- หน้าแรก
- โต้วหลัว วิถีตัวร้ายปล้นบุตรแห่งสวรรค์
- ตอนที่ 13: น้องสาวคนสวย ให้พี่ชายช่วยหรือไม่?
ตอนที่ 13: น้องสาวคนสวย ให้พี่ชายช่วยหรือไม่?
ตอนที่ 13: น้องสาวคนสวย ให้พี่ชายช่วยหรือไม่?
"อืม" จูอู่แย้มยิ้มพลางพยักหน้า
"ข้าเพิ่งเข้าเรียนวันนี้น่ะขอรับ"
ว่าพลางปลดตะกร้าไผ่ที่สะพายอยู่บนหลังลงมาวาง
"เถ้าแก่ รบกวนท่านช่วยตรวจนับทีเถิดขอรับ ที่ผ่านมาต้องขอบคุณที่ท่านคอยดูแลช่วยเหลือ แต่หลังจากครั้งนี้ ข้าคงไม่ค่อยมีเวลามาแล้ว"
แม้ในคราแรกจะเป็นเพราะผลประโยชน์ เถ้าแก่ร้านยารู้ว่าเขาสามารถหาสมุนไพรดีๆ มาได้จึงมอบตำราภาพสมุนไพรให้ แต่ก็เพราะตำราเล่มนั้นนั่นแหละ ที่ทำให้เขารู้จักพืชพรรณบนโลกใบนี้มากขึ้น ในชาติก่อนเขาจดจำเรื่องพวกนี้ได้ไม่มากนัก
ยิ่งไปกว่านั้น เมื่อเถ้าแก่รู้ว่าเขาแจกจ่ายเมล็ดพันธุ์ให้ชาวบ้านในหมู่บ้านเซิ่งหุน เถ้าแก่ก็เสนอตัวทำสัญญาเป็นผู้รับซื้อสมุนไพรจากหมู่บ้านโดยตรง นี่คือ นายทุนใหญ่ ตัวจริงเสียงจริง เขาจะยอมให้ความสัมพันธ์นี้สั่นคลอนไม่ได้เด็ดขาด
"เข้าใจๆ!" น้ำเสียงของเถ้าแก่ดูเกรงอกเกรงใจขึ้นมาทันที เขารีบเดินออกมาจากหลังเคาน์เตอร์
"เหล่าซาน รีบมาตรวจนับเร็วเข้า!"
"ได้ขอรับ!"
หลงจู๊ประจำร้านรีบวิ่งกระหืดกระหอบเข้ามารับช่วงต่อ
เพียงไม่นาน การตรวจนับก็เสร็จสิ้น เมื่อรับเงินค่าสมุนไพรเรียบร้อย จูอู่ก็ประสานมือบอกลาแล้วเดินออกจากร้านไปท่ามกลางสายตาของทั้งสองคน
"นี่มันนกกระจอกกลายร่างเป็นพญาหงส์ทองคำชัดๆ"
เถ้าแก่มองตามแผ่นหลังเล็กๆ นั้นพลางถอนหายใจด้วยความชื่นชม ก่อนจะหันไปสั่งลูกจ้าง
"เหล่าซาน ต่อจากนี้ไป ราคารับซื้อสมุนไพรจากหมู่บ้านเซิ่งหุน ให้เพิ่มขึ้นอีกหนึ่งส่วนนะ"
"ได้เลยขอรับเถ้าแก่"
เหล่าซานผู้รู้ความรีบรับคำแข็งขัน
---
"ไปดูที่นั่นสักหน่อยก็แล้วกัน"
จูอู่ที่เดินออกมาถึงถนนใหญ่ชะงักฝีเท้าเล็กน้อย ก่อนจะเบนเข็มทิศเลี้ยวไปทางขวา
ครู่ต่อมา เขาก็มาหยุดยืนซ่อนตัวอยู่ในตรอกฝั่งตรงข้ามกับร้านขายผ้าแห่งหนึ่ง
เมื่อมองลอดออกไป จะเห็นป้ายไม้แขวนตระหง่านอยู่หน้าประตู สลักอักษรตัวบรรจงสี่คำว่า ร้านผ้าตระกูลไป๋
สี่คำนี้... คือคำที่เขาได้ยินซ้ำแล้วซ้ำเล่าตั้งแต่ตอนที่ยังอยู่ในครรภ์มารดา ยามที่สติสัมปชัญญะเพิ่งจะเริ่มก่อตัว ด้วยเหตุนี้ เขาจึงอาศัยจังหวะที่เข้ามาขายสมุนไพรในเมืองนั่วติง แอบมาสืบดูลาดเลาอยู่หลายครั้ง
หลังเคาน์เตอร์ภายในร้าน มีสตรีวัยราวห้าสิบปียืนอยู่ ด้านนอกมีบุรุษวัยไล่เลี่ยกัน อีกด้านหนึ่งมีชายหนุ่มรูปร่างกำยำกำลังแบกม้วนผ้าแพรพรรณอย่างขะมักเขม้น ใกล้ๆ กันนั้นมีหญิงสาวอีกคนกำลังยืนแนะนำสินค้าให้ลูกค้าอย่างยิ้มแย้ม
ท่านตา ท่านยาย ท่านลุง ท่านป้า...
จูอู่ยืนนิ่งเงียบ มองดูภาพครอบครัวที่แสนอบอุ่นนั้นอยู่เนิ่นนาน ก่อนจะตัดสินใจหันหลังกลับ
ในเมื่อตัวเขาถูกกำหนดให้เป็นคนตายไปแล้ว ในสายตาของเขา การไม่เข้าไปรบกวนครอบครัวที่เพิ่งจะเยียวยาบาดแผลในใจ และกำลังมีชีวิตที่สงบสุข ถือเป็นทางออกที่ดีที่สุด
อีกอย่าง หากเผยพิรุธจนคนของตระกูลราชันมังกรอัสนีบาตทรราชตามกลิ่นมาเจอ ย่อมนำภัยพิบัติมาสู่ผู้บริสุทธิ์เปล่าๆ
"ส่วนความแค้นของท่านแม่... ข้าจะไปสะสางด้วยมือของข้าเอง!"
เขาพึมพำเสียงเย็นเยียบในใจ เร่งฝีเท้าจนกลืนหายไปในฝูงชน
จูอู่แวะกินข้าวเที่ยงที่แผงลอยริมทาง จากนั้นก็ไปหาร้านผ้าแห่งอื่นเพื่อซื้อเครื่องนอน แล้วมุ่งหน้ากลับสถาบันทันที
---
ขณะเดินผ่านหน้าตึกฝ่ายธุรการ ก้าวไปได้เพียงไม่กี่ก้าว จู่ๆ ก็มีกลุ่มนักเรียนชายกรูกันเข้ามาขวางหน้า
"น้องสาวคนสวย ต้องการให้พี่ชายช่วยถือของหรือไม่?"
เด็กหนุ่มที่เป็นหัวหน้าแก๊งหน้าแดงระเรื่อ ยืดอกพกความมั่นใจมาเต็มเปี่ยม เอ่ยด้วยน้ำเสียงหล่อเหลาเอาการ
"......"
จูอู่เงยหน้าขึ้นมองมัน แววตาว่างเปล่า
พอสบตากัน เด็กหนุ่มคนนั้นก็ยิ่งหน้าแดงเถือกเป็นลูกตำลึงสุก
ตุ่มหนังไก่ผุดขึ้นเต็มแขนจูอู่ทันที ความขนลุกตีตื้นขึ้นมาจนสุดหลอดลม
"ข้าเป็นบุรุษโว้ย!"
เขาสบถเสียงกร้าว ทิ้งระเบิดลูกใหญ่ไว้เบื้องหน้า ก่อนจะกระชับเครื่องนอนในอ้อมแขนให้แน่น แล้วสับเท้าเดินอ้อมหลบฉากไปอย่างไว
"......"
เด็กหนุ่มหัวหน้าแก๊งยืนอ้าปากค้าง แข็งทื่อเป็นหิน หน้าแดงลามไปถึงใบหู
เมื่อหางตาเหลือบไปเห็นสายตาพิลึกพิลั่นของเหล่านักเรียนรอบข้างที่มองมา ใบหน้าของมันก็ยิ่งเห่อร้อน มันถลึงตาใส่ลูกน้องวงแตก ก่อนจะสับเท้าวิ่งหนีไปอย่างรวดเร็ว
แม่งเอ๊ย! โคตรขายขี้หน้าเลย!
"โฮะๆๆๆ เซียวเฉินอวี่ เด็กคนนี้นี่น้า..."
อาจารย์หญิงคนหนึ่งที่เดินตามหลังมาถึงกับกุมท้องหัวเราะร่วนจนเสียจริต
พอได้ยินเสียงหัวเราะเยาะ เซียวเฉินอวี่ที่ถูกลูกน้องห้อมล้อมก็ยิ่งเร่งฝีเท้าโกยอ้าวไวขึ้นกว่าเดิม
---
อีกด้านหนึ่ง จูอู่รีบวิ่งกลับมาถึงหอเจ็ด ผลักประตูเข้าไปก็พบว่าทุกคนอยู่กันพร้อมหน้า ขาดก็เพียงแค่ถังซาน
"เสี่ยวจู กลับมาแล้วรึ"
หวังเซิ่งเอ่ยทักทายพร้อมรอยยิ้ม
"อืม"
จูอู่ยิ้มตอบ ทว่าวินาทีต่อมาเขาก็เห็นใบหน้าของหวังเซิ่งแดงซ่านขึ้นมาทันตา
เวรเอ๊ย ข้าเป็นผู้ชายนะโว้ย... จูอู่ได้แต่ถอนหายใจอย่างเอือมระอา
"เสี่ยวจู ออกไปข้างนอกทั้งที กลับไม่ซื้อของอร่อยๆ มาฝากพี่เสี่ยวอู่บ้างเลย เจ้าเป็นลูกน้องที่ไม่ได้เรื่องเอาเสียเลยนะ"
เสียงเจื้อยแจ้วของเสี่ยวอู่ดังมาจากอีกฝั่ง น้ำเสียงเต็มไปด้วยความขัดใจ ราวกับกำลังสั่งสอนลูกศิษย์ที่ไม่เอาถ่าน
จูอู่หันไปมอง เสี่ยวอู่นอนคว่ำแผ่หลาอยู่กลางเตียง หน้าอกหน้าใจแบนราบเป็นไม้กระดาน แนบสนิทไปกับฟูกนอนโดยไม่มีรอยยุบตัวเลยแม้แต่น้อย
(เดี๋ยวนะ หน้าอกก็แบนราบไร้ส่วนเว้าส่วนโค้ง แล้วทำไมหน้าเธอถึงได้มั่นหน้าขนาดนี้เนี่ย?)
แม้ในใจจะบ่นอุบ แต่ใบหน้ายังคงประดับด้วยรอยยิ้มการค้า
"พี่เสี่ยวอู่ ครั้งหน้าข้าไม่พลาดแน่"
(เหล่าซิสสส จำไว้นะคะ ผู้ชายที่ใส่ใจคุณ ต่อให้คุณไม่ปริปากพูด เขาก็เดาได้ค่ะว่าคุณต้องการอะไร นี่ไม่ใช่เรื่องของเงินมากเงินน้อย แต่มันคือเรื่องของทัศนคติค่ะ!...)
จูอู่อดไม่ได้ที่จะนึกถึงคำคมไลฟ์โค้ชขยะๆ ในชาติก่อน ที่คอยล้างสมองพวกผู้หญิงเอาแต่ใจ เขาชักจะสงสัยแล้วว่าเสี่ยวอู่เองก็คงถูกกรอกหูมาเหมือนกัน แถมคงโดนกรอกมาจนล้นทะลักออกจากสมองแล้วแน่ๆ!
"แบบนี้สิถึงจะค่อยน่าฟังหน่อย!"
เสี่ยวอู่พยักหน้าหงึกๆ เผยสีหน้าพึงพอใจ
จูอู่หัวเราะเบาๆ หันหลังเดินกลับไปที่เตียงเพื่อปูที่นอน เมื่อจัดการเสร็จ เขาก็นั่งลงแล้วหันไปถามหวังเซิ่ง
"พี่หวัง โดยปกติแล้ววิญญาจารย์เขาฝึกฝนกันอย่างไรหรือขอรับ?"
"ก็ทำสมาธิอย่างไรเล่า!" หวังเซิ่งตอบแทบจะในทันที ก่อนจะตบหน้าผากตัวเองดังฉาด
"จริงสิ ข้าเกือบลืมไปเลยว่าเจ้าเพิ่งเข้าเรียนวันแรก"
"ยังไงพรุ่งนี้คาบแรกอาจารย์ก็ต้องสอนเรื่องนี้อยู่แล้ว งั้นเดี๋ยวข้าอธิบายให้เจ้าฟังคร่าวๆ ก่อนก็แล้วกัน"
ว่าแล้ว หวังเซิ่งก็เริ่มร่ายยาวปูพื้นฐานความรู้เบื้องต้นให้จูอู่ฟัง
"ขอบคุณมากขอรับพี่หวัง ข้าจะลองทำดูเดี๋ยวนี้เลย"
จูอู่กล่าวขอบคุณ นั่งขัดสมาธิบนเตียง หลับตาลงเข้าสู่สภาวะการบำเพ็ญเพียรทันที
ผ่านไปราวครึ่งก้านธูป เขาก็ยังคงไม่ลืมตา
นี่เริ่มฝึกแล้วงั้นรึ? รูมเมทคนอื่นๆ เห็นดังนั้นก็เงียบเสียงลง ไม่มีใครเข้าไปรบกวน ต่างพากันกระซิบกระซาบพูดคุยกันเบาๆ แทน
---
เนิ่นนานผ่านไป... แอ๊ดดด... เสียงประตูหอพักถูกผลักเปิดออก ถังซานเดินยิ้มกริ่มเข้ามาในห้อง
"ถังซาน! กลับมาป่านนี้ มัวไปทำอะไรอยู่ที่ไหนมา!?"
เสี่ยวอู่โวยวายด้วยน้ำเสียงไม่สบอารมณ์ ซ้ำยังเสียงดังลั่น
จูอู่สะดุ้งตื่นจากสมาธิทันที เขาลืมตาขึ้นกวาดมองไปรอบๆ
"ไปหาท่านอาจารย์มาน่ะ" ถังซานตอบด้วยรอยยิ้ม
"ท่านอาจารย์ถ่ายทอดความรู้เกี่ยวกับวิญญาจารย์ให้ข้ามากมาย ก็เลยอยู่คุยนานไปหน่อย อ้อ... อีกอย่าง พรุ่งนี้ข้าคงไม่ได้เข้าร่วมพิธีปฐมนิเทศแล้ว ท่านอาจารย์บอกว่าจะพาข้าไปยังป่าล่าวิญญาณระดับต้น เพื่อหาวงแหวนวิญญาณวงแรกน่ะ"
พอได้ยินเช่นนั้น หวังเซิ่งและเด็กนักเรียนทุนคนอื่นๆ ต่างก็เบิกตากว้างฉายแววอิจฉาตาร้อน
กะแล้วเชียว สุดท้ายก็กราบเป็นอาจารย์จริงๆ สินะ... จูอู่ตีหน้าขรึม ไม่แสดงอาการใดๆ หลับตาลงฝึกสมาธิต่อ
ตลอดสามเดือนหลังจากการปลุกวิญญาณยุทธ์ ด้วยการฝึกฝนเคล็ดวิชาวัชระในยามเช้า และเคล็ดวิชาอายุวัฒนะในยามค่ำ แม้ข้อจำกัดทางร่างกายจะทำให้ฝึกได้ไม่นานนัก แต่พลังวิญญาณของเขาก็ขยับเลื่อนขึ้นมา 1 ระดับ แน่นอนว่าระหว่างนั้นเขาเสียเวลาไปกับการพาเสี่ยวไป๋เข้าป่าหาสมุนไพรด้วย หากทุ่มเทเวลาให้การฝึกเต็มที่ คงก้าวหน้าเร็วกว่านี้
แต่มันก็ช่วยไม่ได้ โรงเรียนวิญญาจารย์ระดับต้นเรียนกันปีละหนึ่งเทอมยาวๆ มีวันหยุดให้แค่ช่วงเทศกาลปีใหม่ เงินติดตัวก็มีไม่มากพอให้ผลาญเล่น หากจะดั้นด้นเข้าป่าหาสมุนไพรเองรอบหนึ่งก็กินเวลาหลายวัน ขืนทำตอนเปิดเทอมมีหวังเรียนไม่ทันแน่ๆ แถมจะขอลาหยุดก็ใช่ว่าจะขอกันได้ง่ายๆ เขาจึงต้องใช้เวลาช่วงก่อนเปิดเทอมกอบโกยทรัพยากรให้ได้มากที่สุด
ตอนนี้เหลืออีกเพียง 3 ระดับก็จะทะลวงถึงระดับ 10 เขาต้องเร่งมือแล้ว
(หากข้าได้วงแหวนวิญญาณวงแรกมาครอง ไม่แน่ว่าข้าอาจจะสามารถใช้ การตรวจสอบภายในร่างได้เหมือนที่ถังซานทำได้ในนิยายต้นฉบับ)
(และถ้าทำได้จริง ข้าก็จะสามารถมองเห็นเส้นทางการไหลเวียนของพลังวิญญาณในร่างกาย ยามที่โคจรเคล็ดวิชาวัชระและอายุวัฒนะ จากนั้นก็แค่ชักนำพลังวิญญาณให้ไหลเวียนไปตามเส้นทางนั้น ความเร็วในการฝึกฝนพลังวิญญาณ ย่อมพุ่งพรวดเร็วกว่าการมานั่งร่ายรำกระบวนท่าภายนอกเพียงอย่างเดียวแน่ๆ)
เขาคิดในใจ รวบรวมสมาธิจดจ่อ ดำดิ่งลงสู่ห้วงการบำเพ็ญเพียรอย่างลึกซึ้ง
นี่คิดจะแข่งกันหรืออย่างไร? เมื่อเห็นจูอู่ตั้งอกตั้งใจฝึกฝนปานนั้น ถังซานก็อดคิดในใจไม่ได้
"นี่! ถังซาน! เจ้าไม่ได้ฟังที่ข้าพูดเลยใช่ไหมเนี่ย!"
เมื่อเห็นถังซานมัวแต่เหม่อ เสี่ยวอู่ก็เท้าสะเอว หน้ามุ่ยด้วยความโมโห
"ฟังอยู่ๆ..."
ถังซานหันกลับมาตอบอย่างจำยอม
เวลาล่วงเลยไปจนดวงอาทิตย์คล้อยต่ำ หวังเซิ่งทนความหิวไม่ไหว เอ่ยเตือนจูอู่ว่าได้เวลาอาหารเย็นแล้ว
"ในห่อผ้าข้ายังมีเสบียงแห้งเหลืออยู่อีกนิดหน่อย ข้าคงไม่ไปหรอก" ถังซานพูดแทรกขึ้นมา
"งั้นข้าก็ไม่ไปเหมือนกัน หัวไชเท้าที่ซื้อมาเมื่อเช้ายังเหลืออีกตั้งหัวนึง ถังซาน แบ่งเสบียงแห้งให้ข้ากินด้วยสิ" เสี่ยวอู่รีบเสริม
"ได้สิ" ถังซานยิ้มรับโดยไม่ปฏิเสธ
จูอู่ที่รู้พล็อตเรื่องทะลุปรุโปร่งลอบยิ้มมุมปาก แม้รายละเอียดบางอย่างจะเปลี่ยนไปบ้าง แต่หากไม่มีอะไรผิดพลาด เดี๋ยวพอถังซานกินเสบียงแห้งเสร็จ เสี่ยวอู่จะต้องชวนถังซานออกไปดูดาว แล้วก็ท้าประลอง จากนั้นก็ขึ้นคร่อมขี่คอถังซาน จนโดนอาจารย์หญิงที่เดินผ่านมาเห็นเข้าใจผิดอย่างแน่นอน
"พี่หวัง พวกเราไปกันเถอะ"
จูอู่กระโดดลงจากเตียง ก้าวอาดๆ นำหน้าออกไป
แล้วกลุ่มเด็กชายหอเจ็ดก็เดินทอดน่องออกจากหอพัก มุ่งหน้าสู่โรงอาหารอย่างพร้อมเพรียง