- หน้าแรก
- ยอดยุทธ์เก้าพันปีผู้แข็งแกร่งที่สุดในปฐพี ข้ารับบัญชาจักรพรรดินีคุมวังหลัง
- บทที่ 14 ฮ่องเต้พระองค์นี้ช่างมิใช่คนโดยแท้!
บทที่ 14 ฮ่องเต้พระองค์นี้ช่างมิใช่คนโดยแท้!
บทที่ 14 ฮ่องเต้พระองค์นี้ช่างมิใช่คนโดยแท้!
บทที่ 14 ฮ่องเต้พระองค์นี้ช่างมิใช่คนโดยแท้!
หลี่ฉางเซิงในคราบ ‘ฝ่าบาท’ มุ่งหน้าไปยังตำหนักอวี้เฉวียน
และในคืนนั้นเอง เขาก็ราวกับถูกจูล่งเข้าสิงร่าง
เขาบุกตะลุยฝ่าทัพรับศึกนองเลือด ณ เนินเตียงปันของพระสนมโหรว ทะลวงเข้าออกเจ็ดรอบโดยมิรู้จักเหน็ดเหนื่อย
เป็นเพราะคราวก่อน องค์หญิงถูอันลอบฝัง ‘กู่ปรารถนาสวาท’ ใส่เขาอย่างแนบเนียนในระหว่างที่ร่วมรักกัน
ครั้งนี้ หลี่ฉางเซิงจึงกระทำรุนแรงป่าเถื่อนกับนางเช่นเคย ไร้ซึ่งความทะนุถนอมอ่อนโยนแม้แต่น้อย
สรุปสั้น ๆ เพียงประโยคเดียว
‘ทุ่งหญ้าของข้า ม้าของข้า... ข้าจะควบให้บ้าคลั่งแค่ไหนก็ได้!’
ทว่า... อย่าได้หลงกลรูปโฉมภายนอกที่ดูบอบบางน่าทะนุถนอมของพระสนมโหรวเป็นอันขาด
แท้จริงแล้ว... นางช่างร้ายกาจยิ่งนัก!
โดยเฉพาะกระบวนท่าเรียวขากรรไกรปลิดวิญญาณของนางนั้น ช่างลึกล้ำเป็นเอกลักษณ์หาผู้ใดเปรียบ
หากหลี่ฉางเซิงมิได้ครอบครองศาสตราเทพโดยกำเนิดแล้วไซร้ เขาคงมิอาจปราบพยศนางได้เป็นแน่
หลังจากเสร็จสิ้นศึกรักอันดุเดือด ทั้งสองฝ่ายต่างก็อ่อนระทวยและผละออกจากกัน
อวี่โหรวที่มีเหงื่อหอมกรุ่นชุ่มโชกไปทั้งร่าง ซุกตัวอยู่ในอ้อมกอดของหลี่ฉางเซิง
นางพ่นลมหายใจร้อนผ่าว หอบหายใจแผ่วเบา พลางเอ่ยถาม
“ฝ่าบาท... หากพระองค์เสด็จมาหาหม่อมฉันทุกวี่ทุกวัน องค์ไทเฮาจะมิทรงพิโรธเอาหรือเพคะ?”
“หม่อมฉันได้ยินมาว่า ฝ่าบาทมิเคยเสด็จไปเยือนตำหนักกานเฉวียนเลยตลอดสามปีที่ผ่านมา”
เมื่อได้ยินวาจาหว่านล้อมของอวี่โหรว หลี่ฉางเซิงก็ลอบแค่นเสียงเย็นชาในใจ
“…ดูเหมือนว่าวังหลังแห่งนี้ จะมิมีผู้ใดที่รับมือได้ง่าย ๆ เลยสินะ”
“คนงาม... วสันตคืนหนึ่งล้ำค่าพันทอง เหตุใดจึงต้องเอ่ยถึงองค์ไทเฮาให้เสียบรรยากาศด้วยเล่า?”
“มาเถิด... พวกเรามาต่อกันดีกว่า เจิ้นหวังว่าเจ้าจะเร่งตั้งครรภ์ทายาทมังกรให้เจิ้นโดยเร็ว!”
เมื่อได้ยิน ‘ฝ่าบาท’ เอ่ยว่าต้องการให้นางเร่งตั้งครรภ์ทายาทมังกรโดยเร็ว นัยน์ตาของอวี่โหรวก็เบิกกว้างทอประกายขึ้นมาทันที
ดูเหมือนข้อสันนิษฐานของนางจะถูกต้องไปเสียทุกอย่าง
สาเหตุที่ฝ่าบาทมิเคยเสด็จไปเยือนตำหนักของไทเฮาเลยตลอดสามปี
ก็เป็นเพราะพระองค์มิประสงค์จะให้ไทเฮาตั้งครรภ์ทายาทมังกรนั่นเอง
เพราะอย่างไรเสีย หากไทเฮามีทายาทมังกรขึ้นมา
ตามกฎมณเฑียรบาลแห่งต้าอู่ ทารกนั้นย่อมได้รับการแต่งตั้งให้เป็นองค์รัชทายาทโดยชอบธรรม
เมื่อถึงเวลานั้น ตระกูลเซียวที่กุมอำนาจล้นฟ้าอยู่แล้ว ก็จะยิ่งกำเริบเสิบสานจนมิอาจมีผู้ใดหยุดยั้งได้
มีความเป็นไปได้สูงที่ฝ่าบาทอาจจะสวรรคตอย่างกะทันหันในวันใดวันหนึ่ง
และบทละครฉากต่อไป ก็คงจะเป็นการที่องค์รัชทายาทขึ้นครองราชย์เป็นจักรพรรดิหุ่นเชิดอยู่สองสามปี จากนั้นก็เลียนแบบกษัตริย์เหยาและซุ่น สละราชบัลลังก์มอบแผ่นดินให้แก่ตระกูลเซียว... เมื่อขบคิดถึงผลได้ผลเสียที่เดิมพันด้วยชีวิต อวี่โหรวก็ยิ่งฮึกเหิมมีพละกำลังมากขึ้นไปอีก
นางบิดเอวบางดุจอสรพิษ ตอบสนองการกระทำของเขาอย่างบ้าคลั่ง
คราวนี้ หลี่ฉางเซิงถึงกับงัดกระบวนท่ายาก ๆ ออกมาใช้อีกหลายกระบวนท่า
ทั้งสองร่วมรักกันอย่างดูดดื่มและเร่าร้อน
หลังจากศึกสวาทอันดุเดือดจบลง หลี่ฉางเซิงก็พลอดรักเอื้อนเอ่ยถ้อยคำหวานหูกับอวี่โหรวอีกสองสามประโยค
จากนั้น เขาก็อ้างว่า ‘พรุ่งนี้ต้องตื่นเช้าไปว่าราชการ’ แล้วจึงหลบฉากกลับไปยังตำหนักของตน
เขามิกล้าค้างคืนที่ตำหนักอวี้เฉวียนเป็นอันขาด
เมื่อคราวก่อน ขนาดเขายังตื่นอยู่แท้ ๆ นังจิ้งจอกน้อยอวี่โหรวก็ยังลอบฝังหนอนกู่ใส่เขาได้อย่างแนบเนียน
หากเขาเผลอหลับไป มีหรือจะรู้ว่านางจะงัดลูกไม้อันใดมาเล่นอีก?
หลังจาก ‘ฝ่าบาท’ เสด็จกลับไป อวี่โหรวก็สั่งให้ชุนหลาน นางกำนัลคนสนิท นำหมอนมารองใต้บั้นเอวของนาง
นางยกเรียวขาขาวผ่องขึ้นสูง เพื่อป้องกันมิให้สายธารแห่งทายาทมังกรของ ‘ฝ่าบาท’ ไหลรินออกมา
วันรุ่งขึ้น!
จักรพรรดินีอิงเยว่ยังคงมีรับสั่งให้หลี่ฉางเซิงไปปรนนิบัติพระสนมโหรวที่ตำหนักอวี้เฉวียนดังเดิม
การทำศึกสวาทอันหนักหน่วงติดต่อกันถึงสามวันสามคืน
แม้นหลี่ฉางเซิงจะครอบครองศาสตราเทพโดยกำเนิด ทว่าเขาก็ชักจะรับมือไม่ไหวอยู่เหมือนกัน
ส่วนสภาพของพระสนมโหรวนั้น ก็มิได้ดีไปกว่ากันสักเท่าใด นางบอบช้ำจนบวมเป่งราวกับลูกท้อสุกงอม
ยิ่งไปกว่านั้น ทุกคราที่ ‘ฝ่าบาท’ เสด็จไปเยือนตำหนักพระสนมโหรว
ไทเฮาเซียวอวี่เฟยก็มักจะเกิดอาการหึงหวงและกรีดร้องอาละวาดระบายอารมณ์อยู่เสมอ
และทุกคราที่นางเกรี้ยวกราด อาการอุดอู้บริเวณทรวงอกของนางก็จะกำเริบ ทำให้รู้สึกเจ็บแปลบขึ้นมา
หลี่ฉางเซิงจึงต้องใช้วิชาการนวดอันเป็นเอกลักษณ์ของเขา นวดคลึงบรรเทาอาการปวดให้นางอยู่ร่ำไป
ซ้ำยังต้องสรรหาถ้อยคำหวานหูมาเอ่ยปลอบประโลมเอาใจนางอีกสารพัด
การที่เขาต้องทำงานหนักหามรุ่งหามค่ำ ราวกับวัวควายเยี่ยงนี้
แม้นร่างกายจะทำด้วยเหล็กไหล ก็คงทนทานรับไม่ไหวเป็นแน่
“…จักรพรรดิสุนัขผู้นั้น กะจะใช้แรงงานข้าให้ตายไปข้างหนึ่งเลยหรืออย่างไร!?”
“…นางช่างมิใช่คนโดยแท้!”
หลี่ฉางเซิงกุมบั้นเอวที่ปวดเมื่อย ลอบด่าทอและสรรเสริญบรรพบุรุษขององค์จักรพรรดิอยู่ในใจอย่างเผ็ดร้อน...
“กงกงหลี่ ท่านล้มป่วยหรือขอรับ? เหตุใดเพียงไม่กี่วัน ท่านถึงได้ซูบผอมลงถึงเพียงนี้?”
ผู้ที่เอ่ยทักก็คือ ขันทีน้อยรับใช้ประจำตัวของหลี่ฉางเซิงนั่นเอง
หลี่ฉางเซิงยังมิทราบนามที่แท้จริงของเขา รู้เพียงแต่ว่าเขาถูกเรียกขานว่า ‘เสี่ยวเฉินจื่อ’
“เสี่ยวเฉินจื่อ เจ้าเข้ามาอยู่ในวังหลวงได้กี่ปีแล้ว?”
เสี่ยวเฉินจื่อตอบ
“สามปีแล้วขอรับ!”
หลี่ฉางเซิงเอ่ยถามต่อ
“เหตุใดเจ้าจึงเข้ามาอยู่ในวังหลวงเล่า? เป็นเพราะบ้านเกิดประสบภัยพิบัติ ไร้หนทางทำกิน จึงต้องระหกระเหินเข้ามาดิ้นรนในวังเพื่อหาเลี้ยงชีพใช่หรือไม่?”
เสี่ยวเฉินจื่อตอบ
“นั่นก็เป็นเหตุผลส่วนหนึ่งขอรับ แต่มิใช่ทั้งหมด!”
หลี่ฉางเซิงเอ่ยถามด้วยความสนใจ
“โอ๊ะ? แล้วยังมีเหตุผลอื่นใดอีกเล่า?”
“หรือว่าเป็นเพราะดรุณีที่เจ้าหมายปองถูกคัดเลือกให้เข้าวัง เจ้าจึงยอมเฉือนสมบัติประจำตระกูลทิ้ง เพื่อเข้ามาเป็นขันทีคอยอยู่เคียงข้างนาง?”
“มิใช่ขอรับ!”
“อ้าว แล้วมันเป็นเพราะเหตุใดกันเล่า?”
เสี่ยวเฉินจื่อมีสีหน้าอึกอัก ราวกับมีเรื่องที่ยากจะเอ่ยปาก
“เสี่ยวเฉินจื่อ ที่นี่มีเพียงเราสองคน เจ้ามิไว้ใจข้าหรอกหรือ?”
เสี่ยวเฉินจื่อรีบส่ายหน้ารัว พลางตอบ
“ข้าน้อยมิกล้าขอรับ ข้าน้อยมิกล้า!”
“เป็นเพราะยามที่ข้าน้อยยังเด็ก ขณะที่ข้าน้อยกำลังปลดทุกข์อยู่กลางทุ่งนา จู่ ๆ ก็มีสุนัขตัวหนึ่งวิ่งเข้ามากินอุจจาระของข้าน้อย ผลปรากฏว่า... มันดันงับเอาสมบัติประจำตระกูลของข้าน้อยขาดกระจุยไปด้วยขอรับ...”
“!?”
เมื่อได้ฟังเรื่องราวของเสี่ยวเฉินจื่อ หลี่ฉางเซิงก็ถึงกับอ้าปากค้างด้วยความตื่นตะลึง
เขาปรารถนาจะเอ่ยคำปลอบประโลม ทว่าก็อับจนถ้อยคำที่จะกล่าว
เขาตบบ่าเสี่ยวเฉินจื่อเบา ๆ พลางเอ่ย
“เสี่ยวเฉินจื่อ... อันที่จริง การเป็นขันทีก็มิได้เลวร้ายไปเสียหมดหรอกนะ นอกจากการสูญเสียสมบัติประจำตระกูล และมิอาจสืบทอดทายาทได้แล้ว อย่างอื่นก็ยังดีกว่าการใช้ชีวิตอยู่ภายนอกวังตั้งมากมายนัก!”
เสี่ยวเฉินจื่อพยักหน้ารัวเห็นด้วยเป็นอย่างยิ่ง
“กงกงหลี่กล่าวได้ถูกต้องที่สุดขอรับ ปีที่แล้ว บ้านเกิดของข้าน้อยประสบภัยพิบัติอย่างหนัก สหายวัยเยาว์รุ่นราวคราวเดียวกันกับข้าน้อย หากมิอดตาย ก็ถูกโจรป่าและกองโจรเข่นฆ่าจนสิ้น...”
เมื่อได้ยินเสี่ยวเฉินจื่อเล่าถึงโศกนาฏกรรมที่เกิดขึ้นในบ้านเกิด หลี่ฉางเซิงก็ลอบถอนหายใจยาว
“เฮ้อ... ล้วนเป็นชะตากรรมที่สวรรค์ลิขิตมาทั้งสิ้น!”
“จริงสิ เสี่ยวเฉินจื่อ บ้านเกิดของเจ้าประสบภัยพิบัติถึงเพียงนั้น แล้วเจ้ายังเหลือเครือญาติอยู่อีกหรือไม่?”
เสี่ยวเฉินจื่อถูกความโศกเศร้าเข้าครอบงำ นัยน์ตาของเขาแดงก่ำ เขาเอ่ยด้วยน้ำเสียงสะอื้นไห้
“มิเหลือผู้ใดแล้วขอรับ นอกจากพี่สาวคนโตที่ออกเรือนไปแล้ว บิดามารดา พี่สาวอีกคน และน้องชายอีกสองคนของข้าน้อย ล้วนอดตายกันหมดสิ้นแล้วขอรับ!”
หลี่ฉางเซิงนิ่งเงียบไปชั่วขณะ มิรู้จะเอ่ยสิ่งใด
“เสี่ยวเฉินจื่อ... เช่นนั้น เจ้าก็จงมีชีวิตอยู่ต่อไปให้ดี เพื่อทดแทนส่วนของพวกเขาก็แล้วกัน แม้นจะเป็นเพียงขันที แต่เจ้าก็ต้องใช้ชีวิตอย่างมีศักดิ์ศรีเยี่ยงมนุษย์ปุถุชน”
“รอจนเจ้าได้ดิบได้ดี มียศถาบรรดาศักดิ์ เจ้าก็จะได้กลับบ้านเกิดอย่างสง่าผ่าเผย สวมใส่เสื้อผ้าไหมเนื้อดี นั่งเกี้ยวหามแปดคน กลับไปอย่างสมเกียรติและภาคภูมิ!”
“เมื่อถึงเวลานั้น เจ้าก็ค่อยหาเด็กในตระกูลสักคนมารับเป็นบุตรบุญธรรม เพื่อให้เขาคอยดูแลเจ้าในยามแก่เฒ่า และสืบทอดวงศ์ตระกูลของเจ้าต่อไป!”
เสี่ยวเฉินจื่อซาบซึ้งใจในคำพูดให้กำลังใจของหลี่ฉางเซิงเป็นอย่างยิ่ง
เขาเป็นคนพูดไม่ค่อยเก่ง มิรู้จะสรรหาถ้อยคำใดมาแสดงความขอบคุณ จึงทำได้เพียงคุกเข่าลงโขกศีรษะคำนับ
เขาเอ่ยปากปฏิญาณตน ว่ายินดีจะรับใช้เป็นเยี่ยงสุนัขและม้า ขอติดตามกงกงหลี่ไปจนกว่าชีวิตจะหาไม่
เมื่อเห็นความมุ่งมั่นของเสี่ยวเฉินจื่อ หลี่ฉางเซิงก็แย้มยิ้มอย่างพึงพอใจ
“เสี่ยวเฉินจื่อ เจ้าทำอันใดน่ะ รีบลุกขึ้นเถิด อันที่จริง... ภูมิหลังครอบครัวของข้าก็มิได้แตกต่างไปจากเจ้าสักเท่าใดนัก พวกเราล้วนเป็นคนหัวอกเดียวกัน ควรจะรักใคร่กลมเกลียวกันฉันพี่น้อง และคอยช่วยเหลือเกื้อกูลกันและกันนะ!”
เมื่อได้ยินกงกงหลี่เรียกขานตนว่าเป็น ‘พี่น้อง’ เสี่ยวเฉินจื่อก็ยิ่งรู้สึกปลาบปลื้มใจ ตื่นเต้นจนพูดไม่เป็นภาษา เอาแต่ปาดน้ำตาป้อย ๆ
หลี่ฉางเซิงมองออกว่าเสี่ยวเฉินจื่อเป็นคนซื่อสัตย์ กตัญญูรู้คุณ และมีจิตใจใสซื่อบริสุทธิ์
เขาจึงตัดสินใจที่จะปั้นเสี่ยวเฉินจื่อ ให้กลายเป็นคนสนิทที่ไว้ใจได้
ยามนี้ เขาถูกจักรพรรดินีอิงเยว่ พระสนมโหรว และไทเฮาเซียวอวี่เฟย สูบพลังจนแทบจะหมดสิ้นทั้งกายและใจแล้ว
เขาจำต้องปลุกปั้น ‘พี่น้อง’ ที่ไว้ใจได้สักสองสามคนขึ้นมา
เพื่อช่วยแบ่งเบาภาระและจัดการเรื่องจุกจิกในชีวิตประจำวัน
ยกตัวอย่างเช่น... การจัดหาสมุนไพรสำหรับปรุงยาโอสถ!
ยามนี้ เขาตั้งใจจะปรุงยาโอสถหลัก ๆ สองชนิด
ชนิดแรกคือ โอสถถอนพิษ!
แม้นว่าชิงอิงจะมอบยาถอนพิษโอสถตัดขั้วหัวใจให้เขาแล้วก็ตาม
ทว่าของพรรค์นี้มีประโยชน์ยิ่งนัก การปรุงเก็บไว้สำรองสักสองสามเม็ด ย่อมดีกว่าเวลาคับขันแล้วหาไม่ได้!
ชนิดที่สองคือ โอสถขัดเกลาร่างกาย ซึ่งใช้สำหรับชำระล้างไขกระดูกและเสริมสร้างความแข็งแกร่งให้แก่ร่างกาย
ร่างกายในภพนี้ของเขาค่อนข้างอ่อนแอปวกเปียก เขาจำเป็นต้องอัปเกรดความสามารถทางกายภาพของมันโดยเร็วที่สุด!
ส่วนยาโอสถสำหรับถอนพิษกู่ไหมทองคำ และกู่ปรารถนาสวาทนั้น เนื่องจากระดับการบ่มเพาะของเขายังไม่ถึงขั้น เขาจึงยังมิอาจปรุงมันขึ้นมาได้ในตอนนี้...
โปรดติดตามตอนต่อไปฝากติดตามเพจ Ipe นิยายแปล
จบตอน