงหมัด

บทที่ 10 เพลงหมัด

บทที่ 10 เพลงหมัด


บทที่ 10 เพลงหมัด

"ข้าเข้าใจแล้วขอรับ" เสิ่นหยวนประสานมือคารวะ "ท่านอาจารย์ เพลงหมัดที่เรากำลังเรียนอยู่นี้มีชื่อเรียกว่าอะไรหรือขอรับ?"

"อืม เพลงหมัดที่ข้าสอนมีชื่อว่าเพลงหมัดศิลาสีรุ้ง ตอนนี้ข้าจะยังไม่อธิบายลงลึกอะไรมากนัก ทว่าภายหน้าเจ้าจะค่อยๆ เข้าใจมันได้เอง" ไป๋หงอันลุกขึ้นยืนแล้วชี้ไปยังชายร่างสูงใหญ่กำยำผู้หนึ่ง

"จวงซิวเจี๋ย เจ้าเป็นคนรับผิดชอบชี้แนะเขา"

"ขอรับ ท่านอาจารย์"

เสิ่นหยวนมองไปยังชายผู้นั้น รูปร่างของเขาจัดว่าโดดเด่นที่สุดในลานฝึกแห่งนี้ ด้วยส่วนสูงเกือบหกฟุต

ทว่าสิ่งที่ดึงดูดความสนใจของเสิ่นหยวนมากที่สุดกลับเป็นหมัดของชายผู้นั้น ไม่รู้ว่าด้วยเหตุใด มันจึงมีสีแดงระเรื่อกว่าคนทั่วไป ราวกับเหล็กจี้ร้อนๆ ที่กำลังเปล่งแสง

"ศิษย์น้อง ข้าชื่อจวงซิวเจี๋ย เป็นศิษย์พี่ใหญ่ของที่นี่ ข้าจะเริ่มสอนวิธีสร้างพละกำลังให้เจ้าก่อน"

"ขอรับ ศิษย์พี่ใหญ่" เสิ่นหยวนพยักหน้ารับ

"ในเมื่อวันนี้เจ้าเพิ่งมาเป็นวันแรก งั้นก็มาเริ่มยกหินกับข้าแล้วกัน" ทั้งสองเดินมายังมุมหนึ่งซึ่งมีหินสีเทาอมฟ้ากองพะเนินอยู่

"ยกหินหรือขอรับ?"

"อย่าได้ดูแคลนท่วงท่าเรียบง่ายนี้เชียว มันมีเคล็ดลับซ่อนอยู่มากมายทีเดียว" เมื่อเห็นสีหน้าราบเรียบของเสิ่นหยวน จวงซิวเจี๋ยก็แย้มยิ้มแล้วเดินเข้าไปหาหินก้อนหนึ่งที่สูงระดับครึ่งตัวคน

จวงซิวเจี๋ยยกหินก้อนนั้นขึ้นจากพื้นอย่างง่ายดาย ก้อนหินขยับตามท่วงท่าของเขา ดูราวกับเป็นเรื่องกล้วยๆ

"หืม? มีบางอย่างแปลกไป"

มือของจวงซิวเจี๋ยในขณะที่ยกหินนั้นดูประหลาด ฝ่ามือของเขาไม่ได้สัมผัสกับก้อนหินเลยแม้แต่น้อย ทว่าเรี่ยวแรงทั้งหมดล้วนถูกส่งมาจากนิ้วมือทั้งห้า

การยกหินด้วยวิธีเช่นนี้ คงไม่อาจทำซ้ำได้หลายครั้งเป็นแน่

"เจ้าลองดูสิ" จวงซิวเจี๋ยวางก้อนหินลงแล้วหันมามองเสิ่นหยวน

"ขอรับ"

ทันทีที่สัมผัสก้อนหิน คิ้วของเสิ่นหยวนก็ขมวดเข้าหากัน หินก้อนนี้ลื่นกว่าที่คิดไว้มาก

"นิ้วมือเกาะกุมวัตถุ พละกำลังกำเนิดจากหยาง"

"กำปั้นเกิดจากการกำนิ้วทั้งห้าเข้าด้วยกันให้แน่นหนา หากนิ้วทั้งห้าหย่อนยานไร้เรี่ยวแรง หมัดที่เหวี่ยงออกไปก็ย่อมไม่อาจสร้างความเสียหายให้แก่ผู้ใดได้"

เสิ่นหยวนเปลี่ยนจากการใช้ฝ่ามือมาเป็นใช้นิ้วเกาะกุมแทน และความรู้สึกลื่นมือก็มลายหายไปในทันที ทว่าเขาก็ยังพบว่ามันยกได้ยากลำบากอยู่ดี เพราะหินก้อนนี้มีน้ำหนักอย่างน้อยก็สองร้อยชั่ง

เมื่อเห็นว่าเสิ่นหยวนสามารถยกหินก้อนนี้ขึ้นมาได้จริงๆ จวงซิวเจี๋ยก็รู้สึกตกตะลึงไปชั่วครู่

แม้เขาจะยกมันได้อย่างง่ายดาย แต่หินก้อนนี้ไม่ได้เบาเลย แม้แต่ผู้ใหญ่ตัวโตๆ ก็ยังยากที่จะยกมันขึ้น

"ฟู่..." เสิ่นหยวนค่อยๆ วางก้อนหินลงอย่างระมัดระวัง พลางปาดเหงื่อเม็ดเล็กๆ บนหน้าผาก "ศิษย์พี่ใหญ่ นี่คือการฝึกพละกำลังหรือขอรับ?"

"ใช่ นี่คือการฝึกพละกำลัง หลังจากนี้ถึงจะเป็นการฝึกกระบวนท่าและขัดเกลาหมัดของเจ้า" จวงซิวเจี๋ยอธิบายอย่างใจเย็น

"เพลงหมัดศิลาสีรุ้งของพวกเราแบ่งออกเป็นสามระดับ ได้แก่ แดงอ่อน แดงเข้ม และแดงคล้ำ ซึ่งสอดคล้องกับการหลอมโลหิตทั้งสามขั้น"

"การหลอมโลหิตในแต่ละขั้นจะช่วยยกระดับร่างกายให้แข็งแกร่งขึ้นอย่างก้าวกระโดด เพียงแค่ผ่านการหลอมโลหิตขั้นแรก การจู่โจมธรรมดาก็สามารถสร้างแรงกระแทกได้นับร้อยชั่งแล้ว"

"แล้วตอนนี้ศิษย์พี่ใหญ่อยู่ในระดับใดหรือขอรับ?" เสิ่นหยวนเอ่ยถาม

"แดงเข้ม"

เมื่อเห็นสายตาอันน่าอิจฉาของเสิ่นหยวน จวงซิวเจี๋ยก็ถอนหายใจ "ศิษย์น้อง ไม่จำเป็นต้องอิจฉาไปหรอก ศิษย์พี่ของเจ้าอยู่สำนักยุทธ์มาตั้งสองปีแล้ว"

"เอาล่ะ เลิกคุยกันได้แล้ว มาเริ่มกันเถอะ"

"ขอรับ"

เสิ่นหยวนเลือกก้อนหินมาหนึ่งก้อน และด้วยคำชี้แนะจากจวงซิวเจี๋ย เขาจึงปรับแก้ท่วงท่าบางอย่างของตนเองให้ถูกต้อง

หลังจากการฝึกซ้อมลากยาวมาตลอดทั้งช่วงเช้า เสิ่นหยวนก็รู้สึกปวดเมื่อยไปทั้งร่าง เรี่ยวแรงถูกสูบหายไปจนหมดสิ้น โดยเฉพาะนิ้วมือของเขาที่กระตุกเกร็งเป็นระยะๆ

"พี่หยวน เป็นอย่างไรบ้าง?" ลู่เสี่ยวหู่ฉีกยิ้มกว้างขณะมองดูสภาพอันสะบักสะบอมของเสิ่นหยวน

"เสี่ยวหู่ เจ้าปรับตัวได้เร็วขนาดนี้เลยหรือ?" ใบหน้าของเสิ่นหยวนเต็มไปด้วยความฉงนเมื่อมองไปยังลู่เสี่ยวหู่ที่ฝึกซ้อมมาตลอดช่วงเช้าเช่นเดียวกัน ทว่ากลับยังสามารถหัวเราะร่าได้อย่างสบายใจ

"ฮี่ฮี่ เดี๋ยวท่านก็รู้เองแหละ" ลู่เสี่ยวหู่หัวเราะเบาๆ

ทั้งสองเช็ดหยาดเหงื่อตามร่างกายแล้วเดินตรงไปยังโรงอาหาร

หมูผัดพริก ผักใบเขียวผัดเต้าหู้ ไข่ตุ๋น และโจ๊กสีแดงอีกหนึ่งชาม นี่คืออาหารกลางวันที่สำนักยุทธ์หงสือจัดเตรียมไว้ให้

"เสี่ยวหู่ นี่มันโจ๊กอะไรกัน?" เมื่อมองดูโจ๊กข้าวสีแดงคล้ำ เสิ่นหยวนก็ตระหนักได้ถึงบางสิ่ง

"สิ่งนี้เรียกว่า 'โจ๊กหงหมี่' มันคือน้ำแกงโอสถสูตรพิเศษ พอดื่มเข้าไปแล้ว อาการปวดเมื่อยตามร่างกายของท่านก็จะหายเป็นปลิดทิ้งในวันรุ่งขึ้น"

ลู่เสี่ยวหู่ยกชามโจ๊กหงหมี่ขึ้นมาแล้วสวาปามรวดเดียวหมดภายในสองคำ

"มหัศจรรย์ขนาดนั้นเชียว?" นัยน์ตาของเสิ่นหยวนเบิกกว้างด้วยความประหลาดใจ แม้โลกใบนี้จะมีความคล้ายคลึงกับยุคโบราณในชาติที่แล้วของเขา ทว่ามันก็ยังมีเอกลักษณ์เฉพาะตัวในบางรายละเอียด

การที่ไป๋หงอันสามารถเปิดสำนักสอนเพลงหมัด และเก็บค่าเล่าเรียนได้แพงหูฉี่ขนาดนี้ เขาต้องมีทักษะความสามารถที่แสนวิเศษอย่างแท้จริง

เขายก 'โจ๊กหงหมี่' ขึ้นมาจิบ ความรู้สึกแรกเมื่อลิ้มรสคือกลิ่นหอมหวาน ทว่ามันก็แฝงไปด้วยกลิ่นคาวเลือดจางๆ

"เป็นอย่างไรบ้าง? โจ๊กนี่อร่อยใช่ไหมล่ะ? คืนนี้ยังมีน้ำยาโอสถที่จะช่วยฟื้นฟูกำลังนิ้วมือของเราด้วยนะ" สีหน้าของลู่เสี่ยวหู่ดูไม่ค่อยเป็นธรรมชาติเท่าไรนักในยามที่กล่าวเช่นนี้ แต่เสิ่นหยวนก็ไม่ได้สังเกตเห็น

"โอ้ มีน้ำยาโอสถด้วยงั้นหรือ" เสิ่นหยวนคีบเนื้อชิ้นหนึ่งเข้าปาก

"แต่ว่า พี่หยวน ท่านดูเหมือนจะตัวสูงขึ้นอีกแล้วนะ?"

"แค่กๆ ข้าก็บอกแล้วไงว่าข้าอยู่ในช่วงกำลังโต ไม่เห็นแปลกตรงไหนเลย" เมื่อเห็นว่าลู่เสี่ยวหู่ยังคงทำหน้าฉงน เสิ่นหยวนก็อธิบายอีกครั้ง "พัฒนาการของแต่ละคนย่อมแตกต่างกัน ไม่แน่ว่าอีกสักพักเจ้าก็อาจจะสูงขึ้นบ้างก็ได้"

"จริงหรือ?" ลู่เสี่ยวหู่ลูบหัวตัวเอง

หลังมื้อกลางวัน พวกเขามีเวลาพักผ่อนอีกสองชั่วโมงครึ่ง

ในช่วงบ่าย สำหรับการฝึกสองชั่วโมง จะแบ่งเป็นหนึ่งชั่วโมงสำหรับการฝึกกระบวนท่า และอีกหนึ่งชั่วโมงสำหรับการฝึกพละกำลัง ทว่าไม่ใช่การยกหิน

แต่เป็นการฝึกฝนส่วนอื่นๆ ของร่างกายแทน เพราะการต่อสู้ไม่อาจพึ่งพาแค่ท่อนแขนเพียงอย่างเดียว

การฝึกช่วงบ่ายสิ้นสุดลง

หลังอาหารเย็น เสิ่นหยวนก็เดินทางกลับพร้อมกับลู่เสี่ยวหู่

ทันทีที่กลับถึงบ้าน เสิ่นหยวนก็ต้มน้ำหนึ่งกะละมังอย่างร้อนใจ จากนั้นจึงเทน้ำยาโอสถสีแดงแบบหลอดที่ทางสำนักยุทธ์ให้มาผสมลงไป

น้ำยาโอสถสีแดงหลอดนี้ก็คือสิ่งที่ลู่เสี่ยวหู่พูดถึง ซึ่งมันสามารถช่วยฟื้นฟูกำลังนิ้วมือได้

ศิษย์ใหม่จะได้รับวันละหนึ่งหลอดเป็นเวลาสามวันแรก หลังจากนั้นจะได้รับเพียงสัปดาห์ละหนึ่งส่วนเท่านั้น

น้ำยาโอสถที่เทลงในน้ำเดือดพล่านค่อยๆ แผ่กระจายออกไปอย่างรวดเร็ว จนทำให้น้ำเดือดทั้งกะละมังกลายเป็นสีแดง

เสิ่นหยวนมองดูน้ำที่ยังคงมีควันร้อนกรุ่นลอยฟุ้ง เขากัดฟันกรอดแล้วจุ่มมือทั้งสองข้างลงไปโดยพลัน

ความเจ็บปวดแสนสาหัสแล่นปราดจากสองมือพุ่งตรงเข้าสู่สมองในชั่วพริบตา สัญชาตญาณสั่งให้ท่อนแขนกระตุกหนี ทว่าเสิ่นหยวนกลับฝืนกดมันเอาไว้แน่น

ลู่เสี่ยวหู่บอกว่ายิ่งน้ำร้อนมากเท่าไร มือก็จะยิ่งฟื้นฟูได้ดีมากเท่านั้น แม้เขาจะเตรียมใจมาแล้ว ทว่าร่างกายกลับทนรับไม่ไหวจนถึงขั้นต้องขอให้พ่อของเขากดแขนเอาไว้

ตอนนี้เสิ่นหยวนรู้สึกเพียงแค่ว่าเลือดในมือของเขากำลังถูกแผดเผาด้วยเปลวเพลิง มันทั้งคันและปวดแสบปวดร้อน

เขากัดฟันแน่น ใบหน้าบิดเบี้ยวเหยเก จากนั้นหยาดเหงื่อเย็นเฉียบก็เริ่มผุดพรายขึ้นบนหน้าผาก เพียงครู่เดียว ร่างทั้งร่างของเขาก็เปียกโชกไปด้วยเหงื่อ

"อึก... อือ..."

เขาไม่อาจกลั้นเอาไว้ได้อีกต่อไปจนเผลอหลุดเสียงครางอู้อี้ออกมา การร้องโหยหวนด้วยความทรมานในเวลาเช่นนี้ก็ไม่ต่างอะไรกับแสงสว่างในยามวิกาลที่จะคอยดึงดูดสัตว์ร้าย

ครู่ต่อมา

เสิ่นหยวนค่อยๆ ยกมือขึ้นจากกะละมัง เส้นเลือดบนหน้าผากของเขายังคงกระตุกเป็นจังหวะ

น้ำยาโอสถสีแดงในตอนแรกถูกมือของเขาดูดซับไปจนหมดสิ้น และกลับกลายเป็นน้ำเปล่าใสสะอาดอีกครั้ง

"ของดีจริงๆ" เสิ่นหยวนกำหมัดแน่น ในตอนนี้กำปั้นของเขาแดงก่ำไปหมด ดูน่าเกรงขามอยู่ไม่น้อย ทว่าเขากลับรู้สึกดีอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน

ความปวดเมื่อยที่นิ้วมือมลายหายไปจนสิ้น เหลือทิ้งไว้เพียงความรู้สึกอันแข็งแกร่งและทรงพลัง

นับตั้งแต่วันนั้นเป็นต้นมา เสิ่นหยวนก็ร่วมฝึกซ้อมกับทุกคน โดยจะมีวันหยุดพักผ่อนหนึ่งวันในทุกๆ สี่วัน

ในช่วงวันหยุดแต่ละวัน เสิ่นหยวนจะแวะไปที่สถานศึกษาเพื่อดูว่ามี 'งาน' อะไรให้ทำหรือไม่

หลังจากเข้าเรียนในสำนักยุทธ์ การเดินทางเข้าเมืองชั้นในก็ไม่จำเป็นต้องเสียค่าผ่านประตูอีกต่อไป นี่คือข้อดีของการมีเส้นสาย มิเช่นนั้น หากต้องมาฝึกที่สำนักยุทธ์ทุกวันแล้วยังต้องจ่ายค่าเข้าเมืองอีก การเรียนวิทยายุทธ์จะมีประโยชน์อันใดกันเล่า?

จบบทที่ บทที่ 10 เพลงหมัด

คัดลอกลิงก์แล้ว