- หน้าแรก
- ชีวิตประจำวันของคนงานก่อสร้างรุ่นลุง
- บทที่ 14 คำขอของแม่อู๋กุ้ยฮวา
บทที่ 14 คำขอของแม่อู๋กุ้ยฮวา
บทที่ 14 คำขอของแม่อู๋กุ้ยฮวา
"แล้วปีหน้าจะเริ่มสร้างเมื่อไหร่ล่ะ" แม่อู๋กุ้ยฮวาถามขณะซดข้าวต้ม "ต้องไปซื้อทรายซื้อปูนไว้ก่อนไหม แล้วต้องหาคนงานหรือเปล่า"
"รอหมดหน้าหนาวช่วงต้นปีก็เริ่มสร้างได้เลย โปรเจกต์ที่ผมรับเหมาไว้น่าจะเริ่มงานประมาณเดือนมีนาคมเมษายน ผมว่าจะจ้างคนงานเยอะหน่อย จะได้เสร็จเร็วๆ น่าจะใช้เวลาแค่เดือนเดียวก็เสร็จ"
หยางหยวนคุนกินข้าวเสร็จแล้ว เห็นไข่ทอดในจานยังเหลืออยู่ จ้าวเสี่ยวเฟิ่งก็ไม่ยอมคีบกิน มีแค่หยางเฟยเฟยคนเดียวที่กินอยู่ เขาจึงยกจานไข่ทอดเทใส่ชามจ้าวเสี่ยวเฟิ่งไปเกินครึ่ง ส่วนที่เหลือก็เทใส่ชามหยางเฟยเฟย
"ฉันคีบเองได้น่า"
จ้าวเสี่ยวเฟิ่งมองไข่ทอดในชามด้วยความเสียดาย ก่อนหน้านี้ไข่ทอดชามใหญ่นี้มีแค่หยางเฟยเฟยกินคนเดียว แล้วก็มีป้อนให้ลูกชายคนเล็กไปนิดหน่อย ตอนนี้ไข่ทอดเกินครึ่งมาอยู่ในชามเธอแล้ว เธอจึงตั้งใจจะแบ่งให้หยางเฟยเฟย
"เธอกินไปเถอะน่า ลูกยังเล็ก กินแค่นั้นก็พอแล้ว" หยางหยวนคุนรีบจับมือเธอไว้ แล้วพูดต่อ "ปีที่ผ่านมานี้เธอผอมลงไปตั้งเยอะ ปีใหม่ทั้งทีก็อย่ามามัวประหยัดของแค่นี้เลย"
"อืม เสี่ยวเฟิ่งเหนื่อยมาทั้งปีจริงๆ นั่นแหละ ต้องให้นมลูก เลี้ยงลูก แถมยังต้องลงไปทำนาอีก ปีใหม่ก็กินของดีๆ บำรุงร่างกายซะบ้างนะ"
แม่อู๋กุ้ยฮวาพูดเสริม เธอรู้สถานะของตัวเองดี เธอมาอยู่บ้านลูกชายคนเล็กก็เพื่อช่วยเลี้ยงหลาน การที่ได้มาอยู่กินที่นี่ก็ถือว่าลูกสะใภ้ใจกว้างมากแล้ว ตามหลักแล้วเธอควรจะไปอยู่กับลูกชายคนโตที่รับช่วงต่องานของสามีมากกว่า เธอจึงไม่ค่อยเข้าไปก้าวก่ายเรื่องของสองสามีภรรยาคู่นี้
จ้าวเสี่ยวเฟิ่งไม่ได้รู้สึกเหน็ดเหนื่อยอะไร ผู้หญิงในชนบทที่ต้องอยู่เฝ้าบ้านก็เป็นแบบนี้กันทั้งนั้น ยิ่งเมื่อคืนพอรู้ว่าปีนี้สามีหาเงินได้เป็นกอบเป็นกำ ความเหนื่อยล้าก็ยิ่งมลายหายไปจนหมดสิ้น แต่ที่หยางหยวนคุนทำไปก็เพราะห่วงใยเธอ แถมช่วงนี้ก็เป็นช่วงปีใหม่ ลูกสาวก็ไม่ได้กินจุอะไรนักหนา
"พรุ่งนี้เราเข้าตัวอำเภอกันไหม" หยางหยวนคุนเสนอแนะ "เด็กๆ ยังไม่มีชุดใหม่ใส่ช่วงปีใหม่เลย ปีนี้เรามีเงินแล้ว ฉันว่าจะซื้อเสื้อผ้าใหม่ให้แม่กับเธอด้วยสักชุดนึง"
"แม่ไม่เอาหรอก เสื้อผ้าแม่มีตั้งเยอะแยะ แกพาเมียกับลูกไปซื้อก็แล้วกัน" แม่อู๋กุ้ยฮวาปฏิเสธ แล้วให้เหตุผลว่า "เมื่อคืนแกหอบเงินกลับมาตั้งเยอะแยะ ที่บ้านก็ต้องมีคนอยู่เฝ้าสิ"
"งั้นก็แล้วแต่แม่แล้วกัน" หยางหยวนคุนเห็นด้วยกับเหตุผลของแม่ พรุ่งนี้ค่อยให้จ้าวเสี่ยวเฟิ่งซื้อมาฝากแม่ก็แล้วกัน ขนาดตัวผู้ใหญ่ก็ไม่ค่อยเปลี่ยนอยู่แล้ว
"ต้องเข้าตัวอำเภอเลยเหรอ ไปแค่ในตัวตำบลไม่ได้หรือไง" จ้าวเสี่ยวเฟิ่งถามด้วยความสงสัย
"ของในอำเภอมีให้เลือกเยอะกว่านะ" หยางหยวนคุนหันไปมองหยางเฟยเฟยที่กำลังกินข้าวอย่างเอร็ดอร่อย "เฟยเฟยยังไม่เคยเข้าตัวอำเภอเลยใช่ไหมลูก"
"เข้าอำเภอเหรอคะ! หนูไปๆ แม่ขา หนูก็อยากไป หนูยังไม่เคยไปเลยนะ" หยางเฟยเฟยพอได้ยินว่าจะได้เข้าอำเภอก็รีบตะโกนเสียงดัง
"งั้นก็ได้ ส่วนเสี่ยวเป่าก็ให้แม่อยู่เลี้ยงที่บ้านนี่แหละ แกยังเล็ก นั่งรถไปมาก็คงไม่ค่อยสะดวกเท่าไหร่" ในเมื่อมีแค่เธอคนเดียวที่คัดค้าน จ้าวเสี่ยวเฟิ่งจึงต้องยอมตามใจ
"ตกลง พรุ่งนี้พวกเราไปกันสามคนพ่อแม่ลูก" หยางหยวนคุนสรุป
หลังจากกินอาหารเช้าเสร็จ แม่อู๋กุ้ยฮวาก็เก็บกวาดโต๊ะ จ้าวเสี่ยวเฟิ่งอุ้มหยางอี้ ส่วนหยางหยวนคุนก็เล่นกับหยางเฟยเฟยอยู่ที่ลานบ้าน
ถึงจะบอกว่าเป็นลานบ้าน แต่มันก็ดูซอมซ่อมาก ฐานกำแพงทำจากหิน ส่วนด้านบนก่อด้วยดินดิบ พื้นที่ค่อนข้างกว้างขวาง เป็นพื้นดินล้วนๆ มีแค่ทางเดินจากประตูหน้าไปยังห้องโถงที่ปูด้วยแผ่นหิน และมีทางเดินไปยังห้องครัวด้านข้าง ในลานบ้านมีแปลงปลูกผักอยู่ด้วย โชคดีที่หน้าหนาวฝนไม่ค่อยตก พื้นจึงไม่เละเทะนัก
ช่วงเช้าหยางหยวนคุนไม่ได้ออกไปไหน นั่งเล่นอยู่ที่หน้าประตูห้องโถง หยางอี้หลับไปนานแล้ว ส่วนหยางเฟยเฟยก็วิ่งออกไปเล่นที่ไหนก็ไม่รู้ แม่อู๋กุ้ยฮวาและจ้าวเสี่ยวเฟิ่งกำลังช่วยกันถอนขนเป็ดสองตัวที่ถอนขนเส้นใหญ่ๆ ออกไปหมดแล้ว ปากก็คุยเรื่องสัพเพเหระในหมู่บ้าน
"เออ แม่ ปีนี้พี่ใหญ่ไปทำงานที่ไหนล่ะ ผมยุ่งๆ ก็เลยไม่ได้ติดต่อแกเลย" หยางหยวนคุนนั่งเอกเขนกบนเก้าอี้ไม้ไผ่ราวกับเป็นคุณชาย มือขวาถือถ้วยชาชา มือซ้ายคีบบุหรี่ แสงแดดอุ่นๆ ในหน้าหนาวอาบไล้ไปทั่วร่าง ช่างสบายเสียจริง
"อยู่เจียซิงนั่นแหละ" แม่อู๋กุ้ยฮวาตอบโดยไม่ได้เงยหน้า มือก็ยังคงถอนขนเป็ดต่อไป
"ยังทำงานอยู่กับพี่เขยใหญ่อีกเหรอ ทำมาสามปีแล้วมั้ง" หยางหยวนคุนไม่เคยใส่ใจเรื่องพวกนี้เลยในชาติก่อน ตอนนั้นเขาล้มละลายไปแล้ว จะเอาเวลาที่ไหนไปสนใจเรื่องชาวบ้าน
"ใช่ ยังทำงานกับหลานเขยอยู่นั่นแหละ" แม่อู๋กุ้ยฮวาตอบเสียงแผ่ว
"แล้วทำไมยังทวงค่าแรงไม่ได้ล่ะ แกไม่น่าจะเบี้ยวค่าแรงไม่ใช่เหรอ" หยางหยวนคุนถามด้วยความสงสัย พี่สาวคนโตคนนี้ไม่ใช่พี่สาวแท้ๆ แต่เป็นลูกสาวคนโตของลุงใหญ่ พวกเขาเลยเรียกเธอว่าพี่สาวคนโต
"เหลียนอวิ๋นก็เป็นแค่ผู้รับเหมาช่วงรายย่อยเหมือนกัน เขาก็ต้องรอเงินจากเถ้าแก่ใหญ่ก่อนถึงจะจ่ายค่าแรงได้ พี่ใหญ่ของแกก็เลยต้องรอไปก่อนนั่นแหละ" แม่อู๋กุ้ยฮวาอธิบาย
เหลียนอวิ๋นก็คือซูเหลียนอวิ๋น สามีของลูกพี่ลูกน้องคนโต เขาเป็นผู้รับเหมาช่วงก่อสร้างรายย่อยเหมือนกัน พี่ชายกับพี่สะใภ้ของเขาก็ไปทำงานเป็นกรรมกรก่อสร้างให้กับซูเหลียนอวิ๋น
พี่ชายของหยางหยวนคุนชื่อหยางหยวนเฉียน ปีนี้อายุสี่สิบแล้ว เป็นลูกคนโตของแม่อู๋กุ้ยฮวา เมื่อก่อนตอนที่พ่อยังมีชีวิตอยู่ พ่อทำงานเป็นลูกจ้างชั่วคราวในบริษัทขนส่งทางน้ำในอำเภอ ไม่ได้บรรจุเป็นพนักงานประจำเสียที พอแกได้สืบทอดงานต่อจากพ่อ บริษัทก็ดันมาล้มละลาย แกไม่มีวิชาชีพติดตัว ลูกชายคนโตก็ต้องเรียนมหาวิทยาลัย สองสามีภรรยาจึงต้องออกไปทำงานเป็นกรรมกรก่อสร้างหาเงิน
"หยวนคุนเอ๊ย แม่กะว่าจะแบ่งไก่ให้บ้านพี่ใหญ่ของแกสองตัว เป็ดหนึ่งตัว แล้วก็ห่านอีกตัว แล้วก็เก็บไก่ตัวผู้ไว้ที่บ้านอีกสองตัว เผื่อให้เขาเอาไปไหว้บรรพบุรุษตัวนึง พวกเขาสองคนไม่ค่อยอยู่บ้าน ที่บ้านก็เลยไม่มีอะไรเลย"
แม่อู๋กุ้ยฮวาเห็นลูกชายกับลูกสะใภ้อารมณ์ดี ก็เลยถือโอกาสบอกความตั้งใจของตัวเอง
"ได้สิแม่ ที่บ้านเรามีตั้งเยอะ แม่เลี้ยงมาเองกับมือ จะเอาไปให้แกมากกว่านี้ก็ได้นะ ผมเห็นว่ายังมีเหลืออีกตั้งหลายตัว" หยางหยวนคุนตอบอย่างไม่ใส่ใจ พลางพ่นควันบุหรี่เป็นวง
แม่อู๋กุ้ยฮวาหันไปมองจ้าวเสี่ยวเฟิ่ง เรื่องแบบนี้ส่วนใหญ่ก็ต้องให้ลูกสะใภ้เป็นคนตัดสินใจ
"จะให้แบบเป็นๆ หรือทำไปให้เสร็จแล้วล่ะคะ ถ้าทำเสร็จแล้วก็ต้องหมักเกลือไว้ก่อน ไม่อย่างนั้นเดี๋ยวจะเน่าเสียก่อนนะ" จ้าวเสี่ยวเฟิ่งถามยิ้มๆ สามีหาเงินมาได้ตั้งเยอะ ของแค่นี้จิ๊บจ๊อยมาก เธอเต็มใจทำดีด้วยอยู่แล้ว
"ให้เป็นๆ ไปเลยดีกว่า ส่วนพวกที่เชือดแล้วเราก็หมักเกลือเก็บไว้" หยางหยวนคุนยิ้มตอบ
"ตกลงตามนี้ มีพวกแกสองคนนี่แหละที่ประเสริฐที่สุด"
แม่อู๋กุ้ยฮวายิ้มแก้มปริ มิน่าคนโบราณถึงบอกว่าลูกชายจะเลี้ยงดูพ่อแม่ยามแก่เฒ่าได้หรือไม่ ขึ้นอยู่กับลูกสะใภ้เป็นหลัก ลูกสะใภ้ใจกว้างแบบนี้นี่แหละคือเคล็ดลับของครอบครัวที่ปรองดอง
ตอนพักเที่ยง หยางเฟยเฟยก็กลับบ้านมาเอง สภาพมอมแมมไปทั้งตัว เสื้อผ้าชุดใหม่ที่เพิ่งเปลี่ยนเมื่อเช้าเปื้อนโคลนไปหมด ทำเอาจ้าวเสี่ยวเฟิ่งโมโหจนต้องตีตูดไปหลายที แต่หยางเฟยเฟยก็ไม่สนใจ นั่งกินข้าวเที่ยงไปหัวเราะร่าไป
"ถ้าพ่ออยู่บ้านทุกวันก็ดีสิ" หยางเฟยเฟยลูบท้องที่ป่องออกมาหลังกินข้าวเสร็จ แล้วรำพึงออกมา
"ทำไมล่ะ คิดถึงพ่อเหรอ" หยางหยวนคุนถามด้วยความตื้นตันใจ
"ถ้าพ่ออยู่บ้าน หนูก็จะได้กินเนื้อทุกวันไงคะ" หยางเฟยเฟยตอบอย่างซื่อตรง มื้อเที่ยงวันนี้เป็นกับข้าวเหลือจากเมื่อคืน นอกนั้นก็มีแค่ผักที่ปลูกเองหลังบ้าน
"โธ่เอ๊ย ที่แท้ก็อยากกินของอร่อยๆ นี่เอง" หยางหยวนคุนอุ้มลูกสาวขึ้นมาหอมแก้มฟอดใหญ่ แล้วอุ้มเดินออกจากบ้านไป พลางพูดว่า "เดี๋ยวพ่อออกไปเดินเล่นหน่อยนะ"
พอพ้นประตูบ้าน หยางเฟยเฟยก็ดิ้นขอลง พอลงพื้นปุ๊บก็วิ่งหายลับไปทันที ไม่รู้ว่าวิ่งไปเล่นบ้านใคร หยางหยวนคุนเดินเล่นไปตามถนนในหมู่บ้าน ไม่นานก็มีคนร้องทัก
"เถ้าแก่หยาง มาเล่นไพ่นกกระจอกไหม ขาขาดพอดีเลย"
คนที่เรียกเขาคือเจ้าของบ้านที่เปิดเป็นบ่อนไพ่นกกระจอกในหมู่บ้าน บ่อนนี้จะเปิดก็ต่อเมื่อพวกที่ไปทำงานข้างนอกกลับมาช่วงปีใหม่เท่านั้น ค่าต๋งโต๊ะละสี่หยวนต่อบ่าย ส่วนใหญ่คนที่ได้กำไรเยอะสุดก็จะเป็นคนจ่าย
"เอาสิ มีใครบ้างล่ะ"
หยางหยวนคุนไม่ปฏิเสธ ชาติก่อนเขาก็มีงานอดิเรกแค่นี้แหละ เขาเดินเข้าไปในบ้าน ตอนนั้นก็เที่ยงกว่าๆ แล้ว ข้างในมีวงไพ่อยู่สองโต๊ะ แล้วก็มีคนยืนรออยู่อีกหลายคน ล้วนเป็นคนในหมู่บ้านที่เขารู้จัก ซึ่งปกติก็ไปทำงานต่างถิ่นกันทั้งนั้น
ช่วงบ่ายผ่านไปอย่างรวดเร็ว บรรยากาศในห้องอบอวลไปด้วยควันบุหรี่ แต่ละคนผลัดกันสูบไม่ขาดสาย เจ้าของบ้านคอยรินน้ำชาให้ลูกค้า ที่นี่มีบุหรี่ขายด้วย ถือเป็นร้านขายของชำเล็กๆ อีกแห่งในหมู่บ้าน นอกจากร้านของคุณอาสามของเขาแล้ว ก็มีร้านนี้นี่แหละที่เป็นร้านขายของชำเพียงสองแห่งในหมู่บ้าน
หยางหยวนคุนมองนาฬิกาบนโต๊ะก็เห็นว่าเป็นเวลาห้าโมงครึ่งแล้ว ไฟในห้องถูกเปิดขึ้น "น่าจะพอแค่นี้แหละ ได้เวลากลับไปกินข้าวเย็นแล้ว"
"เถ้าแก่หยางได้กำไรแล้วคิดจะชิ่งเหรอ" คนที่นั่งทางซ้ายมือของหยางหยวนคุนพูดขึ้น เขาเสียเงินไปเยอะที่สุด แต่ก็พูดด้วยน้ำเสียงกลั้วหัวเราะ มือก็กำลังเก็บเงิน
"นี่ก็จะหกโมงเย็นแล้ว เดี๋ยวค่อยเล่นต่อวันหลังก็ได้"
หยางหยวนคุนตอบยิ้มๆ ดึงแบงก์ห้าหยวนวางบนโต๊ะ นี่คือค่าต๋ง อย่างน้อยก็คนละหนึ่งหยวน ถ้าได้กำไรเยอะแล้วอยากทิปเพิ่มก็ยิ่งดี
"ขอบคุณมากครับเถ้าแก่หยาง" เจ้าของบ้านเก็บเงินบนโต๊ะ เดินมาส่งพวกเขาที่หน้าประตู แล้วถามว่า "คืนนี้จะมาอีกไหมครับ"
"ไม่มาแล้วล่ะ คืนนี้จะนอนแต่หัวค่ำ"
หยางหยวนคุนปฏิเสธ แล้วเดินนำหน้ากลับบ้านไป บ่ายนี้เล่นขำๆ ได้กำไรมาแค่สี่สิบหยวนเอง