- หน้าแรก
- สุดยอดเชฟระดับพระเจ้า เขย่าวงการสตรีมเมอร์
- บทที่ 60 กระโดดข้ามขั้นอีกแล้ว?
บทที่ 60 กระโดดข้ามขั้นอีกแล้ว?
บทที่ 60 กระโดดข้ามขั้นอีกแล้ว?
หลิวผิงนำผลงานของเย่เฟยไปโพสต์ลงในกลุ่มรวมของบริษัท ผลที่ตามมาคือการโดนผู้คนรุมดูแคลนในทันที
ทว่าเมื่อเผชิญกับสถานการณ์เช่นนี้ หลิวผิงกลับแสดงท่าทีสงบเยือกเย็นราวก้อนเมฆพัดผ่านและสายลมที่พัดเอื่อยๆ นี่ไม่ใช่ครั้งแรกที่เกิดเรื่องแบบนี้เสียหน่อย เขาไม่จำเป็นต้องเอาตัวไปเกลือกกลั้วกับกลุ่มคนที่ไม่เคยเห็นโลกกว้างพวกนั้น
ดูเอาเถอะครับ บารมีของเพื่อนหลิวผิงของเรานับวันจะยิ่งสูงส่งขึ้นเรื่อยๆ
เมื่อหลิวผิงไม่พูด ก็ไม่ได้หมายความว่าคนอื่นจะไม่พูด
ในตอนนั้นเอง รองประธานหลี่ของบริษัทก็ปรากฏตัวขึ้นพร้อมส่งข้อความว่า: "ขอแสดงความยินดีกับ เทพใหม่ แห่งหมวดอาหาร เย่เฟย สำหรับผลงานอันยอดเยี่ยมอีกครั้ง ยอดเงินรางวัลพุ่งสูงถึง 1,883,798 หยวน! ในขณะเดียวกัน ก็หวังว่าทุกแผนกจะเร่งเฟ้นหาหน้าใหม่ที่มีศักยภาพ และขออวยพรให้แพลตฟอร์มของเราก้าวหน้าขึ้นไปอีกขั้น"
"เชี่ย! เรื่องจริงเหรอเนี่ย?"
"แม่เจ้าโว้ย หนึ่งล้านแปดแสนแปดหมื่นกว่าหยวน... วันนี้ไอ้เย่เฟยมันไปฉีดเลือดไก่มาเท่าไหร่กันแน่วะ?"
"ผลงานระดับนี้ฉีดเลือดไก่เท่าไหร่ก็ไม่พอหรอก ฉันว่าหมอนี่มันฉีดเลือดมังกรมามากกว่า"
"หมวดอาหารนี่ขุดเจอเพชรเม็ดงามระดับมหาเทพจริงๆ ถ้าเป็นแบบนี้ต่อไป คาดว่าในอนาคตเย่เฟยคงได้ขึ้นสู่จุดสูงสุดของแพลตฟอร์มแน่ๆ"
"นายฝันไปหรือเปล่า? คิดว่าการจะขึ้นสู่จุดสูงสุดมันง่ายขนาดนั้นเลยเหรอ? มันไม่ได้ดูแค่ยอดเงินรางวัลอย่างเดียว แต่มันดูที่ฐานแฟนคลับด้วย ตอนนี้เขาเป็นแค่สตรีมเมอร์ดาวทองแดงระดับ 2 แฟนคลับเต็มที่ก็แค่สองหมื่นคน ยังห่างชั้นอีกไกลโข"
ทว่าทันทีที่คนคนนั้นพูดจบ รองประธานหลี่ก็ส่งข้อความต่อมาทันที: "ขอแสดงความยินดีกับสตรีมเมอร์เย่เฟยแห่งหมวดอาหาร ที่เลื่อนระดับจากดาวทองแดงระดับ 2 ขึ้นเป็น ดาวทองแดงระดับ 4 อย่างเป็นทางการ ด้วยจำนวนแฟนคลับสะสม 45,736 คน"
ทุกคนต่างพากันอึ้งกิมกี่ไปตามๆ กัน
ให้ตายเถอะ! เมื่อกี้เพิ่งจะคุยกันหยกๆ ว่าหมอนี่เป็นแค่ระดับ 2 พริบตาเดียวกลายเป็นระดับ 4 ไปเสียแล้ว
เอ๊ะ~~
เดี๋ยวนะ แป๊บหนึ่งนะเฮ้ย
ดาวทองแดงระดับ 4?
พอทุกคนตั้งสติได้ ในกลุ่มแชทก็ระเบิดอารมณ์ขึ้นมาอีกครั้ง
"ล้อกันเล่นหรือเปล่า? หมอนี่มันกระโดดข้ามขั้นอีกแล้วเหรอ? นี่แกเสพติดการกระโดดข้ามขั้นไปแล้วใช่ไหมวะ!"
"ดะ... ดูเหมือนจะใช่ครับ เขาข้ามจากระดับ 2 ไปเป็นระดับ 4 เลย กระโดดข้ามระดับ 3 ไปหน้าตาเฉย"
"เชี่ย หมอนี่มันตัวประหลาดชัดๆ ความเร็วในการเลื่อนระดับแบบนี้ทำให้ฉันสงสัยจริงๆ ว่าเขานั่งจรวดมาหรือไง"
"นี่น่าจะเป็นสถิติใหม่อีกแล้วใช่ไหม?"
"คำว่า น่าจะ มันน้อยไปครับ นี่มันคือสถิติที่ทำให้รุ่นพี่ต้องสติแตกและรุ่นน้องต้องสิ้นหวังชัดๆ ใครจะไปทำลายสถิติแบบนี้ได้วะ"
"เย่เฟย... หึๆ ทำไมตอนแรกนายไม่มาอยู่หมวดเพลงและการแสดงของพวกเรานะ? ถ้านายมานะ หมวดเราจะทุ่มสุดตัวปั้นนายให้ดังคับฟ้าเลย"
"พูดเหมือนหมวดอาหารของพวกเราจะไม่ทุ่มงั้นแหละ บอกพวกนายไว้เลยนะ เย่เฟยคือเทพองค์ใหม่ของหมวดอาหาร ใครกล้ามาแหยมพวกเราจะสวนกลับให้ยับ"
"ใจเย็นๆ เย่เฟยเป็นแค่สตรีมเมอร์ที่ทำอาหารเก่ง ต่อให้ดึงตัวมาหมวดเพลงเขาก็คงโชว์ความสามารถไม่ถูกจุดอยู่ดี คงไม่ให้เขาทำอาหารไปร้องเพลงไปหรอกนะ"
"รู้แบบนั้นก็ดีแล้ว"
ในห้องทำงานผู้จัดการหมวดอาหาร จ้าวเซินมองหน้าเฝิงเทียนหลายแล้วยิ้มกว้าง "เหล่าเฝิง พวกคุณทำได้เยี่ยมมาก เย่เฟยคนนี้เป็นความประหลาดใจที่ยิ่งใหญ่จริงๆ"
เฝิงเทียนหลายเอ่ยด้วยความตื่นเต้น "ผู้จัดการครับ ผลงานก็เห็นกันอยู่แล้ว นี่แสดงว่าการพุ่งทะยานของเย่เฟยนั้นหยุดไม่อยู่แล้วจริงๆ เราต้องเตรียมการสำหรับอนาคตได้แล้วครับ ผมว่าต้องรีบคุยกับเขาเรื่องสัญญา ตอนนี้สัญญายังเป็นแค่รูปแบบอิเล็กทรอนิกส์ ผมเห็นว่าควรเปลี่ยนเป็นสัญญาแบบลายลักษณ์อักษรให้เร็วที่สุด เพื่อให้มีผลผูกพันทางกฎหมายที่แน่นหนากว่า (สัญญาอิเล็กทรอนิกส์ในมิตินี้มีผลบังคับใช้อ่อนหลวม โปรดอย่าเทียบกับโลกความเป็นจริง)"
จ้าวเซินพยักหน้าพลางตอบ "เรื่องนี้คุณหาเวลาไปคุยกับเย่เฟยด้วยตัวเองเลย อีกอย่าง เพื่อป้องกันไม่ให้เขาปฏิเสธ คุณบอกเขาไปเลยว่าถ้าเซ็นสัญญากระดาษ แพลตฟอร์มจะดูแลเขาเหมือนกับมหาเทพคนอื่นๆ ไม่สิ... ต้องให้ความสำคัญมากกว่ามหาเทพคนอื่นๆ เสียอีก"
"รับทราบครับ ผมเตรียมตัวเสร็จแล้วจะรีบโทรหาเขาทันที แต่คนประเภทนี้มักจะมีนิสัยหยิ่งทระนงในศักดิ์ศรี ผมไม่แน่ใจว่าเขาจะยอมรับข้อเสนอของเราไหม"
"งั้นก็จัดสวัสดิการและผลประโยชน์ให้สูงที่สุดเท่าที่จะเขียนได้ไปเลย เชื่อผมสิ ขอแค่เขากล้าขอ คุณก็กล้าเขียนไปเลย ส่วนทางเบื้องบนเดี๋ยวผมไปเคลียร์เอง สรุปสั้นๆ คือไม่ว่าจะใช้วิธีไหน เราต้องมัดตัวเย่เฟยไว้ให้ได้"
เมื่อได้รับคำสั่งจากผู้จัดการ เฝิงเทียนหลายก็เข้าใจทันทีว่าต้องทำอย่างไร ก่อนจะคุยเรื่องอื่นๆ กับจ้าวเซินต่อไป
หลังจากเย่เฟยสตรีมเสร็จไม่นานนัก เฝิงเทียนหลายก็จัดการโอนเงินส่วนแบ่งจากการสตรีมครั้งนี้มาให้ หลังจากหักส่วนแบ่งของแพลตฟอร์มไป 30% ยอดเงินรวมคือ 1,318,658.60 หยวน และเหมือนเช่นทุกครั้ง ทันทีที่เงินเข้าบัญชี ระบบเหม่ยปอก็หักค่าธรรมเนียมการจัดการไป 90% ในพริบตา จนสุดท้ายเหลือเงินถึงมือเย่เฟยจริงๆ คือ 131,865.86 หยวน
เย่เฟยรู้สึกพอใจกับจำนวนเงินนี้มาก
"หนี้สินก็ต้องชดใช้ จัดการหนี้หลักหมื่นที่ติดค้างคนอื่นไว้ให้จบก่อนดีกว่า" เย่เฟยตั้งใจไว้อย่างนั้น
ที่จริงเขาตั้งใจจะคืนเงินตั้งแต่เมื่อวานแล้ว แต่เมื่อวานดันไปเช่าบ้านเสียก่อน เฉพาะค่าเช่าบ้านก็ปาเข้าไปหกหมื่นหยวนแล้ว เงินที่เหลือติดตัวนิดหน่อยเขาเลยยังไม่กล้าขยับเขยื้อน
ตอนนี้ในเมื่อมีเงินเข้ามาอีกแสนกว่าหยวน จะมาทำตัวเป็นพวกลูกหนี้จอมเหนียวหนี้ต่อไปไม่ได้ ความซื่อสัตย์ในฐานะมนุษย์คนหนึ่งจะทิ้งไปไม่ได้เด็ดขาด
เมื่อคิดได้ดังนั้น เย่เฟยจึงหยิบมือถือขึ้นมาโทรศัพท์ไปหาคนสองสามคนเพื่อขอเลขบัญชี แล้วโอนเงินผ่านระบบ เทียนซิ่นให้ทันที
"เหลือแค่ของ ฟางเสี่ยวหู่ อีกแปดพันห้า อืม... เดี๋ยวเรียกหมอนั่นออกมาหาอะไรกินหน่อย แล้วค่อยคืนเงินให้เขากับมือ"
ในขณะที่เย่เฟยกำลังวางแผนอยู่นั้น เสียงเคาะประตูก็ดังขึ้น ทำให้เขาชะงักไปครู่หนึ่ง
เขานึกในใจว่าเพิ่งจะย้ายมาอยู่แท้ๆ ทำไมถึงมีคนมาเคาะประตูได้ล่ะ? และที่แน่นอนที่สุดคือคนคนนี้ไม่ใช่หม่าชุ่ยฮวาแน่ๆ เพราะถึงแม้หม่าชุ่ยฮวาจะเปลี่ยนสไตล์การเคาะประตูมาเป็นแนวอ่อนช้อยกว่าเดิมแล้ว แต่ที่นี่คือบ้านของเธอ เธอต้องมีกุญแจสำรองอยู่แล้ว ไม่จำเป็นต้องเคาะก็ได้ แค่ไขประตูเข้ามาเลยก็จบ
แล้วคนคนนี้คือใคร?
เย่เฟยลุกขึ้นยืนแล้วถามออกไป "ใครครับ?"
ไม่มีเสียงตอบรับจากหน้าห้อง
เย่เฟยรู้สึกแปลกใจ สุดท้ายจึงเดินไปที่ประตูแล้วมองผ่านช่องตาแมวออกไป พลันเขาก็ต้องชะงักไปครู่หนึ่ง
เพราะเขามองเห็นหญิงสาวคนหนึ่งยืนอยู่หน้าห้อง เป็นผู้หญิงที่สวยมาก อายุประมาณยี่สิบปี สวมชุดกระโปรงสีฟ้า ผมยาวสลวยสีดำสนิท ทว่าหญิงสาวที่ยืนอยู่หน้าห้องดูจะมีท่าทางกระวนกระวายใจอยู่ไม่น้อย
เย่เฟยเปิดประตูออก พลางสำรวจหญิงสาวตรงหน้าอีกครั้งแล้วถามด้วยความไม่เข้าใจ "คุณมาหาใครครับ?"
หญิงสาวเห็นประตูเปิดออกก็รีบเอ่ยทันที "สวัสดีค่ะ ฉันพักอยู่ที่ห้องเก้าศูนย์สี่ข้างๆ นี้เอง ฉันชื่อเถียนซินหลาน ไม่ทราบว่าคุณเห็น เสี่ยวผี ของฉันบ้างไหมคะ?"
เสี่ยวผี?
เย่เฟยงงเป็นไก่ตาแตก เสี่ยวผีนี่มันคือตัวอะไรกันล่ะเนี่ย?
"ขอโทษนะครับ เสี่ยวผีคือ..."
"เสี่ยวผีก็คือเสี่ยวผีไงคะ คุณเห็นมันไหม?"
เย่เฟยถึงกับหน้าขึ้นขีดดำเป็นแถว ผมก็รู้ครับว่าเสี่ยวผีคือเสี่ยวผี แต่ประเด็นคือเสี่ยวผีมันคืออะไรล่ะครับ? ผมยังไม่รู้เลยว่ามันเป็นตัวอะไร จะไปเห็นผีได้ยังไงกันล่ะแม่คุณ
เถียนซินหลานดูเหมือนจะรู้ตัวว่าสื่อสารผิดพลาดไปหน่อย จึงรีบบอกว่า "มันเป็นหมาพันธุ์ชาเป่ยที่ฉันเลี้ยงไว้น่ะค่ะ ฉันตั้งชื่อให้มันว่าเสี่ยวผี"
เย่เฟยถึงกับอ้อขึ้นมาทันที ที่แท้ก็หมาชาเป่ยนี่เอง แต่แม่คุณเอ๊ย ระดับการตั้งชื่อของคุณนี่ควรได้รับการปรับปรุงนะ ต่อให้ตั้งชื่อว่าเสี่ยวซาก็ยังฟังดูดีกว่าเสี่ยวผี (ผี ภาษาจีนแปลว่า หนัง/น่าหมั่นไส้) เยอะเลยไม่ใช่เหรอ?
"เรื่องนี้ผมไม่เห็นจริงๆ ครับ ลองไปถามห้องอื่นดูไหมครับ?"
เถียนซินหลานแสดงสีหน้าผิดหวังอย่างเห็นได้ชัด ก่อนจะกล่าวขอโทษ "งั้นต้องขอโทษด้วยนะคะที่มารบกวน เดี๋ยวฉันไปลองถามคนอื่นดูค่ะ"
พูดจบเธอก็ส่งยิ้มขอโทษให้เย่เฟยบางๆ แล้วเดินจากไป
เย่เฟยไม่ได้คิดอะไรมาก เขาปิดประตูแล้วโทรศัพท์หาฟางเสี่ยวหู่เพื่อนัดออกไปกินข้าวด้วยกัน
"ไอ้น้องเอ๊ย เงินเดือนออกแล้วเหรอ? แต่เงินเดือนแค่นั้นเก็บไว้เลี้ยงตัวเองเถอะ เงินฉันไม่รีบใช้หรอก" ปลายสายฟางเสี่ยวหู่เอ่ยอย่างใจป้ำ
เย่เฟยรู้สึกซึ้งใจมาก นี่แหละเพื่อนตายของจริง ไม่เหมือนหม่าชุ่ยฮวาที่ติดค่าเช่าแค่พันกว่าหยวนก็แทบจะปิดประตูห้องไม่ให้เขาออกไปไหน
"เงินฉันยังมีพอใช้ เลิกพล่ามได้แล้ว ร้านโต้รุ่งเจ้าอ้วนนะ หกโมงเย็นเจอกันห้ามเลท" เย่เฟยสรุปตัดบท
ทางด้านฟางเสี่ยวหู่ก็ไม่ได้อิดออด ตอบตกลงทันที
เมื่อถึงเวลาห้าโมงเย็น เย่เฟยก็จัดการเตรียมตัวสั้นๆ แล้วออกจากห้องมุ่งหน้าไปยังร้านโต้รุ่งเจ้าอ้วนในทันที