เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

บทที่ 5 การแบ่งเงิน

บทที่ 5 การแบ่งเงิน

บทที่ 5 การแบ่งเงิน


เมื่อเดินออกมาจากแผนกก่อสร้าง หยางหยวนคุนที่หิ้วถุงเงินออกมาก็เห็นหวังหู่นั่งยองๆ สูบบุหรี่อยู่ข้างนอกเพียงลำพัง สายตาเหม่อลอยมองพื้นซีเมนต์ด้านล่าง

"ไปกันเถอะ" หยางหยวนคุนหัวเราะเบาๆ โยนกระเป๋าเอกสารให้อีกฝ่าย ส่วนตัวเองก็ถือถุงเงินไว้

"เรียบร้อยไหมครับพี่หยาง" หวังหู่ถามด้วยความเป็นห่วง เขาทำงานในวงการนี้มาหลายปี รู้ดีว่าขั้นตอนการรับเงินนี้แหละที่ยากลำบากที่สุด

"แน่นอน" หยางหยวนคุนตอบพลางขยับถุงเงินในมือเล็กน้อย แล้วเดินนำหน้าไป

ระหว่างทางหยางหยวนคุนก็กำลังครุ่นคิดว่าจะจัดการกับเงินก้อนนี้อย่างไรดี ใจหนึ่งก็คิดว่าปีหน้ายังต้องมาทำงานที่นี่ต่อ โครงการที่ทำเงินได้ขนาดนี้ ยังไงก็ต้องรับทำต่อแน่นอน ซึ่งเขาก็ถนัดแค่งานนี้เสียด้วย และแน่นอนว่าต้องใช้เงินทุนเยอะ อีกใจหนึ่งก็คือ ในยุคนี้การฝากเงินหรือโอนเงินข้ามมณฑลมันยุ่งยากมาก

"เสี่ยวหู่ แถวนี้มีธนาคารบ้างไหม"

เมื่อเดินออกจากไซต์ก่อสร้าง หยางหยวนคุนก็ถามหวังหู่ที่เดินอยู่ข้างๆ เขารู้สึกว่าไม่ควรพกเงินทั้งหมดกลับบ้าน ไม่อย่างนั้นปีหน้าก็ต้องหอบกลับมาอีก ฝากไว้ที่นี่ส่วนหนึ่ง เก็บไว้จ่ายค่าแรงลูกน้อง แล้วค่อยเอาส่วนที่เหลือกลับบ้านดีกว่า

"มีสิพี่ ฝั่งตรงข้ามนี่ก็เหมือนจะมีสหกรณ์เครดิตอยู่นะ" หวังหู่ชี้ไปที่อาคารฝั่งตรงข้าม หยางหยวนคุนมองตามก็เห็นว่าเป็นสหกรณ์เครดิตจริงๆ

"มีธนาคารใหญ่ๆ กว่านี้ไหม อย่างธนาคารไอซีบีซีธนาคารการเกษตรหรือธนาคารก่อสร้างก็ได้"

หยางหยวนคุนยังไม่ค่อยไว้ใจพวกสหกรณ์เครดิตเท่าไหร่ ชาติก่อนเขาเคยเห็นข่าวในเว็บไซต์วิดีโอเยอะแยะไปว่าสหกรณ์เครดิตพวกนี้ชอบมีปัญหา ฝากเงินไว้กับธนาคารใหญ่ๆ ที่คุ้นชื่อคุ้นหูในอนาคตน่าจะปลอดภัยกว่า

"เดินตรงไปอีกหน่อยเหมือนจะมีธนาคารไอซีบีซีอยู่นะ ตอนที่ไปตัดผมคราวที่แล้วผมเห็นแวบๆ" หวังหู่นึกทบทวน ก่อนจะถามด้วยความสงสัย

"พี่หยาง พี่ก็มากับผมไม่ใช่เหรอ"

"ฉันจะไปจำรายละเอียดได้ยังไงเล่า ไป ไปทางนั้นกัน" หยางหยวนคุนทำเป็นหัวเราะกลบเกลื่อน ใครจะไปจำเรื่องพรรค์นั้นได้กัน

เดินไปไม่ถึงห้านาที ทั้งสองก็มาถึงหน้าธนาคารไอซีบีซีการตกแต่งภายในดูคุ้นตาเขามาก แต่ตอนนี้ยังมีแค่เคาน์เตอร์ธรรมดาๆ ยังไม่มีหน้าจออิเล็กทรอนิกส์ใหญ่โตอะไร เข้าไปด้านในธนาคาร ตอนนี้เป็นเวลาบ่ายสองโมงกว่าๆ น่าจะเพิ่งเปิดทำการ ประกอบกับยุคนี้คนที่ต้องใช้บริการธนาคารยังมีไม่มากนัก จึงมีแค่พนักงานนั่งอยู่หลังกระจกเคาน์เตอร์

เมื่อเห็นทั้งสองคนเดินเข้ามา พนักงานที่เคาน์เตอร์ก็หันมามอง หวังหู่ถูกสายตาของพวกพนักงานหญิงจับจ้องก็รู้สึกประหม่า ไม่เหลือเค้าความกร่างเหมือนตอนอยู่กับพวกพ้องเลย ซึ่งก็เป็นเรื่องปกติ เพราะพนักงานเหล่านี้ล้วนเป็นพนักงานของรัฐที่มีตำแหน่งหน้าที่การงานมั่นคง แถมยังเป็นหญิงสาวรุ่นราวคราวเดียวกันอีก ทำเอาเขารู้สึกต่ำต้อยขึ้นมาทันที เขากระซิบกบอกหยางหยวนคุนว่าขอตัวออกไปรอข้างนอกก่อน

ตรงกันข้ามกับหยางหยวนคุนที่ไม่ได้รู้สึกรู้สาอะไร ธนาคารแล้วจะทำไมล่ะ เขาเดินไปที่เคาน์เตอร์ช่องหนึ่งอย่างไม่ใส่ใจ แล้วเอ่ยถามด้วยรอยยิ้ม

"สวัสดีครับ ที่นี่รับทำบัตรเอทีเอ็มไหมครับ"

"รับค่ะ คุณลูกค้าต้องการทำบัตรเอทีเอ็มใช่ไหมคะ" พนักงานไม่ได้มีท่าทีดูถูกแต่อย่างใด เพียงแค่ตอบตามหน้าที่

"แต่การทำบัตรต้องเสียค่าธรรมเนียมนะคะ และต้องฝากเงินเข้าบัญชีด้วยค่ะ"

"ได้ครับ รบกวนทำบัตรให้ผมใบหนึ่งนะครับ" หยางหยวนคุนตอบตกลงทันที พร้อมกับวางถุงเงินลงบนเคาน์เตอร์

ไม่นานก็มีเอกสารให้เซ็นยื่นออกมาจากช่องเคาน์เตอร์ ผ่านไปไม่ถึงสิบนาที บัตรเอทีเอ็มก็ทำเสร็จเรียบร้อย

"คุณลูกค้าจะฝากเงินเลยไหมคะ" พนักงานไม่ได้ยื่นบัตรให้ทันที แต่ถามต่อ

"ใช่ครับ" หยางหยวนคุนตอบอย่างรวดเร็ว

เขาเปิดถุงเงินตรงหน้า หยิบเงินปึกใหญ่ออกมาวางไว้ ก่อนจะกะดูว่าในถุงน่าจะเหลือเงินอยู่ประมาณหกหมื่นหยวน จึงเตรียมจะรูดซิปปิดถุง แต่แล้วก็ชะงักไปนิดหนึ่ง ก่อนจะหยิบเงินใส่กลับเข้าไปในถุงอีกสองหมื่นหยวน

เมื่อเห็นกองเงินตรงหน้า ไม่ใช่แค่พนักงานที่ให้บริการเขาอยู่ แต่พนักงานคนอื่นๆ ต่างก็เบิกตากว้างด้วยความตกตะลึง ชายคนนี้แต่งตัวด้วยเสื้อผ้าเก่าๆ ซอมซ่อ เนื้อตัวก็มอมแมม รองเท้าก็เปื้อนโคลน ดูยังไงก็ไม่น่าจะเป็นคนมีเงินเลยสักนิด

ถึงแม้ในยุคนี้คนที่มีเงินหลักหมื่นจะไม่ได้ถือว่าหายากอะไร โดยเฉพาะในมณฑลเจียงซูแห่งนี้ แต่เงินตรงหน้ามันไม่ใช่แค่หมื่นเดียว แต่มันตั้งสิบสี่หมื่น! (หนึ่งแสนสี่หมื่นหยวน)

หลังจากเครื่องนับแบงก์ทำงานอย่างรวดเร็ว พนักงานหญิงก็ทำรายการเสร็จสิ้น แต่ก็ยังอดถามไม่ได้

"คุณลูกค้าจะฝากเข้าบัญชีออมทรัพย์ทั้งหมดเลยเหรอคะ มันแทบจะไม่ได้ดอกเบี้ยเลยนะคะ ถ้าฝากประจำจะได้ดอกเบี้ยเยอะกว่านะคะ"

"ไม่ต้องหรอกครับ ฝากเข้าบัญชีออมทรัพย์นี่แหละ"

หยางหยวนคุนตอบกลับอย่างรวดเร็ว เงินก้อนนี้คือทุนสำหรับโครงการปีหน้า จะเอาเวลาที่ไหนไปฝากประจำกันล่ะ

ทุกอย่างเสร็จสิ้นอย่างรวดเร็ว หยางหยวนคุนก็พาหวังหู่ออกจากธนาคารไป พนักงานก็พากันซุบซิบนินทา

"ดูเหมือนไม่มีเงินเลยนะ ทำไมจู่ๆ ถึงเอาเงินมาตั้งเยอะแยะ แถมยังเอาฝากเข้าบัญชีออมทรัพย์อีก"

ในยุคนี้บริการบัตรเอทีเอ็มยังไม่ค่อยได้รับความนิยม คนส่วนใหญ่มักจะชอบฝากประจำแบบมีสมุดบัญชีมากกว่า เพราะได้ดอกเบี้ยสูงกว่ามาก

"แถวนี้มีไซต์ก่อสร้างอยู่นี่ พวกผู้รับเหมาในนั้นรวยจะตาย หาเงินได้เยอะกว่าพวกเราตั้งเยอะ ดูทรงแล้วก็น่าจะมาจากในนั้นแหละ"

"มิน่าล่ะ พวกผู้ชายในสาขาเราถึงอยากลาออกไปทำธุรกิจส่วนตัวกันหมด เพราะมันดีกว่าพวกเรานี่เอง" พนักงานหญิงอีกคนถอนหายใจยาว

เมื่อเดินออกมาข้างนอก หวังหู่ที่เห็นหยางหยวนคุนเดินออกมาก็รีบถามด้วยความเป็นห่วง

"พี่หยาง ฝากที่นี่ไว้ใจได้แน่นะ ทำไมไม่เอาเงินกลับบ้านล่ะพี่"

"นี่มันธนาคารของรัฐนะเว้ย ทำไมจะไว้ใจไม่ได้ล่ะ" หยางหยวนคุนตอบกลับกลั้วหัวเราะ

"แล้วขืนหอบเงินเยอะขนาดนี้ขึ้นรถไฟ ฉันก็ไม่กล้าหรอกเว้ย"

"ก็จริงของพี่"

หวังหู่คิดตามแล้วก็เห็นด้วย จึงไม่ได้พูดอะไรต่อ ทั้งสองเดินสูบบุหรี่ไปตามทาง ประมาณยี่สิบนาทีก็กลับมาถึงลานบ้านพัก

เมื่อเห็นทั้งสองคนกลับมา ทุกคนก็รีบหันมามองทันที เมื่อกี้หยางหยวนคุนก็บอกไว้แล้วว่าจะไปรับเงิน พอกลับมาก็ต้องแจกจ่ายเงินแน่นอน จะไม่ให้ร้อนใจได้ยังไง ทำงานมาครึ่งปีก็เพื่อรอเวลานี้นี่แหละ

"ใจร้อนกันจังนะ" หยางหยวนคุนพูดกลั้วหัวเราะ ไม่ได้ถ่วงเวลาแต่อย่างใด เดินตรงไปที่ห้องตัวเองพลางบอกว่า

"รออยู่นี่แหละ ฉันไปหยิบสมุดจดก่อน"

เมื่อกลับเข้ามาในห้อง หยางหยวนคุนก็วางถุงเงินไว้บนเตียง แล้วหยิบสมุดบันทึกที่เสียบปากกาไว้จากตู้ข้างเตียง สมุดเล่มนี้บันทึกเวลาเข้างานและการเบิกเงินล่วงหน้าของคนงานทุกคน เมื่อถือสมุดบันทึกไว้ในมือแล้ว เขาก็เปิดถุงบนเตียง หยิบเงินออกมาสี่หมื่นหยวน ในถุงยังเหลือเงินอีกสี่หมื่นหยวน

เขาเดินออกจากห้องมาที่โต๊ะไพ่นกกระจอกตรงลานบ้าน แล้ววางเงินลงบนโต๊ะ ทุกคนถึงกับส่งเสียงฮือฮากันเบาๆ เพราะเงินตรงหน้าคือเงินสดๆ ตั้งสี่หมื่นหยวน ซึ่งมากกว่าเงินเก็บของครอบครัวพวกเขาทั้งครอบครัวรวมกันเสียอีก

"มา ทีละคนนะ"

หยางหยวนคุนมองดูทุกคนแล้วก็ไม่ได้โอ้เอ้อะไร การรีบแจกเงินให้ถึงมือทุกคนคือเรื่องสำคัญที่สุด

"คนแรก สวีหยาง"

สวีหยางรีบเดินมายืนข้างโต๊ะทันที ถูมือไปมาด้วยท่าทีประหม่า นี่เป็นครั้งแรกที่เขาได้รับเงินก้อนโตขนาดนี้

"อืม ค่าแรงวันละห้าสิบหยวน นายทำงานไปหนึ่งร้อยห้าสิบวัน"

หยางหยวนคุนดูสมุดบันทึกแล้วอ่านออกเสียง พร้อมกับคำนวณเงินให้ดู

"รวมเป็นเงินเจ็ดพันห้าร้อยหยวน เบิกค่าครองชีพไปเดือนละห้าร้อยหยวน รวมหกเดือนก็สามพันหยวน เหลือสี่พันห้าร้อยหยวน แล้วก็หักค่าซ่อมงานที่ไม่เรียบร้อยอีกหกร้อยหยวน สรุปว่านายจะได้เงินสามพันเก้าร้อยหยวนนะ ลองนับดูสิ"

หยางหยวนคุนนับเงินสามพันเก้าร้อยหยวนแล้วยื่นให้ สวีหยางก็ไม่รอช้า รีบนับเงินต่อหน้าทุกคนทันที ไม่นานก็นับเสร็จ

"ครบสามพันเก้าพอดีเลยครับพี่หยาง"

"โอเค เซ็นชื่อรับเงินตรงนี้ แล้วก็ถือว่าเคลียร์กันแล้วนะ"

หยางหยวนคุนยื่นปากกาให้อีกฝ่ายเซ็นชื่อ เป็นอันจบขั้นตอนการจ่ายเงิน ถึงแม้เงินจำนวนนี้จะดูไม่เยอะ แต่นี่เป็นแค่ค่าแรงจากการทำงานหกเดือนกับเขาเท่านั้นนะ ยังไม่รวมค่าครองชีพเดือนละห้าร้อยหยวนที่ได้รับไปแล้ว ซึ่งในยุคนั้นถือว่าเป็นจำนวนเงินที่ไม่น้อยเลยทีเดียว

"คนต่อไป ซูหย่วนเซิ่ง"

คนต่อไปก็มาถึงอย่างรวดเร็ว คนนี้ได้เงินเยอะกว่าสวีหยางหน่อย ทำงานไปร้อยหกสิบวัน ครึ่งปีหยุดไปแค่ยี่สิบวัน ซึ่งรวมถึงวันที่ฝนตกจนทำงานไม่ได้ด้วย ไม่นานเงินก็ถูกส่งให้ซูหย่วนเซิ่ง

"นายหยุดน้อยขนาดนี้ ร่างกายไหวเหรอ"

"ไหวสิครับพี่หยาง พอได้จับเงินปุ๊บ ความเหนื่อยก็หายเป็นปลิดทิ้งเลย"

ซูหย่วนเซิ่งตอบยิ้มๆ สาเหตุที่เขาขยันขันแข็งขนาดนี้ก็เพราะที่บ้านยากจน เพิ่งจะแต่งงานเมื่อปีที่แล้ว ลูกก็ยังเล็ก เป็นช่วงที่ต้องใช้เงินทั้งนั้น

"รู้ลิมิตตัวเองก็แล้วกัน มาเซ็นชื่อสิ" หยางหยวนคุนก็ไม่ได้ว่าอะไรต่อ การที่อีกฝ่ายขยันทำงาน ก็ถือว่าทำเงินให้เขาด้วยเหมือนกัน

ขั้นตอนการจ่ายเงินของคนงานอีกสี่คนที่เหลือผ่านไปอย่างรวดเร็ว หลังจากที่ทุกคนได้รับเงินแล้ว ก็ไม่มีใครรีบกลับเข้าห้อง เพราะในลานบ้านก็ไม่มีคนนอก ทุกคนต่างรอดูว่าคนอื่นๆ จะได้เงินเท่าไหร่ ซูหย่วนเซิ่งซึ่งเป็นคนที่สองได้เยอะที่สุด ส่วนสวีหยางได้น้อยที่สุด

"เสี่ยวหู่ นี่ของนาย"

คราวนี้ตาหวังหู่แล้ว หมอนี่ไม่ได้แค่ลงแรงทำเองเท่านั้น แต่ยังถือเป็นผู้คุมงานย่อยๆ ของเขาด้วย พวกเขาต่างก็เป็นลูกจ้างรับค่าแรงรายวัน การอู้งานถือเป็นเรื่องปกติ จึงต้องมีคนคอยคุม ไม่อย่างนั้นอย่าว่าแต่ครึ่งปีเลย ให้เวลาเป็นปีงานก็คงไม่เสร็จ เรื่องนี้ไม่เกี่ยวว่าจะสนิทกันมากแค่ไหน มันเป็นสันดานของคน

เงินที่ส่งให้หวังหู่มีทั้งหมดเจ็ดพันหยวน ซึ่งก็เป็นไปตามที่ตกลงกันไว้ก่อนหน้านี้ มากกว่าคนอื่นๆ อยู่สองพันหยวน

"ขอบคุณครับพี่"

หวังหู่มองเงินในมือด้วยความตื่นเต้น ปีนี้ถ้าเอาเงินก้อนนี้กลับไปวางตรงหน้าพ่อแม่ ดูสิว่าพวกท่านจะยังหาว่าเขาออกไปเถลไถลข้างนอกอีกไหม ปีก่อนๆ เงินที่หามาได้ เขาก็ผลาญไปจนหมดเกลี้ยง เขาเองก็ยังไม่ได้แต่งงาน จึงไม่มีความคิดที่จะเก็บออมเงินเลยสักนิด

"งั้นก็เอาตามนี้นะ พวกนายจัดการธุระกันต่อเถอะ"

ในถุงยังเหลือเงินอีกประมาณสามพันหยวน ขณะที่กำลังจะเดินกลับเข้าห้อง เขาก็นึกอะไรขึ้นมาได้ จึงหันกลับมาถาม

"พวกเราเตรียมตัวกลับบ้านกันได้แล้ว พวกนายซื้อตั๋วรถไฟได้หรือยัง"

"ตอนนี้ไม่มีตั๋วแล้วครับพี่หยาง พวกผมกะว่าจะนั่งรถทัวร์กลับ คุยกับทางท่ารถไว้เรียบร้อยแล้ว" หวังหู่ตอบ

ช่วงเวลานี้เป็นช่วงเทศกาลเดินทางกลับบ้านเกิดช่วงตรุษจีนตั๋วรถไฟก็หมดเกลี้ยงไปตามระเบียบ มณฑลเจียงซูกับบ้านเกิดที่มณฑลอันฮุยก็อยู่ไม่ไกลกัน นั่งรถทัวร์กลับก็สะดวกดี

"โอเค งั้นพรุ่งนี้พวกเรากลับพร้อมกันเลยนะ รีบกลับไปฉลองปีใหม่ที่บ้านกัน ฮ่าๆ"

พอพูดถึงเรื่องนี้ หยางหยวนคุนก็นึกขึ้นได้ว่าลืมทำอะไรบางอย่างไป

แย่แล้ว ไม่ได้โทรกลับบ้านมาตั้งนาน พอคิดขึ้นมาได้ ก็เริ่มคิดถึงลูกเมียขึ้นมาจริงๆ ชาติก่อนตอนที่เขาสุขภาพย่ำแย่ ภรรยาของเขาก็ยังแข็งแรงดี ลูกทั้งสองคนก็อยู่เคียงข้าง เขาจึงไม่ได้มีความรู้สึกคิดถึงบ้านอย่างรุนแรงเหมือนในนิยายทะลุมิติเรื่องอื่นๆ แต่ตอนนี้เขาอยากรีบโทรกลับบ้านใจจะขาด

เมื่อกลับเข้ามาในห้อง ขณะที่หยางหยวนคุนกำลังเตรียมตัวจะไปโทรศัพท์ที่ร้านขายของชำ เขามองดูเงินที่เหลืออยู่ แล้วก็นึกขึ้นได้ว่าปีหน้ายังมีโปรเจกต์ใหญ่รออยู่ เขาคงต้องซื้อใจคนพวกนี้ไว้เสียหน่อย โดยเฉพาะหวังหู่ที่เป็นทั้งเพื่อนสมัยเด็กและลูกน้องคนสนิท

เขาเดินออกจากห้อง ไปที่ห้องของหวังหู่ซึ่งอยู่ติดกัน เคาะประตูเบาๆ แล้วเปิดเข้าไป หวังหู่กำลังรีบคว้าแก้วน้ำมาปิดทับอะไรบางอย่างด้วยท่าทีลุกลี้ลุกลน พอเห็นว่าเป็นหยางหยวนคุน ก็ถอนหายใจอย่างโล่งอก

"ซ่อนเงินอยู่ล่ะสิ" หยางหยวนคุนหัวเราะพลางตบไหล่อีกฝ่ายเบาๆ

"คืนนี้อย่าลืมเย็บเงินเก็บไว้ให้ดีล่ะ บนรถทัวร์มันไม่ได้ปลอดภัยนะ เย็บติดไว้ด้านในกางเกงในนั่นแหละ"

"รู้แล้วน่าพี่" หวังหู่ตอบกลั้วหัวเราะ

"นี่ของนาย" หยางหยวนคุนล้วงเงินปึกหนึ่งออกมาจากกระเป๋าเสื้อ เป็นเงินสามพันหยวนพอดี

"ถือว่าเป็นโบนัสให้ก็แล้วกัน รวมกับของเดิมก็เป็นหนึ่งหมื่นหยวนพอดี"

"จะดีเหรอพี่ ตอนแรกตกลงกันไว้เท่าไหร่ก็เท่านั้นสิ ผมรับไว้ไม่ได้หรอก" หวังหู่รีบปฏิเสธ

"ให้ก็รับไปเถอะน่า จะพูดมากทำไม" หยางหยวนคุนโยนเงินให้อีกฝ่ายอย่างรำคาญ แล้วพูดต่อ

"ปีหน้าเถ้าแก่จ้าวจะให้โปรเจกต์ใหญ่กับฉัน ถึงตอนนั้นนายมาช่วยฉันนะ รับรองว่าจะไม่ให้เสียเปรียบแน่นอน"

"พูดอะไรแบบนั้นพี่ พี่เรียกเมื่อไหร่ ผมก็ไปเมื่อนั้นแหละ" หวังหู่รีบตอบรับ

"โอเค เดี๋ยวฉันจะไปดูคนอื่นๆ หน่อยนะ"

พูดจบหยางหยวนคุนก็เดินออกจากห้องของหวังหู่ แล้วแวะไปหาคนอื่นๆ ตามห้องต่างๆ แน่นอนว่าคนอื่นๆ คงไม่ได้โบนัสเยอะขนาดนี้ เขาแจกให้คนละสองร้อยหยวน รวมกับเงินค่าซ่อมงานที่ตกลงกันไว้ก่อนหน้านี้อีกคนละร้อยหยวน หลังจากพูดคุยเรื่องงานปีหน้ากับทุกคนเรียบร้อย เขาก็เดินออกจากลานบ้านอย่างสบายใจ มุ่งหน้าไปยังร้านขายของชำ

จบบทที่ บทที่ 5 การแบ่งเงิน

คัดลอกลิงก์แล้ว