- หน้าแรก
- ฉันควรจะเป็นตัวร้ายสิ แต่ทำไมทุกคนถึงพากันมาหลงรักฉันล่ะ
- บทที่ 25 ไม่เหมือนข้า ข้ามีแต่จะปวดใจแทนท่านพี่~
บทที่ 25 ไม่เหมือนข้า ข้ามีแต่จะปวดใจแทนท่านพี่~
บทที่ 25 ไม่เหมือนข้า ข้ามีแต่จะปวดใจแทนท่านพี่~
ซูเมี่ยวมี่ยวนั่งคุกเข่าอยู่บนเตียง มือหนึ่งเท้าคาง ส่วนอีกมือชี้ไปที่หลี่ฉางจวี น้ำเสียงของนางเต็มไปด้วยความน้อยเนื้อต่ำใจ
“ศิษย์น้องหญิงหกงั้นหรือ?”
หลี่ฉางจวีขมวดคิ้วครุ่นคิด
“ท่านพี่ฉางจวีลืมไปแล้วหรือ? หลังจากที่ศิษย์พี่หญิงใหญ่และศิษย์พี่หญิงรองกลับไป ก็เป็นข้ากับท่านที่... อิอิ...”
ซูเมี่ยวมี่ยวโน้มตัวเข้าไปใกล้ใบหน้าของหลี่ฉางจวี ลมหายใจหอมกรุ่นดุจดอกกล้วยไม้
เมื่อได้ยินเช่นนั้น ในที่สุดหลี่ฉางจวีก็จำเรื่องราวที่เกิดขึ้นเมื่อคืนได้ เขาตบหน้าผากตัวเองฉาดใหญ่ “เวรเอ๊ย เจ้าคือศิษย์น้องหญิงหกจริงๆ ด้วย!”
“อิอิ ใช่แล้ว ข้าเอง ข้าคือซูเมี่ยวมี่ยว ท่านพี่ฉางจวีจำข้าไม่ได้จริงๆ หรือ?
พวกเราเพิ่งจากกันแค่สองเดือน ท่านพี่ฉางจวีก็ลืมข้าเสียแล้ว ข้าปวดใจเหลือเกิน...”
ซูเมี่ยวมี่ยวกะพริบตาดอกท้อปริบๆ ทอดถอนใจอย่างน่าสงสาร
“หยุดๆๆ!”
หลี่ฉางจวีรีบโบกมือห้าม “เจ้าบอกว่าเจ้าคือซูเมี่ยวมี่ยวอย่างนั้นหรือ?”
คุณหนูจอมวีนผู้เอาแต่ใจกลายร่างเป็นยัยชาเขียวผู้แสนดีไปได้ยังไงเนี่ย?
นี่มันเรื่องอะไรกัน?
“เดี๋ยวนะ เจ้าบอกว่าจะถอนหมั้นกับข้าไม่ใช่หรือ? แล้วนี่มันเกิดอะไรขึ้น?”
หลี่ฉางจวีเอ่ยถาม พลางมองซูเมี่ยวมี่ยวที่สวมเพียงเอี๊ยมตัวในบางเบา
ซูเมี่ยวมี่ยวก้มมองเสื้อผ้าของตนเองแล้วเอ่ยอย่างออดอ้อน “ข้าก็แค่สงสารที่ท่านถูกศิษย์พี่หญิงใหญ่กับศิษย์พี่หญิงรองทิ้งไป
ศิษย์พี่หญิงทั้งสองนี่ก็จริงๆ เลย มีอะไรให้ต้องทะเลาะกันด้วย? ข้าที่เป็นตัวจริงยังไม่ได้ปริปากพูดอะไรสักคำ พวกนางมีสิทธิ์อะไรมาทะเลาะกันจนทำให้ท่านพี่ฉางจวีต้องอารมณ์เสีย...
ไม่เหมือนข้า ข้ามีแต่จะปวดใจแทนท่านพี่~”
จากคุณหนูจอมวีนกลายเป็นสายแบ๊วขี้อ้อนเนี่ยนะ?
หลี่ฉางจวีขนลุกซู่จนอดไม่ได้ที่จะตัวสั่นสะท้าน
“อีกอย่าง ท่านพี่ฉางจวี ท่านเข้าใจข้าผิดไปได้อย่างไร... ข้าไม่เคยคิดอยากจะถอนหมั้นเลยนะ คนที่ข้าชอบก็คือท่านชัดๆ”
“…” หลี่ฉางจวี
แล้วใครกันที่บอกเมื่อสองเดือนก่อนว่าชาตินี้จะไม่มีวันแต่งงานกับเขาเด็ดขาด?
นี่มันเปลี่ยนสีไวยิ่งกว่าพลิกหน้ากระดาษเสียอีกไม่ใช่หรือไง?
ซูเมี่ยวมี่ยวเงยหน้ามองหลี่ฉางจวี เมื่อเห็นว่าเขายังคงมีสีหน้าไม่อยากจะเชื่อ นางก็รีบอธิบายต่อ
“ท่านพี่ฉางจวี พวกเราเป็นเพื่อนเล่นกันมาตั้งแต่เด็ก แถมยังมีสัญญาหมั้นหมายกันอีก
ข้ารักท่านมาตลอด ข้าจะตัดใจถอนหมั้นกับท่านลงได้อย่างไร?”
ในนิยายต้นฉบับ การแต่งงานครั้งนี้เป็นสัญญาหมั้นหมายตั้งแต่เยาว์วัยที่พ่อแม่บุญธรรมของหลี่ฉางจวีและตระกูลซูได้ตกลงกันไว้ตั้งแต่พวกเขายังเด็ก
สองตระกูลมีความสัมพันธ์อันดีและไปมาหาสู่กันอยู่เสมอ
ดังนั้น ตอนที่หลี่ฉางจวีอายุได้สิบขวบ เขาจึงถูกหมั้นหมายกับซูเมี่ยวมี่ยว รอเพียงให้พวกเขาโตเป็นผู้ใหญ่ก็จะเข้าพิธีวิวาห์กัน
หลี่ฉางจวีไม่ได้ต่อต้านสัญญาหมั้นหมายนี้ ท้ายที่สุดแล้ว ซูเมี่ยวมี่ยวก็หน้าตาสะสวยมาตั้งแต่เด็ก
ส่วนซูเมี่ยวมี่ยวตัวน้อยก็ไม่ได้คัดค้านเช่นกัน แถมยังสนิทสนมกับหลี่ฉางจวีมากเสียด้วยซ้ำ หลังจากเข้าสำนัก นางมักจะแสดงตัวว่าเป็นคู่หมั้นของหลี่ฉางจวีอยู่เสมอ จนกระทั่งเย่เหยียนก้าวเข้ามาในสำนัก นางก็กลับกลายเป็นหลงใหลคลั่งไคล้เขาอย่างกับโดนทำเสน่ห์ใส่
เมื่อสองเดือนก่อน ซูเมี่ยวมี่ยวยังขู่กรรโชกจะถอนหมั้นอยู่เลย
ทว่าตอนนี้ ซูเมี่ยวมี่ยวกลับเปลี่ยนใจอีกครั้ง ถึงขนาดร่วมเตียงกับเขา... แล้วบอกว่าจะไม่ถอนหมั้นแล้วเนี่ยนะ?
มีบางอย่างผิดปกติ ผิดปกติมาก!
มันต้องมีปัญหาตรงไหนสักที่แน่ๆ
อีกอย่าง เหตุใดคาร์แรคเตอร์ของบรรดาตัวละครหญิงในนิยายต้นฉบับถึงได้พากันหลุดโลกไปทีละคนแบบนี้ล่ะ?
หรือว่า...
นักเขียนสวะนั่นจะเลื่อนขั้นให้ตัวร้ายอย่างข้ากลายเป็นพระเอกไปแล้ว?
เปลี่ยนจากพล็อตตัวไร้ค่า กลายมาเป็นพล็อตตัวร้าย ให้ข้าได้เหยียบย่ำบุตรแห่งโชคชะตาอย่างนั้นหรือ?
จากประสบการณ์การอ่านนิยายมาอย่างโชกโชนของข้า มันมีความเป็นไปได้สูงมาก!
และสถานการณ์ที่คาร์แรคเตอร์ของนางเอกพังทลายลงอย่างกะทันหันเช่นนี้ ก็เป็นไปได้มากที่สุดเลยว่า—
จะเป็นพล็อตแนวสมุดบันทึก?
พวกนางบังเอิญไปอ่านเจอสมุดบันทึกที่หลี่ฉางจวีทิ้งไว้ แล้วค่อยๆ ตระหนักได้ว่าตนเองเข้าใจหลี่ฉางจวีผิดไป จึงอยากจะชดเชยให้เขา เลยทำให้คาร์แรคเตอร์ของพวกนางต้องหลุดกรอบไปแบบนี้?
ไม่สิ หลี่ฉางจวีไม่เคยเขียนไดอารี่สักหน่อย!
คนปกติที่ไหนเขาเขียนไดอารี่กัน?
ถ้าอย่างนั้นก็ต้องเป็นพล็อตได้ยินเสียงในใจ!
นี่คือมุกที่ถูกใช้บ่อยที่สุดในนิยายแนวตัวร้ายเลยนี่หว่า!
“ท่านพี่ฉางจวี เหตุใดท่านถึงไม่ยอมพูดกับข้าล่ะ? ข้าทำอะไรผิดให้ท่านโกรธหรือเปล่า?”
ขณะที่พูด นางก็เอื้อมแขนเรียวขาวเนียนไปโอบคล้องคอเขาไว้ แล้วเบียดตัวซุกเข้าในอ้อมอกของเขา
ฟาวล์! นี่มันจงใจเอาหน้าอกมาเบียดกันชัดๆ
หลี่ฉางจวีไม่คาดคิดเลยว่าซูเมี่ยวมี่ยว แม้อายุจะยังน้อย แต่กลับเติบโตได้ดีถึงเพียงนี้
เรื่องที่มู่หรงไต้ไต้ ‘ก้มหน้ามองไม่เห็นปลายเท้า’ อาจจะเป็นความงามจอมปลอม แต่นี่ของซูเมี่ยวมี่ยวน่ะผ่านการพิสูจน์มาแล้วว่าเป็นของแท้แม่ให้มา
ซูเมี่ยวมี่ยวสัมผัสได้ถึงบางอย่างจริงๆ นางจึงกุมข้อมือของหลี่ฉางจวีไว้ ยกฝ่ามือของเขาขึ้นมา แล้วเอ่ยเสียงอ่อนเสียงหวาน “ข้าเจ็บหน้าอกจังเลย ท่านพี่ฉางจวีเป่าให้หน่อยสิ~”
หลี่ฉางจวี: ข้าอุตส่าห์ซ่อนเร้นอย่างแนบเนียน สายตาก็สำรวมถึงเพียงนี้ แต่นางยังดูออกอีกหรือ?
ชัดเลย ชัดเจน!
พล็อตได้ยินเสียงในใจแน่นอน
มิน่าล่ะช่วงนี้คาร์แรคเตอร์ของพวกนางถึงได้เปลี่ยนไปกะทันหัน ที่แท้พวกนางก็สามารถได้ยินเสียงในใจของข้างั้นสินะ?
ซูเมี่ยวมี่ยวแสดงท่าที: นางมองแวบเดียวก็รู้แล้วว่าผู้ชายคนไหนกำลังมีความคิดอกุศล ต่อให้ท่านพี่ฉางจวีจะไม่ได้คิดอกุศลก็เถอะ แต่ตราบใดที่เขาเป็นผู้ชาย เขาย่อมไม่มีทางปฏิเสธได้ลงหรอก!
หลี่ฉางจวีกำลังจะยื่นมือออกไป แต่แล้วเขาก็เปลี่ยนใจและชักมือกลับมา
ข้าควรจะลองทดสอบนางดูอีกรอบดีไหมนะ?
‘ซูเมี่ยวมี่ยว ยัยงั่ง!’
“ชิ! ข้าไม่คุยกับท่านแล้ว!”
ซูเมี่ยวมี่ยวเห็นหลี่ฉางจวีชักมือกลับ นางก็หันหน้าหนีอย่างไม่สบอารมณ์ มุดหน้าลงกับหมอนอย่างแง่งอน พวงแก้มป่องๆ ของนางแทบจะชี้ขึ้นฟ้า
เมื่อเห็นเช่นนี้ ความสับสนของหลี่ฉางจวีก็กระจ่างแจ้งในทันที
พล็อตได้ยินเสียงในใจชัวร์! ไม่ผิดแน่!
ดูเหมือนว่าต่อไปนี้ข้าคงต้องระวังความคิดให้มากขึ้นแล้วสิ
ก่อนหน้านี้ข้าคงไม่ได้แอบด่าพวกนางในใจหรอกใช่ไหม?
หลี่ฉางจวีทบทวนความทรงจำอย่างระมัดระวัง และยืนยันได้ว่าตนเองไม่ได้ทำเช่นนั้น ในที่สุดเขาก็ลอบถอนหายใจด้วยความโล่งอก
“ถ้าเป็นแบบนั้นก็ดีสิ การทำภารกิจของระบบให้สำเร็จจะไม่ยิ่งง่ายดายขึ้นเป็นสองเท่าหรือไง?”
มุมปากของหลี่ฉางจวีโค้งขึ้นเป็นรอยยิ้มบางๆ รู้สึกยินดีปรีดาอยู่ลึกๆ
ซูเมี่ยวมี่ยวได้ยินเสียงหัวเราะเบาๆ ของเขา นางแอบลืมตาขึ้นมาอย่างเงียบๆ และเมื่อเห็นใบหน้าเปื้อนยิ้มของเขา นางก็อดไม่ได้ที่จะตะลึงงันไป
ท่านพี่ฉางจวีเป็นอะไรไป?
ทำไมจู่ๆ ถึงได้ยิ้มออกมาโดยไม่มีปี่มีขลุ่ยล่ะ? แต่รอยยิ้มนี้น่าหลงใหลเกินไปแล้ว...
“เฮ้ย หยุดเลยนะ ศิษย์น้องหญิงหก เจ้ากัดตรงไหนเนี่ย!”
“ซี้ด~”
...
สองชั่วยามผ่านไป
“แย่ล่ะสิ เวลาใกล้จะหมดแล้วเนี่ย ถึงจะยืนยันได้แล้วว่าพวกนางได้ยินเสียงในใจข้า แต่ถ้าภารกิจระบบไม่เสร็จ ข้าก็ยังต้องตายอยู่ดี!
ไม่ได้การ ข้าต้องรีบไปง้อเซียวหงหยวนที่ตำหนักฉีหวงเดี๋ยวนี้แล้ว!”
หลี่ฉางจวีปรายตามองซูเมี่ยวมี่ยวที่สลบไสลไม่ได้สติ จากนั้นก็พุ่งพรวดออกจากห้อง มุ่งหน้าไปยังตำหนักฉีหวงทันที
...
ภายในตำหนักฉีหวง เซียวหงหยวนกำลังตั้งใจบำเพ็ญเพียรอย่างหนัก
นางร้องไห้ฟูมฟายมาค่อนคืน และในช่วงครึ่งหลังของคืน นางก็ตัดสินใจที่จะพยายามให้มากขึ้น
จนกระทั่งถึงช่วงบ่าย พละกำลังทางร่างกายของนางก็หมดลง นางจึงหยุดการบำเพ็ญเพียร
“ขอบเขตร้อยแม่น้ำบรรจบขั้นห้า! ข้าอยู่ห่างจากไป๋ซูเยว่เพียงแค่ขอบเขตใหญ่เดียวเท่านั้น!”
เซียวหงหยวนหยัดกายลุกขึ้น ยืดเส้นยืดสายเล็กน้อย และพยักหน้าด้วยความพึงพอใจ
ในช่วงระยะเวลานี้ ความก้าวหน้าของนางเป็นไปอย่างรวดเร็ว หากยังคงรักษาความเร็วในระดับนี้ไว้ได้ อีกปีครึ่ง นางก็จะสามารถก้าวข้ามศิษย์พี่หญิงและกดข่มนางได้อย่างราบคาบ
“ถึงเวลานั้น ข้าจะต้องทวงคืนทุกสิ่งที่สูญเสียไปเมื่อคืนนี้กลับมาให้จงได้ ข้าจะต้องกดข่มไป๋ซูเยว่ให้อยู่หมัด จากนั้นก็ต่อหน้านาง... กระหน่ำจัดหนักจวีจวีน้อยซะ!”
ภาพเหตุการณ์นั้นวาบผ่านเข้ามาในหัวของเซียวหงหยวน ทำเอานางรู้สึกเลือดลมพลุ่งพล่านขึ้นมาทันที