- หน้าแรก
- ฉันควรจะเป็นตัวร้ายสิ แต่ทำไมทุกคนถึงพากันมาหลงรักฉันล่ะ
- บทที่ 15 แม่สาวน้อย เจ้าชักจะแปลกๆ แล้วนะ!
บทที่ 15 แม่สาวน้อย เจ้าชักจะแปลกๆ แล้วนะ!
บทที่ 15 แม่สาวน้อย เจ้าชักจะแปลกๆ แล้วนะ!
"ตุ้บ!"
หลังจากหลี่ฉางจวีจากไป เย่เหยียนก็ทรุดตัวลงกับพื้น ร่างกายอ่อนปวกเปียกไร้เรี่ยวแรง
ไม่นานนัก ศิษย์คุมกฎหลายคนก็เดินเข้ามาในคุก
ร่างของพวกเขาดูน่าเกรงขามเป็นพิเศษท่ามกลางแสงสลัว แววตาราวกับสัตว์ร้ายจอมตะกละ จ้องมองเย่เหยียนราวกับว่าเขาเป็นเหยื่ออันโอชะไปแล้ว
"พะ-พวกเจ้าต้องการจะทำอะไร"
หัวใจของเย่เหยียนบีบรัด ใบหน้าเปลี่ยนสีอย่างรุนแรงขณะที่เขาถอยร่นไปเบื้องหลังซ้ำแล้วซ้ำเล่า
"พวกเราต้องการจะทำอะไรงั้นหรือ ก็ถึงเวลาลงทัณฑ์แล้วน่ะสิ!"
ศิษย์คุมกฎคนหนึ่งแสยะยิ้ม ในมือถือแส้ก้าวเดินเข้าหาเย่เหยียน
"พวกเจ้า... อย่าเข้ามานะ! อ๊าก..."
...
หลี่ฉางจวีจากไปอย่างพึงพอใจหลังจากได้จิตน้ำแข็งหยินหยางมาครอง
"ในที่สุดข้าก็ได้มันมา!"
เขาลอบยินดีในใจ รอยยิ้มกระหยิ่มยิ้มย่องปรากฏขึ้นบนริมฝีปาก
งานที่สำคัญที่สุดของเขาในตอนนี้คือการรีบหลอมรวมจิตน้ำแข็งหยินหยางเพื่อรักษาชีวิตของตนเอง
ทันใดนั้น เขาก็แตะเท้าเบาๆ ร่างหายวับไปจากจุดเดิม แล้วใช้วิชาขี่กระบี่เหาะเหินทะยานขึ้นสู่ท้องฟ้า
ท่ามกลางเสียงลมหนาวที่พัดกระหน่ำ เมฆาที่ล่องลอยพัดผ่านร่างเขาไป เพียงพริบตาเดียว เขาก็กลับมาถึงยอดเขาฉงอวี้
ถ้ำบำเพ็ญเพียรของหลี่ฉางจวีตั้งอยู่บนยอดเขา ดูโอ่อ่าตระการตา ราวกับขุมทรัพย์ล้ำค่าที่ซุกซ่อนอยู่ท่ามกลางมวลเมฆหมอก
เมื่อเขาเข้าใกล้ถ้ำบำเพ็ญเพียร ทิวทัศน์โดยรอบก็ค่อยๆ ชัดเจนขึ้น น้ำแข็งและหิมะละลายหายไป เสียงน้ำพุไหลริน และมีกลิ่นหอมจางๆ ลอยอบอวลอยู่ในอากาศ
เขาผลักประตูถ้ำบำเพ็ญเพียรและก้าวเข้าไปด้านใน ทุกอย่างยังคงเหมือนเดิม หลี่ฉางจวีเดินตรงไปยังห้องบำเพ็ญเพียรซึ่งได้รับการปกป้องด้วยค่ายกลตัดขาดจากภายนอก
การตกแต่งภายในห้องบำเพ็ญเพียรนั้นดูเรียบหรูและคลาสสิก ทว่าหลี่ฉางจวีไม่มีอารมณ์จะมาสุนทรีย์ชื่นชม เขารีบนั่งขัดสมาธิ ในมือถือจิตน้ำแข็งหยินหยางเอาไว้ แววตาคมกริบ ปากพึมพำคาถาสำหรับการหลอมรวมอย่างต่อเนื่อง
สองลักษณ์แบ่งหยินหยาง หยินหยางผสานเป็นสองปราณ...
เพียงแค่คิด พลังปราณวิญญาณก็ทะลักออกมาคล้ายคลื่นน้ำวน พันธนาการเข้ากับพลังสายเลือดเทพมารของเขา หลอมรวมเข้าด้วยกัน การปะทะกันของน้ำแข็งและไฟนำมาซึ่งความสั่นสะเทือนอย่างที่ไม่เคยมีมาก่อน
หลี่ฉางจวีหลับตาลง รวบรวมสมาธิ ไม่กล้าวอกแวกแม้แต่น้อย เพราะหากเสียสมาธิเพียงนิดเดียว สายเลือดเทพมารอาจจะหลุดการควบคุมได้
"ครืน..."
พลังทั้งสองสายปั่นป่วนอย่างหนัก ราวกับทะเลสาบที่กำลังเดือดพล่าน พุ่งชน ทำลายล้าง และปะทุขึ้นอย่างบ้าคลั่ง!
เขาสัมผัสได้ว่าพลังสองสายในจุดตันเถียนกำลังผลักไสกันเอง หากเขาไม่รีบหลอมรวมพวกมันให้เร็วที่สุด เขาอาจจะตัวระเบิดได้
เขาพยายามข่มความตื่นตระหนกในใจ บังคับพลังทั้งสองสายให้สงบลง จากนั้นก็ผสานอินแล้วค่อยๆ กดมันลงบนจุดตันเถียน
เวลาผ่านไปครึ่งค่อนวัน
"ตู้ม!"
พร้อมกับเสียงดังทึบ ถ้ำบำเพ็ญเพียรทั้งคูหาคล้ายจะสั่นสะเทือนเบาๆ ตามความผันผวนของพลังนี้ พลังปราณวิญญาณรอบนอกก็ถูกดูดกลืนเข้ามาในพริบตา ก่อตัวเป็นวังวนอันอบอุ่นห่อหุ้มร่างของหลี่ฉางจวีเอาไว้
ร่างกายของเขาถูกล้อมรอบด้วยพลังนี้ ไอเย็นของวิญญาณน้ำแข็งถูกชักนำด้วยพลังวิญญาณของเขา ค่อยๆ หลอมละลายแปรเปลี่ยนเป็นพลังงานอันอ่อนโยนที่เริ่มซึมซาบเข้าสู่เส้นลมปราณ
เส้นลมปราณทุกเส้นในร่างของหลี่ฉางจวีถูกห่อหุ้มด้วยพลังอันอบอุ่นนี้ ความเจ็บปวดอย่างรุนแรงค่อยๆ ทุเลาลง และถูกแทนที่ด้วยความรู้สึกสบายตัวอย่างเหลือเชื่อ
ไม่นานนัก เส้นเลือดฝอย กระดูก กล้ามเนื้อ และส่วนอื่นๆ ในร่างกายของหลี่ฉางจวีก็ได้รับประโยชน์อย่างมหาศาล
ใบหน้าของเขาเปล่งปลั่งด้วยเลือดฝาดแห่งสุขภาพดี คิ้วที่ขมวดมุ่นคลายออก เผยให้เห็นสีหน้าแห่งความเพลิดเพลิน
ความรู้สึกนี้มันช่างเบิกบานใจเสียเหลือเกิน!
หลี่ฉางจวีรู้สึกได้ว่าร่างกายของเขาเต็มเปี่ยมไปด้วยความมีชีวิตชีวา ผิวพรรณก็ขาวเนียนขึ้นกว่าเดิม
เขาอดไม่ได้ที่จะพึมพำออกมา "ของดีจริงๆ ด้วย!"
แม้ว่าระดับการฝึกตนของเขาจะยังไม่เลื่อนขั้น แต่ความแข็งแกร่งกลับเพิ่มขึ้นอย่างเห็นได้ชัด
ยิ่งไปกว่านั้น เขารู้สึกว่าอีกเพียงแค่อึดใจเดียว เขาก็จะสามารถทะลวงขีดจำกัดและก้าวเข้าสู่ระดับใหม่ได้
เขาดีใจเป็นล้นพ้นและรีบดำเนินการหลอมรวมจิตน้ำแข็งหยินหยางต่อไปทันที
เวลาค่อยๆ ล่วงเลยผ่านไป...
สามวันผ่านไปอย่างรวดเร็ว หลี่ฉางจวีลืมตาขึ้น ประกายแสงคมกริบพุ่งวาบออกมา
ในช่วงสามวันนี้ การบำเพ็ญเพียรของเขาได้ทะลวงเข้าสู่ขอบเขตหล่อเลี้ยงปราณขั้นที่แปดแล้ว
...
"แย่แล้ว!"
จู่ๆ หลี่ฉางจวีก็ก็นึกอะไรบางอย่างขึ้นมาได้ เขารีบหยิบเจดีย์เคลือบออกมาจากแหวนมิติอย่างรวดเร็ว
มู่หรงไต้ไต้ยังคงติดอยู่ข้างในนั้น!
หลี่ฉางจวีแผ่สัมผัสเทวะเข้าไปในเจดีย์เคลือบ และก็ต้องยืนอึ้งตะลึงงันไปในทันที
ภายในนั้น เสื้อผ้าของมู่หรงไต้ไต้หลุดลุ่ยยุ่งเหยิง และตัวของนางก็ดูหดเล็กลงไปหนึ่งไซส์
"นี่... นางหิวจนตัวแฟบเลยงั้นหรือ"
หลี่ฉางจวีตะลึงงันไปครู่หนึ่ง ก่อนจะรีบปล่อยนางออกมา
ทันทีที่มู่หรงไต้โต้ออกมา นางก็ตกใจกลัวจนรีบวิ่งไปหลบซ่อนตัว
หลี่ฉางจวี: แบบนี้สิถึงจะสมกับคาแรคเตอร์ของนาง!
นางหลบอยู่ด้านข้าง ก้มหน้าลงอย่างเหม่อลอย ดูน่าสงสารและน้อยเนื้อต่ำใจ ก่อนจะเอ่ยเสียงเบา "ข้าอยากกลับบ้าน..."
เดิมทีหลี่ฉางจวีอยากจะถามอะไรนางบางอย่าง แต่ในสถานการณ์เช่นนี้ คงไม่เหมาะที่จะซักไซ้ไล่เลียงนางต่อไป
"ข้าขอโทษ เป็นความสะเพร่าของข้าเอง..."
หลี่ฉางจวีกล่าวขอโทษซ้ำแล้วซ้ำเล่า แต่แล้วก็ได้ยินมู่หรงไต้ไต้พูดต่อด้วยน้ำเสียงแผ่วเบาว่า "เจ้าช่วยไปส่งข้ากลับได้ไหม"
"ตกลง ข้าจะไปส่งเจ้า!"
หลี่ฉางจวีพยักหน้า
"ไม่อยู่ในเจดีย์แล้วนะ ข้ากลัว..."
มู่หรงไต้ไต้เป็นเหมือนลูกกวางที่บาดเจ็บ นางไม่กล้าแม้แต่จะเงยหน้าขึ้นมองหลี่ฉางจวี
"ได้ ข้าจะขี่กระบี่เหาะไปส่งเจ้าเอง!"
หลี่ฉางจวีรีบรับปาก จากนั้นก็เหยียบขึ้นไปบนกระบี่ "ขึ้นมาสิ!"
คำว่า "ขึ้นมาสิ" นี้ทำเอามู่หรงไต้ไต้เหม่อลอยไปเล็กน้อย ราวกับว่านางได้ย้อนเวลากลับไปเมื่อหลายปีก่อน
สำหรับมู่หรงไต้ไต้ในตอนนี้ นางไม่รู้แล้วว่ามันผ่านมายาวนานแค่ไหนแล้ว—พันปี หมื่นปี หรืออาจจะนานกว่านั้น...
แม้แต่ตัวนางเองก็จำไม่ได้แล้ว
"อืม..."
มู่หรงไต้ไต้ลังเลอยู่ครู่หนึ่งแล้วพยักหน้า
จากนั้น นางก็ก้าวเท้าเล็กๆ ขึ้นไปกลางอากาศ กระโดดขึ้นไปบนกระบี่เหาะอย่างแผ่วเบา และยืนนิ่งอยู่ข้างหลังหลี่ฉางจวีอย่างว่าง่าย ดวงตาโตของนางกะพริบปริบๆ มองเขาด้วยความคาดหวัง
หลี่ฉางจวียิ้มกว้าง เขาเข้าใจความหมายของนางดี
มู่หรงไต้ไต้หลบหน้าเขาเหมือนรังเกียจโรคระบาด กระบี่น้ำแข็งชาดก็ยาวเพียงแค่นี้ หากขึ้นมายืนบนนั้นก็หลีกเลี่ยงไม่ได้ที่จะต้องอยู่ใกล้ชิดกัน
ดังนั้นหลี่ฉางจวีจึงผสานอิน กระบี่น้ำแข็งชาดยาวสามฉื่อพริบตาก็ขยายขนาดกลายเป็นกระบี่ยักษ์ที่ยาวกว่าสิบจั้ง
ระยะห่างระหว่างทั้งสองถูกขยายออกกว้างในทันที
มู่หรงไต้ไต้: "..."
เขาควบคุมกระบี่ยักษ์ให้พุ่งทะยานออกไป
กระบี่เหาะแหวกอากาศไปบนท้องฟ้า ทิ้งร่องรอยเส้นสายที่หนาเตอะเอาไว้
สิ่งนี้ทำให้ศิษย์หลายคนต่างพากันจับกลุ่มวิพากษ์วิจารณ์กันอย่างออกรส
"พวกบ้านนอกคอกนา แค่กระบี่ยักษ์ทำเป็นตื่นเต้น ข้าเคยเห็นกระบี่รถบัส แถมมีราวเกาะด้วยซ้ำไป..."
หลี่ฉางจวีบ่นอุบอิบ
"ศิษย์พี่ ข้าขอกอดท่านได้ไหม"
หลี่ฉางจวี: "อะ-อะไรนะ—?"
"ข้าขอกอดท่านได้ไหม"
มู่หรงไต้ไต้แอบขยับมายืนอยู่ข้างหลังเขาอีกครั้งตั้งแต่เมื่อไหร่ก็ไม่รู้ น้ำเสียงของนางเจือไปด้วยเสียงสะอื้นไห้นิดๆ ศีรษะเล็กๆ ก้มต่ำ ไม่กล้าเงยหน้าขึ้นมอง
เมื่อได้ยินเช่นนี้ หัวใจของหลี่ฉางจวีก็เต้นรัวขึ้นมากะทันหัน
ไม่สิ นางไม่ชอบให้เขาเข้าใกล้นี่นา
หรือว่าจะเป็นเพราะ...
นางกลัวความสูงงั้นหรือ?
"ถ้าเจ้ากลัวล่ะก็ กอดข้าไว้สิ!"
หลี่ฉางจวีกล่าวด้วยน้ำเสียงราบเรียบ
ยังไงซะเขาก็ไม่ได้เสียหายอะไร ให้กอดหน่อยก็ไม่เห็นเป็นไร...
เมื่อได้ยินดังนั้น พวงแก้มของมู่หรงไต้ไต้ก็ปรากฏริ้วรอยแดงระเรื่อขึ้นสองสาย
ทันใดนั้น นางก็กางมือเล็กๆ ออกแล้วสวมกอดเอวของหลี่ฉางจวีไว้แน่น เบียดเรือนร่างบอบบางแนบชิดกับแผ่นหลังของเขา ใบหน้าเต็มไปด้วยความรักใคร่และหอมหวาน
นางชอบความรู้สึกใกล้ชิดแบบนี้จริงๆ ความรู้สึกนี้มันช่างวิเศษเหลือเกิน...
ทว่าหลี่ฉางจวีกลับรู้สึกว่าร่างกายของตนสั่นสะท้าน
"เฮ้ยๆๆ! แม่สาวน้อย เจ้าแปลกๆ แล้วนะ!"
"...แล้วมือเจ้าจับตรงไหนอยู่เนี่ย"